ซิวแชมป์สส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ ผลโพลมติชน-เดลินิวส์รอบ2
‘พิธา’ยืนหยัดขึ้นแท่นอันดับที่ 1 นายกฯ โพล ‘มติชน-เดลินิวส์’ รอบสอง ได้ 49.17% อันดับ 2 ‘อุ๊งอิ๊ง’ ได้ 19.59% อันดับ 3 เศรษฐา 15.54% ประยุทธ์ อันดับ 4 ได้ 6.52% ขณะที่ ‘ก้าวไกล’ มาแรงแซง ‘เพื่อไทย’ พรรคที่ประชาชนจะเลือกทั้ง ส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์ จากผลโหวตกลุ่มตัวอย่าง 78,583 โหวต เมื่อบวกกับโหวตรอบแรก ทำให้มีโหวตโพลรวมกันมากถึง 162,659 โหวต ทั้งนี้เพื่อให้การวิเคราะห์ผลโพลทั้งรอบแรกและรอบสองมีความลึกและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มติชน-เดลินิวส์ ได้จับมือกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ข้อมูลผลโพลไปวิเคราะห์ เพิ่มเติมในแง่มุมทางวิชาการเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะต่อไป
เปิดผลโพล 2 สื่อดังรอบสอง
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานผลการโหวตโพลการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสองสื่อสารมวลชน ชั้นนำระดับประเทศ “มติชน x เดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง ’66 ครั้งที่ 2” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22-28 เม.ย.2566 ผ่านช่องทางออนไลน์กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค ทุกระดับอายุ, อาชีพ, การศึกษา และรายได้ทั่วประเทศ รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 78,583 โหวต ทั้งนี้ เมื่อนำจำนวนการโหวตครั้งที่ 2 ดังกล่าวมาบวกรวมกับการโหวตรอบแรก ทำให้มียอดโหวตโพลเลือกตั้ง ’66 ครั้งนี้มากถึง 162,659 โหวต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฉพาะการสำรวจ โพล “มติชน x เดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง ’66 ครั้งที่ 2” ผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.matichon.co.th/thai-election66-poll/poll2/ ของสื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน, ข่าวสด, ประชาชาติธุรกิจ, มติชนสุดสัปดาห์, มติชนทีวี และ https://www.dailynews.co.th/election-2566/poll/ ของเดลินิวส์ ที่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 78,583 ราย พบข้อมูลดังนี้

‘ก้าวไกล’แรงส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์
คำถามหัวข้อที่ 1 ท่านจะเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขตจากพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง 2566 พบว่า ในกลุ่ม 10 อันดับแรกนั้น อันดับ 1 พรรคก้าวไกล ร้อยละ 47.97, อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 35.78, อันดับ 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 5.75, อันดับ 4 พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 2.69, อันดับ 5 พรรคชาติพัฒนากล้า ร้อยละ 1.56, อันดับ 6 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 1.33, อันดับ 7 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 1.18, อันดับ 8 พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 1.05, อันดับ 9 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 1.02 และอันดับ 10 ไม่เลือก ส.ส.เขต จากพรรคใดทั้งสิ้น ร้อยละ 0.56 ทั้งนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา ผลโหวตรอบสองออกมาร้อยละ 0.26 ส่วนพรรคเสรี รวมไทยอยู่ที่ร้อยละ 0.51
ต่อด้วยหัวข้อคำถามที่ 2 ท่านจะเลือก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) พรรคใดในการเลือกตั้ง 2566 พบว่า ในกลุ่ม 10 อันดับแรก ประกอบด้วย อันดับ 1 พรรคก้าวไกล ร้อยละ 50.29, อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 33.65, อันดับ 3 พรรครวมไทย สร้างชาติ ร้อยละ 6.05, อันดับ 4 พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 2.46, อันดับ 5 พรรคชาติพัฒนากล้า ร้อยละ 1.60, อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 1.05, อันดับ 7 พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 1.01, อันดับ 8 พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 1.01, อันดับ 9 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 0.96 และอันดับ 10 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 0.70 สำหรับพรรคชาติไทยพัฒนา ผลอยู่ที่ร้อยละ 0.26
‘พิธา’ยังขึ้นแท่นที่ 1 นายกฯ
หัวข้อคำถามที่ 3 ท่านจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้ง 2566 พบว่า ในกลุ่ม 10 อันดับแรก ประกอบด้วย อันดับ 1 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 49.17 (พรรคก้าวไกล), อันดับ 2 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ร้อยละ 19.59 (พรรคเพื่อไทย), อันดับ 3 นายเศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 15.54 (พรรคเพื่อไทย), อันดับ 4 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 6.52 (พรรครวมไทยสร้างชาติ), อันดับ 5 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ 2.35 (พรรคพลังประชารัฐ), อันดับ 6 นายกรณ์ จาติกวณิช ร้อยละ 1.74 (พรรคชาติพัฒนากล้า), อันดับ 7 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 1.18, อันดับ 8 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 1.04 (พรรคไทยสร้างไทย), อันดับ 9 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ร้อยละ 0.84 (พรรคเสรีรวมไทย) และอันดับ 10 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 0.64 (พรรคภูมิใจไทย)
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผลโหวตรอบสอง หัวข้อที่สาม “ท่านจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้ง 2566” ในส่วนของแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยนั้น เมื่อนำเอาคะแนนของ น.ส.แพทองธารบวกกับนายเศรษฐา รวมกันจะอยู่ที่ร้อยละ 35.13 ขณะที่ในการโหวตโพลรอบแรกนั้น พบว่า นายพิธาผลโหวตรอบแรก ติดอันดับหนึ่งเช่นกัน ด้วยคะแนนโพลร้อยละ 29.42 ตามด้วยโพลรอบสองปรับสูงขึ้นเป็นร้อยละ 49.17 ส่วน น.ส.แพทองธาร และนายเศรษฐา คะแนนโหวตทั้งสองรอบใกล้เคียงกัน ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ รอบแรกได้ร้อยละ 13.72 และรอบสอง ลดลงมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 6.52
ส.ว.เลือกนายกฯพรรคส.ส.มากสุด
หัวข้อคำถามที่ 4 ท่านเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภา หรือ “ส.ว.” ควรโหวตเลือกแคนดิเดต นายกฯ จากพรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุด หรือไม่ ได้ผลลัพธ์ดังนี้ ควรเลือกแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่ได้ที่นั่ง ส.ส.มากที่สุด ร้อยละ 82.54 และเลือกจากพรรคการเมืองใดก็ได้ ร้อยละ 17.46
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ร่วมโหวตออนไลน์ “มติชน x เดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง ’66 ครั้งที่ 2” 78,583 ราย แยกเป็นกลุ่มช่วงอายุ 42-57 ปี หรือ “GEN-X” ร่วมโหวตมากที่สุดอันดับที่ 1 คือ ร้อยละ 31.48, อันดับ 2 ช่วงอายุ 26-41 ปี หรือ “GEN-Y” ร้อยละ 29.85, อันดับ 3 ช่วงอายุ 58-76 ปี หรือ “เบบี้บูมเมอร์” ร้อยละ 22.48, อันดับ 4 ช่วงอายุ 18-25 ปี หรือ “GEN-Z” ร้อยละ 15.38 และอันดับ 5 ช่วงอายุ 77 ปีขึ้นไป หรือ “Silent-GEN” ร้อยละ 0.81
ส่วน 10 จังหวัดที่มียอดผู้ร่วมตอบโพลสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ปทุมธานี, เชียงใหม่, สมุทรปราการ, ชลบุรี, นครราชสีมา, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, เชียงราย
นักวิชาการวิเคราะห์เชิงลึก
นอกจากนั้น เพื่อให้การวิเคราะห์ผลโพล “มติชน x เดลินิวส์ เลือกตั้ง ’66” ทั้งรอบแรกและรอบที่สองดังกล่าวมีความลึกและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กอง บ.ก.ทั้งมติชนและเดลินิวส์ ยังได้จับมือกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เข้ามาร่วมนำข้อมูลผลโพลไปวิเคราะห์เพิ่มเติมในแง่มุมทางวิชาการเพื่อเตรียมเผยแพร่สู่สาธารณะต่อไป
ทั้งนี้ การโหวตโพล “มติชน x เดลินิวส์ เลือกตั้ง ’66” เมื่อนำข้อมูลผลโพลทั้งสองรอบไปวิเคราะห์เจาะลึกในเชิงวิชาการเรียบร้อยแล้ว กอง บ.ก.สื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน, ข่าวสด, ประชาชาติธุรกิจ, มติชนสุดสัปดาห์, มติชนทีวี และเครือเดลินิวส์ ร่วมกับตัวแทนอาจารย์วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ฯ จะร่วมกันจัดเวทีวิเคราะห์ผลโพลทั้งสองรอบ พร้อมกับไลฟ์สตรีมถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียของสื่อทั้งสองเครือต่อไป ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. ของ วันศุกร์ที่ 5 พ.ค.2566
‘พิธา’ปลื้มผลโพล
วันเดียวกัน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลเดลินิวส์-มติชน รอบ 2 ซึ่งได้รับเสียงโหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด รวมทั้งผลโหวตยังระบุว่าประชาชนจะเลือก ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคก้าวไกลมากที่สุด แซงพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องขอบพระคุณพี่น้องประชาชน และผู้อ่าน ผู้ชมของทั้งมติชนและเดลินิวส์ที่ให้ความไว้วางใจตน และพรรค ก้าวไกลในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ โดยจะเอากำลังใจครั้งนี้ลงพื้นที่ให้หนักขึ้น แล้วก็สร้างความมั่นใจให้กับทีมงานของพรรคก้าวไกล ขอยกความดีความชอบให้กับคนที่เป็นคนทำงานของพรรค ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัคร ส.ส. ทีมจังหวัด หรือแม้แต่อาสาสมัครด้วย
เมื่อถามว่าเหตุผลที่ทำให้พรรคก้าวไกลและนายพิธามีความโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ ช่วงโค้งสุดท้ายเกิดจากอะไร นายพิธากล่าวว่า คิดว่าเป็นการทำงานหนักของทุกคนที่มีส่วนร่วมของพรรค ไม่ใช่แค่แกนนำหรือคนใดคนหนึ่ง แต่ว่าในขณะเดียวกันก็คงจะเป็นเรื่องของความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศจริงๆ การมีความพร้อมในเรื่องของโรดแม็ป 300 นโยบายที่จะตอบโจทย์ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด แล้วเป็นแผนความพร้อมในการเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ว่าใน 100 วันแรก มีอะไรที่ไม่ต้องใช้งบประมาณหรือไม่ต้องเขียนกฎหมายใหม่ และทำให้ประชาชนสามารถจับต้องและเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดิน เรื่องเกี่ยวกับการขึ้นค่าแรงแรงงาน การช่วยพี่น้องเอสเอ็มอี ก็น่าจะพอสร้างความเชื่อใจและความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนทั่วไป และคนที่เป็นผู้อ่านของทั้งเดลินิวส์และมติชนด้วย
ต่อข้อถามว่ายังมีจุดเดิมว่า มีลุงต้องไม่มีเราหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า เหมือนเดิม อันนั้นคือเป็นเหตุผลที่เราตั้งพรรคขึ้นมา เราต้องการทำให้ประเทศไทยไปต่อได้ การที่เราจะทำให้การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต สิ่งที่เราตกผลึกคิดมานานว่า การเมืองจะดีได้ต้องยุติวงจรรัฐประหาร การที่เราจะเข้าสู่อำนาจโดยที่ไปผสมพันธุ์กับคนที่เป็นส่วนเริ่มต้นในการทำรัฐประหาร คงเป็นไปไม่ได้ มีลุง ไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง
ไม่มีปัญหาจับมือเพื่อไทย
เมื่อถามว่า ในเรื่องการจับมือกับพรรค เพื่อไทยในอนาคตจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า “ผมคิดว่าไม่มี เพราะอย่างที่บอกว่าในระบบรัฐสภาที่เป็นรัฐบาลผสมในระบอบประชาธิปไตยแบบประเทศไทย เวลาเลือกตั้งก็ต้องมีทั้งการแข่งขัน และการร่วมมือกัน ขณะเดียวกันในมิติของการแข่งขันยิ่งมีนโยบายมาแข่งขันกันเยอะๆ ยิ่งมีผู้สมัคร ส.ส.ในพื้นที่มาประชันวิสัยทัศน์และวิธีการทำงานเยอะๆ ผมว่ามันทำให้การเมืองคึกคัก พอการเมืองคึกคักก็จะยิ่งมีคนมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันเยอะๆ
“ถ้าคราวนี้มีคนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกัน 80% ถล่มทลาย จากปี 62 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 71-72% คราวนี้ถ้าเกิดคนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันเยอะๆ ผมว่าจะเป็นผลดีกับทุกพรรค ไม่ใช่แค่พรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย พอเลือกตั้งเสร็จ 14 พฤษภาคม น้ำหนักทางการเมืองออกมา ประชาชนได้ให้คำตอบกับเรามาแล้วว่าอยากจะให้พรรคไหนเป็นพรรคที่บริหารประเทศ ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยอย่างเดียว รวมถึงบางพรรคที่เป็นพรรคใหม่แต่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยมานาน แล้วยังไม่ได้เข้าสภาอย่างพรรคไทยสร้างไทยด้วย”
เมื่อถามว่าในส่วนของประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยยังสามารถจับมือกันได้หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ตนคิดว่าเรายังไม่จำเป็นต้องคิดไปถึงขั้นนั้น ถ้าเราดูจากการตอบรับของ พี่น้องประชาชน หรือดูตัวเลขจากโพลต่างๆ คิดว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านในปัจจุบัน รวมถึงพรรคใหม่ๆ ที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ตนคิดว่าเราสามารถจับขั้วกันเกิน 250 ค่อนข้างที่จะแน่นอน ในเรื่องของสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม 14 วันสุดท้ายอะไรก็เกิดขึ้นได้ และเราจะไม่ประมาท เราจะทำงานอย่างหนักมากขึ้น จะหนักแน่น ไม่วอกแวก และมีสมาธิต่อการทำงานช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อให้เราสามารถมีเสียงฝ่ายประชาธิปไตยรวมกันเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ซึ่งตนคิดว่าน่าจะได้ถึง 280-300 เสียงด้วยซ้ำ ซึ่งจะพ้นเสียงปริ่มน้ำไม่เหมือนปี 2562 แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ตนคิดว่าวุฒิสภาที่อยู่มาปีนี้เป็นปีสุดท้ายก็คงจะเคารพมติของประชาชนเสียงข้างมาก
ต่อข้อถามถึงเสียงของกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคไหน นายพิธากล่าวว่า สำหรับคนที่อาจจะยังไม่ได้ตัดสินใจ ตนเชื่อว่าหลักในการตัดสินใจ ถ้าเป็นตนก็คงขึ้นกับวิธีการตั้งคำถามว่า เลือกตั้งครั้งนี้ทำไปเพื่ออะไร ถ้าท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ทำไปเพื่อแค่อยากจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังอยู่ในโครงสร้างแบบเดิมๆ รัฐราชการแบบเดิมๆ การบริหารเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ท่านก็คงโหวตอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าท่านคิดว่าที่ผ่านมาเป็นทศวรรษที่สูญหายและการเลือกตั้งครั้งนี้คำถามคือการรื้อโครงสร้างมากกว่าแค่เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี หรือแค่เปลี่ยนข้างเปลี่ยนขั้วที่ความจริงแล้วก็ย้ายกันไปย้ายกันมาตลอดเวลา ก็จะเลือกตั้งอีกอย่างหนึ่ง
นายกฯ ชื่อพิธา-ปท.สมดุล
“สำหรับพรรคก้าวไกลเราคิดว่าทางรอดของประเทศไทยไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือการรื้อโครงสร้างของประเทศทั้งหมด ทั้งในเรื่องของระบบเศรษฐกิจที่กระจุกตัว ทั้งในเรื่องการบริหารระบบราชการที่มีมานานกว่า 130 ปี ทำให้เกิดการเลือกตั้งทุกจังหวัดในประเทศ ไทย การใช้ภาษีแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงการทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยยาวๆ ไม่ต้องมีการรัฐประหารเฉลี่ยทุกๆ 7-8 ปีอย่างที่เป็นมาในอดีต ดังนั้นเส้นตัดของการตัดสินใจของผมอยู่ตรงนี้ ที่เหลือก็เป็นการใช้ดุลพินิจของพี่น้องประชาชน” หัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าว
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุว่า เป็นนักบินมีประสบการณ์มากกว่านักบินผู้ช่วย หากหลังวันที่ 14 พ.ค. ผลปรากฏว่า ได้กัปตันชื่อพิธา เราจะพาประเทศไปทางไหนแล้วเราจะได้อะไรที่ดีกว่าเดิม นายพิธากล่าวว่า ตนคิดว่าประสบการณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่างในการบริหารประเทศต่อไปนี้ ต่อไปนี้มันจะมีประสบการณ์ที่ถูกและประสบการณ์ที่ไม่ถูก และสิ่งที่เราเผชิญไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน ปัญหาเกี่ยวกับดิสรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นการแย่งงานจากเทคโนโลยีต่างๆ ตนไม่แน่ใจว่าคนที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้จะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์แบบเก่าๆ หรือไม่ หรือเป็นคนที่เข้าใจและท้าทายโอกาสของประเทศใหม่ๆ ที่คนเก่าๆ อาจจะยังไม่เข้าใจตรงนี้ และได้พิสูจน์มาแล้วถึงแม้จะบอกว่ามีประสบการณ์ในการกู้การบริหารประเทศมา 28 ล้านล้านที่ใส่งบประมาณลงไป แต่คนจนเพิ่มมากขึ้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วเช่นกัน
นายพิธากล่าวอีกว่า ส่วนคำถามที่ว่าถ้าหากได้นายกฯ ชื่อพิธา จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ตนอยากให้ลองคิดตามว่าประเทศไทยเป็นคนคนหนึ่ง ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเป็นคนที่หัวโตตัวลีบ เศรษฐกิจโตกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคน 1% การบริหารราชการ งบประมาณ เศรษฐกิจอยู่ในกทม.อย่างเดียว กทม.คือประเทศไทย ประเทศไทยคือกทม. ถ้าโควิดมาล็อกกทม. ครั้งหนึ่งเศรษฐกิจหายไป 45% ถ้านายกฯ ชื่อพิธาเมื่อไร ประเทศไทยจะเป็นคนที่ร่างกายสมดุล หัวไม่โตจนเกินไป แต่ทั้งแขนทั้งขาทุกส่วนของร่างกายมีการเจริญเติบโตแข็งแรงมากขึ้น จะผ่านกฎหมายให้เห็นชัดๆ อย่างเช่นกฎหมายสุราก้าวหน้าที่เป็นการทลายทุนผูกขาด ซึ่งจะทำให้แขนขาของเกษตรกรสมดุลมากยิ่งขึ้น รวมถึงการกระจายอำนาจ ที่ไม่ใช่เป็นการส่งหรือแต่งตั้งผู้ว่าฯ จาก ส่วนกลาง ความเท่าเทียมกับความใกล้เคียงในเรื่องเศรษฐกิจ สาธารณสุข การศึกษา ระหว่างกทม.และต่างจังหวัดก็จะเท่าเทียมกันมากขึ้น เป็นต้น
ไม่เสียสมาธิ-นักร้องป่วน
ต่อข้อถามที่ว่าในช่วงโค้งสุดท้ายมีแผนลงพื้นที่อย่างไร นายพิธากล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ตนมั่นใจมากกว่าโพลทุกโพลก็คือการลง พื้นที่แล้วได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชน การที่มาถามเรื่องนโยบายต่างๆ ของพรรค รวมทั้งประสบการณ์สามย่าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเมื่อวานอยู่ที่จ.ภูเก็ต ก็ได้เกิดปรากฏการณ์ภูเก็ต ความตั้งใจของเราสั้นๆ ง่ายๆ ว่า จะต้องมีปรากฏการณ์สามย่าน เกิดขึ้นที่สี่มุมเมืองทั่วประเทศไทย ดังนั้นวันที่ 30 เม.ย.ตนจะอยู่ที่เชียงใหม่ภาคเหนือ และจะลงพื้นที่เป็นดาวกระจายให้มากขึ้น คลุกคลีกับพี่น้องประชาชนมากกว่าอยู่ในห้องแอร์ หรือตามห้องส่งตามเวทีดีเบตอาจจะน้อยลง แต่เน้นเรื่องของการลงพื้นที่ให้มากขึ้น
นายพิธากล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องที่เจอ นักร้องยื่นต่อ กกต. ก็ไม่ได้มีความหวั่นไหวใดๆ เป็นสิ่งที่ได้คาดไว้แล้ว มั่นใจว่าชี้แจงได้ทุกเรื่อง และต้องไม่ไปทำให้เป็นไปตามเกมของเขา จนพวกเราเสียสมาธิการทำงานโค้งสุดท้าย ยืนยันชี้แจงได้ทุกเรื่อง ไม่หวั่นไหว ไม่เสียสมาธิ และไม่หลงกลในเกม ตนพูดกับพี่น้องเพื่อนๆ ในก้าวไกลว่าแพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร ดังนั้นในช่วงโค้งสุดท้ายเราสะสมชัยชนะกันมามากขนาดนี้แล้วเหลือเวลาอีกแค่ 2 อาทิตย์ก็ต้องเอาให้ถึงเส้นชัยให้ได้ ไม่ต้องกังวลหรือสูญเสียความมั่นใจใน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคแต่อย่างใด รวมถึงขอฝากไปยังพี่น้องประชาชนด้วย