วิทยาลัยปรีดีวิเคราะห์ มติชน-เดลินิวส์ตั้งโต๊ะ เจาะลึกผลสำรวจหน2

‘มติชน-เดลินิวส์’ตั้งโต๊ะเสวนาผลสำรวจโพลรอบ 2 วันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิชาการวิทยาลัยปรีดีฯ วิเคราะห์ทุกปัจจัย ระบุผลโพล ชี้ทิศทางการเมืองของส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมเพื่อไทย-ก้าวไกลมีสัดส่วนรวมกันที่ 83.75% ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิม 4 พรรคมีสัดส่วนรวมกันอยู่ที่ 10.64% หรือห่างกันถึงเกือบ 8 เท่าตัว และประชาชนที่ร่วมตอบแบบสอบถามเป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจเข้ามาโหวตเพื่อแสดงความต้องการของตน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมที่มีสัดส่วนรวมกันที่ 84.95% ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีสัดส่วนอยู่ที่ 10.26% เท่านั้น และหากแปลงตัวเลขเป็นจำนวนส.ส. เขตและปาร์ตี้ลิสต์แล้วจะพบว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมชนะแบบแลนด์สไลด์

■ วิทยาลัยปรีดีฯผ่าโพล 2 สื่อรอบ 2

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานผลการวิเคราะห์เจาะลึกความร่วมมือการทำโพลครั้งสำคัญของสองสื่อยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ “มติชนXเดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง’66” ซึ่งดำเนินการไปเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 รอบตามที่เสนอข่าวก่อนหน้านี้ตามลำดับ

สำหรับพันธมิตรทางวิชาการที่เข้ามาร่วมวิเคราะห์ผลโพลสะท้อนอนาคตการเมืองไทยดังกล่าวคือ คณาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, ผศ.ดร. พีระ เจริญวัฒนนุกูล, อาจารย์เคท ครั้งพิบูลย์, นายปรีชา โพธิ รองคณบดี และนายอัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดี ในฐานะหัวหน้าทีมวิเคราะห์ผลโพล

รายงานการสรุปผลและวิเคราะห์โพล เลือกตั้ง “มติชน X เดลินิวส์” ครั้งที่ 2 สำรวจวันที่ 22-28 เมษายน 2566 เป็นเวลา 7 วัน

โดยวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระบุว่า กระบวนการโหวตเป็นวิธี “โหวตผ่านช่องทางออนไลน์” (เว็บไซต์) ซึ่งมีประชาชน บุคคลผู้มีชื่อเสียง ดารานักแสดง และผู้สนใจการเมืองจากหลากหลายวงการเข้ามาตอบแบบสอบถามอย่างกว้างขวางทั้งสิ้น 78,583 ราย ในจำนวนนี้มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมโหวตด้วย อาทิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล, นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย

■ เผยกลุ่มตัวอย่างตื่นตัวการเมือง

ในส่วนของ “หัวข้อคำถาม” มีทั้งหมด 4 ข้อ คือ เลือกส.ส.เขตจากพรรคใด? เลือกปาร์ตี้ลิสต์พรรคใด? สนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี? และ ส.ว.ควรโหวตเลือกแคนดิเดต นายกฯ จากพรรคใด? ทั้งนี้ ผู้โหวตไม่ต้องระบุชื่อตนเอง แต่ต้องตอบข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ภูมิลำเนา เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั้งนี้ โพลครั้งที่ 2 เพิ่มเติมตัวเลือกด้านอาชีพ ได้แก่ เกษตรกร และรับจ้างทั่วไป

ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ทีมนักวิชาการ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ฯ ได้อ่านผลตามข้อมูลจากตัวเลขตาม “ผลโพล” เท่านั้น โปรดทราบว่าผลของโพลนี้ไม่ได้มาจากการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง (Sample) ตามหลักการของการทำวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ทั่วไป แต่มาจากกลุ่มตัวอย่างที่มีความตื่นตัวทางการเมือง (Active Citizen) และเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ส่วนปริมาณของกลุ่มตัวอย่างที่เดลินิวส์และมติชนได้มามีความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ประมาณ 0.35% (ค่ามาตรฐานไม่ควรเกิน 3%) และมีระดับความเชื่อมั่น (Confidence Level) อยู่ที่ 95%

การโหวต “มติชนXเดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง ’66 ครั้งที่ 2” จำนวน 78,583 ราย ในส่วนของช่วงอายุ พบว่า กลุ่ม Gen-X หรือ 42-57 ปี มีจำนวนมากเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ร้อยละ 31.48, อันดับ 2 กลุ่ม Gen-Y หรือ 26-41 ปี อยู่ที่ร้อยละ 29.85, อันดับ 3 กลุ่ม Baby Boomers หรือ 58-76 ปี ร้อยละ 22.48, อันดับ 4 กลุ่ม Gen-Z หรือ 18-25 ปี ร้อยละ 15.38 และอันดับ 5 กลุ่ม Silent Gen หรือ อายุ 77 ปีขึ้นไป ร้อยละ 0.81

ทั้งนี้ “เพศชาย” ยังคงมีสัดส่วนมากกว่าเพศอื่น อย่างไรก็ตาม ถ้าแยกเฉพาะโพล ครั้งที่ 2 นี้ พบว่า “เพศหญิง” มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นจากรอบแรกจากจำนวน 29.71% เพิ่มเป็น 34.62% ในมิติของอายุ Generation X (42-57 ปี) มีมากที่สุด คือ 31.48% และครึ่งหนึ่งมีการศึกษาในระดับปริญญาตรี นอกจากนั้นในโพลครั้งที่ 1 กลุ่มข้าราชการมีส่วนร่วมมากที่สุดคิดเป็น 24.27% แต่โพลครั้งที่ 2 กลุ่มพนักงานบริษัทมีมากที่สุดถึง 25.01% รวมทั้งเกษตรกร 3.95% และรับจ้างทั่วไป 7.57% ในมิติของระดับรายได้มีสัดส่วนเท่าๆ กัน โดยกลุ่มรายได้สูงคือ 50,001 บาทขึ้นไป มีมากสุดที่ 23.74%

■ ‘พิธา’ครองความนิยมในทุกภาค

สำหรับหัวข้อคำถามที่ว่า “ท่านจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี?” ผลโพลของคนกรุงเทพฯ โหวตให้ 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 52.00% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้ 28.48% หรือเกือบสองเท่า, 2.นายเศรษฐา ทวีสิน จากเดิมอยู่อันดับ 4 ที่ 16.10% เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แต่สัดส่วนลดลงเป็น 15.65%, 3.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากเดิมอยู่อันดับ 2 ที่ 20.01% ลดลงไปอยู่อันดับ 3 ที่ 13.37% ขณะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จากเดิมเคยเป็นอันดับ 3 ที่ 18.04% ตกไปอยู่อันดับ 4 ที่ 8.03% ความน่าสนใจ คือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มีอันดับเพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่อันดับ 10 ที่ 1.13% เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับ 6 ที่ 2.37% หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าตัว

ผลโหวตนายกรัฐมนตรีของคนต่างจังหวัด คือ 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 48.09% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยได้ 30.33% 2.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลดลงจากเดิม 26.38% เป็น 21.96% 3.นายเศรษฐา ทวีสิน ลดลงจากเดิม 17.27% เป็น 15.50% ในส่วนของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่อันดับ 4 ที่ 5.95% และอันดับ 5 ที่ 2.35% ตามลำดับ

หากแยกพิจารณาเป็นรายภาคคือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน พบว่าอันดับ 1 ของทุกภูมิภาคคือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตามมาด้วยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อันดับ 2 และนายเศรษฐา ทวีสิน อันดับ 3 ยกเว้นภาคใต้ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงเป็นอันดับ 3 ที่ 11.16% มากกว่านายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งได้อันดับ 4 ที่ 7.40%

■ กก.-พท.กวาดส.ส.แลนด์สไลด์

สำหรับส.ส.เขต 3 อันดับแรกของคนกรุงเทพฯ ได้แก่ พรรคก้าวไกล 51.71% พรรคเพื่อไทย 29.30% และพรรครวมไทยสร้างชาติ 7.28% โดยสัดส่วนของส.ส.เขตพรรคก้าวไกลมีมากเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.เขตจากทุกพรรครวมกัน อย่างไรก็ตาม กรุงเทพ มหานครยังคงเป็นสนามเลือกตั้งของ 3 พรรคใหญ่ดังกล่าว

แต่หากนำสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลมารวมกันจะมีสูงถึง 81.01% เช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดโหวตให้ส.ส.เขต 3 อันดับแรก ได้แก่ พรรคก้าวไกล 46.55% พรรคเพื่อไทย 38.26% และพรรครวมไทยสร้างชาติ 5.17% โดยสัดส่วนส.ส.เขตของสองพรรคแรกรวมกันจะมีมากถึง 84.81% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น่ากังวลสำหรับ “พรรคร่วมรัฐบาลเดิม” เช่นเดียวกับผลโพลในส่วนปาร์ตี้ลิสต์พรรค การเมืองของทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเป็นไปในทางเดียวกัน คือ 1.พรรคก้าวไกล 2.พรรคเพื่อไทย และ 3.พรรครวมไทยสร้างชาติ ทั้งนี้ ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคอันดับ 1 และ 2 ในกรุงเทพฯ รวมกันแล้วอยู่ที่ 80.77% และในต่างจังหวัดรวมกันแล้วอยู่ที่ 85.16%

“หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคจะพบว่า ส.ส.เขตพรรคก้าวไกลมีสัดส่วนมากที่สุดในภาคกลางและภาคใต้ ในขณะที่ส.ส.เขตพรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนมากที่สุดในภาคเหนือและภาคอีสาน ตามมาด้วยส.ส.เขตพรรครวมไทยสร้างชาติ อยู่อันดับที่ 3 ในทุกภูมิภาค แต่หากดูผลโพลในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์จะพบว่าพรรคก้าวไกลมีสัดส่วนมากที่สุดในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคอีสานที่ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนมากที่สุด และปาร์ตี้ลิสต์ของพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นอันดับที่ 3 ในทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ ทีมนักวิชาการเคยตั้งข้อสังเกตต่อความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีเพียง 6.01% จากผลโพลครั้งที่ 1 และผลโพลครั้งที่ 2 นี้แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้มีสัดส่วนลดลงคือ ส.ส.เขต 4.24% และปาร์ตี้ลิสต์ 3.25% ซึ่งน้อยกว่าสัดส่วนรวมของพรรครวมไทย สร้างชาติ (ส.ส.เขต 5.88% และ ปาร์ตี้ลิสต์ 9.05%) และพรรคพลังประชารัฐ (ส.ส.เขต 2.64% และปาร์ตี้ลิสต์ 5.42%) หรือห่างกันมากกว่า 3 เท่าตัว” ผลวิเคราะห์โดยนักวิชาการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ฯ ระบุ

■ เกษตรกรหนุนพท.-แรงงานให้กก.

นักวิชาการชี้ด้วยว่า ความน่าสนใจของโพล “มติชนXเดลินิวส์ เลือกตั้ง’66 ครั้งที่ 2” ก็คือ กลุ่มเกษตรกรโหวตให้ทั้งส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์จากพรรคเพื่อไทยมากที่สุด 45.48% และ 43.51% ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มรับจ้างทั่วไปโหวตให้ส.ส.เขตพรรคก้าวไกล 40.28% และปาร์ตี้ลิสต์พรรคก้าวไกล 42.13% ทางด้านท่านสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใด กลุ่มเกษตรกรและรับจ้างทั่วไปโหวตให้ 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 2.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ 3.นายเศรษฐา ทวีสิน ในขณะที่กลุ่มข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจโหวตให้ 1.นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 41.55% 2.นายเศรษฐา ทวีสิน 20.24% 3.น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 20.21% และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่อันดับ 4 ที่ 7.60% ลดลงจากเดิมอันดับ 3 ที่ 17.87% ตอกย้ำว่ากลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องการความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะผู้นำที่เป็นคนรุ่นใหม่

โพลครั้งที่ 2 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทุกกลุ่มรายได้โหวตให้ส.ส.เขต และปาร์ตี้ลิสต์จากพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย โดยมีสัดส่วนรวมกันแล้วมากกว่า 80% ของทุกกลุ่มตัวอย่าง และโหวตให้นายพิธา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุด 3 ลำดับแรก แสดงถึงความนิยมต่อนโยบายการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของทั้งสองพรรคนี้

■ พรรคฝ่ายค้านเดิมชนะทั้ง 2 ระบบ

โดยสรุปแล้ว “มติชนXเดลินิวส์ เลือกตั้ง ’66 ครั้งที่ 2” แสดงให้เห็นทิศทางการเมืองที่มีต่อส.ส.เขตจาก “พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม” คือ พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล มีสัดส่วนรวมกันที่ 83.75% เปรียบเทียบกับจำนวน ส.ส.เขตจาก “พรรคร่วมรัฐบาลเดิม” คือ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย มีสัดส่วนรวมกันอยู่ที่ 10.64% หรือห่างกันถึงเกือบ 8 เท่าตัว และประชาชนที่ร่วมตอบแบบ สอบถามเป็นกลุ่มคนที่ตั้งใจเข้ามาโหวตเพื่อแสดงความต้องการของตน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับปาร์ตี้ลิสต์ของ “พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม” ที่มีสัดส่วนรวมกันที่ 84.95% จากพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย และพรรค เสรีรวมไทย

ขณะที่ “พรรคร่วมรัฐบาลเดิม” มีสัดส่วนที่ 10.26% จากพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย และหากจะทดลองแปลงตัวเลขเหล่านี้เป็นสัดส่วนจำนวนส.ส.เขต จะพบว่า “พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม” จะได้ส.ส.เขต 335 คน และ “พรรคร่วมรัฐบาลเดิม” จะได้ ส.ส.เขต 42 คน จากทั้งหมด 400 คน ส่วนที่เหลืออีก 23 คนเป็นสัดส่วนของพรรคอื่นๆ และผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใด ทั้งนี้ หากคำนวณสัดส่วนของปาร์ตี้ลิสต์จะพบว่า “พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม” จะได้มากถึง 84 ที่นั่ง จาก 100 ที่นั่ง

“กล่าวโดยสรุปแล้วหากผลการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นไปตามผลโพล “มติชนXเดลินิวส์” ก็จะทำให้ “พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม” และพรรคอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะได้ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรรวมกันแบบแลนด์สไลด์ เป็นไปตามคำถามข้อที่ 4 ของผลโพล 82.54% ที่ต้องการให้ 250 ส.ว. โหวตเลือกแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่ได้ส.ส.มากที่สุดตามเจตจำนงของประชาชนต่อไป” รายงานระบุ

■ เพศหญิงมีเพิ่มขึ้น-เจน X มากสุด

นอกจากนั้น นักวิชาการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ฯ ยังได้วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างที่ร่วมโหวต “มติชน Xเดลินิวส์ โพลเลือกตั้ง’66” ทั้งสองรอบ รวมกันแล้วจำนวน 162,659 โหวต และพบสถิติสำคัญระหว่างโพลครั้งที่ 1 และโพลครั้งที่ 2 ดังนี้ ผลโพลรอบสองต้องแยกอธิบายกลุ่มตัวอย่างให้ชัดเจนระหว่าง กทม. กับ ตจว. เนื่องจากสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่ร่วมตอบแบบสอบถามในครั้งนี้มีจำนวนต่างกันมากเกือบสามเท่าตัว เพศชายมีส่วนร่วมในการตอบแบบสอบถามมากกว่าเพศอื่น ครั้งที่ 1 มี 67.15% ครั้งที่ 2 มี 62.57% ยังคงมากที่สุด (มากกว่า 3 ใน 5 คน) โดยการทำโพลครั้งที่ 2 พบว่า เพศหญิงมีส่วนร่วมมากขึ้นจาก 29.71% เป็น 34.62% และผู้ไม่ระบุเพศเพศยังคงมีส่วนร่วมในจำนวนที่มากขึ้นเล็กน้อย คือ จาก 2.40% เป็น 2.81% Generation X (42-57 ปี) มีส่วนร่วมมากที่สุดในการทำโพลออนไลน์ กล่าวคือครั้งที่ 1 มี 34.82% และครั้งที่ 2 มี 31.48% หรือเกือบ 2 ใน 5 คนนั่นเอง

■ จัดใหญ่ร่วมวิเคราะห์วันที่ 5 พ.ค.

ครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างผู้ทำโพล ออนไลน์มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีทั้งครั้งที่ 1 และ 2 คือ 49.51% และ 51.09% ตามลำดับ ในการทำสำรวจครั้งที่ 1 นั้น ข้าราชการมีส่วนร่วมมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 24.27 หรือเกือบ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถาม แต่ในครั้งที่ 2 นี้ผู้เข้ามาตอบแบบสำรวจมากที่สุดกลายเป็นกลุ่มพนักงานบริษัทมากถึง 25.01% และยังมีเกษตรกร 3.95% และรับจ้างทั่วไป 7.57% ผู้ที่มีรายได้สูงคือ 50,001 บาทขึ้นไป ยังคงเป็นกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในการสำรวจครั้งนี้ หรือคิดเป็น 23.74% เท่าๆ กับครั้งที่ 1 คือ 25.63% หรือมากกว่า 1 ใน 4 ของทั้งหมด โดยกลุ่มรายได้กลุ่มอื่นๆ มีจำนวนเท่าๆ กันคือ 18.54% 20.83% 17.40% และ 19.49% ตามลำดับ

ทั้งนี้ การโหวตโพล “มติชนXเดลินิวส์ เลือกตั้ง’66” กองบ.ก.สื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ มติชนทีวี และเครือเดลินิวส์ ร่วมกับตัวแทนอาจารย์วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ฯ จะร่วมกันจัดเวทีวิเคราะห์ผลโพลทั้งสองรอบที่อาคารสำนักงานมติชน ย่านประชานิเวศน์ กทม. พร้อมกับไลฟ์สตรีมถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียของสื่อทั้งสองเครือ ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. วันศุกร์ที่ 5 พ.ค.นี้

■ ย้ำชัดโพล2สื่อได้มาตรฐาน

วันเดียวกัน นายปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า แม้โพล “มติชนXเดลินิวส์ เลือกตั้ง’66” จะเป็นโพลออนไลน์ที่คนบางกลุ่มอาจไม่เชื่อมั่นนักในระยะแรก อย่างไรก็ตาม ผลของโพลทั้งสองครั้งกลับมีลักษณะสอดคล้องใกล้เคียงกับผลโพลของสำนักโพลทางการที่ออกมาในภายหลัง นี่คือข้อพิสูจน์ว่าโพลของเครือมติชนและเดลินิวส์มีมาตรฐานในการเก็บข้อมูลระดับหนึ่ง และไม่ได้จัดทำขึ้นอย่างมีวาระซ่อนเร้นหรือเพื่อสนับสนุนบุคคลใดหรือพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ

“สำหรับกิจกรรมเวทีเสวนาในวันที่ 5 พฤษภาคม 2566 จะมีสองช่วง โดยช่วงแรก ทางตัวแทนของวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมาวิเคราะห์ผลโพล “มติชนxเดลินิวส์” ทั้งสองรอบ รวมทั้งนำเสนอว่าผลโพลดังกล่าวมีหน้าที่อะไรและมีความหมายอย่างไรในบริบทของการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ในช่วงที่สองจะมีคณะ นักวิชาการ-นักคิด ที่จะมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลโพลของ “มติชน X เดลินิวส์” เพิ่มเติม ทั้งยังจะทำการวิเคราะห์คาดการณ์ถึงผลการเลือกตั้งและสถานการณ์การเมืองไทยหลังวันที่ 14 พฤษภาคมอีกด้วย” นายปราปต์กล่าว

ด้านนายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร ผู้อำนวยการกลุ่มสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มติชนฯ ระบุว่า เวทีวิเคราะห์ผลโพล มติชน-เดลินิวส์ ในวันที่ 5 พ.ค. 2566 นอกจากมีมุมมองในการวิเคราะห์กระแสความนิยมโดยนักวิชาการที่มาร่วมเวทีแล้ว ยังถือเป็นการขยายบทบาทสื่อทั้งในด้านการนำเสนอข่าวสาร การจัดกิจกรรมเวทีประชันนโยบายวิสัยทัศน์ ให้พื้นที่แก่พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงเป็นกระจกสะท้อนความคิด ความนิยมของประชาชนอีกด้วย

“ผลโพลทั้ง 2 ครั้งที่ปรากฏออกมาจะเป็นส่วนสะท้อนความคิดความสนใจของโหวตเตอร์ ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับพรรคการเมืองที่จะนำข้อมูลไปใช้เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ของตัวเอง ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างกระแสความตื่นตัวให้กับประชาชนผู้ติดตามข่าวสาร และเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นให้มีการออกไปใช้สิทธิ์มากขึ้นในวันเลือกตั้ง” นายสมปรารถนากล่าว

■ เปิดรายละเอียดเวทีมติชน-เดลินิวส์

สำหรับเวที “ร่วมวิเคราะห์โพลเลือกตั้ง 66” ที่จัดทำโดยเครือมติชน-กลุ่มหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ในวันที่ 5 พ.ค.ที่อาคารสำนักงานหนังสือพิมพ์มติชนนั้น ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร และ กุลพัทธ์ เพิ่มพูล

เริ่มด้วยเสวนาหัวข้อ “สรุป-วิเคราะห์ ผลการจัดทำมติชน-เดลินิวส์ โพล” โดยปารเมศ เหตระกูล กรรมการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และเดลินิวส์ออนไลน์ ปราปต์ บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายดิจิทัลมีเดีย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

จากนั้นเป็นการเสวนาหัวข้อ “วิเคราะห์โพล มติชน-เดลินิวส์ และแนวโน้มการเลือกตั้งโค้งสุดท้าย” โดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน