เปิด3ข้อตกลงร่วมกันเคลียร์จบมาตรา112 เสียงปชช.85%-จี้สว.โหวตนายกฯข้างมากจำคุก3อดีตสส.ภท.

‘พิธา’ พร้อมแกนนำ 8 พรรคแถลง 3 ข้อตกลงร่วมรัฐบาล นัดเซ็นเอ็มโอยู 22 พ.ค. ตรงวันรัฐประหาร 2557 ยันต้องแก้มาตรา 112 แต่อยู่ในเอ็มโอยูหรือไม่ขึ้นกับกรรมการร่วม 8 พรรค ลั่นไม่กังวลเสียงส.ว.โหวตนั่งนายกฯ ‘ชลน่าน’ ยอมรับเอ็มโอยูเห็นแย้งก้าวไกลเยอะ แต่เชื่อมีทางออก อีก 4 ส.ว.ประกาศยกมือหนุน นายกฯ เสียงข้างมาก ขณะที่ส.ว.กลุ่มบิ๊กป้อมยังนิ่ง เครือข่ายเสียงประชาชนเปิดผลโหวตส.ว.เลือกนายกฯ ทะลุ 3.4 ล้าน 85% เห็นด้วยให้เคารพเสียงประชาชน ‘ธนกร’ แนะรทสช.รีแบรนด์พรรคเพื่อเดินหน้าต่อ ศาลฎีกานักการเมืองสั่งจำคุก 3 อดีตส.ส.ภูมิใจไทยคดีเสียบบัตรแทนกัน คนละ 9 เดือน ตัดสิทธิทางการเมือง ไม่รอลงอาญา

เอ็มโอยู – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมด้วยแกนนำ 8 พรรค แถลง 3 ข้อตกลงร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยกำหนดลงนามเอ็มโอยูในวันที่ 22 พ.ค. ตรง วันครบรอบรัฐประหาร 2557 ที่โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กทม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค.

‘พิธา’แถลง 3 ข้อตั้งรบ.8พรรค
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 พ.ค. ที่โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ ถ.วิทยุ เขตปทุมวัน พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นัดพรรคที่จะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคเป็นธรรม (ปธ.) พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) และพรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.) แถลงข่าวความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค 313 เสียง หลังจากล่าสุด พทล.ที่มีว่าที่ส.ส.เขต 2 คน และพ.ส.ม.มีว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 1 คน ขอเข้าร่วมด้วย

โดยแกนนำพรรคทยอยมาถึงบริเวณงาน ซึ่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าก.ก. เดินทางมาโดยรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ร่วมด้วยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพท. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าทสท. นาย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าปช. พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าสร. นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าปธ. นายวสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพทล. นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศกีรติ หัวหน้าพ.ส.ม. ร่วมกันแถลงข่าว

นายพิธากล่าวว่า วันนี้ 8 พรรคการเมือง ซึ่งมีผู้เเทนราษฎรรวมกันทั้งสิ้น 313 คน พวกเราทุกพรรค ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนมอบให้ เสียงของประชาชนคือเสียงแห่งความหวัง คือเสียงแห่งความเปลี่ยนแปลง รัฐบาลชุดใหม่จะทำหน้าที่ซื่อสัตย์ต่ออำนาจของประชาชน และเราจะเป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน

ทุกพรรคประกาศจัดตั้งรัฐบาลประชา ธิปไตยของประชาชนร่วมกันดังต่อไปนี้ 1.ทุกพรรคเห็นชอบร่วมกันให้หัวหน้าก.ก. คือตนนายพิธา เป็นนายกฯ คนที่ 30 ตามเสียงข้างมากจากผลการเลือกตั้งของประชาชน 2.ทุกพรรคจะร่วมกันจัดทำข้อตกลงเอ็มโอยูในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแสดงถึงวาระร่วมของ ทุกพรรค และจะเเถลงต่อสาธารณชน ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ เพื่อแก้ไขวิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 3.ทุกพรรคจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อจากรัฐบาลเดิมได้อย่างไร้รอยต่อ

ไร้กังวลเสียงส.ว.โหวตนายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเข้าสภาแล้วโหวตเลือกนายกฯ ไม่ได้จะแก้ปัญหาอย่างไร นายพิธากล่าวว่า ทั้ง 2 คณะทำงาน ทั้งคณะเจรจาและคณะทำงานเปลี่ยนผ่าน วางแผนไว้หลายรูปแบบว่าในอนาคตจะมีฉากทัศน์แบบไหนเกิดขึ้นบ้าง และจะบริหารจัดการสถานการณ์อย่างไร เราจึงสามารถบริหารจัดการลดความเสี่ยงต่างๆ ในการจัดตั้งรัฐบาล ฉะนั้นตรงนี้ตนไม่ได้กังวลอะไร ปล่อยให้คณะทำงานที่ตนและหัวหน้าพรรคทุกคนช่วยกันจัดตั้งในการบริหาร ทั้งในเรื่องจำนวนเสียงที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องการสานต่อในนโยบายที่ควรทำตามที่เราได้สัญญา กับพี่น้องประชาชนผ่านนโยบายของพวกเราทุกพรรคที่อยู่ตรงนี้

ต่อข้อถามว่ายืนยันว่าไม่กังวลเรื่องคะแนนโหวต นายพิธากล่าวว่า “ยืนยันครับ” เมื่อถามว่าถ้าโหวตไม่ผ่านและต้องมีการเลือกรอบ 2 จะมีความกังวลหรือมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ถ้าเราไม่มีโรดแม็ปหรือฉากทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างคงมีความกังวล แต่ตอนนี้ไม่มีความกังวล เพราะเรามีโรดแม็ป มีคณะกรรมการ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้าฉากทัศน์ออกมาเป็นแบบที่เราคาดไม่ถึงเป็นไปไม่ได้ เพราะเราได้คาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าในกรณีนี้จะต้องทำอย่างไรให้การจัดตั้งรัฐบาลของเราสำเร็จ

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะหา 63 เสียงจากส.ว.มาช่วยโหวตเป็นนายกฯ ได้อย่างไร นายพิธากล่าวว่า 313 เสียงถือเป็นความปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เพียงพอ ถ้าจะต้องไปหาเพิ่มยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่อาจมีหลายฉากทัศน์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น จึงให้กรอบของคณะกรรมการเจรจาหาตัวเลขที่สมดุล ไม่ต้องกังวลใจจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอน พท.และก.ก.ไม่ปล่อยมือกันแน่นอน ส่วนจำเป็นต้องมีการดึงพรรคอื่นๆ มาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะทำงาน แต่การจะดึงใครมาร่วมต้องดูอุดมการณ์และจุดยืนว่าตรงกันหรือไม่

เคลียร์จบม.112-คุยแบ่งกระทรวง
ต่อข้อถามถึงกรณีมีการร้องเรียนในคดีความต่างๆ และส.ว.ที่ยังมีเสียงแตก นายพิธากล่าวว่า ไม่กังวล แต่ไม่ประมาท ตนเข้าใจว่าเรื่องการเมืองมีมิติไหนบ้าง พร้อมรับทุกมิติ เพราะเป็นบุคคลสาธารณะต้องยอมรับการตรวจสอบ สำหรับ ส.ว. เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่บางท่านมองว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องทั้งระบอบประชาธิปไตยของเราทุกคน มีอาณัติสัญญาณที่ดีพอสมควรที่ประชาชนจะมีอำนาจสูงสุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงการแก้มาตรา 112 ทุกพรรคเห็นร่วมกันอย่างไร นายพิธากล่าวว่า ตอนก่อนเลือกตั้งทุกพรรคได้พูดคุยและดีเบตในเรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว ชัดเจนในเรื่องจุดยืนต่างๆ เกี่ยวกับมาตรา 112 อยู่แล้ว และพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นพื้นที่ ที่จะมาอธิบายเรื่องนี้ เพราะทุกพรรคได้แสดงจุดยืนของตัวเองแล้ว ซึ่งพรรคร่วมทั้ง 8 พรรคในที่นี้มีจุดยืนในเรื่องการ จัดตั้งรัฐบาล มีความชัดเจน มีเอกภาพและมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจ

เมื่อถามว่าห่วงเงื่อนไขเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 จะทำให้ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ไม่ห่วง ตอนนี้เรากำลังจัดทำคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงคณะทำงานเปลี่ยนผ่านอำนาจอยู่แล้ว จึงยังมีเวลา วันนี้ไม่ได้มาแถลงเนื้อหาของเอ็มโอยู หลังจากได้ทีมขึ้นมาแล้วจะมีการปรึกษาหารือกันอีกครั้ง รอฟังรายละเอียดในวันที่ 22 พ.ค. ขณะนี้ตกผลึกกันแล้วทุกพรรค

เมื่อถามว่าได้เจรจาถึงการดูแลแต่ละกระทรวงแล้วหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า มีการพูดคุยกัน แต่ไม่ได้เน้นที่กระทรวงเป็นตัวตั้ง แต่เน้นวาระที่ทุกพรรคได้หาเสียงกันเอาไว้ ซึ่งทุกพรรคมีนโยบายใกล้เคียงกัน จึงต้องมาแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่าง แต่ใครจะได้คุมกระทรวงใด เป็นเรื่องของปลายทาง

‘ชลน่าน’รับเอ็มโอยูเห็นแย้งเยอะ
ด้านนพ.ชลน่านกล่าวว่า พท.มี 141 เสียง ขอยืนยันจะสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ คนที่ 30 และร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งความหวังของประชาชนให้ได้ เพราะตอนนี้มีกระแสปั่นเข้ามาเยอะ ยืนยันพท.ไม่ใช่ผู้เสนอเงื่อนไข แต่ให้พรรคแกนนำเป็นผู้เสนอ จากนี้จะมีการจัดทำร่างข้อตกลงร่วมให้ ทุกพรรคช่วยกันดู แต่ละพรรคจะดูว่าอะไรรับได้ อะไรควรปรับแก้ อะไรไปไม่ได้ เราจะช่วยกันพิจารณา ซึ่งไม่ได้ผูกมัดอะไรมาก แต่ละพรรคเสนอเข้าไปได้

ในนามพท.ยืนยันทำภารกิจนี้ให้สัมฤทธิผลให้ได้ เราจะผลักดันให้มีคะแนน 376 เสียงให้ได้ ทุกพรรคช่วยกันไม่ได้ปล่อยให้เป็น หน้าที่ก.ก.พรรคเดียว เมื่อทำงานร่วมกัน ทุกฝ่ายช่วยกัน มั่นใจเรามีเสียงในรัฐสภา 376 เสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล วันนี้เรามาแถลงเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาล กลไกสำคัญที่สุดคือเอ็มโอยู หลายเรื่องที่เป็นประเด็นที่เราจะไปเจรจาพูดคุยกันจะอยู่ในเอ็มโอยูนั้น

วันที่ 22 พ.ค. จะบอกว่าพวกเราจะร่วมมือกันอย่างไร อะไรที่เป็นเงื่อนไขข้อจำกัด ที่จะตกลงกันได้ต้องให้จบในเอ็มโอยู ถ้าอะไรไม่จบต้องมีทางออก เช่น ประเด็นที่อ่อนไหวมีความเห็นต่างมาก ยังไม่มีข้อตกลงร่วม เราจะแถลงว่าจะมีกลไกทำเรื่องนั้นได้อย่างไร เช่นมาตรา 112 ที่ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นต่างกันเยอะ เราจะยกประเด็นนั้นมาในข้อตกลงว่าจะหาทางออกตรงนั้นได้อย่างไรเพื่อร่วมมือกันทำงานในฐานะรัฐบาลของประชาชน จึงอยากให้ประชาชนติดตาม โดยเฉพาะประเด็นที่สื่อถามที่เป็นข้อห่วงใยพท.จะมีคำตอบ

‘เจ๊หน่อย’ชูแก้ปัญหาประชาชน
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ทสท.ยืนยันหลักการของเราที่จะสนับสนุนให้ทุกฝ่ายเดินตามครรลองประชาธิปไตย สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เมื่อก.ก.ได้ฉันทามติอันดับหนึ่ง เราประกาศทำตามสัญญาประชาคม ยกมือสนับสนุนให้นายพิธาเป็นนายกฯ ส่วนข้อตกลงเรื่องนโยบายยังไม่ได้นับหนึ่งพูดคุยกัน จากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานทำนโยบาย เพราะเรื่องที่สัญญาไว้กับประชาชนสำคัญกว่าการแบ่งกระทรวง ตนเป็นคนหนึ่งหากมาร่วมรัฐบาลแล้วแบ่งกระทรวงไปหากินตนไม่มาร่วมด้วย แต่มาผลักดันการแก้ปัญหาของประชาชน

สำหรับมาตรา 112 ทสท.ชัดเจน จุดยืนว่า หน้าที่ของทุกพรรคการเมือง ต้องรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ การทำอะไรกระทบ ทำให้สถาบันเสื่อมเสีย หน้าที่พรรคการเมืองต้องปกป้อง แต่เรื่องที่ผู้มีอำนาจใช้มาตรา 112 กลั่นแกล้งทำร้ายต้องพิจารณา แต่การทำให้มาตรา 112 ปกป้องสถาบันได้อย่างดี ไม่เป็นเครื่องมือให้ใครนำไปทำร้ายคนอื่นเป็นหลักการ เรายืนยันปกป้องสถาบัน ไม่ต้องการให้ใช้มาตรา 112 ไปทำร้ายใคร แต่จุดยืนของแต่ละพรรคอาจต่างกัน คงต้องคุยกันในเรื่องของมาตรานี้รวมถึงทุกนโยบาย

คุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกรณีหากโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรกในสภาไม่ผ่าน ต้องมีการโหวตรอบสอง อาจไม่ใช่นายพิธาเป็นนายกฯว่า ต้องดูว่า ถ้าไม่ผ่านต้องปรับเปลี่ยนเป็นอะไร ตนยังคาดเดาไม่ถูก ยอมรับว่ามีความไม่แน่นอนในข้างหน้าเยอะ วันนี้เราทำตามสัญญาประชาคมที่ได้ให้กับประชาชนว่า จะสนับสนุนพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งให้จัดตั้งรัฐบาล หากมีการสลับสับเปลี่ยนกัน ต้องขอดูก่อนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เราไม่ได้กระหายว่าจะเป็นรัฐบาล แต่ทำอะไรก็ได้ที่ถูกต้อง จะให้เป็นฝ่ายค้านก็เป็นได้

พรรคจิ๋วหนุนมติมหาชน
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ปช.ขอสนับสนุนนายพิธา ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ และยินดีร่วมมือทุกประการในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนให้สำเร็จ อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความเคารพการตัดสินใจของประชาชน ถ้าไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน จะติดปัญหาเดิมๆ ที่ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างสง่างามได้

ส่วนพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า วันนี้เรามาประกาศร่วมกันสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯเท่านั้น ประเด็นอื่นยังไม่ถึงเวลาตอบคำถาม เมื่อตั้งรัฐบาลแล้วเราต้องทำงานร่วมกันอะไรไปกันได้ก็สนับสนุนกันเต็มที่ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรต้องทบทวนกัน

ส่วนเรื่องเสียงของส.ว.รู้สึกกังวลอยู่เหมือนกัน อยากจะช่วยเขาให้ประสบความสําเร็จ เพราะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องอยู่พอสมควรในส.ว. ตนจะช่วยคุยให้ เมื่อเช้าได้ส่งชื่อไปให้ ส่วนจำนวนของ ส.ว.ที่จะเห็นด้วย ก็ตอบไม่ได้ เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น จะเจรจาเกลี้ยกล่อมก็ไม่ได้ เพราะมีบางคนยืนยันไม่โหวต และบางคนออกมาบอกว่าจะโหวตให้

นายปิติพงศ์กล่าวว่า ปธ.เป็นพรรคใหม่ เน้นทำการเมืองสร้างสรรค์ เราจะสนับสนุนมติมหาชนที่มอบให้ก.ก. เราไม่มีข้อต่อรองทางการเมืองไม่ว่าเป็นรัฐบาลหรือไม่ สำหรับเสียงส.ว. เชื่อว่าทุกท่านมีคุณวุฒิและวุฒิภาวะว่าจะใช้เสียงไปในทิศทางใด ฝากให้ช่วยตระหนักว่าสังคมปัจจุบันนี้ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ รัฐบาลของประชาชนต้องประคับประคองให้รัฐบาลเดินหน้า

นายเชาวฤทธิ์กล่าวว่า ตนได้เห็นประชามติที่ประชาชนเลือกก.ก. เป็นการแสดงให้เห็นว่าอยากให้นายพิธาเป็นนายกฯ อยากให้ระบบการเมืองเป็นไปตามระบบให้พรรคที่ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลให้ได้

นายวสวรรธน์กล่าวว่า พทล.มีอุดมการณ์ทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย เป็นพรรคการเมืองนาโนปาร์ตี้ วันนี้ตั้งใจมาแสดงจุดยืนสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นของประเทศเพื่อดึงดูดนักลงทุน

‘ชัยธวัช’เผยวันเซ็น-ครบรอบรปห.
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการก.ก. ให้สัมภาษณ์ถึงการเซ็นเอ็มโอยู ในวันที่ 22 พ.ค.ว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ทุกพรรคเห็นด้วยที่จะมีการเซ็นเอ็มโอยู และแถลงข่าวในวันที่ 22 พ.ค. อย่างที่ทราบเพราะเป็นวันครบรอบการรัฐประหารในปี 2557

แต่ละพรรคส่งตัวแทนหลักที่จะมาคุยกันเพื่อให้ได้ข้อตกลงกันก่อนวันที่ 22 พ.ค. แต่ละพรรคมีนโยบายที่เยอะมาก เราไม่สามารถยัดทุกอย่างเข้าไปในเอ็มโอยูได้ เราพยายามหาจุดร่วมและเป็นประเด็นหลักที่เห็นร่วมกัน คงไม่สามารถประกาศทุกอย่างได้ว่าแต่ละพรรคจะทำอะไรบ้าง รัฐบาลจะทำ 100-200 เรื่องก็คงไม่ขนาดนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก.ก.ส่งใครไปเจรจากับส.ว.เรื่องการโหวตนายกฯ นายชัยธวัชกล่าวว่า ช่วยกัน ตนเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปคุยด้วย เราเชื่อว่าได้พูดคุยกันต่อหน้า และทำความเข้าใจกันดีที่สุด ส.ว.จำนวนมากเป็นผู้ใหญ่ มีวิจารญาณที่ดี ว่าบ้านเมืองควรจะเดินไปในทิศทางไหน หลายคนได้รับข้อมูลที่ไม่ค่อยตรง การพูดคุยจะทำให้เข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ตนคิดว่าเป็นทิศทางที่ดี ที่ส.ว.หลายคนออกมาแสดงจุดยืน สุดท้ายอาจจะไม่เป็นไปอย่างที่หลายคนกังวลใจขนาดนั้น

เมื่อถามว่า บนเวทีแถลงข่าวมีการพูดถึงการยืนยันเรื่องความคิดที่ต่างกัน เกรงจะมีดีลลับหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า เราได้ข้อสรุปในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ตนคิดว่าความไว้วางใจ การให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ หากมัวแต่คิดอย่างงั้นอย่างงี้ก็ไม่สามารถจับมือร่วมกันได้ ส่วนพท.ยืนยันว่า จะจับมือกับก.ก.เนื่องจากมีกระแสข่าวออกมาเยอะ ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 2 พรรคอย่างปฏิเสธไม่ได้

‘ทิม’ยันต้องแก้ไขม.112
วันเดียวกัน พรรคที่จะร่วมรัฐบาลได้รับหนังสือจัดทำข้อตกลงเอ็มโอยูจากก.ก.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างนัดหารือภายในเร็วๆ นี้ ว่าจะหยิบยกประเด็นนโยบายที่สำคัญใดๆ ใส่เพิ่มเติมเข้าไปอย่างไรบ้าง ในหนังสือฉบับนี้ ก.ก.ได้ระบุนโยบายประเด็นต่างๆ ที่จะดำเนินการทันทีเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล เช่น สุราก้าวหน้า เกณฑ์ทหารด้วยระบบสมัครใจ และการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนจากการรัฐประหาร เป็นต้น ส่วนประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้ระบุไว้ แต่จะมีการหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกันภายหลัง

ทุกพรรคการเมืองจะต้องส่งหนังสือที่เพิ่มเติมรายละเอียดแล้วเสร็จส่งกลับมายัง ก.ก.ภายในวันที่ 21 พ.ค.ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวการร่วมลงนามข้อตกลงเอ็มโอยูอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 พ.ค.

สำหรับพท. มอบหมายให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ เป็นคณะกรรมการเอ็มโอยู

เวลา 15.00 น. ที่ด จ.นนทบุรี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าก.ก. ลงพื้นที่ขอบคุณ พี่น้องประชาชนในจ.นนทบุรีที่มอบคะแนนเสียงให้ผู้สมัครส.ส.ของพรรคทั้ง 8 เขต และให้สัมภาษณ์ว่า รายละเอียดในเอ็มโอยู เรื่องการแก้ มาตรา 112 เป็นหัวเชื้อการพูดคุยตั้งแต่การประชุมวันที่ 17 พ.ค.แล้ว วันนี้จะเพิ่มรายละเอียดเข้าไปในส่วนของ “การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต” ซึ่งก.ก.ส่ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคเข้าพูดคุยในคณะกรรมการ มุมมองของก.ก ต้องยอมรับว่าการใช้มาตรา 112 ในปัจจุบันมีปัญหา และต้องมีการแก้ไข ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการยืนยันอยู่แล้ว ส่วนจะอยู่ในเอ็มโอยูหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่คณะกรรมการ และการให้ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ดีขึ้น

‘วงศ์สยาม’คาดสายหนุนมีแค่ 20
นายวงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ส.ว.กล่าวว่า ส่วนตัวขอตัดสินใจในวันโหวตเลือกนายกฯ ว่า จะสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกฯ หรือไม่ เกณฑ์ที่จะใช้ตัดสินใจคือ บ้านเมืองต้องมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหลัก ถ้าจะแก้ไขมาตรา 112 ต้องมาดูว่าจะแก้ไขอย่างไร แม้คนที่ชนะที่ 1 ในการเลือกตั้งจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ไม่เบ็ดเสร็จ พรรคที่ได้คะแนนลำดับถัดๆ มา ก็ได้คะแนนนิยมจากประชาชนเช่นกัน ทุกคน ทุกคะแนน มีความหมายเท่ากัน

เชื่อว่าในที่สุดแล้วฝ่ายส.ส.น่าจะไปรวบรวมเสียงได้เกิน 376 คน โดยไม่ต้องพึ่งส.ว.ในการโหวต เพราะยังมีเวลาอีกเกือบ 2 เดือน ฝ่ายส.ส.คงไปจัดการกันเองได้ ส่วนที่นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกฯ ระบุว่าขณะนี้มี 75 เสียงส.ว.ที่พร้อมโหวตสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ นั้น คงไม่น่าจะถึง ดูแล้วส.ว.ฝั่งที่โหวตให้นายพิธาคงมีอยู่ราว 20 เสียง

“ยืนยันไม่มีใครมาสั่งส.ว.ในการโหวตได้ ทุกคนมีอิสระ สามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะเองได้”

อีก4คนชัดเจนยกมือเห็นชอบ
นางประภาศรี สุฉันทบุตร ส.ว.โพสต์ เฟซบุ๊ก “ประกาศจุดยืน เคารพมติของประชาชน เห็นชอบพิธา เป็นนายกฯ”

นายมณเฑียร บุญตัน ส.ว. ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนแรกคิดจะงดออกเสียง เพื่อปิดสวิตช์ ส.ว.ตามที่เรียกร้องกัน แต่เมื่อถึงตอนนี้ ตนจะโหวตตามน้ำ คือ ส.ส.เป็นน้ำเอาอย่างไร ตนก็เอาอย่างนั้น ไม่ต้องใช้สมองคิดเลย ไม่ต้องใช้วิจารณญาณเลย เป็นการปิดสวิตซ์ส.ว.เวอร์ชั่นใหม่ เวอร์ชั่น 2.0 เพราะยังมีมาตรา 272 อยู่ จะปิดไปเลยไม่ได้ เนื่องจากจำนวนสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ลดลง ดังนั้นครั้งนี้เป็นการปิดสวิตช์ตัวเองที่อาจจะแตกต่างไปจากความตั้งใจเดิมที่จะไม่โหวตให้ ซึ่งจะทำให้เสียงไม่พอ

เมื่อถามว่าไม่ติดใจเรื่องที่ก.ก.จะแก้ มาตรา 112 หรือ นายมณเฑียรกล่าวว่า การแก้มาตรา 112 ไม่ง่ายอย่างที่คิด ต้องใช้เวลาเป็นปี อย่าไปกลัวเลย เรื่องแบบนี้ต้องเปิดพื้นที่ให้คนมานั่งคุยกัน ทั้งคนที่เอามาตรา 112 และคนที่ไม่เอามาตรา 112 เรื่องเกณฑ์ทหารไม่เกณฑ์ทหาร เรื่องเหล่านี้แค่เริ่มต้น ไม่ใช่ว่าใครมาเป็นนายกฯ แล้วจะประกาศยกเลิกเลย เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้กระบวนการร่างกฎหมายเป็นปี ดังนั้นไม่ต้องห่วง

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ส.ว. กล่าวว่า เมื่อชัดเจนว่าก.ก.รวบรวม 8 พรรคได้ 313 เสียง ประกอบกับเมื่อฟังการแถลงแนวทาง รวมถึงการกำหนดนโยบายถือว่าชัดเจนระดับหนึ่ง ตนจะใช้สิทธิ์ตามหลักประชาธิปไตยที่ยึดมั่นมาตลอด สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล โดยโหวตให้พรรคที่รวบรวมเสียงได้เกิน กึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราฎร

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ส.ว.กล่าวว่า ฝ่ายใดรวบรวมเสียงส.ส.ข้างมากได้เกิน 250 เสียง ตนพร้อมโหวตให้เป็นนายกฯ เพราะถือเป็นฉันทามติที่ประชาชนต้องการ ส่วนการนำนโยบายหาเสียงที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนบางเรื่องมาเป็นนโยบายบริหารประเทศต้องระมัดระวัง รอบคอบ โดยเฉพาะการเป็นรัฐบาลผสมยิ่งต้องระวัง ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาก็พังด้วยกันทั้งหมด เรื่องมาตรา 112 เป็นเรื่องล่อแหลม ถ้าสุดโต่งเกินไปอาจเกิดความ ขัดแย้งกลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ บางคนที่เลือกก.ก.อาจชอบใจในนโยบายอื่นที่มีเป็นร้อยนโยบายของพรรค ไม่ได้หมายความว่าเลือกก.ก.แล้วจะเห็นด้วยกับการแก้มาตรา 112 เป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลต้องรอบคอบ เจรจาต่อรองกันให้ดี

‘ส.ว.เสรี’ชี้ไม่แตะม.112ก็รับได้
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ว่า ส.ว.ไม่ได้มีการแบ่งเป็นสายใคร ทุกคนเป็นอิสระ เวลานี้ก.ก.ต้องการเสียงจาก ส.ว. 60 กว่าเสียง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะครบหรือไม่ เพราะเหลือเวลาอีก 1-2 เดือน วันนี้คิดอย่างนี้ พรุ่งนี้อาจคิดอีกอย่าง ตอนนี้ที่เห็นมี 5-6 คนที่จะโหวตให้นายพิธา เป็นนายกฯ จึงต้องรอดูสถานการณ์ วันนี้ที่พรรคร่วมรัฐบาลแถลงก็แค่ตกลงเจรจาร่วมกัน ใครจะเปลี่ยนอะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่แน่นอน การเมืองไทยเปลี่ยนได้ทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่านายพิธา ยังยืนยันจะแก้มาตรา 112 จะมีผลต่อการโหวตของส.ว.หรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า เราก็ยืนยันเหมือนกัน ตนไม่เห็นด้วยกับการบอกว่าประชาชนมีฉันทามติมาแล้วว่าเอาก.ก.ที่ได้ 150 กว่าเสียง แต่ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ของสภา จึงไม่ได้หมายความว่าเขาจะเอาด้วยหรือไม่ แต่ส.ว.มีประเด็นเดียวไม่ว่าพรรคไหน ที่คิดจะแก้มาตรา 112 เราไม่เอา และเป็นคนละเรื่องว่าส.ว.ไม่เห็นด้วยกับพรรคที่ได้คะแนนเสียงมาเยอะ ซึ่งมันไม่ใช้

ส่วนตัวแล้วยิ่งมากดดัน มาด่ากันมากๆ ไม่เอาก็ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ส.ว.แต่อยู่ที่ก.ก. ยังยืนยันแนวทางแก้มาตรา 112 เพราะถ้าถอนไม่แก้ ก็ไม่มีปัญหา ส.ว.ก็เห็นชอบกันได้ เพราะอยากเห็นนโยบายที่ดี นโยบายพิสดาร ประชาชนได้ประโยชน์ อยากให้ก.ก.ได้บริหาร แต่ติดเรื่องเดียวคืออย่าไปยุ่งกับสถาบัน ถ้ามีไม่เรื่องเหล่านี้ แล้วเดินตามนโยบายที่หาเสียงไว้ก็จบ

‘ตวง’ยึดปชต.-‘กลุ่มป้อม’ยังนิ่ง
ด้านนายตวง อันทะไชย ส.ว. กล่าวว่า ส่วนตัวยังคงยึดหลักประชาธิปไตยให้กำลังใจ ก.ก.ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะได้ฉันทามติจากพี่น้องประชาชนเสียงส่วนใหญ่ และส่วนตัวไม่ได้มีปัญหากับ ก.ก. ส่วนจะโหวตให้ นายพิธา เป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทยหรือไม่ ยังไม่ถึงเวลาจะตอบ ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการ ให้ทุกอย่างตกผลึกเสียก่อน ต้องดูว่า ก.ก.รวมเสียงส.ส.ได้ตามที่บอก 313 เสียงหรือไม่ และต้องดูว่าสุดท้ายเสียงส.ส.ที่จะได้ที่แท้จริงคือเท่าไร เพราะต้องรอให้กกต.ประกาศรับรองว่าแต่ละพรรคมีเสียงส.ส.เท่าใดและสุดท้ายต้องดูว่ามีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ให้ที่ประชุมรัฐสภากี่คน เสนอมากี่พรรค ต้องดู 3 ประเด็นดังกล่าวถึงจะตัดสินใจได้

ส่วนตัวมั่นใจว่า ก.ก.สามารถรวบรวมส.ส. และ ส.ว.ได้ครบตามกติกา 376 คนแน่นอน เพราะมีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถมากมาย ที่จะเชื่อมประสานกับพรรคอื่น รวมถึง ส.ว.ที่มีทิศทาง แนวทางและนโยบายคล้ายกัน ขอให้กำลังใจ ก.ก.และพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลสมใจตามความต้องการและเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พยายามโทรศัพท์สอบถามไปยังกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต่างไม่ให้สัมภาษณ์ โดย พล.อ.นพดล อินทปัญญา ส.ว.เพื่อนสนิท พล.อ.ประวิตรบอกเพียงว่า “เขาให้ส.ว.อยู่นิ่งๆ” ขณะที่พล.อ.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชาย พล.อ.ประวิตร รับสาย แต่ปฏิเสธให้สัมภาษณ์

ผบ.ทร.หวังทุกอย่างราบรื่น
พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวกรณีที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ มีตำแหน่ง ส.ว. จะโหวตเลือก นายกฯ อย่างไรว่า ยังไม่ถึงขั้นตอนนั้น เพราะตอนนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนผบ.เหล่าทัพ จะเห็นตรงกัน หรือไม่ ก็ยังไม่ถึงเวลานั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าส.ว.ต้องพิจารณาบุคลิกท่าทีของผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ พล.ร.อ.เชิงชายกล่าวว่า ต้องรอการเสนอขึ้นมา

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้าหน้าตารัฐบาลไม่เป็นไปตามประชามติของประชาชน จะมีการเคลื่อนไหวบนท้องถนนหรือไม่ พล.ร.อ.เชิงชายกล่าวว่า ยังไม่ทราบเหตุการณ์ขนาดนั้น เพราะต้องรอการเจรจา ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่กำหนดไว้ ต่อข้อถามว่าจะฝากเตือนแนวคิดที่จะออกมาเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง พล.ร.อ.เชิงชาย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลานั้น ต้องดูสถานการณ์เจรจาของพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป เราอยากให้การตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีข้อขัดแย้ง และไม่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ส่วนกองทัพเป็นกลไกของรัฐบาลต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะรัฐบาลใด ต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว

เครือข่ายฯแถลงผลโหวต
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนักวิชาการเสียงประชาชน นำโดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว มหาวิทยาลัยบูรพา นายธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายวันวิชิต บุญโปร่ง มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมแถลงข่าว ผลโหวตเสียงประชาชน “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ที่ ส.ว.ควรเคารพเสียงประชาชน และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงข้างมากของ ส.ส.” และข้อเสนอแนะถึง ส.ว. และพรรคการเมืองเสียงข้างมากในการตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา

นายปริญญากล่าวว่า ตามที่เครือข่าย นักวิชาการเสียงประชาชนจาก 10 มหาวิทยาลัย ร่วมกับสื่อมวลชน 10 สำนัก เปิดโหวตเสียงประชาชน ตั้งแต่เวลา 12.00 น.วันที่ 15 พ.ค. ถึงเวลา 12.00 น. ของวันนี้คือ 18 พ.ค. มีการโหวตทั้งสิ้น 3,487,313 ครั้ง จาก 167 ประเทศ เห็นด้วย 85% และไม่เห็นด้วย 15 % ประเด็นของผลคือ การออกเสียงประชามติตามหลักการของประชาไตยโดยตรง แต่มีข้อสังเกต เนื่องจากก่อนการปิดโหวต 12 ชั่วโมง คะแนนเห็นด้วยอยู่ที่ 93% และมีการโหวต 3 แสนครั้งภายใน 12 ชั่วโมง มีความกังวลใจคล้ายกับว่ามีความพยายามทำอะไรบางอย่างหรือไม่

สำหรับข้อเสนอแนะต่อ ส.ว.การโหวตเสียงประชาชนที่ทำมาทั้ง 3 ครั้ง มีเป้าหมายให้ผู้มีอำนาจฟังเสียงประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศและเจ้าของงบประมาณ เนื่องจาก ส.ว.มีอำนาจเท่ากับ ส.ส.ในการโหวตเลือก นายกฯ และได้เงินเดือนและค่าตอบแทนเท่ากับ ส.ส. แต่ไม่ได้ถูกเลือกมาจากประชาชน ดังนั้น ส.ว.จึงยิ่งต้องฟังเสียงประชาชน ในการโหวตเลือกนายกฯ

จี้วุฒิฯเคารพเสียงประชาชน
นายปริญญากล่าวว่า ก.ก.ที่ได้เสียงอันดับหนึ่ง เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจากจำนวนเสียง 313 เสียงในขณะนี้มากเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ กำหนดให้ ส.ว.ชุดแรกเลือกนายกฯ ร่วมกับส.ส. ทำให้จำนวนเสียงที่ต้องใช้ในการเป็นนายกฯ ต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งสองสภาคือ 376 เสียง ซึ่งยังขาดอีก 63 เสียงจึงจะเป็นรัฐบาลได้

จากนี้ไปอีกประมาณ 60 วันที่จะมีการโหวตเลือกนายกฯ จึงถือได้ว่าเป็น ‘การหาเสียงครั้งที่สอง’ พรรคที่กำลังจะเป็นรัฐบาลจะต้องไปหาเสียงต่อกับผู้เลือกนายกฯ ขณะนี้มี 313 เสียงแล้ว จึงขาดอีก 63 เสียง ซึ่งสามารถหาเสียงหรือขอเสียงได้ทั้งจาก ส.ส.ที่เหลือ และ ส.ว.อีก 250 คน โดยใช้นโยบายที่ตกลงกันได้ ส่วนจะหาเสียงอย่างไรก็เป็นเรื่องวิธีการของพรรคที่กำลังจัดตั้งรัฐบาล

ด้านนายพิชายกล่าวว่า หลังการเลือกตั้งเห็นสัญญาณที่ดี ส.ว.จำนวนไม่น้อยออกมาแสดงเจตนารมณ์เลือกตามเสียงข้างมากของประชาชน หวังว่าส.ว.ที่เหลือน่าจะเห็นตาม ประเทศไทยควรได้เดินตามครรลองและเป็นที่ยอมรับของสากล ควรมีศักดิ์ศรีในเวทีสากล อีกทั้งยังช่วยป้องกันความข้ดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในสังคมได้

นายโอฬารกล่าวว่า เกือบ 4 ล้านโหวต ขอให้ส.ว.เห็นด้วยตามเสียงข้างมากของประชาชน จึงอยากให้ส.ว.ช่วยรับหลักการนี้ไปพิจารณา ท่านไม่ต้องกังวลใจ เพราะท่านยังเป็นผู้ที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลชุดนี้อยู่แล้ว

นายธนพรกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ การจัดตั้งรัฐบาลควรเป็นไปตามลำดับคะแนนส.ส.ที่สูงที่สุด และสะท้อนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ปิดสวิตช์รัฐบาลเสียงข้างน้อยได้

นายวันวิชิตกล่าวว่า นี่เป็นโอกาสดีที่สุดของส.ว.ก่อนหมดเวลาอีก 1 ปี ในวันที่ 11 พ.ค.2567 ในฐานะที่ท่านจะเป็นพี่เลี้ยงให้รัฐบาลชุดใหม่ ท่านจะเป็นผู้ที่ประคับประคอง ช่วยถ่ายอำนาจจากรัฐบาลเก่าสู่รัฐบาลใหม่

‘วิษณุ’ชี้รบ.กก.ยิ่งกว่าเรือเหล็ก
ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กทม. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ห่วงจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ว่า เท่าที่ทราบปัจจุบันรวบรวม 313 เสียง ก็มั่นคงถาวรแล้ว รัฐบาลที่แล้วตนยังบอกว่าเรือเหล็กเลย แต่ครั้งนี้ยิ่งกว่าเหล็กอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องอาศัยเสียง ส.ว.อีก 60 กว่าเสียง นายวิษณุกล่าวว่า อาศัยช่วงโหวตนายกฯ และอาจต้องอาศัยอีกในตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงพูดว่าเชื่อเถอะว่าปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดังใจ จงค่อยๆ พูด ค่อยๆ จากันไป ยังมีเวลาอีกตั้ง 60 วัน กว่าจะประกาศรายชื่อส.ส. และกว่าจะถึงเวลาเลือกนายกฯ บวกเข้าไปอีกร่วม 30 วัน รวมแล้ว 3 เดือน ต้องใช้เวลาเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ไปด่าทอกัน หรือประชดประชันกัน

ต่อข้อถามว่าในทางกฎหมายหากโหวตแคนดิเดตนายกฯ คนใดแล้วไม่ผ่าน จะนำชื่อเดิมมาโหวตอีกได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ได้ โหวตทุกวันน่ะแหละ ชื่อเดิมก็ได้” ส่วนพรรคอันดับ 2 จะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ได้ทุกอย่าง ต้องอาศัยเสียงกึ่งหนึ่งในรอบแรก โหวตไปโหวตมาจนที่สุดจะเปลี่ยนไปใช้มาตรา 272 วรรคสองก็แล้วแต่ หรือจะโหวตซ้ำมาตรา 272 วรรคหนึ่งก็ได้ ไม่เป็นไร เพราะอาจมีเหตุผลใหม่ๆ ดีๆ และมีคนเปลี่ยนใจเพิ่มขึ้นก็ได้ สำคัญคือวันแรกด่านแรกในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อถามว่ามาตรา 272 วรรคสองคืออะไร นายวิษณุกล่าวว่า แปลว่าเลิกแล้ว ไม่เอาแล้วหาบุคคลอื่น แม้กระนั้นพอจะใช้วรรคสองที่ระบุว่า ทั้งนี้ อาจจะเสนอรายชื่อบุคคลที่อยู่ในรายชื่อนายกฯ ที่แต่ละพรรคเสนอได้ ซึ่งก็กลับมาใช้ได้ชื่อเดิมได้อีก

‘พีระพันธุ์’ย้ำ‘บิ๊กตู่’ไม่ทิ้งการเมือง
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.)โพสต์เฟซบุ๊กว่า ในฐานะหัวหน้ารทสช. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนในทุกคะแนนเสียงที่มอบให้ รวมทั้งกำลังใจ ความห่วงใย และการสนับสนุนทุกรูปแบบที่มีให้ผมและรทสช.ตลอดมา ขอเรียนว่ารทสช.ยังคงยึดมั่นในแนวทาง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประโยชน์ของประชาชน ตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของพรรคเป็นสำคัญ พรรคพร้อมที่จะทำงานการเมืองเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าบนแนวทาง เจตนารมณ์ และอุดมการณ์ดังกล่าวอย่างแน่วแน่ มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง

ที่สำคัญ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะยังคงเดินหน้าทำงานกับพรรคต่อไปในฐานะ “ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรค” เพื่อเสริมสร้างรทสช.ให้แข็งแกร่งและเป็นพรรคหลักในการปกป้องและค้ำจุนสถาบันหลักทั้งสามของประเทศตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของพรรค เป็นความหวังในคนไทยทุกรุ่นที่รักชาติรักแผ่นดินในแนวทางเดียวกันต่อไป

‘เอกนัฏ’ขับเคลื่อนรทสช.ต่อ
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการ รทสช. โพสต์เฟซบุ๊กว่า ทราบข่าวการจัดตั้งรัฐบาลโดย ก.ก. ต้องยอมรับว่าเป็นกระบวนการปกติในทางปฏิบัติที่พรรคอันดับ 1 จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล รทสช.ไม่ใช่พรรคอันดับต้น ไม่ใช่หน้าที่หรือภารกิจของพรรคเรา และตนคงไม่ไปท้าทาย กีดกัน หรือ ขัดขวางภารกิจของพรรคอื่นเช่นกัน

ในฐานะเลขาธิการพรรค ขอน้อมรับคำพิพากษาของประชาชนแบบตรงไปตรงมา แต่จะรักษาจุดยืนไว้อย่างมั่นคง หากรัฐบาลมีวาระที่จะยกเลิก หรือแก้ ม.112 ตนก็สมัครใจไปเป็นฝ่ายค้าน พร้อมทำงานไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม ตนจะวางแผน ออกแบบการขับเคลื่อนพรรคต่อไป หน้าที่ในวันนี้ไม่ใช่การไปช่วงชิงเป็นรัฐบาล แต่คือการนำทุกๆ คะแนนจาก 4,673,691 คะแนนเสียงไปขับเคลื่อนพรรคให้เจริญเติบโต ทันสมัย เป็นสถาบันการเมือง ที่จะเป็นที่พึ่งให้คนทุกรุ่น

หลังการโพสต์ของนายเอกนัฏ มีผู้สนับสนุนและประชาชนแชร์ข้อความจำนวนมาก พร้อมให้กำลังใจ

‘ธนกร’แนะรีแบรนด์พรรค
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้ารทสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานในอนาคตกับ รทสช. ว่า ได้พูดคุยกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค เราต้องถอดบทเรียนการทำงานการเมือง เพราะวันนี้โลกเปลี่ยน เชื่อว่า รทสช.ยังไปต่อได้ในอนาคต อาจต้องรีแบรนดิ้งพรรค นำความรู้ความสามารถของคนทุกรุ่นมาผสมผสานกันก็จะไปได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสที่นายเอกนัฏจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า เป็นเรื่องอนาคต ส่วนที่คุยกับเลขาธิการพรรค เนื่องจากมีอายุใกล้เคียงกันและเพียงเสนอไอเดียว่าพรรคควรปรับตัวให้ก้าวทันยุคใหม่ ต่อข้อถามว่าพรรคจะพูดคุยกับผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อไร นายธนกรกล่าวว่า จะมีการประชุมว่าที่ ส.ส.ของพรรค 36 คน ในวันที่ 22 เวลา 16.00 น. ที่ทำการพรรค

ต่อข้อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ปรารภถึงการจับขั้วรัฐบาลหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่กล่าวว่า ขอให้พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลไป ต้องไปตามรัฐธรรมนูญผู้สื่อข่าวถามว่าหากการจับขั้วรัฐบาลไม่สามารถทำได้ มีโอกาสที่พรรครัฐบาลเดิมจะจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า คิดว่าพรรคที่ได้ลำดับ 1 น่าจะ จัดตั้งได้อยู่แล้ว

กกต.นับคะแนน 400 เขตครบ
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า การรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการ ผ่านเว็บไซต์ www.ectreport.com ดำเนินการครบตามที่กำหนดแล้ว และการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.400 เขตเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ยกเว้น เขต 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 10 จ.นครปฐม ที่งดลงคะแนน เนื่องจากประสบวาตภัย

ขณะนี้สำนักงาน กกต.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลจากรายงานผลการนับคะแนน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชี รายชื่อ ที่สำนักงาน กกต.จังหวัด แล้วจะได้ปรับปรุงหน้าจอแสดงผลเพื่อนำเสนอผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป พ.ศ.2566 อย่างเป็นทางการต่อไป

ศาลจำคุก 3 อดีตส.ส.ภูมิใจไทย
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลอ่านฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.3/2565 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้องนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ อดีตส.ส.พัทลุง เขต 2 พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายภูมิศิษฏ์ คงมี อดีต ส.ส.พัทลุง เขต 1 ภท. และนางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภท. เป็นจำเลย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรณีเสียบบัตร ส.ส.แทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

คดีนี้จำเลยทั้ง 3 คนถูกกล่าวว่ายินยอมให้บุคคลอื่นเสียบบัตรแสดงตนแทนในการลงมติเรียงตามรายมาตรา ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 เมื่อ 10-11 ม.ค.2563 เป็นเหตุให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 วาระที่ 2-3 ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ส.ส. เพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่ประชาชน หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มีโทษตามกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 172 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก ส.ส. 3 ราย คนละ 9 เดือน ให้พ้นจากตำแหน่ง ตัดสิทธิทาง การเมือง โดยไม่รอลงอาญา

ขอบคุณ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยว่าที่ส.ส.นนทบุรี 8 เขต ขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุนจนชนะเลือกตั้งยกจังหวัด โดยเคลื่อนจากท่าน้ำปากเกร็ดไปสิ้นสุดที่ตลาดนกฮูก จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 18 พ.ค.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน