ญาติเหยื่อแห่ร้องเพิ่ม ตร.เร่งสอบย้อนหลัง3ปี

พบเหยื่อจ่อ 20 ศพโยง ‘แอม ไซยาไนด์’ ตำรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลัง 3 ปี มีคนโอนเงินให้แล้วเสียชีวิตถึง 18-20 ราย เป็นรายชื่อใหม่ 5-7 ราย เผยลวงฆ่าเหยื่ออย่างเลือดเย็น หลังก่อเหตุทำลายหลักฐานทิ้งเกลี้ยงทุกคดี ล่าสุดมีครอบครัวมาร้องเรียนแล้ว 14 ราย ที่นำมาประกอบสำนวนได้ กองปราบฯ แจงคดีก้อย เท้าแชร์เมืองกาญจน์ที่ล้มวูบตายริมแม่กลอง บ้านโป่ง คืบหน้าไปมาก เรียกสอบพยาบาลเพื่อนสนิทแอมให้ข้อมูล หลังเคยถามอาการคนหัวใจล้มเหลว รวมทั้งถามปมวงแชร์ด้วย สธ.แนะให้ผ่าทุกศพที่หาสาเหตุการตาย ไม่ได้ หลังเกิดปมคาใจคดีเหยื่อดับจากพิษไซยาไนด์

เรียกสอบพยาบาลเพื่อนแอม
จากกรณีการจับกุมตัว นางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาพรณ์ ผู้ต้องหาวางยาไซยาไนด์ฆ่าชิงทรัพย์น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือ ก้อย เท้าแชร์ชาวจ.กาญจนบุรี อายุ 33 ปี หลังครอบครัวสงสัยการเสียชีวิตจากเหตุเป็นลมล้มวูบอย่างปริศนาขณะเดินทางไปทำบุญปล่อยปลาที่ริมท่าน้ำแม่น้ำแม่กลอง จ.ราชบุรี และเข้าร้องทุกข์ตำรวจกองปราบฯ ช่วยตรวจสอบความผิดปกติเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นการฆาตกรรม ต่อมาจากการขยายผลคดีพบว่ามีผู้เสียชีวิตต่อเนื่องอีก 13 ศพ ตามข่าวที่เสนอมานั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้าคดีวางยาฆ่าชิงทรัพย์น.ส.ศิริพร หรือ ก้อย เท้าแชร์ ว่าคดีมีความคืบหน้าไปมากแล้ว จากพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่ถือว่าแน่นหนามากจนเอาผิดตัวผู้ต้องหาได้ และ วันที่ 30 เม.ย.จะเรียกตัวน.ส.นก ซึ่งเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านธนบุรี ซึ่งน.ส.นกนั้นอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทของนางสรารัตน์เช่นเดียวกับน.ส.จอย ที่มาให้ปากคำไปแล้ว โดยน.ส.นกนั้นเป็นเพื่อนที่นางสรารัตน์มักติดต่อพูดคุยปรึกษาเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต และถามข้อมูลเกี่ยวกับคนที่มีอาการหัวใจล้มเหลวว่ามีอาการเป็นเช่นไร มาสอบปากคำเพิ่มเติม จึงเชิญตัวมาสอบถามประเด็นข้อสงสัยต่างๆ รวมถึงข้อมูลรายละเอียดกลุ่มวงแชร์ด้วย

ส่วนเรื่องการทำธุรกิจรับจำนำรถของ ผู้ต้องหา พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า อยู่ระหว่างการขยายผล จากข้อมูลที่ทราบว่าผู้ต้องหาได้นำรถของแด้ อดีตสามีที่หายไป แต่ในส่วนของผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผล คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนจะมีการออกหมายจับหรือผู้ที่ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำนำรถยนต์เพิ่มเติมหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เร่งสืบปมเหยื่อถูกฆ่า 20 ราย
เมื่อถามว่าครอบครัวผู้เสียชีวิตที่ร้องเรียนเข้ามาในขณะนี้พบว่ามีถึง 18-20 คน พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า จากการสืบสวนของตำรวจมีเพียง 14 คนที่นำมาประกอบสำนวนได้ ส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการสอบถามข้อมูลหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมว่ามีพฤติกรรมที่เข้าข่ายตกเป็นเหยื่อผู้เสียหายได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แนวทางการสืบสวนในคดีที่ทำงานร่วมกับตำรวจภูธรภาค 7 แล้วชุดสืบสวนของพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. เป็นไปในทิศทางที่ดี และคดีมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ภายหลังจับกุมตัวนางสรารัตน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยยังคงร่วมกันสืบสวนสอบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องเพื่อหาหลักฐานความเชื่อมโยงในแต่ละคดีที่สงสัยว่านางสรารัตน์เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเหยื่อทั้ง 13 ราย และผู้ที่รอดชีวิตมาได้อีก 1 ราย จนกระทั่งเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่พบเบาะแสสำคัญที่ทำให้เชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดน่าจะมีมากกว่า 13 รายอีกด้วย เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนางสรารัตน์อย่างละเอียดในห้วงระยะเวลา 3 ปี หรือตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบันพบความผิดปกติหลายอย่าง อาทิ มีบุคคลจำนวนมากที่โอนเงินเข้ามายังบัญชีธนาคารของนางสรารัตน์มีตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักแสนบาท

สอบเส้นทางเงิน-หลักฐานมัด
รายงานข่าวระบุว่า จุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับความผิดปกติดังกล่าวคือ บุคคลที่ปรากฏรายชื่อว่าเคยโอนเงินให้นางสรารัตน์ประมาณ 18-20 คน มักจะเสียชีวิตหลังจากที่มีการโอนเงินให้นางสรารัตน์ไปได้ไม่นาน ในจำนวนนี้มีทั้งที่เคยเป็นข่าวไปแล้วและยังไม่เคยปรากฏรายชื่อมาก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตรายใหม่อีก 5-7 รายที่เพิ่งตรวจพบจะเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด และมีนางสรารัตน์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ จากแนวทางสืบสวนพบว่า หลังจากลงมือฆ่าเหยื่อจนเสียชีวิตแล้ว สิ่งแรกที่นางสรารัตน์มักจะลงมือทำคือ การทำลายหลักฐานเพื่ออำพรางคดีจนยากต่อการแกะรอย เช่น โทรศัพท์มือถือของผู้ตายที่ตรวจยึดมาได้จากตัวผู้ต้องหา นอกจากนี้ ยังพบว่านางสรารัตน์มักเลี่ยงที่จะ ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อผ่านโทรศัพท์โดยตรง แต่จะใช้การโทร.หรือแช็ตสนทนาผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์อยู่เสมอเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบอีกด้วย

ต่อมาเวลา 09.45 น. นายรพี ชำนาญเรือ ผู้ประสานเหยื่อคดีแอมเข้าให้ข้อมูลพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ในคดีน.ส.ศิริพร หรือก้อย โดยนายรพีเปิดเผยว่าจะให้ข้อมูลเหตุการณ์ที่ก้อยเสียชีวิต และหลักฐานจากกล้องวงจรปิดที่เห็นแอมขับรถมารับก้อยออกจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี และรายละเอียดไทม์ไลน์การติดต่อกับส้มพี่สาวก้อย หลังจากก้อย เสียชีวิต ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตที่เชื่อมโยงกับ แอมทั้งหมด 13 ศพ และรอดชีวิต 1 คน ส่วนกระแสข่าวที่ออกมาบอกว่ามีเหยื่อเชื่อมโยงถึง 20 คนนั้น ยังไม่ยืนยันเพราะเป็นเพียงแค่คำบอกเล่าเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ต้องรู้ว่าเป็นแอมก็เพราะว่าหลังจากที่ก้อยเสียชีวิต ตนได้ไปถามคนที่บ้านก้อยว่าก้อยออกไปกับใคร คนที่บ้านก้อยก็บอกว่าก้อยออกไปกับคนชื่อแอม มารับก้อยเพื่อไปหาทนายแถวสาย 3 ดังนั้น ชื่อแอมจึงติดอยู่ในหัวตน

แนะสอบย้อนหลังปี 58
นายรพีเปิดเผยต่อว่า ส่วนตัวเตรียมข้อมูลให้กับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รองผบ.ตร. ในสัปดาห์หน้า โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดและความชัดเจน ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในจ.นครปฐม 1 คน ส่วนอีก 1 คนอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้งนี้ อยากฝากไปถึงกระทรวงสาธารณสุขให้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังการเสียชีวิตในลักษณะดังกล่าวไปถึงปี 2558 ในกรณีที่เสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว รวมทั้งใบมรณบัตรที่ระบุสาเหตุการตาย ควรตรวจสอบอย่างละเอียดว่าจะมีความเชื่อมโยงคดีแอมหรือไม่ ซึ่งการนำเสนอข้อมูลของตนเป็นไปด้วยสาธารณประโยชน์ต่อสังคม ยืนยันไม่กลัวถูกฟ้องและไม่กังวล

แอมโดนเพิ่มอีกคดี‘เจ๊น้อย’
ด้านศาลจังหวัดสมุทรสาคร ได้อนุมัติออกหมายจับนางสรารัตน์ หรือ แอม อีกคดี ในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจากที่ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ศุภณัฐ พุ่มน้อย รองผกก. (สอบสวน) สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้รวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลจังหวัดสมุทรสาคร ขอออกหมายจับนางสรารัตน์ หรือ แอม ในข้อหาฆ่าคนตาย หลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนางรจรินทร์ นิลห้อย หรือเจ๊น้อยผัก แม่ค้าขายผัก ที่ตลาดมหาชัย โดยคดีนี้เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2565 ที่ตลาดมหาชัย เจ๊น้อยล้มกลางตลาด ก่อนเสียชีวิตลงเจ้าหน้าที่ชันสูตรพบว่าสาเหตุการตายเกิดจากเลือดเป็นกรด และยังพบว่าเจ๊น้อยยังร่วมวงแชร์ 1 แสนบาท กับแอม ไซยาไนด์ เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2565 หลังจากนั้นเพียงแค่ 6 วันก็เสียชีวิต

ทนายแอมยันว่าความต่อ
ขณะที่ ทนายธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความของแอม เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังเดินหน้าทำคดีให้กับแอมต่อไป ไม่มีเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นหน้าที่ของทนายความที่ต้องไม่ทอดทิ้งลูกความ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการผิดมารยาททนายความ และตนก็รับผิดชอบเพียงแค่คดีการเสียชีวิตของก้อยเพียงคดีเดียว และไม่หนักใจและตามกระบวนการของคดีอาญา มั่นใจในการต่อสู้คดี เพราะวางแนวทางไว้แล้ว และตอนนี้ก็รู้ความบกพร่องของฝ่ายโจทก์ด้วยว่ามีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง โดยตนเห็นผ่านสื่อตลอด ตอนนี้เพียงแค่นับถอยหลังรอเวลาเท่านั้น

ทนายธันย์นิชากล่าวว่า ยังไม่ได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมแอมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง แต่ให้เลขาฯ เข้าไปเยี่ยมแทนแล้ว ในสัปดาห์หน้าจะเข้าไปถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม แล้วจะบอกให้อดทนอยู่ให้ได้ ข้างนอกเดี๋ยวตนเคลียร์เอง ส่วนกรณีที่มีบุคคลอื่นมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตน รวมถึงคนที่เป็นทนายความด้วยนั้น ตนไม่ติดใจ เพราะเข้าใจว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่ทำให้คนอื่นเสียหาย ไม่เช่นนั้นอาจจะมีความผิด และหากเป็นทนายความ ก็เป็นการผิดมรรยาททนายความด้วยเช่นกัน

สธ.ปรับแนวผ่าทุกศพพิรุธ
ด้านนพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการฆาตกรรมโดยใช้ไซยาไนด์ โดยมีผู้ตั้งประเด็นคำถามถึงเรื่องการชันสูตรพลิกศพที่ตายผิดธรรมชาติว่า กระบวนการและขั้นตอนการพิสูจน์ศพ เมื่อพนักงานสอบสวนตรวจสอบที่เกิดเหตุ จะแจ้งแพทย์ไปร่วมตรวจสอบด้วย อำนาจในการตัดสินใจผ่าพิสูจน์ศพเป็นของพนักงานสอบสวน ในฐานะหัวหน้าทีมชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ ซึ่งจะให้มีการผ่าพิสูจน์เมื่อแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุการตายที่ชัดเจนได้และเป็นการตายที่ผิดธรรมชาติ 5 ลักษณะ ได้แก่ การฆ่าตัวตาย, ถูกผู้อื่นทำให้ตาย, สัตว์ทำร้าย, ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยไม่ปรากฏเหตุ

“หากญาติไม่ติดใจการตาย และพนักงานสอบสวนเห็นด้วยกับญาติ ก็จะไม่มีการส่งผ่าพิสูจน์ โดยแพทย์จะทำความเห็นเบื้องต้น เขียนใบรายงานชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ และออกหนังสือรับรองการตาย เพื่อให้ญาตินำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งจะระบุเหตุผลการเสียชีวิตกว้างๆ เช่น ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือหัวใจวายเฉียบ พลัน เนื่องจากไม่มีร่องรอยบาดแผล ถูกทำร้าย หรือฆ่าตัวตาย” นพ.รุ่งเรืองกล่าว

นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า จากกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น สธ.ได้มีการปรับแนวทางในการชันสูตรพลิกศพ โดยให้แพทย์ทำการผ่าชันสูตรทุกศพที่ไม่สามารถระบุถึงการเสียชีวิตที่แท้จริงได้ และไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความชัดเจนและนำไปสู่การป้องกันเหตุ หรือสืบหาต้นตอของการเสียชีวิตได้ สำหรับการตรวจหาสารไซยาไนด์ หน่วยงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วประเทศ สามารถตรวจวิเคราะห์ยืนยันไซยาไนด์ในตัวอย่างน้ำล้างกระเพาะอาหาร วัตถุต้องสงสัย ได้ในระยะเวลา 5-7 วันทำการ ส่วนการหาปริมาณไซยาไนด์ในตัวอย่างเลือดใช้ระยะเวลา 22-30 วันทำการ และการหาปริมาณเมตาบอไลด์ในตัวอย่างปัสสาวะ ใช้ระยะเวลา 5-10 วันทำการ

ย้ำภัยสารไซยาไนด์
ทั้งนี้ สารไซยาไนด์ เป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษสูงมาก พบได้ 2 รูปแบบ คือ ลักษณะของแข็ง เรียกว่า เกลือไซยาไนด์ เป็นโซเดียมไซยาไนด์ หรือ โพแทสเซียมไซยาไนด์ และลักษณะของก๊าซ เรียกว่า ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซึ่งเมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกาย จะไปยับยั้งขบวนการทำงานของเซลล์ ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตตก เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจน ทำให้ชักหรือหมดสติ และมีการหายใจช้า ถึงหยุดหายใจ นอกจากนี้ ยังพบได้ตามธรรมชาติในพืชบางชนิด เช่น มันสำปะหลัง สบู่ดำ หน่อไม้ ถั่วลิมา อัลมอนด์ชนิดขม โดยอยู่ในรูปไซยาโนไกลโคไซด์ต่างๆ กัน หากรับประทานปริมาณมากๆ อาจเกิดการสะสมเป็นพิษได้ โดยเฉพาะหน่อไม้หมักดอง และมันสำปะหลัง จึงควรต้องทำความสะอาด และทำให้สุกก่อนรับประทาน

ขึ้นป้าย‘ร้านนี้ปลอดไซยาไนด์’
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.ฉะเชิงเทราแจ้งว่า ร้านกล้วยทอดชื่อดัง บริเวณถนนชุมพล ตรงข้ามสภ.เมืองฉะเชิงเทรา ขึ้นป้ายข้อความเขียนด้วยลายมือว่า “ร้านนี้ไม่ได้ใส่ไซยาไนด์ แต่ใส่ใจอย่างเดียว” ทำให้ลูกค้าเห็นแล้วต่างอมยิ้ม เพราะกรณี ‘ไซยาไนด์’ กำลังตกเป็นข่าวโด่งดังผ่านสื่อทุกประเภท อย่างไรก็ดีสำหรับไซยาไนด์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะคนทำบ่อกุ้ง บ่อปลา ส่วนใหญ่รู้จักกันดี เพราะมีไว้ใช้เพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ

ด้านน.ส.เสาวนีย์ ณรงค์หนู เจ้าของร้านกล้วยทอดปลอดไซยาไนด์ วัย 44 ปี กล่าวว่า ที่ร้านขายกล้วยทอดและข้าวเม่าทอด เปิดร้านขายอยู่บริเวณถนนชุมพล ตรงข้ามสภ.เมืองฉะเชิงเทรา ช่วงนี้ลูกค้าจะเข้ามาซื้อกล้วยทอด หรือข้าวเม่าทอด มักมีคำถามตามมาว่า ร้านนี้ผสมไซยาไนด์หรือไม่ ซึ่งถามในเชิงกึ่งหยอกกึ่งแซวตามกระแส ก็ตอบกับไปเสมอว่า “ร้านนี้ไม่ได้ใส่ไซยาไนด์ แต่ใส่ใจอย่างเดียว” จนตอนหลังเมื่อมีคนถามบ่อยๆ จึงตัดสินใจเขียนข้อความบอกไว้เลยตามที่ปรากฏ เพื่อลดคำถามของลูกค้าที่มาอุดหนุน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน