อดีตผู้นำนักศึกษาชี้เป็นกลาง-น่าเชื่อถือ
หลั่งไหลโหวตคึกคัก ‘โพลมติชน-เดลินิวส์’ สแกนผ่านคิวอาร์โค้ดเป็นวันที่ 4 กดตอบคำถามเลือกใครจะเป็นนายกฯ และสนับสนุนพรรคใด พุ่งกว่า 6.1 หมื่นโหวตแล้ว อดีตผู้นำนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้เป็นสีสัน เชื่อไม่มีชี้นำ เป็นกลางและน่าเชื่อถือ ด้านอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ สงขลาชี้ทำโพลออนไลน์ ตอบโจทย์กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวงกว้างมากขึ้น ชมสื่อที่เป็น กลาง ไม่ได้ชี้นำใคร
เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเปิดโหวตโพลสองสื่อสำคัญ ของประเทศ “มติชนXเดลินิวส์ เลือกตั้ง’66” ในรอบที่ 1 ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันเสาร์ที่ 8 เม.ย. ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม ต่างเข้ามามีส่วนร่วมโหวตครั้งประวัติศาสตร์ชี้อนาคตการเมืองไทยจำนวนมาก ทั้งคำถามหัวข้อที่ 1 ท่านจะเลือกใครเป็นนายก รัฐมนตรีในการเลือกตั้ง 2566 ตามด้วยคำถามหัวข้อที่ 2 ท่านจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง 2566
สำหรับวันที่สี่ของการโหวตโพลรอบแรกจากข้อมูลของทั้งสื่อเครือมติชน ได้แก่ มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ มติชนทีวี ร่วมกับเดลินิวส์ ณ เวลา 15.00 น. พบว่าตัวเลขอัตราการเข้าถึงการโปรโมตเพื่อทำโพล หรือยอดรีช (Reach) การโปรโมตโพล ทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชี่ยลมีเดีย รวมกันมากกว่า 450,000 รีช
นอกจากนั้น ในส่วนของจำนวนผู้ร่วม กดโหวตทำโพลผ่านเว็บไซต์ https://www.matichon.co.th/thai-election66-poll/ ของเครือมติชน และ https://www.dailynews.co.th/election-2566/poll/ ของเดลินิวส์ ตั้งแต่วันที่ 8-11 เม.ย.มีรวมกันมากกว่า 61,150 ราย ทั้งนี้ ประชาชน ผู้สนใจยังสามารถเข้าไปโหวตผ่านเว็บไซต์ทั้งสองเว็บดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่องทุกวันจนกว่าจะประกาศปิดโพลรอบแรก
รศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ อาจารย์หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา แสดงความเห็นกรณีการทำโพลของมติชน-เดลินิวส์ ว่า ถือเป็นแนวทางที่ดีในการทำการเมือง โดยเฉพาะการทำโพลออนไลน์ สามารถตอบโจทย์กลุ่มประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ทั้งในกลุ่มออนไลน์และกลุ่มที่เข้าถึงออนไลน์ แต่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องทางวิชาการ เรื่องสัดส่วนผู้ที่ตอบคำถามอาจจะไม่ตรงตามหลักวิชาการมากนัก แต่ถือเป็นความตั้งใจที่ดี และด้วยความเป็นสื่อที่เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนก็คาดว่าจะสามารถทำโพลให้ออกมาได้ภายใต้ความเป็นกลาง และความน่าเชื่อถือ แต่ทั้งนี้การทำโพลออนไลน์นั้น อาจจะมีความเสี่ยงในเรื่องของกลุ่มผู้ที่ตอบคำถามที่อาจจะไม่ครอบคลุมหลากหลายแต่ก็เชื่อว่าด้วยความเป็นองค์กรสื่อก็จะสามารถทำโพลให้ออกมาเป็นกลางและน่าเชื่อถือได้
นายกาญจน์วัชรบดี ชัยชาญ อดีตนายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2564 กล่าวถึงการทำโพลเลือกตั้งของมติชน และเดลินิวส์ว่า ถือเป็นสีสันเลือกตั้ง มีหลายสำนักทำโพลเหมือนกัน แต่โพลของมติชนและเดลินิวส์น่าเชื่อถือกว่า เพราะเป็นสื่อคุณภาพ เป็นกลาง ไม่ได้ชี้นำใคร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจประชาชน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น ส่วนตัว ยังไม่มีนายกฯ ที่ใช่ และพรรคการเมือง ที่ชอบอยู่ในใจ เพราะยังไม่มีพรรคไหน ตอบโจทย์ได้ชัดเจน แต่เท่าที่ติดตามนโยบายการหาเสียง ชอบนโยบายยกเลิกเกณฑ์ทหารของพรรคก้าวไกล และส่งเสริมเสรีภาพกลุ่ม LBGTQ เพื่อความเท่าเทียม เสมอภาค ของพรรครวมแผ่นดิน ส่วนพรรคการเมืองอื่น ควรเสนอนโยบายการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสาธารณูปโภค รวมทั้งการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ว่าเป็นทิศทางใด เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค หรือชนบท ไม่ใช่กระจุกตัวเฉพาะกรุงเทพฯ หรือส่วนกลางเท่านั้น ส่วนคำถามโพลครั้งหน้า ควรตั้งว่า ชอบพรรคไหน นโยบายอะไร สามารถตอบสนองความต้องการ หรือตอบโจทย์ประชาชนได้ตรงจุดหรือไม่ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้วสามารถทำตามนโยบายหาเสียงได้หรือไม่ เพื่อให้ประชาชน ได้ใช้วิจารณญาณตัดสินใจ ก่อนไปใช้สิทธิเลือกตั้งดังกล่าว
ขณะที่ นายพงษ์เทพ มาลาชาสิงห์ กรรมการ หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เห็นด้วยที่สื่อทั้งสองสำนักจับมือกันทำโพลเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการเมืองไทย สื่อสารมวลชนมีหน้าที่หาข้อมูลมานำเสนอให้ประชาชนได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา อยู่แล้ว การจัดทำโพลไม่ว่าจะแบบเปิดเผยหรือในเชิงลับ ข้อมูลที่ได้มาจากการจัดทำโพล หากไม่มีการบิดเบือน จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ อย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนมีความต้องการแบบไหน อยากได้ใครมาบริหารประเทศ ปัจจุบันประชาชนไม่ได้โง่ มีข่าวสารและช่องทางมากมายให้ตรวจสอบ การที่สื่อต่างๆ ออกมาจัดทำโพลให้โหวตเสียง ย่อมจะมี ความเป็นกลาง เชื่อถือได้ เป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองหรือพรรคการเมืองด้วยที่ต้องนำผลสำรวจหรือผลโหวตมาวิเคราะห์ตรวจสอบดูว่า ทำอย่างไรจะให้นโยบายหรือแนวคิดของตน เป็นที่ถูกใจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ยิ่งในยุคหลังโควิด นโยบายเก่าๆ อาจจะไม่โดนใจประชาชนมากนัก ก็ต้องนำมาประกอบการพิจารณาปรับกลยุทธ์
“ทั้งนี้ภาคการท่องเที่ยว ผมคาดหวัง ให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาช่วยเหลือช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น การเที่ยวข้ามภาค ศึกษาดูงาน จัดอบรมต่างๆ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศได้ดีขึ้น ส่วนภาคต่างประเทศ ต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะเสียภาพลักษณ์ของประเทศไปด้วย ส่วนเรื่อง ที่พัก อาหารและด้านอื่นๆ เราเตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว ขอให้เน้นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย เป็นพิเศษ และเรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินมากระตุ้น การท่องเที่ยว ถ้ารัฐวางแผนกระตุ้นให้ถูกจุด แทบจะไม่ต้องใช้เงินของรัฐ จะไม่มีช่องทางให้ทุจริตได้เลย ให้หน่วยงานของรัฐเป็นตัวนำก่อน เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ภาคเอกชนก็จะเข้ามามีส่วนร่วมและฟื้นตัวได้ตาม หากกระตุ้นได้หมดทุกชั้น จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในทุกระดับ ความเข้มแข็งของชุมชนและของธุรกิจต่างๆ ก็จะตามมา เช่นถ้ากระตุ้นเฉพาะภาคโรงแรม แต่ไม่กระตุ้นภาคชุมชน ธุรกิจต่างๆ ก็ตาย ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้ากระตุ้นแบบขอไปที จัดงบประมาณมาน้อยแบบพอกะเทิน ภาคเอกชนก็จะมองดูแล้วไม่รอด ไม่อยาก เข้ามาร่วม ไม่กล้ามาลงทุน ดังนั้น รัฐจึงควรจัดงบประมาณลงมาถึงท้องถิ่นโดยตรงด้วย เพราะท้องถิ่นจะรู้ความต้องการของคนในพื้นที่ จะให้เอกชนขับเคลื่อนเองคงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้ารัฐนำขับเคลื่อน ก็เชื่อว่า จะเกิดแรงกระเพื่อม ให้เอกชนสนใจเข้ามามีส่วนร่วมทำกิจกรรม และยังจะช่วยเสนอแนะรูปแบบกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้คนมาท่อเที่ยวจับจ่ายมากขึ้นด้วย” นายพงษ์เทพกล่าว