หมอชี้ระบาดใหม่ สธ.สอบย้อนหลัง ติดเชื้อXBB.1.16 พิสูจน์เมียนมาดับ

สธ.สอบย้อนหลังป่วย XBB.1.16 มีอาการอย่างไร ให้คนที่หายป่วยแล้วมาให้ข้อมูล ขณะเดียวกันสั่งเก็บตัวอย่างเชื้อจากหนุ่มเมียนมาติดโควิดดับคาห้องพัก มีปริมาณมากน้อยแค่ไหน คาดรู้ผลภายใน 1-2 สัปดาห์ ระบุโควิดขาลงทั่วโลก ส่วนไทยเป็นระลอกเล็กหลังสงกรานต์ และฤดูฝน ผู้เสียชีวิตต่ำกว่าคาด หมอศิริราชคาดป่วยโควิด 5 พันถึงหมื่นต่อวัน

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการประชุมอัพเดตสถานการณ์ โควิด-19 สายพันธุ์ แนวทางการรักษา และการให้วัคซีน เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สถานการณ์โรค โควิด-19 ทั่วโลก จำนวนผู้ป่วยไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่าไร อยู่ในช่วงขาลงด้วยซ้ำ ทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้เสียชีวิต เนื่องจากหมดช่วงฤดูหนาวในประเทศแถบเหนือ ส่วนประเทศไทย ช่วงต้นเม.ย.พบผู้ติดเชื้อน้อยมากในหลักร้อยที่เข้ามารักษาในร.พ. แต่หลังสงกรานต์ผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นระลอกเล็ก สถานการณ์ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยจะมีผู้ป่วยเพิ่มอีกครั้งในช่วงฤดูฝน กลางพ.ค.เป็นต้นไป ขณะนี้การติดเชื้อใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ ส่วนผู้เสียชีวิตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีคนกังวลเรื่อง XBB.1.16 เพิ่มขึ้น การจะเข้าใจโรคได้ดีต้องมีการเก็บข้อมูล ขอให้ร.พ.ดำเนินการสอบสวน หากพบคลัสเตอร์ผู้ป่วยที่มีอาการและตรวจพบโควิด ตัวอย่างที่เหลือจากตรวจเบื้องต้น ขอให้ส่งตรวจกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นอกจากนี้เราได้ข้อมูลจากกรมวิทย์ ส่วนหนึ่งจะสอบย้อนกลับไปว่า คนที่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบสายพันธุ์ XBB.1.16 เคยมีอาการอย่างไรบ้าง ขอให้ร.พ.และผู้ป่วยที่หายแล้วให้ข้อมูล เพื่อจะได้มีข้อมูลของประเทศไทยนำไปสู่การวางมาตรการที่เหมาะสม

เมื่อถามถึงกรณีคนงานเมียนมาเสียชีวิต ในห้องพักย่านสาทร กทม. ตรวจเอทีเคขึ้น 2 ขีด หลายคนตั้งข้อสังเกตอาจติดโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ XBB.1.16 เนื่องจากก่อนป่วยเป็นไข้และมีอาการตาแดงนั้น นพ.โสภณกล่าวว่า กรณีนี้มีการตรวจด้วยเอทีเคซึ่งเป็นการตรวจเบื้องต้น พบว่าติดเชื้อ แต่ยังไม่มีการเก็บตัวอย่างมาตรวจ RT-PCR เพื่อถอดรหัสพันธุกรรม ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเก็บตัวอย่างใหม่จากร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งจะมีปริมาณเชื้อมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เสียชีวิตด้วย คาดว่าจะทราบข้อเท็จจริงใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนเสียชีวิตเพราะโควิดหรือไม่ ต้องดูว่าขณะที่ป่วยมีอาการปอดอักเสบหรือไม่ มีอาการระบบทางเดินหายใจจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนในร่างกายได้ จนทำให้หัวใจหยุดเต้นหรือไม่ ซึ่งจะต้องสอบสวนโรคอีกครั้ง ขณะนี้จึงไม่สามารถสรุปข้อมูลได้

นพ.โสภณกล่าวต่อว่า ส่วนการฉีดวัคซีน โควิด-19 ที่จะปรับมาเป็นการฉีดประจำปีนั้น ทั่วโลกเริ่มปรับมาเป็นการฉีดประจำปีเช่นกัน ซึ่งการให้วัคซีน 1 เข็มเป็นวัคซีนประจำปี ห่างจากเข็มสุดท้ายหรือติดเชื้อ 3 เดือน ถ้าฉีดมา 1-2 เดือนก็ให้รอจนครบ 3 เดือนก่อน กลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่ม 607 หญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุ 1-5 ขวบ ผู้ที่มีอาชีพสัมผัสให้บริการคนจำนวนมาก สถานที่แออัด ทัณฑสถานเรือนจำ และบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ด่านหน้า อสม. โดยวันที่ 1 พ.ค.นี้ กลุ่มเสี่ยงไข้หวัดใหญ่จะรับวัคซีนประจำปีก็รณรงค์พร้อมกัน ทั้งนี้ วัคซีนโควิดรุ่นเดิม รุ่นใหม่ไม่ว่ายี่ห้อใดใช้เป็นเข็มกระตุ้นประจำปีได้ ตามช่วงอายุที่ขึ้นทะเบียนไว้ เช่น วัคซีนไฟเซอร์ฝาแดง สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 4 ขวบ ฝาส้มสำหรับ 5-11 ขวบ และสีม่วงสำหรับ 12 ปีขึ้นไป

“ขณะนี้มีวัคซีน Bivalent รุ่นใหม่ของไฟเซอร์และโมเดอร์นาสำหรับอายุ 12 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กยังเป็น Monovalent อยู่ ซึ่งกรณีใช้กระตุ้นภูมิสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้สูงกลับมาในระดับป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันความเสี่ยงไม่ให้มีอาการป่วยหนักและรุนแรงได้ Bivalent ของเด็กจะจัดหาในระยะต่อไป เรามี Monovalent จัดหามาปีที่แล้วอีกจำนวนหนึ่ง สามารถให้บริการฉีดได้ตามกลุ่มอายุเป้าหมายที่กำหนดบริษัทวัคซีนขึ้นทะเบียนกับอย.” รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

ด้านนพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดี กรมการแพทย์ กล่าวว่า ช่วงก่อนสงกรานต์ อัตราการรับวัคซีนโควิด-19 ของประชาชนค่อนข้างน้อยมาก แต่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับการแพร่ระบาดของโควิด XBB.1.16 ทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักและหันมารับวัคซีน อาจมาด้วย 2 ปัจจัย คือภูมิคุ้มกันที่ลดลง จากระยะห่างของการรับวัคซีน และความกังวลต่อไวรัสสายพันธุ์ลูกผสมตัวใหม่ ทำให้คนได้รับวัคซีนมากขึ้น ทั้งนี้ สถานที่ฉีดวัคซีนในสังกัดกรมการแพทย์เปิดให้บริการตามปกติ ได้แก่ ร.พ.ราชวิถี, สถาบันโรคผิวหนัง, สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และร.พ.สงฆ์ ส่วนภูมิภาค ได้แก่ ร.พ.มหาวชิราลงกรณ์ธัญบุรี, ร.พ.มะเร็งลพบุรี, ร.พ.ประสาทเชียงใหม่, ร.พ.มะเร็งอุบลราชธานี และ ร.พ.มะเร็งชลบุรี

“ส่วนแผนการฉีดวัคซีนโควิดควบคู่กับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่จะเริ่มวันที่ 1 พ.ค. เบื้องต้นจะเป็นการฉีดวัคซีนแบบคู่ คือต้นแขนข้างหนึ่งฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อีกข้างหนึ่งฉีดวัคซีนโควิด เพื่อความสะดวกในการรับบริการ เริ่มในกลุ่มเสี่ยง 608 ก่อน เบื้องต้นให้บริการในสถานพยาบาลเวลาราชการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่คาดว่าจะพบอีกในช่วงพ.ค. ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับตัววัคซีนยังคงต้องรอกรมควบคุมโรค ยังไม่มีความคิดในเรื่องขยายจุดฉีดวัคซีนไปยังสถานีกลางบางซื่อเหมือนอดีต สำหรับสถาบันโรคผิวหนังวันนี้มีประชาชนทยอยมารับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง และเปิดให้บริการวัคซีน Bivalent” นพ.มานัสกล่าว

วันเดียวกัน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า หลังสงกรานต์สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อาจจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น สปสช.เตรียมความพร้อมดูแลสิทธิบัตรทองให้เข้าถึงการรักษา กรณีผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ มีไข้อุณหภูมิมากกว่า 37.5 องศาขึ้นไป ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ตาแดง มีผื่น ถ่ายเหลว จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ให้ตรวจเอทีเคและหากขึ้น 2 ขีดผลเป็นบวก ให้เข้ารับการรักษาพยาบาลได้ตามระบบบริการที่สปสช. ดำเนินการรองรับไว้ โดยกลุ่มสีเขียวอาการเล็กน้อย เข้ารับบริการได้ ดังนี้ 1.ร้านยาคุณภาพของฉัน โดยให้ญาติผู้ป่วยไปที่ร้านยาที่เข้าร่วม พร้อมบัตรประชาชนตัวจริงของผู้ป่วยเพื่อยืนยันการรับบริการ เภสัชกรประจำร้านยาจะวิดีโอคอลซักถามอาการผู้ป่วย หากจ่ายยาจะแนะนำวิธีใช้ยาด้วย โดยให้ญาตินำกลับไปให้ผู้ป่วย และจะถ่ายภาพการบริการและจ่ายยาเพื่อนำบันทึกในโปรแกรม Amed ใช้เป็นหลักฐาน หลังจากนั้น 3 วัน เภสัชกรจะติดตามอาการผู้ป่วยเพิ่มเติม ตรวจสอบรายชื่อร้านยาได้ที่ https://www.nhso.go.th/downloads/197

2.พบแพทย์ออนไลน์ ส่งยาฟรีถึงบ้าน ผ่าน 4 แอพพลิเคชั่น ผู้ป่วยจะได้รับการซักถามและจ่ายยาตามอาการ หากเข้าเกณฑ์จะได้รับยา ฟาวิพิราเวียร์ หรือยาโมลนูพิราเวียร์ตามดุลพินิจของแพทย์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย ดังนี้ Totale Telemed รับกลุ่มเด็ก ผู้ใหญ่ กลุ่ม 608, Clicknic รับกลุ่มสีเขียวและสีเหลือง กลุ่ม 608 ทั่วประเทศ, MorDee รับกลุ่มสีเขียวเฉพาะพื้นที่กทม. ไม่รับกลุ่ม 608 และ Saluber MD รับกลุ่มสีเขียว เฉพาะพื้นที่กทม. ไม่รับกลุ่ม 608

3.กรณีมีภาวะเสี่ยงรุนแรง เป็นกลุ่ม 608 หรือมีโรคร่วม และมีอาการรุนแรงขึ้น (สีเหลือง) คือวัดไข้ได้ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป อย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมงใน 1 วัน วัดความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดได้ต่ำกว่า 94% มีภาวะแทรกซ้อนหรือการกำเริบของโรคประจำตัว มีปัจจัยเสี่ยงต่ออาการรุนแรง มีภาวะอื่นๆ ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในร.พ. และผู้ป่วยเด็กที่มีอาการซึม กินได้น้อย มีภาวะขาดน้ำจากอุจจาระร่วงหรือชักจากไข้สูง เป็นต้น ให้เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลประจำที่ลงทะเบียนไว้ หรือหน่วยบริการปฐมภูมิทุกที่ ได้แก่ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น สถานีอนามัยหรือ รพ.สต. และศูนย์สุขภาพชุมชน

4.กรณีอาการรุนแรงสีแดง ได้แก่ หอบเหนื่อยหนักมาก พูดไม่เป็นประโยค แน่นหน้าอก หายใจเจ็บหน้าอก ปอดอักเสบรุนแรง อ่อนเพลีย ตอบสนองช้า ไม่รู้สึกตัว มีภาวะช็อก/โคม่า ซึมลง ไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ค่าออกซิเจนต่ำกว่า 94 ต้องรีบรักษาโดยเร็ว เข้ารับบริการที่หน่วยบริการได้ทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดเพื่อรักษาทันท่วงที โดยใช้สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ (UCEP)

สำหรับกลุ่มเสี่ยงตามหลักเกณฑ์ของ กระทรวงสาธาณสุข สามารถไปตรวจเอทีเค ได้ฟรีที่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลประจำหรือที่หน่วยบริการตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ที่หน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งจะได้รับการตรวจด้วย ATK professional use หรือตรวจโดยผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์

ด้านรศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงความคิดเห็นใน เฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีผู้เชี่ยวชาญมีข้อกังวลเกี่ยวกับยอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ และสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 โอมิครอนลูกผสม XBB.1.16 ที่พบแล้วในหลายประเทศ รวมถึงไทย

โดยระบุตอนหนึ่งว่า เชื้อนี้ตรวจพบในประเทศตั้งแต่กลางเดือนที่แล้ว และค่อยเพิ่มมากขึ้นจนตระกูล XBB นี้กำลังจะแซงหน้าตระกูล BN แต่ทั้ง 2 ชนิดนี้ก็ร่วมบรรพบุรุษ BA.2 มาด้วยกัน ส่วนสายตระกูล BQ ที่มาจากบรรพบุรุษ BA.5 ดูเหมือนจะเร่งเครื่องไม่ขึ้นในบ้านเรา ในทางการแพทย์จึงไม่ได้กังวลในแง่ความรุนแรง และข้อมูลการเฝ้าระวัง ผู้ป่วยโควิด-19 อาการหนักก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายเกินสัดส่วนที่ควรจะเป็นสำหรับผู้ติดเชื้อทั้งหมด ขณะนี้ประมาณการว่าคนในประเทศติดเชื้อราววันละ 5,000-10,000 คน ถือว่าเป็นพีกเล็กเมื่อเทียบกับพีกของปีก่อน และน่าจะค่อยๆ ลดลงใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งเพราะเชื้อตัวนี้อาจแหวกภูมิคุ้มกันได้บ้าง แต่ส่วนหลักน่าจะเป็นเพราะเราเปิดประเทศให้คนนอกและคนของเรามากขึ้น อีกทั้งคนที่เคยติดโอมิครอนช่วงครึ่งปีแรกของปีก่อน ก็ได้เวลาจะติดซ้ำอีกรอบเมื่อมีกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น แต่ผลเสียจากการติดเชื้อเพิ่มขึ้นนี้ ผมคิดว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประโยชน์ของประเทศในการเดินหน้าทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการเลือกตั้งที่เราหวังว่าอาจจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้บ้าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน