แพร่เร็ว-หลบภูมิวัคซีน ผู้ป่วยใหม่วันละกว่า60 ตาย2-ปอดอักเสบเพิ่ม สั่งสำรองยา-เตียงรพ.

โควิดไทยเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าจากสัปดาห์ก่อน เสียชีวิต 2 ราย เข้ารักษาในร.พ. 435 ราย เฉลี่ยวันละ 62 ราย ปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนผู้เสียชีวิตรับวัคซีนเข็มกระตุ้นนานเกินกว่า 3 เดือน กรมควบคุมโรคจับตาสายพันธุ์โอมิครอนลูกผสม XBB.1.16 คนไทยติดแล้ว 6 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ แต่อาการไม่รุนแรง ยืนยันเตียง ยา เวชภัณฑ์เพียงพอรองรับ เตือนหลังสงกรานต์ให้เฝ้าระวังตนเอง 7 วัน หลีกเลี่ยงสัมผัสคนแก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ถ้ามีอาการให้ตรวจเอทีเค ถ้ายังไม่มีก็ไม่ต้องตรวจ

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าสถานการณ์โรคโควิด-19 วันที่ 9-15 เม.ย.2566 พบผู้ป่วยรายใหม่เข้ารักษาในร.พ. 435 ราย เฉลี่ยวันละ 62 ราย แนวโน้มพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 2.5 เท่าของสัปดาห์ก่อนหน้า มีรายงานผู้ป่วยปอดอักเสบ 30 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 19 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 58 และร้อยละ 36 ตามลำดับ มี ผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งรับวัคซีนเข็มกระตุ้นนานเกินกว่า 3 เดือนแล้ว ขอย้ำให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้นที่สถานพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วย โรคเรื้อรัง ทั้งนี้ จะปรับการให้บริการรูปแบบวัคซีนโควิดประจำปีตั้งแต่พ.ค.เป็นต้นไป

นพ.ธเรศกล่าวว่าส่วนกรณีเชื้อสายพันธุ์ โควิด XBB.1.16 ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก พบเชื้อแล้วใน 22 ประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย เชื้อนี้มีความสามารถติดต่อสูงกว่าเชื้อสายพันธุ์ในอดีต เป็นที่จับตาขององค์การอนามัยโลก แต่ข้อมูล ขณะนี้พบว่าอาการไม่ได้รุนแรงเพิ่ม ฐานข้อมูลจากโครงการริเริ่มการแบ่งปันฐานข้อมูลเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก (GISAID) วันที่ 13 เม.ย.2566 มีรายงานสายพันธุ์นี้ในไทย 6 ราย จากทั่วโลกเกือบ 3,000 ราย

ขณะที่นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าจากรายงานผู้ป่วย โควิดที่เข้ารักษาในร.พ.ระยะนี้ ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เนื่องจากได้รับวัคซีน หรือเคยติดเชื้อมาแล้ว ทำให้ยังมีภูมิคุ้มกันป้องกันอาการหนักได้ แม้จะไม่ได้ป้องกันติดเชื้อ 100 เปอร์เซ็นต์ หลังสงกรานต์ขอให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตัวเอง 7 วัน หลีกเลี่ยงสัมผัส ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นให้สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เช่น ไข้ เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ให้ตรวจเอทีเค หากผลเป็นบวกให้ปรึกษาแพทย์ รักษาตามสิทธิและตามระดับอาการ ไม่แนะนำให้ตรวจเอทีเคขณะที่ยังไม่มีอาการ ยืนยันร.พ.มียา เวชภัณฑ์ และเตียงเพียงพอรองรับผู้ป่วยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่าสำหรับข้อมูลผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์โอมิครอนลูกผสม XBB.1.16 ในไทย 6 ราย เบื้องต้นพบว่าเป็นผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ อยู่ในวัยทำงาน อาการป่วยไม่รุนแรง ส่วนอาการสำคัญของ XBB.1.16 ที่อินเดียรายงานว่ามีเยื่อบุตาอักเสบ ยังไม่มีรายงานในผู้ป่วยที่พบในไทย ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า XBB.1.16 จะมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่น ส่วนการ กลายพันธุ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ กรมควบคุมโรคติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก และให้มารับวัคซีน ถ้าหากฉีดเข็มสุดท้ายนานเกิน 4 เดือน

ส่วน ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี กล่าวว่าจากข้อมูลภาพรวมการระบาดของโอมิครอนในไทยช่วง 30 วันล่าสุด ที่มีการส่งข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ในไทยที่ถอดรหัสพันธุกรรมเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล GISAID พบว่าสายพันธุ์หลักในไทยขณะนี้คือ XBB.1.5 จำนวน 7 เปอร์เซ็นต์, รองลงมา XBB.1.9.1 จำนวน 27 เปอร์เซ็นต์, XBB.1.16 จำนวน 13 เปอร์เซ็นต์, XBB.1.5.7 จำนวน 7 เปอร์เซ็นต์ และ XBB.1.16.1 จำนวน 7 เปอร์เซ็นต์

หัวหน้าศูนย์จีโนมฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสายพันธุ์ XBB.1.16 เป็นตัวที่ทั่วโลกกำลังจับตา เนื่องจากแพร่เร็ว หลบหลีกภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติและวัคซีนได้ดี แต่ข้อมูลที่พบอาการทางคลินิกยังไม่ต่างจากสายพันธุ์อื่น ยังไม่มีใครล้มป่วยหนัก แม้แต่ที่อินเดียที่ระบาดมาก คนไข้อาการหนักไม่ได้เพิ่มมาก การนำเสนอข้อมูลต่างๆ เพื่อให้เกิดความตระหนัก และเฝ้าระวัง ไม่ให้หย่อนยาน เนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อจนกลายเป็นโรคประจำถิ่นในปัจจุบัน ลักษณะการระบาดมีความถี่มากขึ้น อีกทั้งภาวะโลกร้อนทำให้วัฏจักรเกิดการเปลี่ยนแปลง ไวรัสก็เปลี่ยนแปลง หลังเกิดสถานการณ์โควิดทำให้ทั่วประเทศเกิดการเรียนรู้ เฝ้าระวัง มีนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ยา เวชภัณฑ์ วัคซีนเข้ามารองรับอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าหากเกิดอะไรขึ้นน่าจะเอาอยู่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน