‘บิ๊กตู่’ ประชุมร่วมนายกฯ ลาว และเมียนมา ผ่านระบบ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แก้ฝุ่นพิษ ข้ามแดน ใช้แผน ‘ยุทธศาสตร์ฟ้าใส’ด้าน ‘คุณหญิงสุดารัตน์’ ยกทีมไทยสร้างไทยไปลาว ถกรมว.ป่าไม้ลาวหาทางออกปัญหาฝุ่นพิษ เสนอตั้งคณะกรรมการร่วมไทย-ลาว ยกระดับสร้างความร่วมมือในอาเซียน จนถึงระดับโลก ลั่นหากได้เป็นรัฐบาล จะแก้ให้ได้ภายใน 3 ปี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 เม.ย. ที่ศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (PMOC) ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ร่วมประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว และ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง ไหล่ นายกรัฐมนตรีเมียนมา เรื่องการจัดการปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ พร้อมด้วยนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมด้วย

เจรจาลาว – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดตนายกฯ เจรจาหารือกับนายเพชร พรมภิทักษ์ รมว.กสิกรรมและป่าไม้ ประเทศลาว หาทางแก้ปัญหาฝุ่นควัน ที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 7 เม.ย.

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดนว่า เป็นผลจากสภาวะอากาศที่แห้งแล้งในอนุภูมิภาคแม่โขงช่วงเดือนม.ค.ถึงเม.ย.2566 ทำให้มีจุดความร้อนเพิ่มขึ้นจากการเผาในที่โล่ง และเกิดปัญหาหมอกควันข้ามแดน สำนักเลขาธิการอาเซียนแจ้งเตือนต่อระดับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นระดับสูงสุด (ระดับ 3) ทั้งนี้ภาพรวมจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมียนมา และสปป.ลาว ในปี 2566 พบว่าเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ร้อยละ 93

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไทยตระหนักถึงปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนและ ฝุ่นละออง PM 2.5 ว่าเป็นปัญหาเร่งด่วน เมื่อพิจารณาจากสาเหตุแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ได้แก่ 1.ปัญหาหมอกควันในอนุภูมิภาค แม่โขง/ตอนเหนือของอาเซียน (ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งเกิดขึ้นในหน้าแล้งของทุกปี (ม.ค.-เม.ย.) 2.ปัญหาหมอกควันทางตอนใต้ของอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย) เกิดขึ้นในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย.ของทุกปี ปัจจุบันปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนมีความรุนแรงมาก จนกลายเป็นปัญหารุนแรงด้านสุขภาพของประชาชน และกระทบต่อการท่องเที่ยว

โอกาสนี้นายกฯ เสนอให้ทั้งสามประเทศกระชับความร่วมมือ รวมถึงร่วมมือกับประเทศอาเซียนในการแก้ไขปัญหามลพิษ จากหมอกควันข้ามแดนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ดังนี้ 1.ปฏิบัติตามเป้าหมายในการลดจุดความร้อนตามแผนปฏิบัติการเชียงรายฯ เพื่อควบคุมมลพิษในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จัดตั้งระบบเตือนภัยและส่งเสริมประสิทธิภาพการดับไฟ การบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน รวมถึงพัฒนาความสามารถ เจ้าหน้าที่ 2.ใช้ประโยชน์จากกลไกในทุกระดับ ในระดับทวิภาคี ไทยจะเสนอให้ ส่งเสริมความร่วมมือเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนในระดับจังหวัด ในระดับอาเซียน ไทยจะเสนอในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 42 ให้ผู้นำอาเซียนพิจารณาสั่งการ เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมและ รอบด้าน 3.แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ รวมถึงแนวทางดำเนินการด้านกฎหมายของแต่ละประเทศเพื่อควบคุมต้นเหตุของปัญหา รวมทั้งเพิ่มการช่วยเหลือเกษตรกรในการบริการจัดการของเสีย โดยแปรให้เป็นพลังงาน เช่น การทำโรงไฟฟ้า BCG เปลี่ยนของเสียให้เป็นปุ๋ย ไฟฟ้า และน้ำมันดีเซลให้กับประชาชน การทำโรงงานไบโอก๊าซขนาดเล็กตามชุมชนขนาดเล็ก ตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และการแปรรูปกากที่เหลือจากการเกษตรเป็นวัสดุที่เป็นรายได้

ด้านนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์มลพิษจากหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาคและแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดน รวมถึงแนวทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนและยั่งยืน นายกฯ เสนอ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนที่เกิดขึ้น

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยสร้างไทย เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะนายเพชร พรมภิทักษ์ รมว.กสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ที่กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และได้หารือถึงปัญหาหมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 ที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักกับประชาชนในสปป.ลาว และไทย

คุณหญิงสุดารัตน์เปิดเผยว่า ได้รับเกียรติจากรมว.กสิกรรมและป่าไม้ สปป.ลาว ให้เวลามาพูดคุยเพราะทั้งไทยและลาวต่างเจอปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 จากการเผาพืชไร่ เผาป่า ทำให้เกิดหมอกควันพิษ ข้ามไปมา 2 ประเทศ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนย่ำแย่ ซึ่งทางสปป.ลาวเห็นปัญหาตรงกันว่าเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขร่วมกัน

“ทางพรรคไทยสร้างไทยก็เสนอว่า ถ้าเราได้ทำงานเป็นรัฐบาล ต้องมาตกลงในลักษณะการสร้างความร่วมมือ เป็นคณะทำงานร่วม JC ลดการเผาป่า ซึ่งเรามองใน 2-3 เรื่องที่ ตรงกัน เช่นสนับสนุนเกษตรกร ปรับเปลี่ยน ใช้เครื่องมือไถกลบ แทนการเผา ซึ่งจะสร้างรายได้จากการใช้เศษการเพาะปลูกมาขายเป็นไบโอ พลาสติก ส่วนพื้นที่เชิงเขาลาดชันต้องแก้ไขเรื่องสิทธิที่ดิน ต้องทำทันที โดยจะเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชไร่บนแนวเชิงเขา ให้ปลูกพืชยืนต้น ซึ่งจะเสนอให้รายได้กับเกษตรกรต่อไร่ 2,000 บาทต่อปีต่อไร่ ส่งเสริมให้เปลี่ยนพืชไร่เป็นไม้ยืนต้น ทางรัฐมนตรี กสิกรรมฯ ก็เห็นด้วยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะการปลูกไม้ยืนต้นทำให้ได้คาร์บอนเครดิตด้วย” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวต่อว่า ส่วนหนึ่ง ในการพูดคุยกับรัฐมนตรีกสิกรรมและป่าไม้ ของสปป.ลาว ยอมรับว่าปีนี้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ของลาวรุนแรงมากกว่าทุกปี ปัญหาเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการบุกรุกพื้นที่กสิกรรม การทำมาหากินในเขตป่า และการเผาป่า ซึ่งทางรัฐบาลระดมกำลังในการดับ ไฟป่าอย่างเร่งด่วน และในระยะยาวจะต้องปกป้องรักษาป่าไม้ โดยให้ประชาชนมี ส่วนร่วม ในระยะสั้นทั้งสองประเทศต้อง ช่วยกันดับไฟป่า ซึ่งในไทยจะต้องระดมกำลังอาสาสมัครไปดับไฟป่าทุกปี จะต้องช่วยสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือและเจ้าหน้าที่ ดับไฟป่า ไม่ให้ประชาชนต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว โดยทั้งไทยและลาวสามารถสร้างความร่วมมือสนับสนุนเรื่องนี้ต่อกันได้

“การแก้ปัญหานี้ต้องมีคณะกรรมการร่วม และต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ ให้เป็นวาระแห่งภูมิภาค และวาระระดับโลก ถ้าพรรคไทยสร้างไทยได้เป็นรัฐบาล จะแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี ด้วยการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรให้มี ช่องทางในการเพิ่มรายได้ด้วยการปลูกไม้ที่สามารถนำไปขายสร้างรายได้ ลดการเผาป่าทำไร่ และที่สำคัญคือการสนับสนุนกู้ ในการจัดการเครื่องจักรเพื่อทำเกษตรกรรม โดยรัฐเข้ามาช่วยเหลือ” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

คุณหญิงสุดารัตน์เปิดเผยด้วยว่า รัฐต้องมีมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนมีเครื่องมือที่ลดการเผาป่า ซึ่งอาจช่วยให้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นเงินกู้ระยะยาว ให้ประชาชน และต้องประสานความร่วมมือไปยังไทย ลาว และ เมียนมา และยกระดับไปสู่เวทีอาเซียน รวมถึงระดับโลกในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนไปพร้อมกันด้วย

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน