พร้อมวาระลดค่าไฟทันที เรืองไกรยื่นแล้ว-ปมหุ้น พิธายันไม่ซ้ำรอยธนาธร 8พรรคปราศรัยใหญ่ 12พค.

‘พิธา’ ไม่หวั่นไหว พร้อมแจงปมถือหุ้นสื่อ ซัดเกมดิสเครดิต ‘เรืองไกร’ หอบหลักฐานยื่นกกต.เช็กบิลก่อนวันเลือกตั้ง ‘บิ๊กตู่’ ลุยหาเสียงชุมพร ปลุกพลังเงียบกา ‘รทสช.’ ทั้ง 2 ใบ ระบุยังไม่มีดีลตั้งรัฐบาล กับพรรคไหน ‘เศรษฐา’ บุกเชียงใหม่ขอ แลนด์สไลด์เกิน 300 ส.ส. ลั่นประชุมครม. นัดแรกชงตั้งส.ส.ร.แก้รัฐธรรมนูญ 12 พ.ค. แปดพรรคจัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย เพื่อไทยที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ก้าวไกลที่ศูนย์กีฬาเวสน์ ดินแดง รทสช.เปิดศูนย์ฯ สิริกิติ์ รับแฟนคลับ พปชร.แย้ม ‘บิ๊กป้อม’ มีหมัดเด็ด ‘จุรินทร์ -อภิสิทธิ์’ ผนึกพลังขึ้นเวทีพร้อมกันลานคนเมือง กรมการปกครองเปิดตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบเจน X มากสุด 20 ล้านคน

‘บิ๊กตู่’ปลุกพลังเงียบเลือกรทสช.
เมื่อเวลา 07.25 น. วันที่ 10 พ.ค. ที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค และแคนดิเดต นายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลงพื้นที่หาเสียงจ.ชุมพร พร้อมด้วย นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค นาย เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และแกนนำพรรค

เวลา 09.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ พบปะประชาชนในพื้นที่ตลาดปะทิว และปราศรัยบนรถแห่ เพื่อหาเสียงช่วย นายสันต์ แซ่ตั้ง ผู้สมัครส.ส.ชุมพร เขต 2 โดยย้ำว่าวันลือกตั้ง 14 พ.ค. บัตรสีม่วงเบอร์ 12 นายสันต์ ส่วนบัตรสีเขียวเบอร์ 22 ต้องไปทั้งคู่ ให้ได้คะแนนเสียงซึ่งตนจะได้เข้ามาบริหารได้ วันนี้เราเป็นประชาธิปไตยเต็มใบแล้ว เดินหน้าประเทศพร้อมกันไปกับตน ที่ทำมา 8 ปีตนรู้ปัญหา คือต้องหาเงินเข้ากระเป๋าไม่อย่างนั้นทำไม่ได้ ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุด เงินกระเป๋าซ้ายก็ตุงขึ้นมาและจ่ายกระเป๋าขวา ให้พวกเรา ดูแลสวัสดิการ ถ้าไม่มีสตางค์ทำอะไรไม่ได้ มันดีแต่โม้กันทั้งนั้น

อนาคตประเทศไทยอยู่ที่มือของพวกเราทุกคน บ้านเมืองต้องมั่นคง สถาบันหลักของประเทศต้องมั่นคง ตนมีแต่ความจริงใจให้ท่าน ช่วยกันส่งพลังเงียบออกมาได้หรือไม่ได้ ข้าราชการเกษียณว่าอย่างไร เราเป็นช้างป่วยหรือเปล่า เราเป็นช้างศึกไม่ใช่ช้างป่วย ทำหน้าที่รับใช้แผ่นดินมาแล้วเท่าไหร่ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการดีๆ มีเยอะแยะไป ขอให้ช่วยกันทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง ทุกคนคืออนาคตของประเทศไทย ร่วมกันก้าวเดินไปพร้อมกับ ลุงตู่ ตนยืนยันถ้าได้เป็นรัฐบาลทุกอย่างต้อง ดีขึ้นแน่นอน

ขอส.ส.มากสุด-ลุงคนเดียวสู้ไม่ไหว
เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นรถแห่พบปะประชาชนที่บริเวณตลาดนัดท่าแซะ อ.ท่าแซะ เพื่อหาเสียงช่วย นายสันต์ ซึ่งมีชาวบ้านมาต้อนรับอย่างเนืองแน่น นำดอกกุหลาบ สะตอ ใบเหลียง และผ้าขาวม้ามามอบให้กำลังใจ พร้อมตะโกน รักลุงตู่ และร้องเพลง “ลุงตู่อยู่ไหน” ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ ทำท่า เบ่งกล้าม กล่าวว่า ทำเพื่อคนไทยต้องแข็งแรง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตนเป็นคนอนุมัติเพราะตนเป็นนายกฯ อะไรที่ดีตนก็อนุมัติให้ แต่อย่าทะเลาะกัน ยินดีที่ชาวท่าแซะให้ความสำคัญกับเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ขอให้เลือกที่ดีๆ ไม่ใช่เลือกแต่คน รูปหล่ออย่างเดียว เลือกคนนิสัยดีๆ ความรัก ความสามัคคีคือสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทย เดินหน้าไปได้ ทุกประเทศกำลังพุ่งเป้าที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ฉะนั้นเราต้องรักสามัคคีกัน อย่าให้ใครต้องมาทำให้เราแตกความสามัคคี ซึ่งจะมีการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้ก็อยู่ที่พวกเราจะตอบรับได้แค่ไหนอย่างไร

สัญญาจะเลือกเบอร์ 22 รทสช. และเบอร์ 12 นายสันต์ ใช่หรือไม่ อย่าลืมคำมั่นสัญญาที่ต้องซื่อตรงต่อกัน และตนก็ซื่อตรงกับท่าน เลือกให้เป็นนายกฯ ทั้งประเทศทุกจังหวัด เลือกส.ส.ทั้งจังหวัด เพราะถ้าเลือกนายกฯ คนเดียวไปสู้เขาไม่ไหว ต้องมีส.ส.ไปช่วยด้วยในสภา ไม่อย่างนั้นลุงตู่โดนยำเละไปหมด ในสภา เพราะไม่มีพวก

ลั่นยังไม่ดีลตั้งรบ.กับใคร
ต่อมาเวลา 11.20 น. ที่เทศบาลเมืองชุมพร พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นรถแห่พบปะทักทายประชาชน พร้อมสักการะศาลหลักเมืองชุมพร มีประชาชนสวมเสื้อสีเหลือง นำโดยชุมพล จุลใส อดีตส.ส.ชุมพร มาต้อนรับและมอบกุหลาบสีแดงเป็นกำลังใจให้พล.อ.ประยุทธ์ และนายวิชัย สุดสวาสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 เบอร์ 11

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในอนาคตขอให้ทุกคนมีทองใส่กันมากๆ ทุกคน เพราะถ้า ใส่ทองแล้วจะได้เป็นทองไม่รู้ร้อน วันนี้เอาหัวใจมาฝากชาวชุมพร มาด้วยความรักและความคิดถึง ขอกำลังใจจากทุกคนด้วยนะจ๊ะ ถ้ารักพี่ตู่ก็ช่วยเลือกเบอร์ 22 ด้วย จากหัวใจของลุงตู่ ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด จะซื่อสัตย์ ต่อแผ่นดินและประชาชนทุกคน

ตอนนี้ยังไม่ได้พูดถึงว่าจะไปร่วมอะไร กับใคร ยังไม่พูด รทสช.นี่คือพรรคของเรา ที่เคยได้ทำงานมาแล้ว ทำเป็น ทำต่อ ทำแล้ว ทำอีก ซึ่งต้องทำต่อไป เพราะประเทศไทยมีปัญหาเยอะมาก วันนี้ตนพร้อมที่จะสู้ สู้ทุกอย่าง สู้ทุกเม็ด วันนี้รทสช.สู้อย่างโดดเดี่ยว แต่ไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว เพราะมีประชาชนทุกคนอยู่ร่วมกับรทสช.ใช่หรือไม่ บ้านเมืองของเราต้องสงบสุขไม่เช่นนั้นไปไม่ได้ เราจะ ย้อนกลับไปสู่อดีตอีกไม่ได้แล้ว อย่าไปหลงเชื่อสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ขอให้เชื่อมั่นในรทสช.

“ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด เราจำเป็นต้องเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมหลายพรรค แต่ถ้าเราได้เสียงจากการเลือกตั้งเข้ามามากหน่อย เราจะมีเสียงแข็งแกร่งในรัฐบาล เพราะนายกฯ มีคนเดียวไม่พอ จะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจในสภาด้วย ยืนยันว่าจะทำทุกอย่าง เพื่อพวกเราทุกคน ทุกรุ่น ทุกวัย ทุกอย่างพิสูจน์ให้เห็น ผมอยู่มาตั้งหลายปี รู้ตัวเองว่าไม่ได้โกง ไม่ได้ทุจริต เราต้องช่วยกันกำจัดการทุจริตให้ได้ ด้วยความร่วมมือระหว่างเราทุกคน” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง

อ้อนรักตู่-รักต่อไม่มีวันหยุด
เวลา 13.50 น. ที่ตลาดอำเภอสวี จ.ชุมพร พล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นรถแห่พบปะประชาชน เพื่อช่วยหาเสียงให้นายสุพล จุลใส ผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 3 เบอร์ 9

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้ขอฝากรทสช.ด้วยเป็นพรรคใหม่ แต่มีทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ถ้าตนเป็นรัฐบาลต่อไปจะทำให้ดีกว่าของเดิม วันนี้เอาหัวใจมาฝากนะจ๊ะ วันที่ 14 พ.ค.นี้ คือวันเลือกตั้ง ให้กำลังใจส.ส.เบอร์ 11 และเบอร์ 22 ลุงตู่ จะเรียกพี่ตู่ ลุงตู่ บังตู่ หรือเรียกอะไรก็แล้วแต่ ตนเป็นคนในครอบครัวของท่าน ทุกคนคือครอบครัวของตน เพราะตนทำให้คน 70 ล้านคนมีความสุขให้ได้ นั่นคือความตั้งใจของตน การบริหารประเทศไม่ใช่เอาใครคนใดคนหนึ่งเป็นหลัก ต้องทำให้คนทุกคนได้ประโยชน์ไปด้วยกัน วันนี้เราได้ทำมาเยอะแล้ว ถนนหนทางทุกอย่าง ที่ผ่านมาตนดูแลภาคใต้มากพอสมควร

คนในชาติต้องสามัคคีกัน ขอให้เชื่อมั่นตนต่อไป รักแล้วรักต่อ รักกันไม่มีวันหยุด รักแล้วรักตู่ รักต่อ ตนเป็นคนใจดี ไม่ใช่คน ขี้โมโหไม่เคยหาผลประโยชน์จากพวกท่าน สิ่งที่ต้องแก้ไข ก็ต้องแก้ไข ถ้าเลือกคนที่ทำเป็นแล้ว ก็ไปต่อ ตนอยู่มาหลายปี บ้านเมืองสงบสุขไม่ใช่หรือ และจะขอเป็นศัตรูกับคนที่ทำผิดกฎหมาย ตนไปทำอะไรไม่ได้ ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ถ้าใครทำผิดกฎหมายก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรม ขอให้รู้ว่าหัวใจผมมีแต่ประชาชน ตนไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในโลกใบนี้ ตนต้องการใช้ชีวิตที่เหลือให้กับชาติและประชาชน ถ้าหากยังไว้ใจตน ตนจะทำงานอย่างเต็มที่

ขอเชื่อมั่นลูกผู้ชายชื่อประยุทธ์
จากนั้นเวลา 15.30 น. ที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร พล.อ.ประยุทธ์ พบปะประชาชนเพื่อช่วยหาเสียงให้นายสุพล มีประชาชนให้การต้อนรับ ร่วมมอบดอกไม้ และตะโกนให้ กำลังใจ “ลุงตู่สู้ๆ” ตลอดเส้นทาง ช่วงหนึ่งมีสายฝนโปรยลงมา แต่ขบวนรถแห่ยังคงดำเนิน ต่อไปท่ามกลางสายฝน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ลุงตู่เสียงค่อยลงไปเรื่อยๆ แต่ยังสู้อยู่ วันนี้มาทั้งตัวและเอาหัวใจมาฝาก ฝากหัวใจของตนไว้ด้วย ตนต้องทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ และชาวหลังสวนด้วย นั่งรถเห็นเส้นทางตลอดก็ดีขึ้น และหลายอย่างจะตามมาอีกเยอะเเยะอยู่ในแผนงาน ปี 2567 แล้ว ถ้าตนได้เป็นนายกฯ ก็จะทำต่อ ทำแล้ว ทำอยู่ และจะทำต่อให้ใหม่

วันที่ 14 พ.ค. เป็นวันตัดสินใจชะตาของประเทศไทย ฝากทุกคนไว้ด้วย ถ้าทุกคนตัดสินใจผิดบ้านเมืองถอยหลัง เราจะทำยังไง เอากลับคืนได้หรือไม่ เราต้องช่วยกันออกมา ปกป้องประเทศไทยของเราให้สงบร่มเย็น อย่านอนหลับทับสิทธิ์ ชวนกันออกไปเลือกตั้ง เสียงแห่งคนไทยทั้งประเทศ

“คนใต้รักใคร รักจริง ผมคนกรุงเทพฯ รักใครก็รักจริงเหมือนกัน รักแล้ว รักอีก รักต่อ รักนานๆ รักแรงๆ นี่คือคำสัญญาจากลูกผู้ชายที่ชื่อประยุทธ์ ไม่เคยทรยศชาติบ้านเมือง ไม่เคยทรยศประชาชน ใครจะว่าอะไรก็ว่าไปเถอะ ถ้าผมไม่ได้ทำ ผมก็ไม่เดือดร้อน ขอให้เชื่อมั่นผม ผมเป็นทหารมาก่อน ผมถวายสัตย์ปฏิญาณมาไม่รู้กี่ครั้ง สาบานที่นู่นที่นี่ ฉะนั้นผมโกหกใครไม่ได้อยู่แล้ว ศักดิ์ศรีทหารนั้นสำคัญ แต่วันนี้มาเป็นนักการเมืองแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนท่าที ต้องยิ้มหวานๆ หน่อย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

‘ธนกร’มั่นใจปักธงทุกจว.ใต้
นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้ารทสช. เปิดเผยว่า วันที่ 11 พ.ค. ชาวจ.นคร ศรีธรรมราช เตรียมพบกับพล.อ.ประยุทธ์ ลุงตู่ หรือพี่ตู่ ของคนไทย พร้อมแกนนำพรรค ปราศรัยใหญ่ปักธงเมืองคอน โดยช่วงเช้าพล.อ.ประยุทธ์ และแกนนำพรรค ลงพื้นที่ไปยังจุดแรกที่อ.ปากพนังพบประชาชนที่สนามตรงข้ามโรงเรียนสตรีปากพนัง พื้นที่เลือกตั้งเขต 3 และไปพบพี่น้องนครศรีธรรมราชที่โรงเรียนชะอวด เขตเลือกตั้งที่ 4 ช่วงบ่ายไปที่อ.ร่อนพิบูลย์ พบประชาชนที่โรงเรียนร่อน พิบูลย์ เขตเลือกตั้งที่ 5 แล้วไปที่อ.ทุ่งสง พบประชาชนที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง ในเขตเลือกตั้งที่ 6 และไปสักการะศาล หลักเมือง ที่อ.เมือง แล้วขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ที่สนาม หน้าเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช

ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งการลง พื้นที่จ.นครศรีธรรมราชการครั้งนี้ เพื่อต้องการแสดงพลังและความตั้งใจจริงของพล.อ. ประยุทธ์ แกนนำพรรค และผู้สมัครส.ส.ทุกคนของพรรค พร้อมรับใช้พี่น้องประชาชน วันที่ 14 พ.ค.นี้ รทสช.อยากเห็นพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติ รักประเทศแสดงพลังครั้ง ยิ่งใหญ่ออกไปเลือกตั้งชี้ชะตาประเทศให้ได้มากที่สุด และกาบัตรเลือกทั้งผู้สมัครรทสช. ทุกเขต และพรรคหมายเลข 22 ปักธงให้ ทั้งประเทศ และมั่นใจภาคใต้รทสช.ปักธง ทุกจังหวัดได้แน่

ถกการค้า – นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย พร้อมทีมเศรษฐกิจและผู้สมัครส.ส.พบปะผู้ประกอบการ เพื่อรับฟังปัญหาและชี้แจงนโยบายเพื่อสร้างความมั่นใจ ที่โรงแรม Wintree City Resort จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.

‘นิด’ฟันธงพท.ชนะชัวร์
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรม Wintree City Resort อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดยนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ พท.และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แกนนำพรรค และผู้สมัคร ส.ส.เชียงใหม่ พบปะผู้ประกอบการใน จ.เชียงใหม่ อาทิ สภาหอการค้าเชียงใหม่ และเวลา 14.00 น. ไปสหกรณ์นครลานนาเดินรถ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พูดคุยกับผู้ประกอบการรถแดงถึงปัญหาการคมนาคมขนส่งใน จ.เชียงใหม่

นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่ในอ.เมือง มีการแข่งขันที่ดุเดือดว่า เราแข่งขันดุเดือดทุกพื้นที่ แต่มั่นใจว่าบ้านของเราตรงนี้เราจะยกทั้งจังหวัด ผู้สื่อข่าวถามว่าพื้นที่เมือง พรรคก้าวไกล (ก.ก.) พยายามจะตี นายเศรษฐากล่าวว่าไม่ใช่แค่เฉพาะก.ก. มีหลายพรรค วันนี้เราจึงมาให้ความสำคัญด้วยการยกทีมใหญ่มา ต่อข้อถามว่ากังวลถึงกระแสของก.ก.ที่มาแรงช่วงนี้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ไม่ครับ ยังมั่นใจว่าพท.จะเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนมากอยู่”

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ทวีตขอกลับประเทศไทยในเดือนก.ค. โดยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะมีผลต่อคะแนนเสียงของพท.หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า “ท่านเป็นคุณพ่อ คุณตา และเป็นคุณปู่ ตรงนี้ก็น่าเห็นใจ เพราะท่านพูดมาว่า 17 ปีไม่ได้กลับบ้าน และอายุท่านก็มาก ท่านเองอยากที่จะกลับมา แต่ท่านพูดชัดเจนคือการกลับเข้ามาตามกระบวนการยุติธรรม และไม่เกี่ยวกับพท. เหนือสิ่ง อื่นใดการที่ท่านประกาศจะกลับช่วงเดือนก.ค. เป็นช่วงที่รัฐบาลปัจจุบันยังรักษาการอยู่ ฉะนั้น ไม่เกี่ยวกับพท. ส่วนจะส่งผลเป็นแรงบวกหรือแรงลบประชาชนต้องตัดสินเอง

ต่อข้อถามว่าจากเนื้อหาการทวีตประเมินหรือไม่จะเป็นผลบวกหรือผลลบต่อการเลือกตั้ง นายเศรษฐากล่าวว่ายังไม่ได้มีการประเมิน เมื่อถามว่ามีคนออกมาตั้งขอสังเกตว่าเป็นการเรียกคะแนนให้พท. นายเศรษฐากล่าวว่า “ไม่มีคอมเมนต์ตรงนี้”

สวนกลับ‘หนู’ปมจองกระทรวง
ส่วนกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุถึงคนที่ออกมาพูดจะยึดกระทรวงคมนาคมไม่ยกให้ใคร เป็นเรื่องไม่เหมาะสมเพราะยังไม่มีการเลือกตั้ง ยังไม่รู้ว่าใครจะได้ส.ส.เท่าไหร่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตรงนี้ตนต้องขอความเป็นธรรม เพราะหลายพรรคก็พูดว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะเอากระทรวงใด กระทรวงคมนาคมก็เป็นกระทรวงหลัก ที่ตนไปพูดก็พูดกับสหกรณ์รถแท็กซี่ ที่เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคมโดยตรง และถือเป็นหนึ่งในกระทรวงเศรษฐกิจที่พท. มีความชำนาญในการบริหารอยู่แล้ว

ตนไม่ได้ประกาศว่าจะยึด แต่มีคำถามมาว่าหากได้เป็นรัฐบาลอย่าไปยกกระทรวงนี้ให้คนอื่น ตนก็ตอบว่าใช่ ไม่ได้เป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน แต่ต้องไปดูทั้งหมดว่ามีบทสนทนาออกมาเช่นนั้น มีความเป็นมาอย่างไรก็ต้องขอความเป็นธรรม ตนไม่ได้ตั้งใจล่วงอำนาจประชาชน แน่นอนว่าต้องเลือกตั้งมาก่อน และต้องมีการประกาศผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นขั้นเป็นตอนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่านายอนุทินระบุด้วยว่าคนที่ออกมาพูดไม่ได้มีอำนาจจริง นายเศรษฐามีอำนาจมากน้อยแค่ไหน นายเศรษฐากล่าวว่า ตน มีความเข้าใจในการเมืองดี ว่าจริงๆ แล้วพื้นฐานของการเล่นการเมือง เราเข้ามาทำเพื่อ พี่น้องประชาชน คนที่มีอำนาจจริงๆ คือประชาชน ตนไม่ปฏิเสธว่าตนไม่มีอำนาจจริง เพราะคนที่มีอำนาจจริงคือประชาชน

ขอ300ส.ส. – นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย หาเสียงช่วงสุดท้ายในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ โดยขอให้ประชาชนเลือกเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ได้ส.ส. มากกว่า 300 คนเพื่อตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.

ขอเกิน 300 ที่นั่ง-ชงตั้งสสร.
เวลา 18.00 น. ที่ประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ พท.จัดเวทีปราศรัย เพื่อช่วยผู้สมัครส.ส. เชียงใหม่ ทั้ง 10 เขต โดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พท. ปราศรัยผ่านซูมว่า พท.มาแล้วเอาความหวังที่ไม่ลมๆ แล้งๆ มาให้ชาวเชียงใหม่และคนทั้งประเทศ เราอยู่ได้เพราะนโยบายที่ทำสำเร็จ ถ้าเราเป็นรัฐบาลอีกครั้งจะทำให้นโยบายสำเร็จเช่นกัน

ด้านนายเศรษฐากล่าวว่า วันนี้พร้อมเป็นนายกฯ จากนี้ไปอีก 4 ปีถ้านายกฯ มาจากพท. และพท.ได้คุมกระทรวงหลัก ความยากจนต้องหมดไป สิทธิเสรีภาพประชาชนจะถูกคืน การประชุมครม.นัดแรก ลดค่าไฟทันที เสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ร่วมกันเขียนรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือกมาเลย การเลือกเพศสภาพ และสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพจะต้องเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเกณฑ์ทหาร

ส่วนที่พท.เสนอแคนดิเดตนายกฯ 3 คนนั้น เพราะเสนอคนเดียวอันตรายมาก บางพรรคเสนอคนเดียวถูกร้องเรียนไปแล้วเรื่องถือหุ้น พท.ถูกรัฐประหารสองหน โดนกลั่นแกล้งจากกระบวนการยุติธรรมมากมาย ถ้าเสนอคนเดียวหรือบอกว่าใครเป็นเบอร์หนึ่ง จะเป็นการชี้เป้าให้คู่แข่งเตะตัดขาเราได้ แต่ยืนยันแคนดิเดตทั้ง 3 คนของพท.ทำงานร่วมกันเป็นทีม ส่วนกระแสข่าวถ้าพท.ได้ที่หนึ่งจะไปจับมือกับสองลุงนั้น ตนจินตนาการไปถึงอย่างนั้นไม่ได้ ยืนยันเราจะยึดโยงกับพรรคการเมืองที่มีนโยบายยึดโยงกับประชาธิปไตย

“ถ้าพท.ได้ส.ส. 251 ไม่พอ เพราะไม่เชื่อว่าส.ว.จะไม่ทำตามฉันทามติของประชาชน ดังนั้นเราไม่ต้องพึ่งส.ว. เป็นความจำเป็นในการเลือกตั้งที่เราต้องได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้ยืนด้วยขาของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งส.ว. ดังนั้นแค่ 251 เสียงไม่พอ เราต้องการมากกว่านั้น 376 เสียงยิ่งดี” นายเศรษฐากล่าว

รถแห่ขอเสียง – นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ผู้สมัครส.ส.เขต 1 เบอร์ 5 พร้อมทีมงาน ขึ้นรถแห่หาเสียงรอบตัวเมืองโคราช ในช่วงการเลือกตั้งโค้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 10 พ.ค.

8 พรรคปราศรัยใหญ่ 12 พ.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการหาเสียงของพรรคการเมืองและผู้สมัครส.ส. ตามกฎหมายจะสิ้นสุดการหาเสียงก่อนเลือกตั้งหนึ่งวัน คือ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 13 พ.ค. หลายพรรคการเมืองได้จัดปราศรัยใหญ่ทิ้งทวนในวันที่ 12 พ.ค. อาทิ

พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ มหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น), พรรคภูมิใจไทย ที่ลานโชว์ดีซี พระราม 9 กทม., พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ลานคนเมืองกรุงเทพมหานคร, พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม., พรรคเพื่อไทย ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี จ.นนทบุรี, พรรคก้าวไกล ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ มหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น), พรรคไทยสร้างไทย ปราศรัยใหญ่ 12 พ.ค. ที่ลานกิจกรรม พาร์ค พารากอน ชั้น M สยามพารากอน กทม.

สำหรับพรรครวมไทยสร้างชาติเปิดให้แฟนคลับเข้าพื้นที่ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ส่วนเวลาปราศรัยเริ่มเวลา 17.00-19.00 น. ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค จะมาร่วมเวทีพร้อมแกนนำ ส่วนวันที่ 13 พ.ค.จะมีรถแห่จนถึงเวลา 18.00 น. เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนไปเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.

จับตาหมัดเด็ด‘ลุงป้อม’
นายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครส.ส.บัญชี รายชื่อ พปชร. ในฐานะหัวหน้าทีมกทม. กล่าวถึงการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพปชร.ในวันที่ 12 พ.ค. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดงว่า พรรค ได้วางกำหนดจัดงานเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00- 16.00 น. นำโดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค และวางตัวแกนนำที่จะขึ้นปราศรัย 3-4 คน ส่วนหมัดเด็ดที่จะเรียกคะแนนให้รอติดตามจากพล.อ.ประวิตรจะเปิดเผยกับประชาชนในวัน ดังกล่าว โดยจะไม่มีการเปิดนโยบายใดเพิ่มเติม

ส่วนข้อกังวลเรื่องสถานที่ปราศรัยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับก.ก. จัดปราศรัยใหญ่ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ยอมรับว่ากังวลเล็กน้อย เนื่องจากคาดว่าจะมีกองเชียร์ของแต่ละพรรคมารับฟังจำนวนมาก แต่เรายึดสโลแกน ก้าวข้ามความขัดแย้ง เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะอยู่คนละอาคาร เริ่มเวทีปราศรัยคนละช่วงเวลา ทราบว่าก.ก.จะเริ่มเวทีประมาณ 18.00 น. ซึ่งพปชร.คงปราศรัยเรียบร้อยแล้ว แต่เบื้องต้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความเรียบร้อยไว้แล้ว

‘อู๊ดด้า-มาร์ค’ผนึกพลัง
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าปชป. ดูแลกทม. เผยว่าวันศุกร์ที่ 12 พ.ค. เวลา 17.00 น. ปชป.จัดปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมือง นำโดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานนโยบายกทม. น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง และตน พร้อมผู้สมัครส.ส.กทม.ทั้ง 33 เขต และผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่ออีกคับคั่ง

ครั้งนี้จะเป็นการปราศรัยครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 14 พ.ค. โดยเน้นเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศช่วยสนับสนุน ผู้สมัครส.ส.ปชป.ทั่วประเทศ ทั้งส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ จะชี้ให้เห็นถึงนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนกลุ่มต่างๆ และเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริงทันทีที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล

ก.ก.เชื่อไร้ปัญหาเวทีติดพปชร.
นายรังสิมันต์ โรม โฆษก ก.ก. กล่าวว่า การปราศรัยใหญ่วันที่ 12 พ.ค. จะเปิดประตูตั้งแต่เวลา 16.00 น. เริ่มปราศรัยเวลา 18.00 น. แกนนำหลักของพรรคจะขึ้นปราศรัยโดยพร้อมเพรียงกัน นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค และแน่นอนว่าผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญของก.ก.จะได้เจอแน่นอน ส่วนจะเป็นใครบ้างอยากให้ติดตามในวันนั้นเลย เราอยากให้ประชาชนมั่นใจว่าก.ก.มีความพร้อมในการ เป็นรัฐบาล และอยากให้วันที่ 14 พ.ค.นี้ เป็นวันที่เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ทำใน สิ่งที่พรรคการเมืองหลายๆ พรรคไม่กล้าที่จะทำมาก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการปล่อยหมัดเด็ดหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ทุกนาทีของการเดินทางของก.ก.เป็นหมัดเด็ดอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำในเรื่องความชัดเจน จุดยืน คือสิ่งที่ทำให้สังคมไทยต้องมาพิจารณาก.ก.อย่างจริงจัง เราไม่ใช่พรรคทางเลือก แต่จะเป็นพรรคหลักที่จะทำให้สังคมนี้เปลี่ยน ดังนั้น เราจะเดินหน้าต่อไปแบบนี้ และนี่คือหมัดเด็ดของเรา

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่สถานที่จัดปราศรัยใกล้กับเวทีพปชร. นายรังสิมันต์กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าอากาศประเทศไทยร้อน และความคิดทางการเมืองของทั้ง 2 พรรคก็ไม่ตรงกัน ดังนั้น ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ตนเชื่อว่าคงไม่มีอะไรรุนแรง เกิดขึ้น สุดท้ายก.ก.ไม่อยากให้มีความรุนแรง เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงใดๆ ระหว่างประชาชนที่มาร่วมรับฟัง และคิดว่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดี

เซลฟี่ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ลุยหาเสียงช่วยผู้สมัครส.ส.กทม.-ปทุมธานี ที่ตลาดเอซี เขตสายไหม กรุงเทพฯ โดยยืนยันไม่หวั่นไหวที่ถูกร้องถือหุ้นสื่อ พร้อมชี้แจงทุกประเด็น เมื่อวันที่ 10 พ.ค.

‘พิธา’ไม่หวั่นซ้ำรอย‘ธนาธร’
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ก.ก. ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกล่าวหา มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น ว่า ในทางกฎหมายไม่มีอะไรต้องกังวล เราประเมินไว้ก่อนแล้วว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะมีการนำเรื่องนี้มาดิสเครดิตหวังผลทาง การเมืองเพื่อลดทอนความเชื่อมั่นต่อตนและก.ก. นี่คือเจตนาที่แท้จริงของผู้ร้อง มากกว่าการหวังผลทางกฎหมาย ดังนั้น ขอให้ประชาชน ผู้สนับสนุน ก.ก.ไม่ต้องเป็นกังวล เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของตน แต่คือเรื่องของทุกคนที่อยากเห็นประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด เราได้แจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว รอให้คำร้องของ กกต.มาก่อน แล้วจะชี้เแจง ทีเดียว มีทั้งหลักฐาน หลักการทางกฎหมาย และทีมกฎหมาย เตรียมพร้อม

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเกมเตะตัดขาทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า มันก็เกิดขึ้นช่วงโค้งสุดท้าย 3-4 วันก่อนเลือกตั้ง แต่เชื่อว่าทำอะไรเราไม่ได้ ประชาชนยังมีความหวัง เพื่อเข้าสู่คูหากันอย่างเต็มที่ ไม่มีอะไรต้องกังวลใจ เมื่อถามถึงเรื่องไปถึงขั้นที่มีการร้อง ป.ป.ช. เรื่องการซุกหุ้น ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน นายพิธากล่าวว่า ต้องดูคำร้องก่อน

“ไม่มีความกังวลใจ และคงไม่เสียสมาธิ ในการใช้ 5 วันสุดท้ายหาเสียงอย่างเต็มที่ ย้ำว่า เป็นหุ้นของกองมรดกที่ผมเป็นผู้จัดการมรดกเท่านั้น ไม่มีความกังวลว่าซ้ำรอยปี 2562 อย่างกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่”นายพิธา

‘เรืองไกร’จี้กกต.เร่งเช็กบิล
วันเดียวกัน ที่สำนักงาน กกต. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร ส.ส. พปชร. ยื่นคำร้องให้ตรวจสอบนายพิธา มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) หรือไม่ เนื่องจากมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น

นายเรืองไกรกล่าวว่า ที่นายพิธาระบุได้ชี้แจงต่อ ป.ป.ช. เป็นกฎหมายคนละฉบับกัน แต่ก็ขอบคุณ เพราะถือเป็นการยอมรับแบบแบ่งรับแบ่งสู้ เป็นเรื่องที่ดี แม้ระบุหุ้นดังกล่าวไม่ใช่ของตนเอง เป็นกองมรดก และตัวเองเป็นผู้จัดการเท่านั้น แต่อยากให้ดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) เขียนเพียงว่าผู้จะลงสมัคร ส.ส.ต้องไม่เป็นผู้ถือครองหุ้นสื่อเท่านั้น สิ่งที่นายพิธาอ้างน่าจะเป็นการถือครองหุ้นและแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. แต่จากการตรวจสอบการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของนาย พิธาระหว่างดำรงตำแหน่ง ส.ส.ก็ไม่พบมีการแจ้งหุ้นดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. ช่วงเช้าที่ผ่านมาจึงได้ไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบว่านายพิธาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่

เรื่องนี้อยากให้ กกต.ดำเนินการโดยเร็ว เพราะผลที่ออกมาก่อนและหลังเลือกตั้งจะแตกต่างกัน ถ้าทำเสร็จหลังเลือกตั้งต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็จะเหมือนกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นวีลัค มีเดีย จะทำให้ความเป็น ส.ส.สิ้นสุดลงเฉพาะตัวไม่มีผลถึงเรื่องยุบพรรค

ยื่นสอบ‘หมอเลี้ยบ-เต้น’
นายเรืองไกรยังยื่นคำร้องให้ กกต.ตรวจสอบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ผอ.พรรคเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย กระทำการเข้าข่ายฐานกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นหรือไม่ และการกระทำมีผลให้บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อในหน่วยเลือกตั้งต่างๆ เป็นบัตรเสียหรือไม่ และ กกต.จะสั่งมิให้นับเป็นคะแนนในการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พท.ได้หรือไม่ และทำให้การเลือกตั้ง ส.ส. บัญชีรายชื่อของ พท.มีเหตุอันควรสงสัยว่ามิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงเพื่อให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองหรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า ได้ตรวจสอบการโพสต์เฟซบุ๊กของผู้สมัคร พท. ทั้งนายเศรษฐา ทวีสิน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนาย ชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นแคนดิเดต นายกฯ ของพท. พบว่ามีการขึ้นรูปโปรไฟล์ของของตนเองพร้อมหมายเลขพรรค ซึ่งถือว่าถูกต้อง ไม่ได้ติดใจ แต่กรณีของ นพ.สุรพงษ์ และนายณัฐวุฒิ มีการขึ้นรูปลักษณะเดียวกันกับบุคคลทั้ง 3 ทั้งที่ไม่ได้เป็น 100 รายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคและไม่ได้เป็นผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ จึงมองว่ามีเจตนาทำให้ คนเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของพรรค เข้าข่ายขัดพ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 73(5) ประกอบมาตรา 56 และ 132 และ 137 หรือไม่

รองผอ.ชี้ไอทีวีเลิกกิจการแล้ว
นายอนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท. (รอง ผอ.ไทยพีบีเอส) โพสต์เฟซบุ๊ก anupong chaiyariti ชี้แจงว่า สรุปสาระสำคัญของบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จากรายงานประจำปี 2565 1.หยุดประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ไอทีวีตั้งแต่ 24.00 น. วันที่ 7 มี.ค.2550 สืบเนื่องจากการบอกเลิกสัญญาร่วมงานของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) 2.ตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย delist ถอดหุ้นไอทีวีจากการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.2557

3.ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการฟ้องร้องพิพาททางกฎหมายกับ สปน. สืบเนื่องจากกรณีอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดว่าการบอกเลิกสัญญาของ สปน.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, ให้ สปน.ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 2,890 ล้านบาท ต่อมา สปน.ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งยกคำร้องของ สปน. และม.ค.2564 สปน.ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ต่อศาลปกครองสูงสุด คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

4.ปีบัญชี 2565 ไอทีวีมีรายได้จากการลงทุนและดอกเบี้ยรับ 20.5 ล้านบาท (ผลตอบแทนจากตราสารหนี้และตราสารทุน) กำไรสุทธิ 8.5 ล้านบาท 5.ไอทีวีมีบริษัทย่อย 1 บริษัท คือ บ.อาร์ตแวร์มีเดีย ให้เช่าอุปกรณ์ผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ ผลิตรายการโทรทัศน์ ซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ และกิจกรรมการตลาดอื่นๆ สถานะปัจจุบันของบริษัท คือ หยุดประกอบกิจการ

6.กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่โดยพฤติการณ์มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายและการดำเนินงาน บ.ไอทีวีในปัจจุบัน คือ บ.อินทัช โฮล ดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 7.การรักษาสถานะความเป็นนิติบุคคลของ บ.ไอทีวี เพื่อดำเนินการ ฟ้องร้องกับ สปน. (ความเห็นผู้เขียน)

‘ชาญชัย’บุกทวงคืบหน้า129ผู้สมัคร
เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สำนักงานกกต. นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้สมัคร ส.ส. นครนายก ปชป. มายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อทวงความคืบหน้ากรณีที่เคยขอให้ กกต.ตีความในการถือครองหุ้นของผู้สมัครส.ส.ทั้งระบบเขต และระบบบัญชีรายชื่อ รวม 129 คนตามรายชื่อที่ กกต.ส่งชื่อเป็นหลักฐานในการสู้คดีตัดสิทธิเลือกตั้งของตนเอง ซึ่งเป็น ผู้สมัครเพียงคนเดียวใน 130 คนที่ถูกกกต.นครนายกตัดสิทธิการสมัครส.ส.

นายชาญชัยกล่าวว่า ตามที่ศาลฎีกามี คำพิพากษาสั่งให้คืนสิทธิการสมัครกับตนแล้ว จึงขอทราบว่า อีก 129 คนที่ กกต.มีรายงานว่าถือครองหุ้นนั้น ถือหุ้นอะไร มีหุ้นโทรคมนาคมเช่นเดียวกับตนหรือไม่ และทำไมถึงไม่ถูกตัดสิทธิจึงมาทวงถามความคืบหน้าทั้งหมด และขอถามกกต.กลางว่า กรณีพรรคการเมืองและผู้สมัครส.ส.ใช้สื่อสังคมออนไลน์ หาเสียงในรูปแบบต่างๆ ทั้งผลิตเอง และใช้จ้างผู้อื่นผลิตลงในระบบสื่อสังคมออนไลน์ ผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ ต้องถูกยุบพรรค หรือตัดสิทธิหรือไม่ ขอให้ กกต.กลางมีหนังสือชี้แจงตอบเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ หรือก่อน วันเลือกตั้ง 14 พ.ค.นี้ด้วย

สมาคมทนายปราม 250 ส.ว.
วันเดียวกัน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ว่า ตามที่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปทำนองว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยต่อไปจะกลายเป็นเสียงข้างมากเองทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเกิดการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยอาศัยเสียงของวุฒิสภาแล้วค่อยมารวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไปนั้น

สมาคมทนายความฯ เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้ส.ว.มีสิทธิออกเสียงลงมติให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งนายกฯ ซึ่งจำนวนส.ว.ที่มีเสียงรวมกันถึง 250 เสียง จะเป็นเสียงชี้ขาดให้กับบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อได้เป็นนายกฯ แต่การออกเสียงลงมติดังกล่าวหากขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชน อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองและอาจเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์ได้ ส.ว.จึงควรให้ความเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย ด้วยการลงมติให้ความเห็นชอบกับผู้ที่พรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงข้างมากได้เป็นผู้เสนอชื่อให้เป็นนายกฯ อันเป็นสำนึกที่ดีงามตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แม้การออกเสียงลงมติให้ความเห็นชอบกับบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ จะถือเป็นเอกสิทธิ์ของส.ว.ตามรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกฎหมายที่เป็นเครื่องวัดการกระทำของคนเท่านั้น สำนึกที่ดีงามต่างหากที่เป็นเครื่องวัดถึงความเป็นคน ความชอบด้วยกฎหมายแต่ขัดต่อสำนึกที่ดีงาม จึงมิได้บ่งบอกว่าเป็นการกระทำที่เหมาะสมกับความเป็นคน

เปิดตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
วันเดียวกัน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง เผยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค.2566 โดยแยกตามช่วงอายุ Generation จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวม 52,241,808 คน ดังนี้ 1.กลุ่ม Before Baby Boommer เกิดก่อน พ.ศ.2491 จำนวน 2,956,182 ราย 2.กลุ่ม Generation Baby Boommer เกิดระหว่าง พ.ศ.2491-2505 จำนวน 9,326,314 ราย 3.กลุ่ม Generation X เกิดระหว่าง พ.ศ.2506-2526 จำนวน 20,882,235 ราย 4.กลุ่ม Generation Y เกิดระหว่างพ.ศ.2527-2546 จำนวน 17,983,355 ราย และ 5.กลุ่ม Generation Z เกิดระหว่าง 2547 จนถึงก่อนวันที่ 16 พ.ค. 2548 จำนวน 1,093,722 ราย

เมื่อแยกรายละเอียดเป็นรายจังหวัด พบว่า กรุงเทพฯ มีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กลุ่ม Generation X มากสุด คือ 1,777,588 ราย รองลงมาคือ กลุ่ม Generation Y จำนวน 1,455,337 ราย กลุ่ม Generation Baby Boommer 869,461 ราย กลุ่ม Before Baby Boommer 295,302 ราย และกลุ่ม Generation Z จำนวน 81,467 ราย

จับแบม-ตะวันป่วนสน.
วันที่ 10 พ.ค. ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ จับกุมแบม-ตะวัน นักกิจกรรมการเมืองพร้อมพวกรวม 9 คน หลังแบม-ตะวันนำมวลชนกว่า 20 คนมาขอพูดคุยกับผกก.สน.สำราญราษฎร์ กรณีจะไปแจ้งข้อหา ‘หยก’ เยาวชนวัย 15 ปี เพิ่มเติมหลังคุมตัวในสถานพินิจบ้านปรานีมา 40 กว่าวัน ขณะรอผ่านไปร่วม 2 ชั่วโมง กลุ่มมวลชนเกิดไม่พอใจบุกเข้าไปด้านใน พร้อมทุบกระจกประตูทางเข้าสน.แตกเสียหาย นำสีน้ำสาดใส่ตามบันไดทางเดินและกำแพงของโรงพัก พร้อมกับสีสเปรย์พ่นไปที่ป้าย รวมถึงรถตำรวจอย่างน้อย 2 คัน ต่อมากลุ่มมวลชนได้ประสานทนายเข้าเจรจา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน