จ่อหมายคนใกล้ชิด ‘แอม ไซยาไนด์’ แนะช่องทางสร้างหลักฐานที่อยู่ป.เรียกเค้นรอบ 2 พ.ต.ท.อดีตสามีเก่าสอบ เส้นทางเงินหลังรับเป็นนายทุนให้อดีตเมียปล่อยกู้ และขับแคปติวารถ ‘แด้’ ผัวใหม่หลังเพิ่งดับอนาถสดๆ ร้อนๆ จากอุดรฯ ไปขายนครปฐม ยอดหมายจับสาวเหี้ยมล่าสุด 12 คดี 11 ศพ ผลตรวจแคปซูลยาจากบ้านพี่สาว สรรพคุณแก้พิษ ‘ไซยาไนด์’ กรมโรงงาน-อย.บุกตรวจ หจก.ย่านลาดกระบังแหล่งที่มาขวดไซยาไนด์ ไม่เจอของกลาง แต่พบข้อมูลขายไปแล้ว 32 ขวด

จ่อหมายคนใกล้ชิดแอม
จากกรณีการจับกุมตัวนางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาพรณ์ ผู้ต้องหาวางยาไซยาไนด์ฆ่าชิงทรัพย์น.ส.ศิริพร หรือ ก้อย ขันวงษ์ เท้าแชร์ชาวจ.กาญจนบุรี อายุ 33 ปี หลังครอบครัวสงสัยการเสียชีวิตจากเหตุเป็นลมล้มวูบอย่างปริศนาขณะเดินทางไปทำบุญปล่อยปลาที่ริมท่าน้ำแม่น้ำแม่กลอง จ.ราชบุรี และเข้าร้องทุกข์ ตำรวจกองปราบฯ ช่วยตรวจสอบความผิดปกติเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นการฆาตกรรม ต่อมาจากการขยายผลคดีพบว่ามีผู้เสียชีวิตต่อเนื่องอีกนับ 20 ศพ ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดีรังสิต พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมตำรวจชุดสืบสวนสอบสวน บช.ภาค 7, บช.ภาค 4,บก.ป., เจ้าหน้าที่พฐ. และหน่วยเกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวม ข้อมูลเพิ่มเติม

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เผยว่า การประชุมในช่วงเช้าของวันนี้หลักสำคัญคือการไล่เรียงคดีทั้งหมด 14 คดี รวมถึงคดีที่ออกหมายจับไปแล้ว 10 คดี เพื่อเพิ่มเติมประเด็นสำคัญของคดีให้แน่นหนา เพื่อสำนวนมีความแน่นหนามากขึ้น ส่วนประเด็นของผู้เกี่ยวข้องอยู่ระหว่าง รอผลการตรวจของวัตถุพยาน จากสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน โดยคาดว่าผลตรวจน่าจะออกในเย็นวันนี้ ในวันที่ 3 พ.ค. น่าจะรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ ส่วนรายชื่อต้องขอสงวนไว้ก่อน หากเป็นข้าราชการท่าน ผบ.ตร.ให้ใช้นโยบายอย่างเด็ดขาด คือให้ออกจากราชการไว้ก่อน

แนะช่องสร้างพยาน
ส่วนคดีใหม่ที่ นางลัดดา ขาวอินทร์ อายุ 64 ปี ชาวกำแพงเพชร แม่ของ น.ส.มณฑาทิพย์ หรือ ทราย ขาวอินทร์ อายุ 37 ปี ที่เสียชีวิตไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในพื้น สน.ทองหล่อ ทางเจ้าหน้าที่ ขอตรวจสอบความเชื่อมโยงของคดีก่อน เนื่องจากทางแม่ให้การว่า นางสรารัตน์เป็น คนรับมาช่วงเย็น แต่มาถึงที่คอนโดฯ ย่านทองหล่อตอนตีหนึ่งต้องไปสอบพยานแวดล้อม หาความเชื่อมโยงเนื่องจากคดีเกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ทำให้พยานหลักฐานหลายส่วนหายไป แต่เชื่อมั่นได้ว่าเกิดจากการกระทำในลักษณะเดียวกัน วันนี้ร่องรอยหลายส่วนที่พบเพิ่มเติมในรถของผู้ต้องหา เช่น สัญญาปล่อยเงินกู้

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จากการไล่ความเชื่อมโยง ไล่เส้นทางการขับรถพบบุคคลที่ใกล้ชิด นางสรารัตน์เป็นคนขับรถยนต์เชฟโรเลต แคปติวา ของนายสุทธิศักดิ์ หรือแด้ มาจาก จ.อุดรธานี เมื่อถึง จ.นครปฐม นางสรารัตน์เอารถคันดังกล่าวไปจำนำ เมื่อมาดูไทม์ไลน์สังเกตได้ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นวันศุกร์, เสาร์ และอาทิตย์ ทุกเหตุการณ์ และทุกครั้งที่ก่อเหตุ นางสรารัตน์จะกลับมาหาบุคคลใกล้ชิดทุกครั้ง และจะต้องออกไปต่างจังหวัดกับบุคคลใกล้ชิด ทุกครั้ง เพื่อเป็นการสร้างพยานหลักฐานสร้างถิ่น ที่อยู่ ถ้าไม่มีคนแนะนำจะไม่สามารถทำแบบนี้ได้

สอบเส้นทางเงินผัวเก่า
ส่วนกรณีอดีตสามีของผู้ต้องหายศ พ.ต.ท. ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำ เบื้องต้นให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก และยอมรับว่าเป็นผู้ที่ขับรถเก๋งสีขาวไปรับ ผู้ต้องหา ที่ จ.อุดรธานี หลังจากเหตุการณ์ ที่นายสุทธิศักดิ์เสียชีวิต ก่อนนำรถไปจำนำ ในพื้นที่ จ.นครปฐม แต่อดีตสามีของผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในการฆาตกรรมที่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้สั่งการให้อดีตสามีของผู้ต้องหามาปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการ บช.ภาค 7 หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินคดีตามกฎหมาย และให้ออกราชการทันที ขณะเตรียมขอศาลออกหมายจับ คนสนิท เพิ่มเติมภายใน 1 ถึง 2 วันนี้ ที่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในคดี แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นอดีตสามีของผู้ต้องหาหรือไม่

ส่วนแผนการประทุษกรรมจากการสอบปากคำอดีตสามีผู้ต้องหา รวมถึงการสืบหาพยานหลักฐานเบื้องต้น พบว่านางสรารัตน์ ผู้ต้องหาติดหนี้บัตรเครดิตและถูกติดตามทวงถาม รวมถึงติดแบล็กลิสต์เครดิตบูโร สาเหตุเกิดจากการเล่นพนันออนไลน์ ส่วนการหย่ากันระหว่างผู้ต้องหาและอดีตสามีที่เป็นตำรวจ คาดว่าน่าจะเป็นในเรื่องของสถานะทางการเงินภายในครอบครัว เบื้องต้นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าอดีตสามีผู้ต้องหา ที่เป็นตำรวจมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่

บุกค้นหจก.ต้นทางไซยาไนด์
ต่อมา เจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตำรวจบช.ภาค 4, เจ้าหน้ที่พฐ., ตำรวจกก.สส.บก.น.3 นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรี เข้าตรวจค้นห้างหุ้นส่วนจำกัดแห่งหนึ่ง ประกอบธุรกิจจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ตั้งอยู่บนถนนเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แขวงลำปลาทิว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ หาความเชื่อมโยงกับคดีของ นางสรารัตน์ โดยใช้เวลาตรวจค้นเป็นเวลานาน 3 ชั่วโมง

รายงานข่าวแจ้งว่า การตรวจค้นดังกล่าว ตำรวจติดตามเบาะแสร่องรอยขวดสารพิษ ที่นางสรารัตน์เคยฝากคนใกล้ชิดไปฝังดินทำลายพยานหลักฐาน เมื่อตรวจสอบที่ขวดสารพิษพบว่าแหล่งที่ผู้ต้องหาซื้อมาจากห้างหุ้นส่วนดังกล่าว จึงนำหมายค้นมาตรวจสอบ เพื่อสืบทราบว่าใครเป็นผู้ที่สั่ง โดยพบว่า ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวสั่งไซยาไนด์มาจากโรงงาน ย่านสุขุมวิทที่เป็นผู้นำเข้ามาอีกครั้ง เบื้องต้นพบว่าไซยาไนด์ถูกขายไปแล้ว 32 ขวด เจ้าหน้าที่ไม่พบสารไซยาไนด์ เนื่องจากถูกขาย ออกไปหมดแล้ว โดยตำรวจจะรวบรวมรายชื่อ ผู้ซื้อมาสืบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง

ส่วนวัตถุประสงค์การนำเข้า พนักงานของห้างหุ้นส่วนแจ้งว่า ขายให้กลุ่มลูกค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรม หรือการเคลือบเหล็ก นอกจากนี้ กรอ.ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าห้างหุ้นส่วนดังกล่าว นำเข้าไซยาไนด์เกินกว่า 1,000 กิโลกรัม หรือ 1 ตัน ซึ่งจะถือว่าผิดกฎหมาย สำหรับรายละเอียดอื่นๆ จะมีการแถลงความคืบหน้าอีกครั้งในวันที่ 3 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ป.สอบพตท.อดีตสามีรอบ 2
วันเดียวกัน พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เชิญตัวพ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.สวนผึ้ง อดีตสามีของนางสรารัตน์ มาสอบปากคำในฐานะพยาน เป็นครั้งที่สอง เพื่อวํกถามรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์แวดล้อมเพิ่มเติมในบางประเด็น ที่ต้องสงสัย โดยมี พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.5 บก.ป. เข้าสอบปากคำด้วยตัวเอง

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับประเด็นการสอบ ปากคำ พ.ต.ท.วิฑูรย์ ครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับนางสรารัตน์ เบื้องต้นทราบว่า ทั้งสองมีปัญหาภายในครอบครัวกันบ่อยครั้งก่อนจะถึงขั้นหย่าร้างกันไปเมื่อสามปีที่แล้ว แต่ทั้งสองยังอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน เพียงแต่แยกห้องกันนอน เนื่องจากต้องช่วยกันดูแลลูกๆ ระหว่างนั้น พ.ต.ท.วิฑูรย์ยังให้เงินผู้ต้องหาไปทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ เมื่อได้กำไรจะโอนคืนมาให้ แต่ยอดเงินไม่ได้สูง มากนัก โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดอีกครั้ง

นอกจากนี้พนักงานสอบสวนยังมีข้อสงสัยช่วงที่นางสรารัตน์ก่อเหตุในพื้นที่ต่างๆ ขึ้นนั้น ตัวพ.ต.ท.วิฑูรย์เคยรับรู้เรื่องราวของอดีตภรรยา ด้วยหรือไม่ เนื่องจากในการสอบสวนครั้งก่อน พบว่าพ.ต.ท.วิฑูรย์ให้การค่อนข้างที่เป็นประโยชน์ กับตัวผู้ต้องหาเหมือนเป็นการช่วยเหลือ จึงต้องเรียกตัวมาสอบปากคำอีกครั้ง เพื่อยืนยัน คำให้การ หลังจากนี้หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงจะได้พิจารณาดำเนินกับ พ.ต.ท.วิฑูรย์อีกด้วย

ยอดหมายจับ 12 คดี 11 ศพ
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า สำหรับภาพรวมการดำเนินคดีนางสรารัตน์ ทั้งหมดที่ก่อเหตุกับเหยื่อตามท้องที่ต่างๆ ขณะนี้ มีการออกหมายจับไปแล้ว จำนวน 12 หมายจับ แบ่งเป็น 11 หมายจับ คดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรอง ประกอบด้วย 1.คดีน.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือ ก้อย เท้าแชร์ 2.คดีพ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ 3.คดีน.ส.รสจรินทร์ นิลห้อย หรือ น้อยผัก 4.คดี ร.ต.อ.หญิง กานดา โตไร่ หรือ ผู้กองนุ้ย 5.คดีนางมณีรัตน์ พจนารถ หรือครูต่าย 6.คดีนายสุทธิศักดิ์ พูนขวัญ หรือ แด้ 7.คดีนายสุรัตน์ ทรพับ หรือ บี 8.คดีน.ส.กะณิกา ตุลาเดชารักษ์ หรือ เอ๊ะ 9.คดีน.ส.นิตยา แก้วบุปผา หรือ นิด 10.คดีน.ส.ผุสดี สามบุญมี หรือ ครูอ๊อด 11.คดีนางจันทรรัตน์ วงศ์ไกรสิณ หรือ จุ๋ม

ส่วนอีก 1 หมายจับเป็นคดี “พยายามฆ่า ผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีนางกานติมา แพสอาด หรือ ปลา

สำหรับอีก 2 คดี คือกรณีน.ส.สาวิตรี บุตรศรีรักษ์ หรือ หนิม พื้นที่ จ.มุกดาหาร และคดีน.ส.ดาริณี เทพหวี หรือ ฟ้า ในพื้นที่ จ.นครปฐม ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยาน หลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับเพิ่ม

ผลตรวจแคปซูล-ต้านไซยาไนด์
วันเดียวกัน พ.ต.อ.ชัชชน นราวุฒิพร ผกก.สภ.โพธาราม จ.ราชบุรี สั่งการให้พ.ต.ต.รวิพงศ์ เลิศพันธุ์ สวป.สภ.โพธาราม นำกำลังเจ้าหน้าที่ สายตรวจนำรูปถ่ายของนางสรารัตน์ไปตรวจสอบ ตามร้านทองในพื้นที่ ว่าเคยมีการนำทองมาจำนำ หรือขาย ที่ร้านไหนบ้าง โดยให้ทางร้านมีการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย.65 เพื่อหาหลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตหลายรายที่ทรัพย์สินหายไป ในช่วงที่เดินทางมากับนางสรารัตน์แล้วเสียชีวิต และทรัพย์สินหายไป ร้านทองทุกแห่งให้ความ ร่วมมือเป็นอย่างดีเร่งตรวจสอบลูกค้าที่เข้ามาซื้อ ขาย หรือจำนำทองในร้าน เนื่องจากลูกค้าทุกรายจะต้องมีการแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ให้บันทึกไว้ และจะตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในร้านย้อนหลังไปด้วย

ด้านพ.ต.อ.สมมาตร จันทรัตน์ ผกก.สภ.บางแพ จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า หลังมีการเข้าตรวจสอบบ้านของน.ส.แจง และน.ส.ปู พี่สาวของนางสรารัตน์ พร้อมตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์บันทึกภาพกล้องวงจรปิด ยาสมุนไพรหลายชนิดที่อยู่ในขวดโหล พร้อมแคปซูลเปล่า และแคปซูลที่บรรจุยาสมุนไพรจำนวนหนึ่ง รวมถึงสอบปากคำพี่สาวและเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ส่งให้อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตรวจสอบ

เบื้องต้นพบยาสมุนไพรบางตัวมีสารโซเดียม ไทโอซัลเฟต (Sodium thiosulfate) สรรพคุณเป็นยาแก้พิษไซยาไนด์ และใช้รักษาโรคผิวหนัง ได้ด้วย ส่วนผลตรวจดีเอ็นเอยังไม่ออก นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่สอบปากคำพี่สาวแอมทั้งสอง รวมถึงคนในบ้าน เพื่อนบ้าน และคนใกล้ชิด ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน และไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับนางแอม

โยงแอม – เจ้าหน้าที่เข้าสอบถามหลวงตา อายุ 70 ปี ที่สำนักสงฆ์ในอ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ หลังมีข่าวถูกหญิงสาวคาดว่าเป็น ‘แอม ไซยาไนด์’ เข้ามาไหว้ พร้อมทั้งนำน้ำดื่มและสมุนไพรถวาย เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 2 พ.ค.

ตะลึงพระก็ไม่เว้น
ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ พ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผกก.สภ.ประโคนชัย นำพนักงานสอบสวนไปกราบนมัสการสอบถาม หลวงตารูปหนึ่ง อายุประมาณ 70 ปี ที่พักสงฆ์แห่งหนึ่ง ในอ.ประโคนชัย หลังมีผู้โพสต์ในสื่อโซเชี่ยลมีเดียว่า เคยเป็นหนึ่งในเหยื่อนางสรารัตน์ ถูกวางยาจนล้มหมดสติ ทุกวันนี้พูดไม่ชัด แขนขาหมดเรี่ยวแรง ท่านเล่าให้ฟังว่านางสรารัตน์ เข้ามา และมาถวายน้ำดื่ม หลังจากนั้นท่าน ก็ล้มหมดสติ เล็บมือ เล็บเท้าเขียว ลิ้นแข็ง พอท่านมาเห็นข่าว ท่านตกใจว่าโยมคนนี้ เคยเข้ามาที่วัด มาคุยถึงจะหาคนมาช่วยสร้างวัด มาถวายปัจจัยและถวายน้ำดื่ม น่าเวทนา หลวงตา ไม่คิดโกรธแค้น ถือว่าเป็นกรรมของหลวงตา

พ.ต.อ.วิษณุเผยว่า จากการสอบถามหลวงตา รูปดังกล่าว ว่า เคยเห็นนางสรารัตน์ คนที่ปรากฏ เป็นข่าววางยาฆ่าคนตายมาหลายศพมาที่ที่พักสงฆ์แล้วนำน้ำดื่ม หรือสมุนไพรมาถวายให้จริงหรือไม่ หลวงตาบอกว่าจำไม่ได้ เพราะมีญาติโยมทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัดมาทำบุญถวายสิ่งของอยู่เรื่อยๆ ส่วนที่เป็นลมหมดสติเกิดขึ้นตอนที่ไปทำความสะอาดอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของที่พักสงฆ์ ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 กระทั่งมีญาติโยมที่มาทำบุญเห็นนอนหมดสติอยู่จึงรีบพาส่งโรงพยาบาล อาจจะเพราะ อายุมากหรือหน้ามืดเพราะทำงานหนักหรือไม่ เนื่องจากหลวงตาชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่า นางสรารัตน์ เคยมาที่ที่พักสงฆ์แห่งนี้หรือไม่ แล้วที่ท่านเป็นลมหมดสติเกิดจากสาเหตุใด

ถวายน้ำ-สมุนไพรทำอาพาธ
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบสำนักสงฆ์ดังกล่าว หลวงตารูปดังกล่าวจำวัดอยู่เพียงลำพัง โดยสภาพสังขารของหลวงตา ดูไม่ค่อยแข็งแรง พูดไม่ค่อยชัด ซึ่งท่านอยู่ที่ที่พักสงฆ์ดังกล่าวเพียงรูปเดียว มีญาติโยมจำนวนหนึ่งที่ทราบข่าวต่างมาเยี่ยมและสอบถาม เรื่องราวจากท่านด้วยความเป็นห่วง ทั้งนี้ ชาวบ้านยังได้พาเดินไปดูบริเวณที่หลวงตาล้มหมดสติอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของวัด

นางณัฐพัช์ พาแกดำ อายุ 54 ปี และน.ส.พัชรี นุรินรัมย์ อายุ 51 ปี บอกว่า ตอนเช้าพวกตนกับชาวบ้านอีกกว่า 10 คนมาทำบุญถวายกุฏิให้กับหลวงตา ตอนที่ถวายอาหารจู่ๆ หลวงตา พูดขึ้นมาว่า เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เคยมีผู้หญิง 3-4 คน เอาน้ำและสมุนไพรมาถวายให้ที่ที่พักสงฆ์ แล้วพอท่านกินสมุนไพรก็เกิดหน้ามืดเป็นลม พอท่านเห็นข่าวว่า แอม ไซยาไนด์ ที่เป็นข่าววางยาฆ่าคนตายหลายคน เคยมาถวายน้ำกับสมุนไพร ทุกคนที่มาทำบุญก็ได้ยินเหมือนกัน ท่านอาจจะพูดช้ากว่าคนปกติ แต่พอจะจับใจความได้ว่าพูดอะไร พอได้ยินแบบนั้นต่างตกใจ แต่พอมีคนนำเรื่องราว ที่ท่านเล่าให้ฟังไปโพสต์ แล้วตำรวจมาสอบถาม กับตัวท่านเอง หลวงตากลับบอกว่าจำไม่ได้เพราะมันนานแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน