ต่อยอด‘มติชน-เดลินิวส์’ เปิดผลโหวต‘พิธา’นายก พท.ชี้ฝ่ายประชาธิปไตย โค่น 3 ป.ตั้งรัฐบาลได้แน่ รทสช.โวมีทีเด็ดโค้งท้าย
ก้าวไกลคึกลุยต่อยอดผลโพล ‘มติชน x เดลินิวส์’ ขอดันพรรคขึ้นอันดับ 1 แซงหน้าเพื่อไทย หลัง ‘พิธา’ ซิวนายกฯ ที่ใช่ในใจประชาชน ขณะที่ ‘บิ๊กตู่’ ยันไม่เสียกำลังใจที่ผลโพลยังตามหลังคู่แข่ง แต่รวมไทยสร้างชาติยังเชื่อคะแนนจะพลิกช่วงโค้งท้าย ยกทีเด็ด ‘ความสงบจบที่ลุงตู่’ ที่เคยใช้ได้ผลในเลือกตั้ง 62 ด้านเพื่อไทยมั่นใจฝ่ายประชาธิปไตยได้ชัยชนะ โค่น 3 ป.ตั้งรัฐบาลได้แน่ ฟากพลังประชารัฐไม่หนักใจ ชูทีมเศรษฐกิจแข็งแกร่ง เร่งปรับกลยุทธ์ดึงคะแนนช่วงโค้งสุดท้าย ลั่นเมื่อยังมีเวลาเชื่อว่าสู้ได้
โรมขอบคุณโพลพิธานายกฯ
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. จากผลโหวต “มติชน x เดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง’66 ครั้งที่ 1” ผ่านช่องทางออนไลน์ของสื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ มติชนทีวี และเดลินิวส์ ทั่วทุกภูมิภาค ทุกระดับอายุ อาชีพ การศึกษา และรายได้ โดยเป็นการโหวตแบบไม่ซ้ำ ไอพีแอดเดรส ระหว่างวันที่ 8-14 เม.ย 2566 รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 84,076 ราย โดยผู้ได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล, อันดับ 2 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย, อันดับ 3 นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย และอันดับ 4 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ขณะที่พรรคการเมืองที่ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 คือ พรรคเพื่อไทย ตามด้วยพรรคก้าวไกล พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคชาติพัฒนากล้า ตามลำดับนั้น

นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลดังกล่าวว่าขอบคุณประชาชนที่โหวตให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ในการลงพื้นที่ของพวกเราที่ทำงานหนักมาตลอด หาเสียงเคาะประตูบ้านอย่างใกล้ชิดกับประชาชน เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราได้รับความไว้วางใจ ในพื้นที่ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกับโพล ประชาชนอยากเจอนายพิธาและหลายคนพูดถึงในแง่ที่ดีมากว่าเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และแนวโน้มว่าจะพาประเทศ ไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ตนลงพื้นที่ภาคใต้ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ง่าย ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีกว่าที่ผ่านมา จึงคิดว่าโพลสอดคล้องกับภาพความเป็นจริง
อยากได้พิธาต้องกาก้าวไกล 2 ใบ
โฆษกพรรคก้าวไกลกล่าวต่อว่า ถ้าจะเลือกให้นายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องใช้ส.ส.เลือก เราจะเห็นว่าคะแนนของพรรคก้าวไกลในส่วนที่เป็นส.ส.ทั้งบัญชีรายชื่อและเขตยังน้อยไปหน่อย คงต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าถึงที่สุดแล้วต้องเลือกก้าวไกลทั้ง 2 ใบ เพื่อไปเลือกนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นเช่นนี้เราจะมีโอกาสเป็นพรรคหลักจัดตั้งรัฐบาล ต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างกระแสความนิยมให้เกิดขึ้น วันนี้เราบรรลุเป้าหมายในการสร้างความเชื่อมั่นต่อตัวหัวหน้าพรรค ต่อไปต้องสร้างความมั่นใจต่อพรรคและผู้สมัครของพรรค
ยันไม่แปรเปลี่ยน-ได้ตรงปก
ผู้สื่อข่าวถามว่าผลโพลสะท้อนอะไรหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ส่วนแรกประชาชนคงใช้เวลาตัดสินใจในการเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจตัดสินใจเลือกคนอื่นไปแล้วแต่อาจเปลี่ยนได้ ส่วนที่ 2 สะท้อนเรื่องนโยบาย แนวทางของพรรคก้าวไกลไม่ได้เริ่มต้นจากการดูดใคร ไม่ได้เริ่มจากการเอาบ้านนั้นบ้านนี้มาอยู่กับเรา แต่เราเริ่มต้นด้วยการทำนโยบายซึ่งกลายเป็นจุดขายที่สำคัญของพรรคก้าวไกลในการขับเคลื่อนทางการเมือง ส่วนที่ 3 คือเวทีที่จะต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่างๆ การที่เรามีนโยบายชัดเจนทำให้เราสามารถตอบปัญหาของสังคม รวมไปถึงอธิบายว่าประเทศไทยในอนาคตควรเป็นอย่างไรบ้างอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา สิ่งนี้แสดงถึงผลโพลที่ออกมา ในส่วนที่ 4 นอกจากเรื่องนโยบายคือจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคก้าวไกล ประชาชนจำนวนมากพูดถึงพรรคว่าเป็นพรรคการเมืองที่ชัดเจนมากที่สุด ไม่แปรเปลี่ยน ไม่หักหลังประชาชน เลือกก้าวไกลได้ก้าวไกลตรงปก สิ่งเหล่านี้ทำให้พรรคได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
ลั่นสถานีต่อไปต้องเป็นที่ 1
ต่อข้อถามว่าคะแนนนิยมของพรรคตามพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่มาก จะปรับเปลี่ยนแผนในการหาเสียงเพื่อขึ้นมาเป็นที่ 1 อย่างไร โฆษกพรรคก้าวไกลกล่าวว่าสถานีต่อไปเราต้องเป็นที่ 1 ให้ได้ จากผลโพลที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่าเรามาถูกทาง สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการทำงานหนักขึ้น เดินมากขึ้น พูดคุยและอธิบายวิสัยทัศน์ให้มากขึ้น ตอนนี้หลายนโยบายได้รับการตอบรับ คงต้องเน้นส่วนนี้มากขึ้นเพื่อทำให้ประชาชนมอบความไว้วางใจให้พรรคก้าวไกลต่อไป
มั่นใจเกิน 81 เสียง
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่าโพลจะแม่นหรือใกล้เคียงคือโพลช่วงโค้งสุดท้าย จะเป็นช่วงเวลาแท้จริงที่ประชาชนสนใจการเลือกตั้งจริงจัง แต่โพลเป็นแค่ตัวชี้ให้เห็นภาพรวมบางส่วน ไม่สามารถบ่งบอกคะแนนทั้งหมด ย้ำว่าของจริงจะอยู่หลังช่วงสงกรานต์ ถ้าจะถามว่าพรรคก้าวไกลทำโพล หรือไม่ ที่ผ่านมาก่อนสงกรานต์เราไม่ได้ดูแต่โพลอย่างเดียวแต่ต้องใช้เครื่องมือหลายอย่าง เช่น โซเชี่ยลมีเดีย รวมถึงต้องวิเคราะห์ ประเมินจากสนามการเมืองที่เป็นจริงด้วย รวมถึงในรายละเอียดโดยเฉพาะ ส.ส.เขตของพรรคตัวเองและคู่แข่ง
“ถ้าถามว่าจนมาถึงวันนี้ การประเมินจากหลายตัวชี้วัดภาพรวมต้องบอกว่ายิ่งใกล้เลือกตั้งเท่าไหร่ยิ่งมั่นใจมากว่าเราจะประสบความสำเร็จมากกว่าสมัยพรรคอนาคตใหม่แน่นอน ตอนพรรคอนาคตใหม่เราได้ 81 ที่นั่ง กระแสดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาคิดว่าจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงโค้งสุดท้าย สิ่งที่ต่างกันคือเราจะได้ส.ส. เขตเยอะกว่าส.ส.บัญชีรายชื่อ จากตัวชี้วัดทั้งหมดมั่นใจแล้วว่าเราเกิน 81 เสียง แน่นอน นี่คือขั้นต่ำ ยังมั่นใจว่าส.ส.เขต จะครบทุกภาค ส่วนจะไปถึง 100 ที่นั่งหรือไม่คิดว่ามีโอกาส ตอนนี้เขตที่เราคิดว่ามีโอกาสชนะทั่วประเทศมีประมาณ 150 เขต ขึ้นอยู่กับโค้งสุดท้ายว่าเราจะทำได้ดีแค่ไหน” เลขาธิการพรรคก้าวไกลกล่าว
เผยก้าวไกลก้าวกระโดด
ผู้สื่อข่าวถามว่าภาคใต้มีโอกาสชนะจังหวัดใดบ้าง นายชัยธวัชกล่าวว่าไม่อยากพูดเรื่องตัวจังหวัด เพราะผู้สมัครเราทุกคนเข้มข้นและสู้เต็มที่ทั้งหมดทุกเขต ยืนยันว่าพรรค ก้าวไกลจะได้ส.ส.เขตในภาคใต้ทั้งในเขตฝั่งอันดามัน ฝั่งอ่าวไทย และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่างน้อยอย่างละ 1 เก้าอี้แน่นอน ส่วนภาคเหนือ ตอนบนน่าจะชนะอย่างก้าวกระโดด เพราะกระแสเราดีมาก ส่วนภาคเหนือตอนล่างมีกระจัดกระจาย มีโอกาสในหลายจังหวัด ปัจจัยสำคัญที่สุดจริงๆ ทั้งภาคเหนือและภาคอีสานคล้ายกันคือผลงานของเราโดดเด่น แตกต่าง ตรงไปตรงมา คุ้มภาษี ต่างจากนักการเมืองแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวบ้านสนับหนุนพรรคก้าวไกลแบบเขต ชนะได้แบบก้าวกระโดดทั้งเหนือและอีสาน
“พื้นที่ที่เราจะได้ส.ส.ค่อนข้างเข้มข้น คือ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เหนือ อีสาน และภาคตะวันออก โดยกรุงเทพฯ ปริมณฑล ตั้งเป้าไว้ว่ามีโอกาสได้ถึง 25 เสียง คือนนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปทุมธานี เป็นต้น ส่วนภาคกลางมีอยู่แต่อาจจะยังไม่แข็งแรงเท่าภาคอื่น แต่เราหวังไว้อยู่หลายจังหวัด คิดว่ามีโอกาส” นายชัยธวัชกล่าว
พิธาขอบคุณเสียงหนุนนายกฯ
ขณะที่เฟซบุ๊กของพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กถึงโพลมติชน-เดลินิวส์ สนับสนุนนายพิธาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกให้เป็นนายกฯ มีสาระสำคัญระบุว่า นายพิธาขอขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลมากขึ้นเรื่อยๆ คะแนนจากโพลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่พรรคสัมผัสได้ในทุกจังหวัดที่เดินทางไป และสอดคล้องกับตัวเลขในทางออนไลน์ที่ประชาชนแสดงออกว่าสนับสนุนพรรคก้าวไกลมากขึ้นยิ่งกว่าสมัยอดีตพรรคอนาคตใหม่ในปี 2562 อย่างเห็นได้ชัด เสียงสนับสนุนที่ได้รับสะท้อนให้เห็นว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พรรคพิสูจน์การทำงานให้ประชาชนเห็นแล้วว่า ส.ส. พรรคก้าวไกล ทำงานโดดเด่นและแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นที่เคยมีมาอย่างไร จนได้รับคำชมว่าก้าวไกลทำงานตรงไปตรงมา ทำงานคุ้มค่า และมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอ
“สิ่งที่สำคัญที่สุด เสียงสนับสนุนที่ก้าวไกลได้รับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนว่าคนไทยไม่ต้องการวนเวียนอยู่กับการเมืองแบบเดิมๆ อีกแล้ว เพราะนักการเมืองแบบเดิมๆ วิธีคิดและวิธีการทำงานการเมืองแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์สังคมไทยยุคใหม่ได้ ประชาชนจึงต้องการพรรคก้าวไกลมาทำในสิ่งที่นักการเมืองในอดีตทำไม่ได้ ในช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลต้องทำงานให้หนักมากขึ้น ทั้งเปิดเวทีปราศรัยทั่วประเทศ ทั้งสื่อสารทางออนไลน์และผ่านสื่อมวลชน ทั้งเดินเคาะประตูบ้าน เพื่อเข้าหาพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชัยชนะของพรรคก้าวไกลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดโฉมหน้าของรัฐบาลชุดต่อไปว่าจะน่าไว้วางใจแค่ไหน และจะมีพรรคทหารจำแลงร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่” เฟซบุ๊กพรรคก้าวไกลระบุ
รทสช.มั่นใจคะแนน‘ตู่’ตีตื้น
ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค กล่าวว่าผลโพล สำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติจากหลายสำนักถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่จะเห็นได้ว่าคะแนนนิยม ในตัวพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดต นายกฯ ของพรรคตีตื้นขึ้นมาเรื่อยๆ ตามลำดับ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ คนอยากให้พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ ถ้าทำโพลก็นำโด่งกว่าทุกพรรคแน่นอน
นายธนกรกล่าวต่อว่า ผลโพลไม่ใช่ผลการเลือกตั้ง ต้องนำผลโพลของแต่ละสำนักมาหารือกัน ทั้งในคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค และคณะทำงานสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ที่ตนเป็นหัวหน้าคณะทำงานว่าจะปรับกลยุทธ์ ในการหาเสียงและประชาสัมพันธ์ถึงประชาชนกันอย่างไร ยังมีเวลาอีกเกือบ 1 เดือน หลังเทศกาลสงกรานต์พล.อ.ประยุทธ์จะเดินสายปราศรัยพบชาวไทยทั่วประเทศเพื่อขอโอกาสทำงานและชี้แจงนโยบายพรรคที่เราจะสานต่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศต่อไป เชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรคและเลือกส.ส.เขตของพรรครวมไทยสร้างชาติ
เชื่อคะแนนพลิกชั่วข้ามคืน
“วันนี้อย่าเพิ่งตกใจหรือดีใจจากผลโพล เพราะกว่าจะถึงวันเลือกตั้งยังมีเวลาปรับยุทธศาสตร์ ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคะแนนพลิกกันในชั่วข้ามคืน จำได้หรือไม่ ‘ความสงบจบที่ลุงตู่’ ครั้งนั้นสร้างปรากฏการณ์ที่คนตัดสินใจในเวลาไม่นานเลือกลุงตู่เป็นนายกฯ ฉะนั้น อย่าประมาทนะครับ ผมมั่นใจว่าสุดท้ายประชาชนจะเทใจเลือกพล.อ.ประยุทธ์เป็น นายกฯ อีกครั้งเพราะผลงานที่ชัดเจนจับต้องได้บวกความจริงใจ ความซื่อสัตย์ในการบริหารประเทศ” นายธนกรกล่าว
พปชร.ชี้ยังมีเวลาช่วงโค้งท้าย
นายสัณหพจน์ สุขศรีเมือง รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่าผลโพลที่ออกมาส่วนหนึ่งสะท้อนให้คนไทยเห็นมุมมองและเป็นการชี้นำอย่างหนึ่งให้สังคมได้ แต่ต้องวิเคราะห์ว่าโพลที่ออกมาเป็นกลางมากน้อยแค่ไหน ต้องพิจารณาเปรียบเทียบผลสำรวจหลายแห่งประกอบกัน ส่วนผลพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อยู่ในอันดับ 10 นายกฯ ที่ประชาชนจะเลือก ไม่รู้สึกหนักใจอะไร พล.อ.ประวิตรเคยบอกว่าการสำรวจทั้งหมดจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้วอยู่ที่ประชาชนเป็นคนเลือกและตัดสินใจ เชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐซึ่งมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งเหนือกว่าหลายพรรคในขณะนี้ รวมถึงนโยบายที่ชัดเจน 3 เร่งด่วน 7 เร่งรัด เพิ่มเงินในบัตรประชารัฐ ตอบโจทย์ความต้องการประชาชนได้ ที่สำคัญระยะเวลาที่เหลือ 30 กว่าวันยังมีเวลาตีตื้นความนิยมในช่วงโค้งสุดท้าย พรรคจะเร่งจัดระบบและปรับกลยุทธ์ ชูผู้นำในภาคต่างๆ ให้ประชาชนเห็นชัดว่าซื่อสัตย์ ไม่โกง มีภาพลักษณ์ที่ดี ทุ่มเทและทำงาน เราจะแบ่งตรงนี้ให้ชัดทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ บวกกับนำเสนอแต่นโยบายพรรคผ่านผู้แทนลงไปในพื้นที่ให้มากขึ้น และยังมีแคมเปญต่างๆ ที่จะตามมา ผลโพลในวันนี้อาจไม่ใช่ตัวตัดสินในวันลงคะแนน เมื่อยังมีเวลาเชื่อว่าเราสู้ได้
มั่นใจกระแสนายกฯพท.ยังอยู่
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการและผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีผลโพล มติชน-เดลินิวส์ ที่ระบุพรรคเพื่อไทยขึ้นนำเป็นอันดับ 1 พรรคก้าวไกล อันดับ 2 ขณะที่ตัวบุคคลนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกลนำเป็นอันดับ 1 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นอันดับ 2 และนายเศรษฐาทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นอันดับ 3 จะปรับกลยุทธ์อะไรในการหาเสียงหรือไม่ว่า โพลมีหลายสำนัก บางโพลก็เป็นน.ส.แพทองธารนำ แต่ตัวพรรคและเขตจะเป็นพรรคเพื่อไทยนำ พรรคปรับกลยุทธ์ในการหาเสียงตลอดและลงพื้นที่อย่างหนักอยู่แล้ว ในช่วงโค้งสุดท้ายต้องดูผลโพลว่าจะเปลี่ยน แปลงไปอย่างไร ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เชื่อมั่นว่าประชาชนยังไว้วางใจพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยอยู่ รวมทั้งมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะฝ่าย 3 ป. ฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ที่มีฐานคะแนนพรรคเก่าสนับสนุนอยู่
‘ตู่’ยันไม่เสียกำลังใจ
ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นประชาชนที่อันดับความนิยมยังแพ้พรรค การเมืองอื่นทำให้เสียกำลังใจหรือไม่ว่า ไม่เสีย เป็นเรื่องของประชาชนและประเทศชาติว่าจะได้รับอะไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคน ตนไม่ห้ามและไปอะไรกับใครไม่ได้อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าในช่วงโค้งสุดท้ายพรรครวมไทยสร้างชาติจะปรับกลยุทธ์การหาเสียงเพื่อให้ผลโพลมาเป็นอันดับ 1 หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญสุดคือทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมือ “หากเราหาเสียงกันแบบมีแต่ให้จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราก็ทราบกันอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็เกิดเยอะแยะแล้วได้อะไรกลับมาหรือไม่ มีแต่ปัญหามาตลอด ทุกประเทศในโลกวันนี้ถ้าใช้วิธีการนี้คือการดูแลเฉพาะเจาะจง กลุ่มรายได้เท่าไหร่ควรจะได้อะไร และอะไรที่ควรจะได้ทุกคน อะไรที่จะได้บางคนบางรายมีหลักคิดทั้งหมด พูดเองเออเองทั้งหมด คนชอบ ก็กรรมเวรของประเทศชาติไปก็แล้วกัน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นักวิชาการชี้ปชช.ขอมืออาชีพ
นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลมติชน x เดลินิวส์ ว่าสิ่งสำคัญของปรากฏการณ์นี้คือคนต้องการเปลี่ยนไปในสิ่งที่ใหม่กว่า เปลี่ยนจากความจำเจ เปลี่ยนจากการเมืองแบบเดิมๆ โพล 3 อันดับแรกไม่ว่าจะเป็นนายพิธา น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา ประชาชนต้องการผู้นำทางการเมืองที่มีความรอบรู้ในการแก้ปัญหามากขึ้น เข้าสู่บริบทการเมืองร่วมสมัย การบริหารจัดการเป็นอาชีพมากกว่าการพึ่งพากลไกระบบราชการเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์แล้ว ประชาชนต้องการคนที่เป็นมืออาชีพ และสิ่งสำคัญคือนโยบายการหาเสียงที่ชูออกไปสร้างความรู้สึกของประชาชนว่าประเทศต้องการก้าวหน้าไปถึงไหน
นายวันวิชิตกล่าวต่อว่า ส่วนที่หลายคนวิเคราะห์คะแนนของ น.ส.แพทองธาร เหมือนจะถ่ายโอนมาที่นายเศรษฐานั้น จะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยยังมาเป็นอันดับที่ 1 แต่ในส่วนตัวบุคคลเป็นความชื่นชอบในส่วนบุคคล นายเศรษฐาที่อยู่ในอันดับ 3 ย่อมไม่แปลก เพราะเป็นของใหม่ทางการเมือง ตัวเลขอาจจะดีขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ถือว่าเป็นการแตกหัก ประชนชนรู้จัก น.ส.แพทองธารมากกว่า ส่วนนายพิธาที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในด้านตัวบุคคล ผลงานการอภิปรายการซักฟอกรัฐบาลในสภา บทบาทฝ่ายค้านในพรรค ก้าวไกลโดดเด่นมาตลอด 4 ปี จึงมีต้นทุนคะแนนนิยมในส่วนนี้อยู่แล้ว ส่วน พล.อ. ประยุทธ์ คะแนนค่อนข้างเหนียวแน่น เป็นที่ 1 ของฝ่ายอนุรักษนิยมแม้ว่าตัวเลขจะไม่สูงมาก ซึ่งมีแนวโน้มว่าคะแนนของฝ่ายอนุรักษนิยมจะตัดแต้มกันเอง ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้คะแนนรั้งท้ายอยู่ในอันดับที่ 10 การที่ พล.อ.ประวิตรแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงหลัง ประชาชนจะมองข้ามเสมอด้วยวัยและสังขาร และอยู่ภายใต้ร่มเงาการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ มาตลอด
อึ้งตู่หาเสียงเล่นน้ำสงกรานต์
ขณะที่นายวีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสน ศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ถ้าโพลมีทิศทางไปที่แคนดิเดตทางผู้ใดผู้หนึ่งมากเป็นพิเศษ พรรคการเมืองอื่นๆ หรือแคนดิเดตอื่นๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่นโพลมติชน x เดลินิวส์ และน่าสนใจตรงที่โพลแยกแคนดิเดตตามจำนวนของผู้ที่ทางพรรคเสนอ เป็นแคนดิเดตนายกฯ อาจจะมีหลายคน พรรคก้าวไกลมีหลายคนเช่นเดียวกัน แต่ชื่อจริงๆ นายพิธา นำมาเป็นที่ 1 แต่ที่ 2 ที่ 3 ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทยทั้งคู่ ถ้าหากนับภาพรวมที่ 2 ที่ 3 รวมกันพรรคเพื่อไทยนำ จำเป็นต้องดึงตัวเองขึ้นมา ทั้งนี้แคนดิเดตในโพลจะต้องหาซีน ในพื้นที่สื่อ หาพื้นที่ข่าวลงให้ได้มากที่สุด เราเห็นได้จากปรากฏการณ์ล่าสุด พล.อ. ประยุทธ์ ที่อยู่อันดับ 4 ลงไปเล่นน้ำสงกรานต์กับประชาชน ซึ่งน่าตกใจมาก ไม่คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ที่รักษาภาพลักษณ์ในฐานะการเป็นทหารที่เข้มแข็ง จะลงมาเล่นสงกรานต์แบบที่นักการเมืองคนอื่นๆ ทำกัน ตรงนี้เป็นการหาเสียง เป็นการได้พื้นที่สื่อ เพราะฉะนั้นจะเห็นการปรับตัวของผู้ที่อยู่ลำดับ 3, 4, 5 แต่ส่วนอันดับที่เหลือเขาไม่หวัง อย่างเช่น นายอนุทิน พล.อ.ประวิตร คงไม่โชว์ภาพดังกล่าวขึ้นมา
เชื่อผู้สมัครรู้ตัวเร่งโกยคะแนน
นายวีระกล่าวว่าสำหรับคำถามถึงการเลือกพรรค แม้ในทางความนิยมจะสู้แคนดิเดต นายกฯ ไม่ได้ แต่ในทางวิชาการถือว่าสำคัญมาก เพราะช่วยบอกได้ว่าพรรค การเมืองจะพัฒนาความเป็นสถาบันการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน จะเห็นพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคการเมืองอายุยาวนาน มีความต่อเนื่อง ไม่ใช่พรรค การเมืองเฉพาะกิจ
“ณ เวลานี้เราไม่สามารถฟันธงได้ว่าคะแนนของคุณพิธา ก้าวไกล หรืออุ๊งอิ๊ง เพื่อไทย เป็นไปตามโพลเพราะเป็นการสำรวจจากโพลของผู้ที่มีการตื่นตัวทางการเมือง แต่คนส่วนใหญ่เป็นคะแนนที่ไม่อยู่ในโพล ไม่อยู่ในโลกโซเชี่ยล แต่คะแนนตรงนี้จะช่วยดัน ส.ส.เขตขึ้นมา ทำให้บางพรรค การเมืองได้คะแนนสูงมากจากคนกลุ่มนี้ ถ้านักการเมืองรู้พื้นที่ของตัวเองจริงๆ เขาจะรู้ว่าเขาจะได้คะแนนเสียงเท่าไรตั้งแต่วันนี้เลย เพราะฉะนั้นเขาจะหาเสียงเพิ่มเพื่อเอาคะแนนให้ได้เพิ่มมากขึ้น” นายวีระกล่าว
แนะเพื่อไทยต้องปรับกลยุทธ์
นายพัฒนะ เรือนใจดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่าผลโพลที่สำรวจความเห็นประชาชนกว่า 8 หมื่นไอพี พบว่าฝ่ายประชาธิปไตยยังมีคะแนนนำอยู่ แต่สลับกันที่บุคคลที่อยากให้เป็นนายกฯ จากหลายโพลที่ผ่านมาคือน.ส.แพทองธารและนายเศรษฐากลายมาเป็นนายพิธาอันดับหนึ่ง คะแนนที่ทิ้งกันไม่ห่างระหว่างนายพิธาและน.ส.แพทองธารซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกันคือไม่เอาเผด็จการ แม้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา น.ส.แพทองธารและพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำมาตลอด ในภาพรวมถือว่าเป็นเรื่องดีกับฝ่ายประชาธิปไตย แต่ผลที่ออกมาพรรคเพื่อไทยต้องสนใจ คิดและปรับกลยุทธ์ใหม่ เนื่องจากคะแนนที่ได้แสดงว่ามาจากเค้กก้อนเดียวกันที่แบ่งไปที่พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทยอาจถูกตัดคะแนนตรงนี้ไปและส่งผลกระทบต่อส.ส.เขต
ก้าวไกลชัดเจน-กังขาเพื่อไทย
นายพัฒนะกล่าวต่อว่าทั้งนี้ต้องดูช่วงความห่างของคะแนนระหว่างนายพิธาและ น.ส.แพทองธารด้วย ถ้าไล่เลี่ยกันห่างไม่ถึง 10 ก็มีนัยยะอีกอย่าง ถ้าห่างกันมากจะกระทบกับส.ส.เขตมาก พรรคเพื่อไทยควรหันมาสนใจและศึกษาวิธีการหาเสียงของนายพิธาว่าทำอย่างไรจึงทำให้ประชาชนสนใจ ต้องแก้โจทย์ตรงนี้ให้ตก ถ้าแก้ไม่ตกคะแนนของนายพิธาจะห่างออกไป และกระทบกับส.ส.เขตแน่นอน การหาเสียงของนายพิธาและพรรคก้าวไกลที่ประกาศนโยบายชัดเจนทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าไม่เอาฝั่งตรงข้ามและเป็นประชาธิปไตย ต่างจากพรรคเพื่อไทยที่ยังมีข้อกังขาจะไปรวมพรรคอื่นหรือไม่ การประกาศของพรรคก้าวไกลทำให้คนตัดสินใจเลือกได้ทันทีโดยเฉพาะคนที่ไม่ต้องการฝ่ายเผด็จการ ในขณะที่พรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่สำคัญและน่าสนใจ เช่น เรื่องเงิน 10,000 บาท แต่ยังขาดการอธิบายรายละเอียด พรรค เพื่อไทยต้องปรับกลยุทธ์เหล่านี้เพื่อให้ทิ้งหนีห่างจากพรรคก้าวไกล
“ถ้าไม่หาเสียงให้เกิดความแตกต่างและประกาศให้ชัด การมีฐานเสียงเป็นคนกลุ่มเดียวกันจะทำให้ลำบาก เวลานี้ไม่ต้องกังวลกับพรรคของพล.อ.ประวิตรและพล.อ. ประยุทธ์ที่อยู่กันคนละขั้ว ต้องหันกลับมามองฝ่ายเดียวกันคือพรรคก้าวไกล จะทำอย่างไรให้แตกต่างและชัดเจนในเรื่องนโยบาย เวลานี้พลังเงียบอาจมีไม่เท่าไหร่ เพราะประชาชนตัดสินใจแล้วและรอวันลงคะแนนเท่านั้น” นายพัฒนะกล่าว
เศรษฐายันนโยบายพท.ชัดเจน
นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของหลายสำนักออกมาว่าคะแนนของพรรคก้าวไกลตามพรรคเพื่อไทยแบบหายใจรดต้นคอจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์หาเสียงหรือไม่ว่า นโยบายเราชัดเจนอยู่แล้ว มั่นใจว่าครอบคลุมทั่วถึงและมีความหลากหลายของ ผู้สมัครทุกคนทุกเขตและแคนดิเดตนายกฯ เราพร้อมลงพื้นที่ชี้แจงประชาชนต่อไป ส่วนกรณีที่นักวิชาการเสนอแนะให้พรรคเพื่อไทยประกาศจุดยืนให้ชัดเจนเหมือนพรรคก้าวไกลที่ระบุไม่เอาฝ่ายตรงข้ามนั้น นายเศรษฐา กล่าวว่าฝ่ายตรงข้ามของพรรคเพื่อไทยคือความยากจน ความไม่เท่าเทียม และความไม่เสมอภาคในสังคมไทย เพราะฉะนั้นเราจะเดินหน้าให้ได้คะแนนเสียงสูงสุดแล้วค่อยว่ากันว่าจะจับมือใครไม่จับมือใคร