ชี้เลิกยุ่งแล้ววุฒิจะโหวต‘พิธา’ สัตหีบฮือประท้วง-บัตรเขย่ง ก้าวไกลเชื่อ313พอตั้งรัฐบาล 2พรรคร่วมเริ่มท้วงเอ็มโอยู
พิธา-ก้าวไกลขอโทษประชาชน ยอมถอยล้มดีลชาติพัฒนากล้า หลังด้อมส้มรุมถล่ม ‘#มีกรณ์ไม่มีกู’ ด้าน ‘สุวัจน์’ ยกคำน้าชาติ ‘โนพร็อบเบลม’ ไม่มีปัญหาที่ถูกทาบร่วมตั้งรัฐบาลแล้วถูกบอกเลิก ส่วน‘กรณ์’ ไปเที่ยวออสเตรเลีย ‘พรรคใหม่’ ขอถอนด้วย เจอพิษโซเชี่ยลขุดคลิปเก่าหนุนเพิ่มโทษมาตรา 112 แต่ยังหนุน ‘ทิม’ เป็นนายกฯ ‘เลขาฯ ก้าวไกล’ เชื่อ 313 เสียงเพียงพอตั้งรัฐบาลแล้ว ‘ชลน่าน’ ก็ชี้เสถียรภาพปึ้ก เพื่อไทยย้ำยังไม่เจรจาแบ่งโควตารมต. ส่วนเก้าอี้ประธานรัฐสภาคุยกันบ้าง ส.ว.สายอาชีพมั่นใจวุฒิฯ พร้อมชู ‘พิธา’ เต็มสภา หากไม่แตะ 112 ส.ว.บางส่วนขอดูเอ็มโอยูตั้งรัฐบาล 22 พ.ค.ก่อน
ก.ก.ล้มดีลชพก.-ขอโทษปชช.
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. หลังพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไปดีลกับพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ซึ่งมี นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรค มีว่าที่ส.ส. 2 คน คือ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 1 และนายประสาท ตันประเสริฐ ว่าที่ ส.ส.นครสวรรค์ เขต 6 ให้มาร่วมรัฐบาลเป็นพรรคที่ 10 เพิ่มเสียงเป็น 316 เสียง
ต่อมามีกระแสไม่พอใจจากผู้สนับสนุน ก.ก. พร้อมติดแฮชแท็กผ่านโซเชี่ยล #มีกรณ์ไม่มีกู จนขึ้นเทรนด์อันดับ 1 ในทวิตเตอร์ มียอดทวีตมากกว่า 6 แสนครั้ง โดยให้เหตุผลมี 3 ประเด็นหลักคือ 1.ในปี 2553 นายกรณ์ อยู่ในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งสั่งล้อมปราบ ผู้ชุมนุมเสื้อแดงจนมีคนบาดเจ็บ เสียชีวิต และสูญหาย 2.ปี 2557 นายกรณ์ร่วมการชุมนุม กปปส. กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำกปปส. ซึ่งถูกมองว่าเป็นสารตั้งต้นของการทำรัฐประหาร และนายกรณ์ยังไม่เคยออกมาประกาศขอโทษ 3.ในปี 2562 นายกรณ์โหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากมียังว่าที่ส.ส.และสมาชิกก.ก.หลายคน โพสต์ เฟซบุ๊กส่วนตัว คัดค้านเช่นกัน
ในเวลาต่อมา เพจเฟซบุ๊กของก.ก. โพสต์แถลงว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ก.ก.ได้เจรจากับชพก. เพื่อตกลงโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าก.ก. เป็นนายกฯ และเข้าร่วมรัฐบาล
กรณีดังกล่าว ได้ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างกว้างขวางจากประชาชน เจ้าหน้าที่พรรค คณะทำงานจังหวัด และสมาชิกพรรค ส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าไม่สามารถยอมรับการเข้าร่วมรัฐบาลของชพก.ได้ นอกจากนี้ ในที่ประชุมร่วมของว่าที่ส.ส.ก.ก.ก็มีมติสอดคล้องกับประชาชนว่าไม่สามารถยอมรับได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จึงน้อมรับมติดังกล่าวมาปฏิบัติ เราจะไม่ร่วมรัฐบาลกับชพก. และจะ เดินหน้าพูดคุยและทำความเข้าใจเพื่อขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อให้ได้เสียงพอในการโหวตนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด
ก.ก.ขอน้อมรับคำวิจารณ์ทั้งหมด และกราบขออภัยประชาชน ที่ทำให้ทุกท่าน ผิดหวัง ก.ก.ยืนยันว่าการจัดตั้งรัฐบาลก.ก.จะทำบนพื้นฐานจุดยืนทางการเมือง นโยบายหลักของพรรคตามที่ได้เคยหาเสียงไว้ รวมถึงขอโทษชพก.ที่ต้องยุติการเจรจาครั้งนี้ สุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่พรรค และว่าที่ส.ส.ก.ก.ทุกคน ที่คอยตรวจสอบ ท้วงติงการทำงานของผู้บริหารพรรค เพื่อให้พรรคยืนหยัดในจุดยืน อุดมการณ์เดิมอย่างมั่นคง และทิ้งท้ายว่า ‘พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค’
‘พิธา’ชูปชช.ใหญ่กว่าพรรค
จากนั้น นายพิธาได้โพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวพร้อมแชร์คำแถลงของก.ก. ว่า ขอโทษครับ ผมจะระลึกไว้เสมอ “พรรคใหญ่กว่าคน ประชาชนใหญ่กว่าพรรค”
นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ว่าที่ส.ส. ฉะเชิงเทรา เขต 4 ก.ก. ทวีตต่อข้อความที่พรรคแถลงการณ์ ว่า “รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองที่มีหัวใจ ไม่ผิดหวังจริงๆ”
“ขออธิบายว่าในที่ประชุม 500 กว่าคนใส่กันไม่ยั้งทั้งนั้น ส่วนความผิดพลาด ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และแน่นอนไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เราคือคนธรรมดาที่อาสามาทำการเมือง ไม่ใช่เทวดาจากไหน ผิดพลาด รับฟัง รีบแก้ไข เรียนรู้ ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำสอง นี่คือ “ผู้คนและการเดินทาง” ครับ” พร้อมแชร์แถลงการณ์ของพรรค และระบุว่า “รู้สึกดีมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมืองที่มีหัวใจครับ ไม่ผิดหวังจริงๆ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก.ก.จัดอบรมทำความเข้าใจกับว่าที่ส.ส.ก.ก. 152 คน และสมาชิกพรรครวมกว่า 500 คน ตั้งแต่วันที่ 19-21 พ.ค. ที่พัฒนากอล์ฟคลับ แอนด์ รีสอร์ท อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
‘สุวัจน์’บอก‘โนพร็อบเบลม’
เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานชพก. อ.เมืองนครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานชพก. พร้อมด้วยนพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ว่าที่ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ นายประสาท ตันประเสริฐ ว่าที่ส.ส.นครสวรรค์ และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรค ร่วมกันแถลงข่าว
นายสุวัจน์กล่าวว่า หลังการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรค 313 เสียง เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ก.ก.ได้ติดต่อมาที่ชพก.เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล เพราะขณะนี้รัฐบาลได้เสียงไม่พอ ซึ่งชพก.ไม่ได้เป็นฝ่ายไปติดต่อกับใคร ชพก.ได้พิจารณาว่า 1.อยากเห็นการเมืองมีเสถียรภาพ 2.อยากเห็นรัฐบาลเสียงข้างมาก และ 3.ยึดถือประเพณีว่า ใครที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ต้องเป็นคนริเริ่มจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้พิจารณาว่า เขาได้เสียงข้างมาก รวมเสียงเกินครึ่ง เมื่ออยู่ในองค์ประกอบเขามาเรียนเชิญ ก็เหมือนส่งการ์ดเชิญก็ตอบรับในหลักการ เป็นหน้าที่ที่ชพก.ต้องสนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะทุกครั้งไม่มีเซ็นเอ็มโอยู ถือเป็นมิติใหม่ในการจัดตั้งรัฐบาล จึงออกหนังสือประชุมพรรค เพื่อศึกษาว่าทุกคนเห็นด้วยหรือไม่ ประเด็นใด เพราะต้องไปเซ็น เอ็มโอยู
“จากการที่ก.ก. แถลงเพิ่มเติม ว่า ยุติการเจรจา ก็ได้แจ้งมา ก็โนพร็อบเบลม (No problem) ไม่มีปัญหาอะไร เพราะอยู่ขั้นตอนการตอบรับคำเชิญอย่างเป็นทางการ เป็นช่วงการประชุมกก.บห. ขณะนี้ได้รับแจ้งและได้รับทราบ จากถ้อยแถลง ไม่ได้มีประเด็นอะไร” นาย สุวัจน์ยกคำพูดติดปากโนพร็อบเบลมของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนามายืนยัน

ไม่มีปัญหา – นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดแถลงโนพร็อบเบลม ไม่มีปัญหาพรรคก้าวไกลทาบทามร่วมรัฐบาลแล้วเปลี่ยนใจล้มดีล ที่สำนักงานพรรคชาติพัฒนากล้า จ.นคร ราชสีมา เมื่อ 20 พ.ค.
เผยแจ้ง‘กรณ์’แล้ว
ขอบคุณก.ก. ที่ให้เกียรติมาเรียนเชิญชพก. เราก็ให้การสนับสนุนแนวทางนี้อยู่แล้ว ว่าพรรคที่ได้ที่ 1 จัดตั้งรัฐบาล และให้มีเสถียรภาพ ให้เกียรติเราทั้งที่เรามี 2 เสียง การมี 2 เสียง การตัดสินใจ ทางการเมืองที่มี 2 เสียง จะไปต่อรองอะไรกับ 500 เสียง เป็นการตัดสินใจเพื่อให้การเมืองไปข้างหน้า การเมืองต้องหันหน้าเข้าหากัน พุดคุยกันได้ ชพก. ก็มีแนวทางนี้มาตลอด เราไม่เคยสร้างปัญหา อยากจะชี้แจงให้ทราบ และขอบคุณก.ก. ที่ได้เรียนเชิญชพก.
เป็นสปิริต เรามี 2 เสียง การเมืองวันนี้ ไม่ได้ตัดสินใจเพื่อต่อรอง แต่เพื่อบ้านเมืองมากกว่า เพราะมีแค่ 2 เสียง ก็ไม่ได้มี ความรู้สึกไม่ดี ยังพูดคุยได้ ชพก. ผมพยายามจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมือง เชิญมาก็ให้ความร่วมมือ ยุติก็ให้ความร่วมมือ ชพก.อยู่บนพื้นฐาน อะไรทำให้ได้ก็มีเหตุผล ทำให้ไม่ได้ก็มีเหตุผล ทุกคนคือเพื่อนกัน เราไม่ได้เป็นศัตรูอะไรกับใคร เราเป็นมิตรทุกฝ่ายเปิดกว้าง
นายสุวัจน์กล่าวว่า สำหรับ นายกรณ์ไปเที่ยวออสเตรเลีย ตนโทร.คุยกับหัวหน้าพรรค แจ้งให้ทราบว่ามีการเชิญจากก.ก. เห็นบอกเที่ยวอยู่ออสเตรเลีย บอกต้องบินกลับมาด่วนนะ มีประชุมวันจันทร์ คงจะโทร.ไปบอกว่าให้เที่ยวต่อไป ไม่ต้องประชุมแล้ว เราเคารพการตัดสินใจของก.ก. ไม่มีปัญหา ตนชอบเหตุและผล พูดคุยได้ อย่างไรก็บอกมา ยังคุยกันได้ปกติ เหตุผลอะไรตนไม่ไปก้าวล่วง
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีพรรคอื่น หรือฝ่ายค้าน ติดต่อเข้ามาด้วยหรือไม่ นายสุวัจน์กล่าวว่า ไม่มี เข้าใจว่าเพราะตนพูดชัดเจน ว่าพรรคที่ 1 ต้องเริ่มต้น วันนี้ทุกพรรคให้เกียรติประชาชน ยังไม่เห็นพรรคไหนขยับไปในทางไม่ให้เคารพเสียงประชาชน บรรยากาศตอนนี้นิ่ง ให้เกียรติก.ก. ถ้าใครขยับต้องมีคนติดต่อมา แต่ไม่มี การเมืองเราต้องถือว่าเป็นสุภาพบุรุษ
“บริบทจากนี้ ค่อนข้างชี้ชัด ว่าการเมืองจากนี้ไป ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง การเลือกตั้งครั้งนี้ ให้ประสบการณ์ใหม่กับทุกพรรคการเมืองว่า วันนี้ ถ้าจะชนะ เลือกตั้ง อะไรคือคำตอบ” นายสุวัจน์กล่าว
‘กรณ์’โพสต์เรื่องจริงที่เกิดขึ้น
ช่วงค่ำ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าชพก. โพสต์เฟซบุ๊กว่า นี่คือ “เรื่องจริง“ ที่เกิดขึ้น หลังการเลือกตั้ง ผมมาอยู่กับ ลูกที่ออสเตรเลีย จนเมื่อวานบ่าย (19 พ.ค.) คุณสุวัจน์โทร.แจ้งว่าก้าวไกลชวนเข้าร่วมรัฐบาล คุณสุวัจน์กับผมสรุปกันว่าจะคุยกันวันจันทร์ในที่ประชุมกก.บห. เพราะมีประเด็นสำคัญสำหรับเราคือ นโยบายสู้ทุนผูกขาดพลังงาน และจุดยืนไม่แก้มาตรา 112 โดยผมไม่เคยติดต่อร่วมรัฐบาลกับใครเลย เพราะเรามีเพียง 2 เสียง และไม่ได้แม้แต่คิดจะมีเงื่อนไขต่อรองอะไร
มีสื่อโทร.มาหาผมที่เมลเบิร์นว่า เรา เข้าร่วมรัฐบาลแล้วเหรอ ผมก็ตอบไปว่าเรายัง ต้องคุยเรื่องนี้กันในวันจันทร์ ผมยืนยันเหมือนเดิมว่า พรรคที่รวมเสียงข้างมากได้ ถึงจะมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล นี่คือหลักประชาธิปไตยที่เป็นจุดยืนของผม
ชพก.พร้อมทำงานกับทุกพรรค แต่เราไม่แตะ 112 และเราต้องการเน้นแก้ปัญหาราคาพลังงาน
ผมโดนด่าฟรีจากทั้งขวาและซ้าย ผมรับได้ทุกข้อกล่าวหา ทุกคำหยาบ ทุกข้อมูลเท็จ แต่ที่ผมเสียใจคือผลกระทบที่มีต่อครอบครัวและคนที่ผมรัก
การเมืองที่ผมสร้างไม่ได้สร้างบนความเกลียด ความกลัว แต่ผมทำบนความเชื่อ เชื่อที่อยากเห็นความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย
‘พรรคใหม่’ขอถอนตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกัน มี แฮชแท็ก #กูไม่เอาพรรคใหม่ ตามมาอีก โดยมีการนำโพสต์เก่าที่พรรคใหม่เคยโพสต์ไว้ รวมไปถึงกระแสวิจารณ์ว่ามีนโยบายเพิ่มโทษ มาตรา 112 หรือไม่ทั้งยังมีกก.บห. บางรายไลฟ์ค้านการแก้ไขมาตรา 112
พรรคใหม่ จึงออกแถลงการณ์เรื่อง กรณีมาตรา 112 ระบุว่า “ตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ว่า พรรคใหม่มีนโยบายแก้มาตรา 112 ให้เป็นโทษที่รุนแรงขึ้น หรือโทษประหารชีวิตนั้น พรรคใหม่ ขอแถลงว่า พรรคใหม่ไม่มีนโยบายแก้มาตรา 112 ให้เป็นโทษที่ร้ายแรงขึ้น หรือโทษประหารชีวิตแต่อย่างใด โดยพรรคใหม่มีนโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเท่านั้น พรรคใหม่จะกำชับและ ตักเตือนกก.บห.ที่พูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ต่อไป พรรคใหม่ต้องขออภัยในความเข้าใจคลาดเคลื่อน มา ณ ที่นี้”
สำหรับพรรคใหม่ ได้รับตอบรับข้อเสนอเข้าร่วมรัฐบาลก.ก.เมื่อวันที่ 19 พ.ค. มีส.ส. 1 คนคือ นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน หรือ ทนายวุฒิ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งได้ตอบรับข้อเสนอเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว
ต่อมาพรรคใหม่ได้ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ทำให้เสียงรัฐบาลมี 313 เสียง รวม 8 พรรค ประกอบด้วย ก.ก. พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) พรรคเสรีรวมไทย (สร.), พรรคเป็นธรรม (ปธ.) และพรรคพลังสังคมใหม่ (พ.ส.ม.)
ยังหนุน‘ทิม’แบบไร้เงื่อนไข
นายกฤดิทัช ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคใหม่โดนโจมตีจากสังคมออนไลน์อย่างหนัก ซึ่งประเด็นเกิดจากกก.บห.ท่านหนึ่ง เคยทำคลิปที่เกี่ยวกับประเด็น กฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อนานมาแล้ว ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเหรัญญิกของพรรคเท่านั้น ซึ่งเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของกรรมการท่านนั้น เมื่อเราตอบรับคำเชิญเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับก.ก. ก็มีคนนำคลิปดังกล่าว ขุดขึ้นมาโจมตีทางพรรค ขอเรียนตรงๆ ว่า พรรคใหม่ และกก.บห.ไม่มีส่วนรู้เห็นในประเด็นนี้
ส่วนการถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลนั้นกระแสสังคมก็มีส่วน แต่ประเด็นสำคัญคือ ก่อนเรารับคำเชิญจากก.ก. ได้มีการแจ้งเงื่อนไขว่าในข้อตกลงร่วม (เอ็มโอยู) จะไม่มีเรื่องของมาตรา 112 ส่วนจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการในสภาภายหลังก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเกิดประเด็นนี้ขึ้นมา อาจทำให้ก.ก.ลำบากใจ ที่จะให้เราเข้าร่วมรัฐบาลต่อ เราจึงขอถอนตัว เมื่อคืนตนได้พูดคุยกับรองหัวหน้าก.ก.ที่ประสานมา ทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว แต่ในการโหวต นายพิธา ยังให้การสนับสนุนต่อไปโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ก.ก.ฟันธง 313 เสียงพอตั้งรัฐบาล
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการก.ก. ในฐานะผู้จัดการตั้งรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้พรรครวบรวมเสียงได้ 313 เสียง ถือว่ามีเพียงพอและมั่นคงแล้วตามหลักการประชาธิปไตยสากลทั่วไป หลังจากนี้ จะเดินหน้าคุยกับ ส.ว. ต่อ เพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วพาบ้านเมืองไปต่อตามครรลองประชาธิปไตย ไม่ไปสู่ ทางตัน โดยจากที่ตนได้พูดคุยกับ ส.ว. จำนวนหนึ่ง หลายท่านมีความกังวลเรื่องทิศทางนโยบายต่างประเทศ การรักษาสมดุลของไทยในเวทีการเมืองโลก และ ส.ว. ไม่ต้องการเห็นรัฐบาลชุดใหม่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้น เมื่อได้พบกันและอธิบายจุดยืนและแนวทางของพรรคก้าวไกล ทาง ส.ว. ก็เข้าใจมากขึ้น
“วันที่ 23 พ.ค.จะมีประชุมวิสามัญวุฒิสภา และทราบมาว่าหลังการประชุมวุฒิสภา น่าจะมีการประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการของ ส.ว. เรื่องแนวทางการโหวตเลือกนายกฯ ผมเชื่อว่าเมื่อ ส.ว. ได้เห็น เอ็มโอยูในการจัดตั้งรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.แล้ว จะมีความเข้าใจต่อพวกเราดีขึ้นและนำไปสู่การตัดสินใจในเชิงบวกเพื่อ ผลักดันประเทศไปข้างหน้า” นายชัยธวัชกล่าว
จับตาเซ็นเอ็มโอยู 22 พ.ค.
ขณะนี้กระบวนการเจรจาร่างเอ็มโอยู เดินหน้าไปได้ด้วยดี ตอนนี้ทุกพรรค กำลังพิจารณาและนำเสนอวาระสำคัญของแต่ละพรรคเพื่อมารวมกันเป็นข้อตกลงร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล โดยในวันที่ 21 พ.ค. จะพูดคุยกับแต่ละพรรค อีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันใน วันที่ 22 พ.ค.
“วาระสำคัญในเอ็มโอยู จะตอบสนองต่อเสียงประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลงทั้งในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างเป็นธรรม และปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย มี นิติรัฐ โปร่งใส ปราศจากการทุจริต และแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าไปสู่อนาคตได้” นายชัยธวัชกล่าว
พท.ย้ำยังไม่แบ่งโควตารมต.
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพท. ให้สัมภาษณ์กรณีที่หลายฝ่าย รวมถึงนักวิชาการมองว่าคะแนนเสียงของรัฐบาล ก้าวไกลแค่ 313 เสียงก็เพียงพอแล้วสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลว่า จริงๆ แค่ 300-310 เสียงก็พอแล้ว สามารถสร้างเสถียรภาพแข็งแรงได้ ซึ่งเขากำลังคำนึงอยู่ว่าจุดสมดุลที่สุดอยู่ตรงไหน นั่นคือ รัฐบาลควรจะมีเสียงไม่เกินเท่าไร โดยสมดุลที่ 1.คือเรื่องของภาระงาน ความเข้มแข็งของรัฐบาล คำนึงถึงบทบาทของฝ่ายตรวจสอบ 2.ความเป็นไปได้ที่จะได้ 376 เสียง ซึ่งต้องเอา 2 เรื่องนี้มาชั่งกัน คาดว่าจะเป็นในทำนองนี้
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพท. ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวการพูดถึงโควตารัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ เพราะขั้นตอนการตั้งรัฐบาล ก่อนไปถึงการแบ่งโควตารัฐมนตรี ต้องรวมเสียงให้ได้ 376 เสียงก่อน ประเด็นรัฐมนตรี ค่อยคิดกันในภายหลัง เพื่อแบ่งหน้าที่กันตามความเหมาะสม
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมมีกระแสข่าวออกมาหนาหู นายประเสริฐกล่าวว่า คิดว่าเป็นการโยนหินถามทางของบางกลุ่มบุคคลเท่านั้น แต่ยืนยันว่าในฐานะเลขาธิการพท.ที่รับผิดชอบการจัดตั้งรัฐบาลในส่วนของพท.ตนยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ มองว่าคนที่ปล่อยเรื่องนี้ออกมามีนัยส่วนตัวหวังอะไรหรือไม่ ตนอยากให้การตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน ภายหลังจะเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะกลายมาเป็นเงื่อนไขในการ เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่เราพยายามทำ กันอยู่
เมื่อถามว่าในส่วนของตำแหน่งประธานรัฐสภามีการพูดคุยบ้างหรือยัง นายประเสริฐกล่าวว่า มีการพูดคุยกันบ้าง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะสุดท้ายต้องรอให้การฟอร์มรัฐบาลเสร็จสิ้นก่อน
นิ่ง!ก.ก.ขอกระทรวงเกรดเอ-ปธ.สภา
รายงานข่าวเปิดเผยถึงการประสานงานจัดตั้งรัฐบาลว่า ล่าสุดตัวแทนก.ก. เริ่มประสานเกี่ยวกับโควตารัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการมายังแกนนำพท.บางส่วน ว่าก.ก.ขอโควตารัฐมนตรีที่ยึดโยงกับนโยบายพรรค ซึ่งเป็นกระทรวงหลักแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงกลาโหม มหาดไทย คลัง ศึกษาธิการ ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แต่แกนนำพท.มองว่าตามหลักการต้องแบ่งกระทรวงตามจำนวน ส.ส. ซึ่งพท.มีส.ส.น้อยกว่าก.ก. 10 เสียง และกระทรวงหลัก กระทรวงรองควรเกลี่ยให้ใกล้เคียงกัน ทางแกนนำพท.จึงสงวนท่าทีไว้ก่อน เพราะไม่อยากให้การตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป
ก.ก.ยังแจ้งความประสงค์ว่าอยากให้ตำแหน่งประธานรัฐสภา เป็นของก.ก. เพราะต้องการคุมเกมในสภา ขณะที่พท. ไม่เห็นด้วย เพราะก.ก.ได้เป็นประมุขฝ่ายบริหารแล้ว พท.จึงควรได้ตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ทิศทางขับเคลื่อนงานในสภาต้องไปในทิศทางเดียวกันอยู่แล้ว ทางแกนนำ พท.ที่ได้รับการประสาน จะนำเรื่อง ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของกก.บห.ก่อนจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยกก.บห. มอบหมายให้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพท.ทำหน้าที่ประสานในทุก เรื่องกับก.ก.ต่อ
ส่งร่างบันทึกข้อตกลงให้แกนนำแล้ว
รายงานข่าว ระบุว่า สำหรับเอ็มโอยู เข้าร่วมรัฐบาลนั้น แกนนำพท.พิจารณาเรียบร้อยแล้ว และได้นำเสนอไปยังก.ก.ให้เป็นผู้รวบรวมประเด็นกับเอ็มโอยูของพรรคอื่นๆ แล้ว เนื้อหาที่พท.ปรับปรุงนั้น ยืนยันสนับสนุน นายพิธา เป็นนายกฯ และให้ก.ก.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเนื้อหาอื่น พท.เขียนในภาพกว้าง ไม่ลงลึกในรายละเอียด เช่น ร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยยึดหลักเพิ่มรายได้ประชาชน การแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกร แก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากประชาชน
ส่วนรายละเอียดอื่นที่อยู่ในร่างของก.ก. เช่น เรื่องความเสมอภาคของสิทธิ มนุษยชน ประเด็นสมรสเท่าเทียมนั้น พท.มองว่าสอดคล้องกับนโยบายของพรรค แต่ไม่ควรอยู่ในเอ็มโอยู รอไว้ใส่ ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาจะดีกว่า ซึ่งบทสรุปของเอ็มโอยูที่จะเซ็นร่วมกันนั้น ทั้ง 8 พรรคจะหารืออีกครั้งเช้า วันที่ 22 พ.ค.ก่อนแถลงข่าวร่วมกันใน ช่วงบ่าย
‘วันนอร์’ลั่นไม่เอา 2 เรื่อง
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าปช.ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาลว่า ในเอ็มโอยูมีการพูดถึงหลักการ กว้างๆ ในหลายๆ เรื่อง แต่สิ่งที่ปช.ต้องการให้ปรับมีสองประเด็นหลัก คือเรื่องสุราเสรีที่กระทบกับหลักศาสนา อยากให้มีการปรับถ้อยคำลงไม่ให้กระทบกับศาสนาใด อีกประเด็นคือเรื่องให้ความเคารพใน ความหลากหลายทางเพศ ซึ่งสื่อโยงไปถึงนโยบายสมรสเท่าเทียม ประเด็นนี้ ปช. ไม่สามารถยอมรับให้มีในเอ็มโอยูได้โดยไม่มีข้อยกเว้น เราขัดข้องเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น และได้เสนอให้คณะทำงานร่างเอ็มโอยูดูว่าเรื่องนี้จะทำอย่างไรได้บ้าง ซึ่งปช.เสนอไปว่าอย่างน้อยที่สุดในเอ็มโอยูหรือกฎหมายที่จะเดินหน้าต่อจากนี้ ต้องบอกว่าเรื่องดังกล่าวจะต้องไม่มีผลบังคับไปถึงผู้นับถือศาสนาอิสลาม เพราะเป็นเรื่องที่ขัดกับหลักศาสนา รวมถึงศาสนาอื่นๆ ที่เรื่องนี้ ขัดหลักศาสนาเขาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าการเดินหน้า จัดตั้งรัฐบาลจะสำเร็จลุล่วงได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ส่วนประเด็นส.ว.มีเสียงว่ายอมยกมือให้พรรคเสียงข้างมากมากขึ้น เมื่อตั้งรัฐบาลแล้วจะมีกลไกคอยตรวจสอบการทำหน้าที่ต่อ ส่วนเรื่องตำแหน่งต่างๆ นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้คุยกัน เพราะถ้าแย่งกันมากๆ ประชาชนจะยี้ รัฐบาลที่ถือเป็นรัฐบาลคนรุ่นใหม่จะเสียภาพไปด้วย
สร.ชี้ลงลึกไป-ผูกมัดพรรคร่วม
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าสร. กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณา เอ็มโอยูของก.ก.เพื่อตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้กำลังดูอยู่เนื้อหาเอ็มโอยูมีประมาณ 1 หน้ากระดาษกว่าๆ และกำลังดำเนินการแก้ไขส่งกลับไป เนื่องจากมองว่าเนื้อหาใน เอ็มโอยูลงรายละเอียดมากเกินไป เช่น ปฏิรูปทหาร ประเด็นสมรสเท่าเทียม ประเด็นสุราก้าวหน้า แต่ไม่มีประเด็นมาตรา 112
มองว่าเอ็มโอยูข้อตกลงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลนี้ ต้องไม่ลงลึกในรายละเอียด แต่ควรทำให้เป็นภาพกว้างๆ เพราะเหมือนว่าก.ก.กำลังจะผูกมัดพรรคร่วม เพื่อให้เห็นด้วยกับประเด็นของก.ก. ซึ่งบางเรื่องตนเห็นด้วย แต่มองว่าไม่ควรผูกมัดกันไว้
หากจะแก้ไขหรือทำเรื่องอะไร ก็ไปดำเนินการในขั้นตอนรัฐสภา โดยเอ็มโอยูควรทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการ ประชาชน 70 ล้านคน มีอุดมการณ์ร่วมกันและเข้าใจตรงกันก่อน ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่สร.จะส่งข้อเสนอแนะนี้กลับไปให้ก.ก. เพื่อพูดคุยกันอีกที เชื่อมั่นว่าจะทันแถลงร่วมวันที่ 22 พ.ค.
ส.ว.เผยชู‘พิธา’พรึ่บ-ถ้าไม่ยุ่ง 112
นายทรงเดช เสมอคำ ส.ว. ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวขั้วการเมืองที่กำลังฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลเดินสายล็อบบี้ส.ว.กลุ่มอิสระ 50 คน ที่มาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้เลือกนายพิธาเป็นนายกฯ ว่า ตนเป็นหนึ่งในส.ว.กลุ่มสายอาชีพ ยอมรับว่ามีฝ่ายการเมืองติดต่อมาพูดคุยทำความเข้าใจ แต่ไม่ใช่เชิงล็อบบี้ขอคะแนนให้นายพิธา ส่วนตัวพร้อมโหวตสนับสนุนให้พรรคเสียงข้างมากได้เป็น นายกฯ แต่ไม่ทราบว่าส.ว.สายอาชีพ คนอื่นๆ จะคิดเหมือนกันหรือไม่
“ขณะนี้ส.ว.ทุกคน ทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการแตะต้องมาตรา 112 ไม่ว่าจะยกเลิกหรือแก้ไข ห้ามทำเด็ดขาด กฎหมายเดิมดีอยู่แล้ว ถ้าก.ก.ประกาศชัดเจนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมาตรา 112 เชื่อว่า เสียงส.ว.พร้อมยกมือให้นายพิธาเต็มสภา ดังนั้นจึงต้องรอดูเอ็มโอยูฝ่ายก.ก.ในวันที่ 22 พ.ค. ว่าจะมีความชัดเจนเรื่องมาตรา 112 อย่างไร” นายทรงเดชกล่าว
แนะใช้ไมตรีแลกคะแนนเสียง
ส่วนที่ส.ว.สาย 2 ลุง ประเมินว่า จะมีส.ว.ลงมติเห็นชอบนายพิธาเป็น นายกฯประมาณ 20 เสียงนั้น นายทรงเดชกล่าวว่า ส่วนตัวยังเชื่อว่ามีเกิน 20 เสียง แต่จะไปถึง 60 กว่าเสียงตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ในการโหวตนายกฯหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการประสานงาน ซึ่งต้องมาคุยแบบมิตรไมตรี เหมือนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บอกปรารถนาสารพัดในปฐพี เอาไมตรีแลกได้ดั่งใจจง ไม่ใช่ มาด่าตลอด ใครจะเลือกให้ ซึ่งยังมีเวลาอีกยาวไกลกว่าจะโหวตเลือกนายกฯ ยังมีเวลาทำความเข้าใจกันได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวแกนนำ ส.ว.สาย 2 ลุง จะให้ส.ว.โหวตงดออกเสียงนายพิธาเป็นนายกฯ นายทรงเดชกล่าวว่า ได้ยินมาเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าส.ว.จะทำตามหรือไม่ ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากก.ก.แสดงความชัดเจนไม่แตะต้องมาตรา 112 อาจมีเสียงส.ว.เห็นชอบเกิน 60 กว่าเสียง แต่ถ้าไม่มีความชัดเจนก็ไม่มีทางได้เสียงถึงแน่นอน
“ฝากบอกก.ก. ต้องพูดให้ชัดเจน ยกเลิกความคิดแก้ไขมาตรา 112 อย่าอ้ำๆ อึ้งๆ ตอบไม่ชัดเจน จะแก้ไขโดยการลดโทษมาตรา 112 ก็ไม่ได้ ห้ามแตะ ต้องมาตรา 112 แม้แต่นิดเดียว ถ้าทำได้ ส.ว.พร้อมให้ความเห็นชอบนายพิธา แต่ถ้าไม่ยกเลิกเรื่องนี้ก็เป็นสายล่อฟ้า” นายทรงเดชกล่าว
‘เสรี’ระบุเงื่อนไขต้องชัดเจน
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงจุดยืนในการโหวตเลือกนายกฯ ว่าไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน จุดยืนของตนชัดเจน วันนี้ไม่ใช่มาทําเอ็มโอยูหลอก ชาวบ้านอย่างเดียว แต่คุณต้องชัดเจนว่าจะไม่ไปแตะ แก้ไข ยกเลิก หรือยุ่งเกี่ยวกับมาตรา 112 ไม่ว่าจะตอนทําเอ็มโอยู หรือการเสนอในสภา หากไม่ชัดเจน แสดงว่าคุณตั้งใจจะทํากันอยู่ เมื่อคุณตั้งใจจะทำกันอยู่ เราก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้คุณเป็น นายกฯ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในมุมมอง ส.ว. คุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นนายกฯ ควรเป็นอย่างไร นายเสรีกล่าวว่า แต่ละพรรคมีบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ เสนอ เข้ามาตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ มีเงื่อนไขเดียวคือ จะต้องไม่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ไม่ว่าพรรคไหนก็ตาม
เมื่อถามถึงกรณีที่นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมี ส.ว.อย่างน้อย 75 คน โหวตให้พรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงข้างมากได้ เป็นความจริงหรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า ไม่เห็นมี ส.ว.ไม่ได้มีการคุยกัน
นายนิอาแซ อุเซ็ง ส.ว.กล่าวว่า ยัง ไม่ได้ตัดสินใจเรื่องการโหวตเลือกนายกฯ ขอดูนโยบายฝ่ายที่จะมาเป็นรัฐบาลใหม่ก่อนว่ามีรายละเอียดอย่างไร ตนเป็นมุสลิมคงต้องพิจารณานโยบายที่เกี่ยวกับอบายมุข ถ้าปล่อยให้เกิดเสรี เยอะๆคงโหวตให้ ไม่ได้ ส่วนเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 นั้น เชื่อว่าก.ก.คงไม่กล้าเสนอเป็นนโยบายรัฐบาลแน่นอน ถ้าเสนอเข้ามาคงลุกฮือทั้งประเทศ
นายปัญญา งานเลิศ ส.ว. กล่าวว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจเช่นกัน อยากเห็นเอ็มโอยู ที่จะประกาศเป็นนโยบายในวันที่ 22 พ.ค.ของฝ่ายที่จะมาบริหารประเทศก่อน
นายกทนายชี้ได้เสียงวุฒิดีกว่าส.ส.
นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ว่า ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าต้องการให้พรรคการเมืองจากฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยได้เข้ามาบริหารประเทศเเทนฝ่ายอนุรักษนิยมที่ยึดอำนาจและบริหารประเทศมากว่า 8 ปี นั่นคือเจตจำนงทางการเมืองที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่ทุกฝ่ายต้องให้ความเคารพ
ก.ก.ซึ่งได้รับเสียงเป็นอันดับหนึ่ง จึงมีความชอบธรรมที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เริ่มจากการเสนอชื่อนายพิธา เป็นนายกฯ ซึ่งจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 376 เสียง จึงจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เพราะหากต้องรวบรวมเสียงจาก ส.ส. ให้ถึง 376 เสียง จะทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอจนตรวจสอบรัฐบาลไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีและประชาชนจะเสียประโยชน์
ก.ก. จึงมีหน้าที่สำคัญ คือ การผลักดันให้นายพิธา เป็นนายกฯ ซึ่งจะต้องกระทำด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ประกอบกับยอมรับฟังความคิดเห็นในมุมสะท้อนต่างๆ จาก ทุกฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายที่มีความเห็นต่าง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการสร้างความ ขัดแย้งเพิ่ม โดยจะต้องทำให้ ส.ว.อีกฝ่ายเกิดความเชื่อมั่นว่า นายพิธามีความสามารถที่จะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า และจะนำพาประเทศออกจากหล่มความขัดแย้งทางการเมืองที่เผด็จการสร้างทิ้งไว้โดยจะไม่เป็นผู้สร้างความ ขัดแย้งเสียเอง
ขณะเดียวกัน ส.ว. ซึ่งมีเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญในการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ จะต้องตระหนักว่าความชอบด้วยกฎหมาย เพียงอย่างเดียวแต่หากปราศจากความชอบธรรม จะไม่สามารถนำมาซึ่งการยอมรับ แต่กลับจะทำให้เกิดความ ขัดแย้งขยายเพิ่มมากขึ้น
อีสานโพลกังวลยุบพรรค
อีสานโพล ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “รัฐบาลในฝันของคนอีสานหลังการเลือกตั้ง” หลังจากก.ก.เป็นแกนนำรัฐบาล สำรวจระหว่างวันที่ 16-18 พ.ค. จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,064 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด พบว่า ร้อยละ 73.9 ระบุ รู้สึกมีความหวัง ร้อยละ 21.5 เฉยๆ และร้อยละ 4.6 หดหู่
สอบถามว่า พรรคใดเหมาะสมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลบ้าง (จากตัวเลือก 12 พรรค) พบว่า พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 93.0 เห็นว่าเหมาะสม, พรรคก้าวไกล ร้อยละ 90.8, พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 87.7, พรรคเสรีรวมไทย ร้อยละ 87.5, พรรคประชาชาติ ร้อยละ 78.4, พรรคเป็นธรรม ร้อยละ 78.2, พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 14.7, พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 11.7, พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 10.2, พรรครวมไทยสร้างชาติ ร้อยละ 9.9 และพรรคชาติพัฒนากล้า ร้อยละ 9.4
ถามว่า ท่านคิดว่าจะมี ส.ว. ประมาณ 70 เสียง ช่วยโหวตให้พรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยสามารถร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.0 คาดว่า จะมีเสียงส.ว. โหวตให้ไม่เพียงพอ และร้อยละ 38.0 คาดว่า จะมีเสียง ส.ว. โหวตให้เพียงพอ
ถามว่า มีโอกาสที่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคก้าวไกลจะถูกยุบพรรค หรือ นายพิธา จะขาดคุณสมบัติ ก่อนที่จะมีการเลือกนายกฯ หรือไม่ ร้อยละ 45.0 คิดว่า มีโอกาส 50/50, ร้อยละ 44.9 คิดว่า มีโอกาสน้อยมาก และร้อยละ 10.1 คิดว่า มีโอกาสสูง
เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับการ มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ร้อยละ 44.1 เห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 2 ปี, ร้อยละ 43.8 เห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 4 ปี และร้อยละ 12.1 เห็นว่า ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำใน 4 ปีนี้ เมื่อสอบถามว่า พบเจอการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส. รอบนี้ หรือไม่ ร้อยละ 41.4 ไม่พบเจอแต่คนในชุมชนเล่าให้ฟังว่าได้เงิน, ร้อยละ 32.3 พบเจอด้วยตัวเอง และ ร้อยละ 26.3 ไม่พบเจอ และไม่ทราบว่ามีการซื้อเสียงในชุมชน
‘ชัยเกษม’ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์ลต.
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ตามที่มีการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค. ขณะนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้เผยแพร่ ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ประกอบด้วย 1.รายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง (ส.ส. 5/18 และ ส.ส. 5/18 (บช) 2.รายงาน ผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งในเขต เลือกตั้ง (ส.ส. 5/16 และ ส.ส. 5/16 (บช)) 3.รายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งและนอกราชอาณาจักร (ส.ส. 5/17 และ ส.ส. 5/17 (บช)) ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานกก. www.ect.go.th เว็บไซต์สำนักงานกก.ประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนาย ชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ของพท. ซึ่งเป็นผู้มีชื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งในเขต เลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 52 บริเวณลานจอดรถหน้าพาราไดซ์ หรือปากซอยรัตนาธิเบศร์ 22 ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี แต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เนื่องจากป่วยหนัก
ตามกฎหมาย กกต.เปิดให้ชี้แจงถึงเหตุผลที่ประชาชนหรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์กับนายทะเบียนในท้องที่ก่อนการเลือกตั้ง 7 วัน และหลังวันเลือกตั้งอีก 7 วัน รวมถึงการชี้แจงผ่านระบบออนไลน์ได้ หลังจากพ้นกำหนดให้ชี้แจงแล้ว ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วยจะนำรายชื่อของผู้ที่ไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งส่งรายงานให้กับกกต.เขต เพื่อสรุปยอดของผู้ไม่มาใช้สิทธิ์ ส่งมาให้กกต.จังหวัด แล้วกกต.จังหวัดจะเป็นผู้พิจารณาคำชี้แจงและเหตุผลในการไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งของแต่ละบุคคลต่อไปว่ามีเหตุจำเป็นมากน้อยขนาดไหนในการไม่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

บัตรเขย่ง – ชาวสัตหีบฮือคัดค้านกกต.ย้ายหีบบัตรไปเก็บรักษาที่กกต.จังหวัด หลังเชื่อว่ามีบัตรเขย่งจำนวนมาก เรียกร้องกกต.กลางเข้ามาตรวจสอบให้กระจ่างชัด ที่หน่วยนับคะแนนรวม เขต 10 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 พ.ค.
ฮือขวางย้ายหีบลต.เขต 10 ชลบุรี
จากกรณี หน่วยนับคะแนน รวม ส.ส.ชลบุรี เขต 10 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีบัตรเขย่งหลายพันใบ ทำให้เกิดการกังขาของประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม ขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดชลบุรี เขต 10 ออกมาชี้แจง แต่ไม่สามารถชี้แจงได้
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. กกต.ชลบุรี กำหนดให้มีการขนย้ายหีบบัตรไปเก็บรักษาไว้ที่กกต.ชลบุรี ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.เขต 10 พรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย และก้าวไกลพร้อมชาวบ้านนับร้อยคน มาประท้วงไม่ให้เคลื่อนย้ายหีบบัตรคะแนนดังกล่าว พร้อมตะโกนให้ นายเพ่ง บัวหอม ประธาน กกต.เขต 10 ออกมาชี้แจง แต่มีเพียง พล.อ.จำนงค์ จันพร เลขาฯ กกต.ชลบุรี มารับเรื่องและให้การขนหีบบัตรไปเก็บไว้ที่ จ.ชลบุรี เป็นไปตามระเบียบที่ กกต.กำหนด ภายใน 7 วัน ซึ่งครบกำหนดวันที่ 20 พ.ค. แต่ประชาชนคัดค้านไม่ให้เคลื่อนย้าย และขอให้มีการนับคะแนนใหม่ ที่กกต.เขต 10 ชลบุรี อ.สัตหีบ
เวลา 13.00 น. น.ส.วิชชุดา เมฆานุวงศ์ ผอ.กกตชลบุรี และคณะ เชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม และมีมติ 1.ให้เก็บรักษาหีบบัตรและบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เขต 10 ชลบุรี ที่ลงคะแนนแล้วไว้ ณ ห้องประชุมเล็กข้างศาลาประชาคม ที่ว่าการอำเภอสัตหีบ 2.ให้เก็บวัสดอุปกรณ์ ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ และเอกสารอื่นๆ ของเขตเลือกตั้งที่ 10 ไว้ที่สำนักงานน กกต.ชลบุรี
3.แบบ ส.ส.1/3 (บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งชุดหมายเหตุการลงคะแนน) ให้คืนสำนักทะเบียนอำเภอสัตหีบ โดยให้พนักงานสอบสวน สภ.สัตหีบ ลงบันทึกประจำวันและให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ทำให้เป็นที่พอใจของประชาชน จึงได้แยกย้าย กันกลับ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้นต้องรอคำสั่งจากกกต.กลางต่อไป