เหตุเปิดแอร์วันหยุด อุตุเตือนรับพายุร้อน
ใช้ไฟฟ้าสูงสุดทุบสถิติอีกครั้ง ช่วงเวลา 21.41 น. วันที่ 6 พ.ค. คนไทยใช้ไฟฟ้าสูงสุด 34,826 เมกะวัตต์ กระหน่ำเปิดแอร์วันหยุด ผลจากอากาศร้อนจัด เผย ไฟพีก รับอัตราค่าไฟใหม่ 4.70 บาทต่อหน่วย อัตราเดียวกันทั้งประเทศ ด้าน กฟผ. สั่ง เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากต้นทุนต่ำที่สุดก่อน ยึดหลักกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ขณะที่ กกพ. สรุปคนร้องค่าไฟแพง 142 ราย กรมอุตุฯ แจ้งเตือนทั่วทุกภาค รับมือพายุ ฤดูร้อนช่วง 8-10 พ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 7 พ.ค. รายงานข่าวแจ้งว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แจ้งว่า เมื่อคืนวันที่ 6 พ.ค. ช่วงเวลา 21.41 น. มีปริมาณใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงสุด (พีก) 34,826 เมกะวัตต์ เป็นสถิติใหม่ของปีนี้ และสูงกว่าเมื่อปี 2565 ทำลายสถิติเดิมเป็น ครั้งที่ 2 ของปี เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ประกอบกับเป็นวันหยุดยาว 4-7 พ.ค. ประชาชนจึงใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศมากขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาความร้อน เมื่อเครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้นเพื่อทำความเย็นช่วงอุณหภูมิสูง ส่งผลให้ การใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง
ดังนั้น ต้องจับตาวันนี้ (7 พ.ค.) ซึ่งยังอยู่ในช่วงวันหยุดยาวอีกว่า หากอากาศยังร้อนจัด ปริมาณการใช้ไฟมากขึ้นจนแตะ 35,000 เมกะวัตต์หรือไม่
สำหรับสถิติปริมาณการใช้ไฟสูงสุด พบว่า ปีนี้ได้ทุบสถิติสูงสุด และสูงกว่าปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 33,177 เมกะวัตต์ โดยทำลายสถิติ รวม 3 ครั้งแล้ว ครั้งที่ 1 วันที่ 21 เม.ย. เวลา 14.56 น. ไฟพีก 33,384 เมกะวัตต์ ครั้งที่ 2 วันที่ 25 เม.ย.2566 เวลา 14.28 น. ไฟพีก 33,622 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 3 วันที่ 6 พ.ค. เวลา 21.41 น. ไฟพีก 34,826 เมกะวัตต์
รายงานข่าวแจ้งว่า ส่วนการคำนวณไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บกับประชาชน สำหรับงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 ในอัตรา 4.72 บาท/หน่วย ได้สิ้นสุดลงในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา และเพิ่งตัดรอบบิลเรียกเก็บกับประชาชนไปแล้ว ขณะนี้เข้าสู่เดือนพ.ค.2566 ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บกับประชาชน จะเป็นงวดใหม่เดือนพ.ค.-ส.ค.2566 ในอัตรา 4.70 บาท/หน่วย มีผลบังคับใช้เป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ ทั้งประเภทครัวเรือนที่อยู่อาศัยและภาคอุตสาหกรรม/บริการอื่นๆ จากงวดก่อนเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ประเภทที่อยู่อาศัยเก็บที่ 4.72 บาท/หน่วย และภาคอุตสาหกรรมเก็บที่ 5.33 บาท/หน่วย
นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงการดูแลผลกระทบประชาชนเรื่องค่าไฟฟ้าว่า กฟผ. ใช้หลักการบริหารจัดการเดินเครื่องเพื่อผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงราคาต่ำที่สุดก่อน จนถึงเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนสูงขึ้นตามลำดับ โดยเงื่อนไขการสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้า กฟผ. ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ
โดยค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 กฟผ.ได้สั่งการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าทั้งของ กฟผ. และเอกชน โดยพิจารณาจากต้นทุน เชื้อเพลิงต่ำที่สุด ที่มีราคาซื้อไฟฟ้าตั้งแต่ 2 บาท/หน่วย ไปจนถึง 9.85 บาท/หน่วย ซึ่งปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนในราคา 6.11-9.85 บาท/หน่วย มีปริมาณน้อยมาก คิดเป็น 7% เท่านั้น เมื่อนำมาเฉลี่ยกับโรงไฟฟ้าอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่าแล้ว จึงทำให้ ค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 อยู่ที่ราคา 4.72 บาท/หน่วย
รองผู้ว่า กฟผ. กล่าวว่า การซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนในราคา 6.11-9.85 บาท/หน่วย เป็นการผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซล ซึ่งมีราคาถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าด้วย Spot LNG ที่ราคา 7.91-11.36 บาท/หน่วย ดังนั้น คณะอนุกรรมการบริหารจัดการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน จึงพิจารณาให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าด้วยน้ำมันดีเซล แทนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงนำเข้า Spot LNG ทั้งนี้ ในช่วงที่มีสถานการณ์พลังงานปกติ อ้างอิงจากค่าไฟฟ้างวดเดือนม.ค.-เม.ย.2564 ค่าซื้อไฟฟ้าเฉลี่ยจาก 5 โรงไฟฟ้านี้ จะเท่ากับ 2.94 บาท/หน่วยเท่านั้น
“ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า กฟผ. บริหารจัดการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าอย่างมีหลักการ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าไฟฟ้าน้อยที่สุด” โฆษกกฟผ. กล่าว
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประชาสัมพันธ์ช่องทางการร้องเรียนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าที่พบปัญหาหรือข้อสงสัยว่า ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ไม่ถูกต้อง หรือมีข้อสังสัย ปัญหาเกี่ยวกับการได้รับบริการ สามารถร้องเรียนผ่าน กกพ.ส่วนกลาง สำนักงาน กกพ.ประจำเขตพื้นที่ และคณะกรรมการผู้ใช้พลังงานประจำเขต (คพข.) พบว่า ระหว่างวันที่ 26 เม.ย.-3 พ.ค.2566 มีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสำนักงาน เพื่อให้ตรวจสอบการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เป็นจำนวนรวม 142 ราย
โดยพบว่าประเด็นของเรื่องการร้องเรียนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้า ได้แก่ การแสดงความเห็นว่าค่าไฟฟ้าแพง ไม่ต้องการร้องเรียน แต่ต้องการคำอธิบาย 41 ราย ขอให้ตรวจสอบค่าไฟฟ้าแพงหรือขอตรวจสอบมิเตอร์ แต่ไม่มีแนบเอกสารหลักฐาน หรือหลักฐานไม่ชัดเจน 43 ราย ขอให้ตรวจสอบค่าไฟฟ้าแพงหรือขอตรวจสอบมิเตอร์ แนบเอกสารหลักฐานมาครบถ้วน 56 ราย และเคยแจ้งหรือร้องเรียนการไฟฟ้า ในพื้นที่แล้ว แต่ไม่ได้รับการแก้ไข 2 ราย
ทั้งนี้ กกพ. ได้รับเรื่องร้องเรียนและประสานงานติดต่อกลับผู้ร้องเรียน 74 ราย ประสานงานกับการไฟฟ้า (กฟภ./กฟน.) แล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาผล 40 ราย และรอรับเอกสารเพิ่มเติมจากผู้ร้องเรียนเพื่อประกอบการพิจารณา 28 ราย
วันเดียวกัน ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนพายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน ฉบับที่ 2 (131/2566) (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 8-10 พ.ค.2566) ในช่วงวันที่ 8-10 พ.ค. ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อน เกิดขึ้น โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่า เกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ขอให้ประชาชนใน บริเวณดังกล่าวระวังอันตราย จากพายุฤดูร้อน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ไม่ควรสวมใส่โลหะ และหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ส่วนเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหาย ที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรและอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงในช่วงวัน และเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางได้แผ่ ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนใต้แล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน และทะเลจีนใต้ในช่วงวันที่ 8-10 พ.ค. ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ เข้ามาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ขณะที่บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด
โดยจังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ วันที่ 8-10 พ.ค. ภาคเหนือ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
ภาคกลาง ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ในช่วงวันที่ 8-14 พ.ค. หย่อมความ กดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอล ตอนล่าง มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุหมุนเขตร้อน คาดว่าจะเคลื่อนผ่านอ่าวเบงกอลตอนกลาง และทะเลอันดามันตอนบน จากนั้นเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศเมียนมา ส่งผลทำให้ลมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดนำความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามาปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ช่วงวันที่ 11-14 พ.ค. ประเทศไทยจะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น คลื่นสูง 2-4 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่ง ในช่วงวันและเวลาดังกล่าว
วันเดียวกัน นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน โดยขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการ อยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ไม่ควรสวมใส่โลหะ และหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
ส่วนเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหาย ที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรและ อันตรายต่อสัตว์เลี้ยงในช่วงวันและเวลา ดังกล่าวไว้ด้วย รวมทั้งขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควร งดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 11-14 พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยจะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น