อุตุฯชี้‘บางนา’ระอุสุด สธ.ห่วงรังสียูวีก็พุ่ง ‘พายุร้อน’ถล่ม62จว.
กรุงเทพฯ ร้อนจัด อุตุฯ ชี้วันนี้ ‘บางนา’ อุณหภูมิทะลุ 50 องศา แนะระวังฮีตสโตรก ขณะที่ 25 จว.ดัชนีค่ารังสียูวีพุ่งสูง เสี่ยงเกิดอันตราย ทำผิวหนังไหม้เกรียมแดด ส่งผลเสียต่อดวงตา ในระยะยาวทำลายดีเอ็นเอ เตือนพายุฤดูร้อนถล่ม 62 จังหวัด 6-9 เม.ย.นี้ ด้านเหนือ-อีสาน-กทม.และปริมณฑลยังสำลักฝุ่นพิษ เชียงใหม่ขึ้นอันดับ 1 เมืองอากาศแย่สุดของโลกอีกครั้ง ผู้ว่าฯ ประกาศ ‘เชียงดาว’ เป็นเขตภัยพิบัติไฟป่าเพิ่ม ส่วนที่เลยก็หนัก ไฟเผาป่าอุทยานฯ ภูสวนทรายวอดพันไร่
‘เหนือ-อีสาน’ยังสำลักฝุ่นต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ศูนย์แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศพื้นที่ทั่วประเทศว่า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพดีมาก ถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอนหรือ PM 2.5 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบค่าฝุ่นระหว่าง 10-356 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) โดยค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.
กรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าฝุ่นระหว่าง 29-99 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 26 พื้นที่ เป็นพื้นที่สีแดง หรือกระทบต่อสุขภาพ 1 พื้นที่ บริเวณริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน ค่าฝุ่น 99 มคก./ลบ.ม.
ภาคเหนือ ค่าฝุ่นระหว่าง 35-356 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 28 พื้นที่ พบเป็นพื้นที่สีแดง 20 พื้นที่ ได้แก่ ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น 356 มคก./ลบ.ม. ซึ่งสูงสุดในไทย, ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น 154 มคก./ลบ.ม., ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ค่าฝุ่น 108 มคก./ลบ.ม., ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ค่าฝุ่น 228 มคก./ลบ.ม. ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย ค่าฝุ่น 179 มคก./ลบ.ม., ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ค่าฝุ่น 111 มคก./ลบ.ม., ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 130 มคก./ลบ.ม., ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 115 มคก./ลบ.ม., ต.หางดง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 97 มคก./ลบ.ม., ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 249 มคก./ลบ.ม., ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ค่าฝุ่น 129 มคก./ลบ.ม.,
ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ค่าฝุ่น 104 มคก./ลบ.ม., ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ค่าฝุ่น 91 มคก./ลบ.ม., ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ค่าฝุ่น 94 มคก./ลบ.ม., ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ค่าฝุ่น 93 มคก./ลบ.ม., ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน ค่าฝุ่น 197 มคก./ลบ.ม., ต.ในเวียง อ.เมือง จ.น่าน ค่าฝุ่น 130 มคก./ลบ.ม., ต.ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ค่าฝุ่น 223 มคก./ลบ.ม., ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่ ค่าฝุ่น 106 มคก./ลบ.ม., ต.บ้านต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา ค่าฝุ่น 138 มคก./ลบ.ม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าฝุ่นระหว่าง 33-125 มคก./ลบ.ม. เกินมาตรฐาน 8 พื้นที่ พบเป็นพื้นที่สีแดง 3 พื้นที่ ได้แก่ ต.กุดป่อง อ.เมือง จ.เลย ค่าฝุ่น 100 มคก./ลบ.ม., ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย ค่าฝุ่น 125 มคก./ลบ.ม., ต.บึงกาฬ อ.เมือง จ.บึงกาฬ ค่าฝุ่น 103 มคก./ลบ.ม.
ภาคกลาง ตรวจวัดค่าฝุ่นระหว่าง 32-63 มคก./ลบ.ม. พบเกินมาตรฐาน 7 พื้นที่ ส่วนภาคตะวันออก และภาคใต้ คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ คุณภาพดีมากถึงคุณภาพปานกลาง
เฝ้าระวังเหนือตอนบน 6-7 เมย.
กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล วันที่ 6-7 เม.ย. อาจมีสภาพอากาศที่ปิดได้ในบางพื้นที่ แต่ภาพรวมของพื้นที่ยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีแนวโน้มที่ควรเฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ช่วงวันที่ 6-7 เม.ย.ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพราะอากาศค่อนข้างปิด
จุดความร้อน 2,978 จุด
ด้านสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (GISTDA) เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ในวันที่ 4 เม.ย. ไทยพบจุดความร้อน 2,978 จุด โดยมีเพื่อนบ้านอย่างสปป.ลาว ยังคงนำสูงสุด 8,640 จุด พม่า 5,292 จุด เวียดนาม 615 จุด กัมพูชา 399 จุด และมาเลเซีย 9 จุด
สำหรับจุดความร้อนในประเทศไทยยังคงพบในพื้นป่าอนุรักษ์มากที่สุด 1,532 จุด ตามด้วยป่าสงวนแห่งชาติ 1,018 จุด พื้นที่เกษตร 212 จุด พื้นที่เขต ส.ป.ก. 107 จุด พื้นที่ชุมชนอื่นๆ 94 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 15 จุด จังหวัดที่พบจุดความร้อนมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ จ.น่าน 359 จุด จ.เชียงใหม่ 350 จุด และจ.แม่ฮ่องสอน 263 จุด

ยังวิกฤต – เจ้าหน้าที่ช่วยกัน ดับไฟป่าในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ ดอยภูคา จ.น่าน โดยล่าสุดตรวจพบจุดความร้อนเกิดขึ้นถึง 118 จุด จำนวนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.
เชียงใหม่ขึ้นที่ 1โลกเมืองอากาศแย่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้านี้นอกจากควันหนาทึบแล้ว ยังมีกลิ่นไหม้ที่รุนแรง จนชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างหนักแสบจมูก แสบตา หลายคนเกิดอาการแพ้กำเริบตามผิวหนังทันที ขณะที่ไฟป่าเชียงดาวพุ่งสูงเช้านี้เจอจุดความร้อน 40 จุด ล่าสุดคืนที่ผ่านมาพบว่ามีควันไฟป่าจากหลายพื้นที่ที่ล้อมตัวเมืองเชียงใหม่ จนถึงเช้านี้ชาวเชียงใหม่ต้องตื่นขึ้นมาจมอยู่ใต้หมอกควันที่หนาทึบอีกครั้ง
จากข้อมูลของเว็บไซต์ Iqair.com ที่รายงานคุณภาพอากาศและจัดอันดับเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทั่วโลก พบว่าจ.เชียงใหม่ขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของโลกอีกครั้งสำหรับหัวเมืองใหญ่ที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุด ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์สีม่วง 282 US AQI
ขณะที่ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษพบว่าเชียงใหม่คุณภาพอากาศเลวร้ายขึ้นทุกสถานีอยู่ในระดับสีแดง ค่า PM 2.5 อยู่ระดับ 98-250 มคก./ลบ.ม. สูงสุดในพื้นที่อ.เชียงดาว 250 มคก./ลบ.ม.
‘เชียงดาว’เขตภัยพิบัติไฟป่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 เม.ย. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ลงนามประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่าเพิ่มเติมในพื้นที่อ.เชียงดาว หมู่ที่ 1, 2, 5, 13 ต.เมืองนะ และหมู่ที่ 2, 4, 6 ต.ทุ่งข้าวพวง ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแดง ในส่วนที่เกิด ไฟป่า เพื่อเสริมกำลังและใช้มาตรการทางกฎหมายเข้มข้นในการควบคุมสถานการณ์ ไฟป่าเพิ่มเติม
จากการประกาศแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่องพายุฤดูร้อนในภาคอีสาน และภาคเหนือช่วงวันที่ 6-9 เม.ย.นี้ ภาคเหนือจะได้รับผลกระทบช่วงวันที่ 8-9 เม.ย. ทำให้ยังต้องเสี่ยงที่จะเจอหมอกควันต่อไปอีกระยะ
ด้านศูนย์บัญชาการฯ เชียงใหม่รายงานจุดความร้อนประจำวันที่ 5 เม.ย. รอบเช้าจ.เชียงใหม่พบจุดความร้อน 146 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พบมากสุดที่อ.แม่แจ่ม 15 จุด ส่วนพื้นที่ป่าอนุรักษ์พบมากสุดที่อ.เชียงดาว 40 จุด
ฮ.12 เที่ยวบินดับไฟป่าเชียงราย
ส่วนที่จ.เชียงราย สถานการณ์ไฟป่ายังรุนแรงต่อเนื่อง เกิดไฟป่าขึ้นหลายจุด ทั้งในเขตอ.แม่สรวย อำเภอบริเวณดอยกาดผีแม่จัน บริเวณดอยจระเข้ และอ.เมืองเชียงราย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าภูเขาสูง ยากแก่การเข้าไปดับของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครไฟฟ้าทั้งหลาย ขณะที่สภาพหมอกควันฝุ่น PM 2.5 ยังคงมีมากปกคลุมท้องฟ้า
วันนี้เฮลิคอปเตอร์ดับไฟป่าของปภ. ka32 บินขนน้ำเที่ยวละ 3,000 ลิตรขึ้นไปโปรยน้ำดับไฟป่าบริเวณดอยพระบาท ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย โดยนักบินบินฝ่าสภาพอากาศที่อันตรายเพื่อโปรยน้ำ 12 เที่ยวบิน สามารถยับยั้งไฟป่าที่กำลังโหมหนักบนดอยสูงได้กว่า 70-80% นอกจากนี้ยังมีทีมดับไฟภาคพื้นดินทำงานกันอย่างหนักเกือบตลอด 24 ช.ม.
ทำ‘แนวดำ’สกัดไฟลาม‘ทับลาน’
นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวถึงมาตรการรับมือไฟป่าในช่วงหน้าแล้งปีนี้ว่า แนวทางขั้นต้นตอนนี้ คือการทำ “แนวดำ” เพิ่มเติมจากแนวกันไฟปกติ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงสะเก็ดไฟปลิวข้ามแนวกันไฟไปลุกลามในพื้นที่อื่นๆ โดยจะทำแนวดำขยับลึกเข้าไปในป่าอีกประมาณ 50 เมตร แล้วทำการเผาเพื่อกำจัดเชื้อเพลิงในบริเวณนี้ก่อนจะถึงแนวกันไฟ หากมีสะเก็ดไฟปลิวข้ามแนวกันไฟมา ก็จะไม่ลุกลามเพิ่ม จะนำวิธีการนี้มาใช้สำหรับการป้องกันไฟจากพื้นที่การเกษตร ลามเข้ามาในแนวเขตป่า พร้อมจัดวางกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้าไปคอยเฝ้าระวังประจำจุดเสี่ยง ตอนนี้กำลังรับสมัครทีมเพิ่มอีก 20 คน เพื่อช่วยเฝ้าระวังตรวจตราจุดเสี่ยงและให้เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับชาวบ้าน-ผู้นำชุมชน เพื่อขอความร่วมมือช่วยกันป้องกัน ไฟป่าไม่ให้เกิดขึ้นในพื้นที่
นายประวัติศาสตร์กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีไฟไหม้ป่านครนายก เชื่อว่าน่าจะใช้หลักการเฝ้าระวังและป้องกันในลักษณะเดียวกัน อุทยานแห่งชาติทับลานเคยเกิดสถานการณ์ ไฟป่าไหม้รุนแรงคล้ายกันมาแล้วเมื่อปี 2563 แม้ไฟไหม้ป่านครนายกในคราวล่าสุดนี้ เปลวไฟจะไม่ได้ลุกลามหรือมีสะเก็ดไฟปลิวข้ามเขตมาถึงเขตป่าทับลาน แต่ก็ต้องวางกำลัง เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกนาย สแตนด์บายเฝ้าระวังตรวจตรากันอย่างใกล้ชิด ต้องวางกำลังเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2565 ถึง 31 มี.ค.2566 อุทยานแห่งชาติทับลานเกิดไฟป่า 12 ครั้ง เสียหาย 173 ไร่ จากการวิเคราะห์สาเหตุไฟป่าที่เกิดขึ้นในเขตอุทยานฯ ฝั่ง จ.นครราชสีมา พบว่าเกิดจากการเผาเพื่อเอาของป่ามากสุด เจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปพูดจาทำความเข้าใจชาวบ้านเกี่ยวกับข้อกฎหมาย เพราะแม้กฎหมาย อุทยานฯ ฉบับใหม่จะอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปหาของป่าได้ในบางพื้นที่ แต่ก็ต้องรอดูกฎหมายลูกที่จะออกมาด้วย นอกจากไฟป่าจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์แล้ว ยังมีปัจจัยทางธรรมชาติด้วย เช่นปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลอย่างมากทำให้เกิดคลื่นความร้อนและภัยแล้งเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะป่าทับลาน จะมีต้นไผ่ขึ้นแซมป่าธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และในช่วงหน้าแล้ง ไผ่มักจะยืนต้นตาย จึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี
“จุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ จะอยู่ใกล้กับพื้นที่ป่าที่เปิดให้ชาวบ้านเข้ามาทำกิน เช่นบริเวณเขาคอกช้าง ใกล้กับวัดจอมทอง บ้านคอกช้าง หมู่ 11 ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เป็นจุดที่เกิดไฟป่าขึ้นบ่อยครั้ง และดับได้ยากเพราะมีความสูงชัน ส่วนใน อ.เสิงสาง จะเป็นป่าแถวบ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 1 บ้านโนนสมบูรณ์ ต.โนนสมบูรณ์ มักจะพบการเผาเพื่อกำจัด เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกใหม่ หรือเพื่อเข้าไปเก็บเกี่ยว ทำให้ไฟลุกลามเข้าเขตป่าได้ง่าย” นายประวัติศาสตร์กล่าว
ไหม้อุทยานภูสวนทราย 1,000 ไร่
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ไฟป่าใน อ.นาแห้ว จ.เลย ว่า หลังจากชาวบ้านเผาเพื่อเตรียมพื้นที่การเกษตร เผาป่าให้หญ้าอ่อนขึ้นเพื่อนำฝูงวัวเข้าไปเลี้ยงในป่า หรือเผาป่าเพื่อหาของป่า ทำให้ไฟลุกลามเป็นวงกว้าง ไปถึงเขตอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย เสียหายกว่า 1,000 ไร่ เจ้าหน้าที่อุทยาน แห่งชาติภูสวนทราย และเจ้าหน้าที่สถานี ไฟป่าภูสวนทราย ทหารพราน ทพ.2101 ผู้ใหญ่บ้าน นำชาวบ้านห้วยน้ำผัก ช่วยดับไฟผลัดเปลี่ยนเวรดับตลอดทั้งคืนทั้งวัน หวั่นลุกลามไปแหล่งท่องเที่ยวและที่พัก
นายสาคร นาชัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย เปิดเผยว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมาไฟป่าเริ่มปะทุในหลายจุด และลุกลามเข้าเขตอุทยานฯ ภูสวนทราย จึงระดมเจ้าหน้าที่ทั้ง อุทยานฯ ภูสวนทราย เจ้าหน้าที่สถานีไฟป่า ทหารพราน รวมทั้งชาวบ้านห้วยน้ำผัก เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดเขตอุทยานฯ ที่ได้รับผล กระทบต่างช่วยกันดับไฟ และผลัดเวรเข้าดับไฟในป่าตลอด 24 ช.ม. ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งมีหน่วยลาดตระเวนเดินป่าป้องกันไม่ให้ชาวบ้านเผาป่า หาของป่าและตัดไม้
กรุงร้อนจัด-‘บางนา’ทะลุ 50องศา
วันเดียวกัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูร้อน กลางวันมีสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่นเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เป็นต้น เนื่องจากร่างกายจะขับ ความร้อนออกมาทางเหงื่อ ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมาก เกิดอาการเพลียแดด หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเป็นโรคลมแดดหรือฮีตสโตรกได้ การวินิจฉัยว่าเป็นโรคฮีตสโตรก จะดูจาก 1.มีอุณหภูมิร่างกายสูง 40.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป 2.มีอาการผิดปกติทางสมอง เช่นสับสน เพ้อ เวียนศีรษะ ตอบสนองช้า หรือชัก และ3.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศร้อน ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและใช้ระยะเวลาจนเกิดอาการผิดปกติ ส่วนใหญ่การเสียชีวิตมักจะมีปัจจัยร่วมกับโรคอื่นๆ ด้วย เช่นโรคหัวใจหรือภาวะความดันโลหิตสูง
นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า จากข้อมูลพยากรณ์ค่าดัชนีความร้อนสูงสุด ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าวันที่ 5 เม.ย. ภาคเหนืออยู่ที่จ.ตาก 41 องศาเซลเซียส, ภาคอีสาน จ.ศรีสะเกษ 38.4 องศาเซลเซียส, ภาคกลาง เขตบางนา กทม. 45.5 องศาเซลเซียส, ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี 45.8 องศาเซลเซียส และภาคใต้ จ.พังงา 43.3 องศาเซลเซียส ส่วนวันที่ 6 เม.ย. ภาคเหนือ จ.เพชรบูรณ์ 40.6 องศาเซลเซียส, ภาคอีสาน จ.ศรีสะเกษ 41.5 องศาเซลเซียส, ภาคกลาง เขตบางนา กทม. 50.2 องศาเซลเซียส, ภาคตะวันออก แหลมฉบัง จ.ชลบุรี 49.4 องศาเซลเซียส และภาคใต้ จ.ภูเก็ต 47.9 องศาเซลเซียส สภาพอากาศที่ร้อนเกิน 41 องศาเซลเซียสจัดอยู่ในระดับอันตราย อาจทำให้มีอาการตะคริวที่น่อง ต้นขา หน้าท้อง หรือไหล่ ทำให้ปวดเกร็ง มีอาการเพลียแดด และอาจเกิดภาวะฮีตสโตรกได้
พบ 25 จังหวัดค่ายูวีสูง
ปลัดสธ.กล่าวด้วยว่า นอกจากอุณหภูมิ ที่ร้อนจัด อีกเรื่องที่ต้องระมัดระวังคือ รังสีอัลตราไวโอเลต (ยูวี) จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ช่วงวันที่ 3-9 เม.ย.66 กรณีท้องฟ้าโปร่งเวลา 12.00 น. มี 25 จังหวัด ที่มีค่าดัชนียูวีอยู่ในระดับสูงจัด (มากกว่า 11 ขึ้นไป) หรือระดับสีม่วง ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำปาง หนองคาย สกลนคร ขอนแก่น อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครราชสีมา กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ กาญจนบุรี มีค่าดัชนียูวี 11, กทม. จันทบุรี ชลบุรี มีค่าดัชนียูวี 12 และตราด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา และนราธิวาส มีค่าดัชนียูวี 13 จะทำให้เกิดผิวหนังเกรียมแดด ส่งผลเสียต่อดวงตาได้ในเวลาไม่กี่นาที และระยะยาวจะทำลาย DNA
“ขอให้หลีกเลี่ยงการออกแดด โดยเฉพาะช่วงเวลา 09.00-15.00 น. หากจำเป็นควรใช้เวลาให้น้อยที่สุด สวมเสื้อผ้าสีอ่อน ระบายความร้อนได้ดี สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด และทาครีมกันแดด รวมถึงขอให้ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ หลีกเลี่ยงชา กาแฟ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากต้องทำงานกลางแจ้งควรทำงานเป็นกลุ่ม และเมื่อเกิดอาการผิดปกติ เช่น หน้ามืด เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว ให้รีบแจ้งบุคคลที่อยู่ใกล้เพื่อ ช่วยปฐมพยาบาลทันที” นพ.โอภาสกล่าว
เตือนพายุฤดูร้อนถล่ม 62 จว.
วันเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 3 เรื่อง พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน ระบุว่า ในช่วงวันที่ 6-9 เม.ย.2566 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางจากประเทศจีน จะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และทะเลจีนใต้ ทำให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยจะเริ่มมีผลกระทบในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรและอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงไว้ด้วย
โดยจังหวัดที่คาดว่าจะมีผลกระทบ ดังนี้ วันที่ 6 เม.ย. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.มุกดาหาร, อำนาจเจริญ, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคตะวันออก จ.สระแก้ว, ปราจีนบุรี และจันทบุรี
วันที่ 7 เม.ย. ภาคเหนือ จ.อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, ขอนแก่น, มหาสารคาม, กาฬสินธุ์, มุกดาหาร, ร้อยเอ็ด, ยโสธร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง จ.ลพบุรี สระบุรี และพระนคร ศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก จ.นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด
วันที่ 8 เม.ย. ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก จ.นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
วันที่ 9 เม.ย. ภาคเหนือ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.เลย ชัยภูมิ และนครราชสีมา ภาคกลาง จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ภาคตะวันออก จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี