สูญ3.2หมื่นล้านในรอบปี ‘ลวงซื้อสินค้า-โอนเงิน’พุ่ง
เปิดสถิติตุ๋นออนไลน์ในรอบปี พุ่ง 2.5 แสนเรื่อง สูญเงินกว่า 3.2 หมื่นล้าน เผยกลโกงหลอกลวงซื้อขายสินค้าครองอันดับ 1 ตามด้วยหลอกโอนเงินเพื่อหารายได้จากทำกิจกรรม หลอกกู้เงินแต่ไม่ได้เงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และหลอกให้ลงทุน รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เผยหลังพ.ร.ก.ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2566 ครอบคลุมเรื่องบัญชีม้าและกำหนดโทษสูงขึ้นมีผลบังคับใช้ ผู้เปิดบัญชีสำหรับขายให้มิจฉาชีพทยอยปิดบัญชีมากขึ้น เตือนการหลอกลวงผ่านออนไลน์จะไม่หมดลงง่ายๆ ย้ำไตร่ตรองการทำธุรกรรมก่อนโอน
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส เปิดเผยว่าภายหลังจากมีผลบังคับใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2566 ที่ครอบคลุมเรื่องบัญชีม้าและมีการกำหนดโทษสูงขึ้น จึงทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวและเปิดบัญชีสำหรับขายให้มิจฉาชีพนำไปใช้เป็นบัญชีม้าทยอยปิดบัญชีมากขึ้น
“มองว่าเป็นผลดีที่กฎหมายนี้ช่วยลดความเสียหายได้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามการหลอกลวงผ่านออนไลน์จะไม่หมดลงง่ายๆ จึงอยากฝากให้ประชาชนไตร่ตรองข้อมูลการทำธุรกรรมก่อนโอน เพื่อป้องกันความเสียหายที่เป็นทรัพย์สินของตน”นายเวทางค์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาภัยออนไลน์ยังมีแนวโน้มความเสียหายเพิ่มขึ้น สะท้อนจากตัวเลขประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านออนไลน์ www.ThaiPoliceOnline.com ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 21 มีนาคม 2566 มีคดีความออนไลน์ 247,753 เรื่อง แบ่งเป็นคดีออนไลน์ 224,001 เรื่อง คดีอาญาอื่นๆ 7,684 เรื่อง จำหน่ายออกจากระบบ 16,068 เรื่อง ขณะที่ผลการอายัดบัญชีที่มีคำร้องทั้งหมด 74,129 บัญชี มีการขออายัด 54,017 บัญชี ยอดเงิน 6,941 ล้านบาท และอายัดได้ทัน 449 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย 32,083 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพราะเปอร์เซ็นต์สำเร็จยังสูง
สำหรับประเภทความเสียหาย 5 อันดับแรกที่ประชาชนถูกมิจฉาชีพหลอกลวงมากที่สุด ได้แก่ 1.หลอกลวงซื้อขายสินค้า จำนวน 75,307 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 33.62 ความเสียหาย 1,003 ล้านบาท 2.หลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม จำนวน 30,753 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 13.73 ความเสียหาย 3,415 ล้านบาท 3.หลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน จำนวน 25,412 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 11.34 ความเสียหาย 1,058 ล้านบาท 4.หลอกลวงทางโทรศัพท์เป็นขบวนการ (คอลเซ็นเตอร์) จำนวน 20,682 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 9.23 ความเสียหาย 3,601 ล้านบาท และ 5.หลอกให้ลงทุน (ที่ไม่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน) จำนวน 16,742 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 7.47 ความเสียหาย 7,771 ล้านบาท