ขยายผลคดีส่วย ‘ชัชชาติ’เอาจริง ปราบขรก.ทุจริต

ค้นบ้าน ‘บิ๊กกทม.’ คดีรีดเงิน 3.2 ล้าน ช่วยบริษัทอสังหาฯ เลี่ยงภาษี พบเงินสดอีกเกือบ 7 ล้านซุกในรถ ทั้งยังเจอเอกสารจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ขณะที่ปลัดกทม.สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง สั่งย้ายมาประจำสำนักงานปลัด หากผลสอบพบผิดจริงจะลงโทษทางวินัย ปลดออกกับไล่ออก ส่วน ‘ชัชชาติ’ เตือนทุกสำนักงานเขต กทม.เอาจริงเรื่องปราบปรามทุจริต ยังมีอีกหลายกรณีรอจัดการเอาผิด

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.1 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) พร้อมด้วย นายสุภาพ ศิริ ผอ.กองอำนวยการต่อต้านการทุจริต สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 87/86 ซอย 6 หมู่บ้านภัสสร ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ของนายประมวล แสงแก้วศรี หัวหน้าฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตราชเทวี กทม. ผู้ต้องหาคดีเรียกรับเงิน 3,200,000 บาท จากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ แลกกับไม่ต้องเสียภาษี 40 ล้านบาท ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 เม.ย. เพื่อค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม

จากการตรวจค้นพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และรถยนต์ยี่ห้อเลกซัสจอดอยู่ในโรงรถ ตรวจค้นภายในรถพบเงินสด 6,900,000 บาท และตรวจค้นในบ้านพบพระเครื่อง และเอกสารจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้ตรวจสอบ

ซุกอีก6.9ล. – เจ้าหน้าที่ปปป.เข้าตรวจค้นบ้านพักในอ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ของนายประมวล แสงแก้วศรี เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตราชเทวี ผู้ต้องหาคดีเรียกรับสินบนนักธุรกิจอสังหาฯ พบเงินสด 6.9 ล้านบาทในรถ เมื่อ 5 เม.ย.

ขณะเดียวกัน ที่ศาลาว่าการกทม. 2 เขตดินแดง นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกทม. กล่าวว่าแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่นายประมวล กำหนดระยะเวลา 120 วัน พร้อมทำหนังสือถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ขอความเห็นชอบย้ายนายประมวลมาประจำที่สำนักงานปลัดกทม. เพื่อรอผลสอบข้อเท็จจริง และในวันที่ 7 เม.ย. จะลงนามคำสั่งพักราชการจนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด ระหว่างนี้จะไม่ได้รับเงินเดือน หากผลการสอบสวนออกมาแล้วไม่มีความผิด ก็กลับไปปฏิบัติงานเช่นเดิม แต่หากมีความผิดจะลงโทษทางวินัย คือปลดออก กับไล่ออก

ส่วนนายชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่าก่อนหน้านี้ได้รับการประสานร้องเรียนจากบริษัท อสังหาฯ เมื่อ 2 เดือนที่แล้วว่ามีการเรียกรับเงิน หลังทราบเรื่องไม่ได้นิ่งนอนใจ ดำเนินการทันที เพียงแต่ขณะนั้นยังไม่มีพยาน หลักฐานที่จะดำเนินคดี ต่อมาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ อาทิ บก.ปปป. และป.ป.ท. ให้ตรวจสอบและสืบสวน กระทั่งนำไปสู่การจับกุมเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ซึ่งเรื่องการทุจริตจัดเก็บรายได้นั้นเพิ่งพบเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้พบแต่การทุจริตในฝ่ายโยธามากกว่า

“ตั้งแต่รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ได้กำชับเรื่องนี้ โดยเฉพาะสำนักงานเขตราชเทวี เป็นหนึ่งในสำนักงานที่มีการตักเตือนเรื่องทุจริตภายในองค์กร การทุจริตไม่ได้มีผลกระทบเพียงผู้กระทำเพียงคนเดียว แต่ยังกระทบต่อองค์กร และเดือดร้อนถึงบุคคลในครอบครัว ฝากเตือนไปยังสำนักงานเขตพื้นที่อื่นๆ ว่า กทม.เอาจริงเอาจังในการปราบปรามทุจริต เคสนี้จึงเป็นเคสตัวอย่าง ไม่ถึงกับการเชือดไก่ให้ลิงดู แต่อยากให้ข้าราชการทุกคนตระหนักว่าต้องมือสะอาด และยังมีอีกหลายเรื่องรอเวลาดำเนินการเอาผิด” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน