สมาพันธ์ฯถอยแก้ประกวดหนัง
‘สุพรรณหงส์’วุ่นหนัก คนบันเทิงบอยคอต แห่ติด ‘#แบนสุพรรณหงส์’ ‘จ๋าย-ณัฏฐ์’พร้อมคืนรางวัล ผู้กำกับหนังประกาศเลิกสังฆกรรมกติกาใหม่ กีดกันหนังเล็กเข้าประกวด ‘โขม ก้องเกียรติ’ ชี้เหมือนฝีแตก เหตุปัญหาที่สะสมมานาน เมื่อไม่แฟร์รับใช้คนกลุ่มเดียว สุดท้ายก็เสื่อมไปเอง แต่ที่ยังโดนวิจารณ์เพราะยังมีคุณค่าคนเลยออกมาปกป้อง ขณะสมาพันธ์เรียกประชุมด่วน
จากกรณีเกิดแฮชแท็ก #แบนสุพรรณหงส์ ในโลกโซเชี่ยลจนกลายเป็นประเด็นร้อน เนื่องมาจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์เเห่งชาติ ผู้จัดงานประกาศรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ได้ปรับหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผลงานเข้าชิงรางวัล กำหนดให้ต้องฉายในโรงภาพยนตร์ ฉายผ่านสตรีมมิ่งอย่างเดียวไม่ได้, ต้องฉายในโรงครบทั้ง 5 ภูมิภาค อย่างน้อยใน 5 จังหวัดใหญ่ คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช และต้องมียอดผู้ชมไม่ต่ำกว่า 50,000 คน ทำให้ภาพยนตร์หลายเรื่องถูกตัดสิทธิเข้าชิงเหตุเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ ทำให้บุคคลในวงการภาพยนตร์ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีนี้ เพราะทำให้ภาพยนตร์ที่เข้าฉายในโรงหนังเครือใหญ่เท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้รับพิจารณาเข้าชิงรางวัล ส่วนภาพยนตร์อิสระและจากค่ายเล็กที่ไม่ได้ฉายทั่วประเทศหมดสิทธิ์เข้าชิง ทำให้บุคคลในวงการภาพยนตร์ออกมาเคลื่อนไหวในโลกโซเชี่ยล
เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ศราวุธ แก้วน้ำเย็น อาร์ต ไดเร็กเตอร์ หรือ ผู้กำกับศิลป์ ภาพยนตร์เรื่อง “เวลา” (Anatomy of Time) ซึ่งกำกับฯ โดย “เก่ง-จักรวาล นิลธำรงค์” ที่ได้เข้าฉายในรอบ World Premiere งาน Venice International Film Festival เมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี และได้รับรางวัล Bisato Award for Best Screenplay กระทั่งได้รับเสียงชื่นชมในกลุ่มนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม แต่ถูกตัดสิทธิ์เข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์เหตุไม่ผ่านเกณฑ์ ได้โพสต์ความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า นี่เหรอครับ เพียงแค่เราทำหนังทุนต่ำ และไม่มีปัญญาหาเงินหรือไปขอโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ เข้าฉายให้ครบทุกภาคในประเทศบ้านเกิด แต่เราเข้าฉายไปทั่วโลกและคนในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเราก็ให้รางวัลมาหลายที่ ผิดด้วยเหรอที่เราฉายไม่ครบทุกภาค แต่เราก็ฉายในสตรีมมิ่งอันดับต้นของโลกครับ ผิดด้วยเหรอที่เราถูกโรงหนังขนาดใหญ่ของประเทศตัดรอบฉาย”
ด้านอดิศักดิ์ ลิมปรุงพัฒนกิจ รองประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การคัดเลือกภาพยนตร์ไทย ที่ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ประจำปี 2566 พร้อมส่งจดหมายลาออก
ส่วนผู้กำกับภาพยนตร์ และนักแสดงก็ออกมาเคลื่อนไหวประกาศจุดยืนผ่านช่องทางโซเชี่ยลส่วนตัว อาทิ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับฯ และเขียนบท Fast & Feel Love ขอถอนตัวจากการได้รับสิทธิ์ถูกคัดเลือก เพราะไม่เห็นด้วยกับกติกาและเงื่อนไข, คงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้กำกับฯ Faces of Anne ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับกติกาใหม่ของสุพรรณหงส์, บาส นัฐวุฒิ ผู้กำกับฯ One for the Road ถอนชื่อจากการถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล, บริษัท ฮอลลีวู้ด (ไทยแลนด์) เจ้าของภาพยนตร์ “บึงกาฬ” (The Lake) ขอถอนตัวจากการเสนอชื่อเข้าชิง, ปิ๊ง อดิสรณ์ ผู้กำกับฯ “บุพเพสันนิวาส ๒” ขอถอนตัวจากการถูกเสนอชื่อเข้าชิง, จ๋าย ไททศมิตร และณัฏฐ์ กิจจริต 2 นักแสดงซึ่งได้รางวัลสุพรรณหงส์จากเรื่อง 4 Kings ยินดีให้ริบคืนรางวัลถ้าไม่มีการพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือกอีกครั้ง ฯลฯ
‘โขม’ ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับภาพยนตร์ “ขุนพันธ์ 3” ซึ่งเคยได้รับรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 19 สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง เฉือน กล่าวว่า เหมือนฝีแตกจากปัญหาหลายอย่างที่สะสมมานาน อย่างที่ทราบกันว่ากฎกติกานี้เคยถูกพูดมาแล้วและเบรกไปแล้ว แล้วอยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมา แน่นอนภาพที่เห็นคือมันไม่แฟร์ ในฐานะคนทำงานทุกคนมีเจตนาที่อยากจะเห็นความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังเล็กหรือหนังใหญ่ ที่ผ่านมาหนังอินดี้หรือหนังอิสระก็มีคุณค่าในตัวมันที่สามารถสร้างบุคลากรใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ ซึ่งหนังอิสระคือตัวนำร่องที่จะหาทิศทางที่มันแตกต่าง ทีนี้แน่นอนว่ากลุ่มมันก็ต้องเล็กลง พอกลุ่มเล็กลงโรงก็อาจจะไม่ฉาย การที่เอากฎสมาพันธ์มากำหนดว่าจะต้องให้ได้ที่นั่งเท่านี้ๆ จำนวนฉายเท่านี้ๆ เลยเป็นข้อจำกัดที่ไม่แฟร์
ก้องเกียรติกล่าวอีกว่า ทางสมาพันธ์อาจจะตั้งธงไว้ว่า ในบางปีมีหนังที่ได้รางวัลสุพรรณหงส์แต่คนดูไม่รู้จัก จริงๆ แล้วประเด็นนี้น่าคิดในทางกลับกันมากกว่า ว่าทำไมหนังที่เป็นเมนสตรีมถึงไม่ได้รางวัลสุพรรณหงส์ แต่กลายเป็นหนังอิสระได้รางวัลกันหมด เพราะว่าหนังเมนสตรีมมันถูกข้อจำกัดด้วยอุตสาหกรรมด้วยโรงหนังเองว่าต้องทำหนังตลกแบบนี้ๆ สิ ซึ่งเป็นหนังแนวซ้ำๆ จนคนดูด่าและรู้สึกเสื่อมศรัทธากับหนังไทย หนังเมนสตรีมเหล่านี้อาจจะมีมูลค่าทางการตลาด แต่ไม่ได้มีคุณค่าพอที่รางวัลจะให้ ซึ่งพูดกันตามตรงว่ามีไม่กี่เจ้าที่จะทำได้ เพราะหนังไม่ได้ทำหน้าที่แค่ความบันเทิง แต่ทำหน้าที่กระตุ้นปัญหาด้วย หนังถึงเป็นศิลปะที่มีแรงกระเพื่อมพอที่จะทำให้สะท้อนปัญญาของประเทศนั้นๆ
“จริงๆ ไม่ได้มีแค่ปัญหานี้ แต่ที่ทำให้เกิดดราม่าขนาดนี้ เพราะว่ามันมีปัญหาสะสมอย่างที่รู้กันว่ามันมีอะไรนอกในหรือเปล่า ทำไมถึงได้เกิดมรสุมขนาดนี้กับวงการหนังไทย ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ สู้กับโรง สู้กับความศรัทธาของคนดู สู้กับหนังฝรั่ง สู้กับทุน สู้ไปหมด ตั้งแต่ทำงานในแวดวงภาพยนตร์มา จริงๆ มันเป็นลูป มีวันรุ่งเรืองมีวันตกต่ำ แต่ตอนนี้น่าจะวิกฤตสุดๆ แล้วสำหรับหนังไทย ทำไมความไม่แฟร์ถึงได้เกิดขึ้นเยอะขนาดนี้ ซึ่งมันย้อนแย้งกับนโยบายคำว่า ซอฟต์เพาเวอร์ มากๆ” ก้องเกียรติกล่าว
ผู้กำกับฯ คนดังกล่าวด้วยว่า เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในประเทศ หลายรางวัลที่อดีตเคยเป็นรางวัลใหญ่แล้ววันหนึ่งอยู่ต่อไม่ได้ อย่างเมื่อก่อนก็ซื้อรางวัล พอมันมีความไม่แฟร์แล้วปล่อยให้มันเกิดขึ้นเพื่อรับใช้คนแค่กลุ่มเดียว มันก็จะต้องเสื่อมไปตามกฎธรรมชาติ สำหรับสุพรรณหงส์ส่วนตัวมองว่าถ้ามันเสื่อมคนจะไม่ออกมาพูดถึงไม่สนใจ ไม่ได้มีราคาไปนั่งแบน แต่การที่คนออกมานั่งพูดแสดงว่ายังมีราคา แล้วก็พยายามที่จะปกป้องความศักดิ์สิทธิ์อันนี้เอาไว้
ด้าน “นุชี่” อนุชา บุญยวรรธนะ นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เผยว่า ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นกฎที่ไม่ได้ครอบคลุมให้กับหนังทุกเรื่อง ที่จริงรางวัลมันน่าจะครอบคลุมกับหนังทุกๆ เรื่อง น่าจะเป็นรางวัลที่โฟกัสเรื่องศิลปะภาพยนตร์ เชิดชูศิลปะภาพยนตร์ ให้กำลังใจกับผู้ที่ทำงานภาพยนตร์มากกว่าเรื่องธุรกิจ การที่กีดกันเอาหนังที่ได้ฉายในเมืองใหญ่ หรือว่าหนังที่ทำรายได้ ไม่ได้เท่านั้นเท่านี้ออกจากการประกวด มันก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อวงการภาพยนตร์ มีคนที่พยายามเอากฎข้อนี้มาใช้เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว แต่ก็ได้รับเสียงต่อต้านจากคนในวงการทำให้มีการพักความคิดนี้ไป แต่กลับนำขึ้นมาใช้ ทำให้มีกระแสต่อต้านออกมาอย่างที่เห็น สมาชิกของสมาคมผู้กำกับฯ ไม่เห็นด้วย ตนซึ่งเป็นประธานนายกสมาคมต้องเข้าไปคุยกับทางสมาพันธ์ และกับทางผู้ที่จัดงานสุพรรณหงส์ เพื่อขอคำตอบว่าจะยกเลิกกฎอันนี้หรือไม่ เราเรียกร้องความบริสุทธิ์ ต้องมีแถลงการณ์บางอย่างออกมาเพื่อให้ความมั่นใจกับคนในวงการว่าต่อไปจะไม่มีกฎแบบนี้ออกมาอีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่เกิดดราม่า #แบนสุพรรณหงส์ ทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ได้จัดประชุมวาระเร่งด่วน ที่สมาพันธ์เมื่อเวลา 16.00 น. วันนี้ โดยมีทั้งตัวแทนจากทางฝั่งผู้กำกับฯ และทางฝ่ายสมาพันธ์ภาพยนตร์ ร่วมหารือเพื่อหาข้อสรุปในการแก้ปัญหาครั้งนี้
ภายหลังการประชุมด่วน ออกแถลงการณ์ระบุว่า คณะอนุกรรมการอำนวยการจัดงานรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 31 ได้มีประชุมหารือ และมีมติเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาภาพยนตร์ไทยที่สามารถส่งประกวดเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ให้เป็นไปเพื่อเปิดโอกาสให้กับภาพยนตร์ไทยที่หลากหลายและครอบคลุม ดังนี้ “ภาพยนตร์ไทยที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 60 นาที เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2565 โดยเป็นการฉายในโรงภาพยนตร์ หรือสถานที่อื่นใดที่มีการจัดฉายภาพยนตร์ในเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย และมีระยะเวลาการฉายไม่น้อยกว่า 7 วัน”
สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ขออภัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนภาพยนตร์ไทยมาโดยตลอด สมาพันธ์ฯ ยินดีรับฟังความคิดเห็นเพื่อร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป