ลดความเสี่ยง-ตั้งรัฐบาล ขนสส.จับเข่าถก‘ชัชชาติ’ 8พรรคเพิ่ม5คณะทำงาน ตู่ขำข่าว-คัมแบ๊กนายกฯ ครม.ไฟเขียวพรฎ.เปิดสภา
‘พิธา’แจงโอนหุ้นแล้ว เพื่อสกัดแผนคืนชีพไอทีวีเล่นงานและป้องกันความเสี่ยงการจัดตั้งรัฐบาล นำถก 8 พรรคร่วมกรรมการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนัดแรก มีมติตั้งเพิ่มคณะทำงาน 5 ชุด ก่อนนำว่าที่ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล หารือ ‘ชัชชาติ’ ชี้ข้อพิรุธแบบส่งงบการเงินปรับแก้ประเภทธุรกิจเป็นสื่อโทรทัศน์- สื่อโฆษณาในภายหลัง กกต.ตีกลับคำร้องเสนอสอบ‘ทิม’ ประเด็น ‘รู้อยู่แล้วไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัคร’ เหตุสำนักงานกกต.ส่งรายละเอียดไม่ครบถ้วน ‘ตู่’ยักคิ้ว หลุดขำหลังถูกถามคัมแบ๊กนั่งนายกฯ ชี้ไร้สาระ ปัดไม่ยุ่งดีลพลิกขั้วตั้งรัฐบาล ‘อนุทิน’ยันบินต่างประเทศ ไม่มีดีลลับ ครม.ผ่านพ.ร.ฎ.ประชุมรัฐสภา เตรียมพร้อมกกต.รับรองส.ส.ครบ 95%
ถกกก.เปลี่ยนผ่านนัดแรก
เวลา 10.30 น. วันที่ 6 มิ.ย. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนัดแรก วางกรอบ วิธีการ และเป้าหมายทำงานให้กับคณะทำงาน 7 คณะ ซึ่งอาจมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเป็นแนวทางให้ 7 คณะในการขับเคลื่อน และผลักดันการทำงานตามเอ็มโอยูทั้ง 23 ข้อ
โดยน่าสังเกตว่านายพิธาพยายามหลีกเลี่ยงสื่อมวลชนตั้งแต่เมื่อ 5 มิ.ย.หลังมีกระแสข่าวโอนหุ้นไอทีวีไปแล้วตั้งแต่ปลายพ.ค.ที่ผ่านมา และการเดินทางเข้าร่วมประชุมวันนี้ นายพิธาไม่ได้เข้าด้านหน้าพรรคซึ่งมีสื่อมวลชนปักหลัก รออยู่ แต่เข้าด้านหลังและขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องประชุมทันที
สำหรับการประชุมวันนี้ มีคณะกรรมการที่ประกอบด้วย 1.นายพิธา 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) 3.นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล ตัวแทนจากพรรค เพื่อไทย 4.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ตัวแทน จากพรรคประชาชาติ (ปช.) 5.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตัวแทนจากพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) 6.นายวิรัตน์ วรศสิริน ตัวแทนจากพรรค เสรีรวมไทย (สร.) 7.นายกัณวีร์ สืบแสง ตัวแทนจากพรรคเป็นธรรม (ปธ.) 8.นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทรวมพลัง 9.นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ตัวแทนจากพรรคพลังสังคมใหม่ ส่วน 7 มิ.ย.จะมีการประชุมคณะทำงานชุดใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะมีหัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคร่วมประชุมที่พรรคเพื่อไทยเช่นเดียวกัน

เปลี่ยนผ่าน – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมด้วยตัวแทน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล แถลงภายหลังประชุมคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านนัดแรก โดยตั้งคณะทำงานเพิ่มอีก 5 คณะ ที่พรรค เพื่อไทย วันที่ 6 มิ.ย.
ตั้งอีกคณะทำงาน 5 ชุด
เวลา 12.20 น. นายพิธา พร้อมตัวแทน 8 พรรค แถลงหลังประชุมว่า เป็นวาระการประชุมตามงานทั้ง 7 คณะทำงาน มีวาระเกี่ยวกับพลังงานและน้ำมันดีเซลมาอธิบายให้ฟังถึงข้อดีข้อเสีย และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรวมทั้งผลกระทบกับประชาชน เมื่อรัฐบาลปัจจุบันไม่ต่อสัญญาในการลดภาษีสรรพสามิต วาระที่ 2 คือการกำหนดบทบาทและผลที่ต้องการเห็นจากคณะทำงานทั้ง 7 คณะ
วาระที่ 3 คือการกำหนดคณะทำงานเพิ่ม 5 คณะ คือ 1.คณะทำงานเศรษฐกิจและดิจิทัล 2.คณะทำงานต่อต้านคอร์รัปชั่น ต่อต้านส่วย 3.คณะทำงานสาธารณสุข เน้นการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลที่เกิดประเด็นขณะนี้ 4.คณะทำงานเพื่อความ เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำทุกมิติ และ 5.คณะทำงานปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ
วันที่ 7 มิ.ย. พรรคร่วมทั้ง 8 พรรค จะประชุมหัวหน้าพรรคและเอาข้อสรุปวันนี้ไปประชุม ส่วนคณะกรรมการจะประชุมอีกครั้ง 20 มิ.ย.ที่พรรคก้าวไกล และจะมีคณะทำงานสัญจรลงพื้นที่ในต่างจังหวัดมากขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ เช่น สุราก้าวหน้า จ.อุบลฯ และฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่จ.เชียงใหม่
แก้รธน.-พลังงานเรื่องด่วน
ด้านนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคมีข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการเปลี่ยนผ่าน 5 ข้อ เป็นกรอบ การทำงานของแต่ละคณะ ข้อแรกเรื่องความมั่นคงทางการคลัง ทุกนโยบายต้องคิดคำนวณความคุ้มค่า ต้องมีระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น รัฐบาลมีรายได้ มากขึ้น แต่ไม่ใช่การเก็บภาษีเพิ่ม การออกแบบ นโยบายต้องคิดคำนวณการเจริญทางเศรษฐกิจควบคู่ความเท่าเทียมการกระจายรายได้ แต่ละคณะต้องวางแผนทำงานระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวด้านต่างๆ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวว่า เราต้องวางโรดแม็ป สร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน และปัญหาที่เป็นรากเหง้าคือที่ดินทำกิน ต้องกระจายการถือครองที่เป็นธรรม เราจะไม่แก้เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น การทวงคืนผืนป่า คณะทำงานจึงเสนอทั้งคนของพรรคและผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการ
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรค ไทยสร้างไทย กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 8 พรรคเห็นตรงกันว่าเป็นวาระเร่งด่วน ที่ควรทำให้เร็วที่สุดหลังการเปลี่ยนผ่าน รวมถึง เรื่องพลังงานทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้า ทั้ง 8 พรรค จะพิจารณาอย่างรอบคอบ ให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด ให้ประชาชนได้รับราคาที่เป็นธรรม
พิธาแจงโอนหุ้นปลายพค.
ผู้สื่อข่าวถามถึงโพสต์ชี้แจงโอนหุ้นไอทีวี นายพิธากล่าวว่า ไม่ใช่การขาย แต่โอนให้ทายาท ไปเมื่อปลาย พ.ค.ที่ผ่านมา ในอดีตตนมั่นใจในข้อกฎหมายและหลักฐาน แต่ในอนาคต มีความเป็นไปได้ที่จะมีความพยายามฟื้นคืนชีพ ไอทีวี ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางธุรกิจหรือการเมือง จึงโอนหุ้นให้ทายาท รวมถึงการโอนหุ้นดังกล่าว เพื่อให้การตั้งรัฐบาลดำเนินการได้สำเร็จ
ในอดีตเรื่องที่ต้องชี้แจงทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องหุ้นไอทีวีเป็นไปตามที่โพสต์ แต่จุดตัด อยู่ที่อนาคตมีโอกาสที่ไอทีวีจะฟื้นฟูกลับมาทำ ธุรกิจต่อ หลายคนออกมาบอกว่ามีความพยายาม สกัดกั้นตนออกจากการเมือง ได้ยินอย่างนี้ แน่นอนว่าต้องกังวลเพราะอดีตกับอนาคต ไม่เหมือนกัน อย่างที่บอกว่าอดีตก็คืออดีต แต่ในอนาคตมีความไม่แน่นอนอยู่ ดังนั้น ต้องมีความแน่นอนเพื่อให้ตั้งรัฐบาลให้ได้
ป้องกันความเสี่ยงจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อถามว่าจะกระทบคุณสมบัติการเป็น ส.ส.หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ต้องดูในรายละเอียด แต่รอกกต.ประสานมาตนจะได้ชี้แจง เพราะไม่แน่ใจว่าสงสัยประเด็นใด เมื่อถามว่ากกต.จะส่งหนังสือมาภายในสัปดาห์นี้พร้อมชี้แจงหรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ใช่ เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าการโอนหุ้นปัดเรื่องให้พ้นตัว นายพิธากล่าวว่า โอนเพื่อป้องกันอนาคต ในการฟื้นคืนชีพไอทีวี ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางธุรกิจ หรือเป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองในการสกัดกั้นตน ต้องป้องกันความเสี่ยงตรงนี้ เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ระบุไม่ห่วงเรื่อง การเช็กบิลหลังออกจากอำนาจ นายพิธากล่าวว่า สามารถอนุมานได้ว่าพล.อ.ประยุทธ์คงยินดีเข้าสู่การตรวจสอบ การดำเนินการตลอด 8 ปี เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องการ เช็กบิลแต่ต้องการให้เกิดวัฒนธรรมรับผิด รับชอบในเรื่องต่างๆ ทั้งในเรื่องการรัฐประหาร การใช้อำนาจตามมาตรา 44 พ.ร.บ.เหมือง เรื่องการทวงคืนผืนป่า การละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐบาลจะดำเนินการตามระบบ ไม่ใช่การ แก้แค้น
โพสต์แจงไอทีวีเลิกกิจการปี 50
วันเดียวกัน นายพิธาได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุ “ผมพร้อมสู้กับความพยายามคืนชีพ ITV เพื่อสกัดกั้นพวกเรา” และว่า 7 มี.ค.2550 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) แจ้งเลิกสัญญาไอทีวี เป็นผลให้ไม่สามารถ ใช้คลื่นความถี่ได้นับแต่นั้นจนปัจจุบัน และกลายเป็นข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างไอทีวีกับ สปน.
ขณะที่มูลค่าหุ้นไอทีวีต่ำลงจนแทบไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต่อมา 16 มี.ค.2550 ศาลแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของพ่อ และได้รับ มอบหมายจากทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของพ่อรับโอนหลักทรัพย์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหุ้นไอทีวี โดยที่หุ้นไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต่อมาปี 2557 ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิกถอนหุ้นสามัญของไอทีวี ออกจากตลาด และเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.อย่างเปิดเผย
ชี้ข้อพิรุธฟื้นชีพไอทีวี
ในทางข้อเท็จจริงไอทีวีไม่ได้เผยแพร่ ออกอากาศตั้งแต่ผลของการบอกเลิกสัญญา 7 มี.ค.2550 มีผลใช้บังคับแล้ว แต่กลับมีความพยายามฟื้นคืนชีพให้ไอทีวีกลายเป็นสื่อมวลชน เพื่อนำมาใช้เล่นงานตน
พร้อมชี้ข้อพิรุธในแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ของไอทีวี ปีบัญชี 2561-2562 ระบุประเภทธุรกิจ “กิจกรรมของบริษัทโฮลดิ้ง ที่ไม่ได้ลงทุนในธุรกิจการเงินเป็นหลัก” ปีบัญชี 2563-2564 ระบุประเภทธุรกิจว่า “สื่อโทรทัศน์” ปีบัญชี 2565 ระบุประเภทธุรกิจ ว่า “สื่อโทรทัศน์” ซึ่งในหมายเหตุงบการเงินไม่ปรากฏรายได้จากกิจการสื่อโทรทัศน์และสื่อโฆษณาตามที่ระบุประเภทธุรกิจแต่อย่างใด โดยที่งบการเงินปีบัญชี 2565 มีการนำส่งต่อ DBD ในวันที่ 10 พ.ค.2566 ก่อนเลือกตั้ง 4 วัน และรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อ 26 เม.ย.2566 มีการตั้งคำถามของผู้ถือหุ้นบางรายว่าไอทีวีดำเนินการเกี่ยวกับสื่อหรือไม่ เป็นการตั้งคำถาม มีความมุ่งหมายทางการเมืองหรือไม่
ก่อนโอนหุ้น-ไอทีวีไม่ใช่สื่อ
“ผมมีความมั่นใจว่าก่อนที่ผมจะดำเนินการโอนหุ้น ITV นั้น บริษัท ITV ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนใดๆ ผมมั่นใจข้อเท็จจริง ในอดีต แต่ข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ผมไม่อาจคาดหมายได้ว่าบริษัท ITV จะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพเป็นสื่อมวลชนอีกครั้งหรือไม่ การโอนหุ้นให้แก่ทายาทอื่นจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็น การโอนหุ้นเพราะหลีกหนีความผิดแต่อย่างใด
กระบวนการถัดจากนี้ผมขอยืนยันทุกท่านว่าผมมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการชี้แจง ต่อ กกต. ไม่มีความเป็นห่วงหรือกังวลใดๆ ต่อกรณีนี้ และจะไม่เสียสมาธิในการทำงานเด็ดขาด หลังจากนี้ผมจะเดินหน้าทำงานเตรียมการ เปลี่ยนผ่านอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกลที่มีพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีให้สำเร็จจงได้ในที่สุด” นายพิธากล่าว (อ่านรายละเอียดหน้า 7)
นักร้องยื่นร้องพิธารอบ 7
เวลา 09.55 น. ที่สำนักงาน กกต. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่น ข้อมูลเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 7 กรณีการถือหุ้นไอทีวี ของนายพิธา โดยเป็นการนำข้อมูลการฟ้องร้อง ระหว่างไอทีวี กับ สปน. ประเด็น สปน.ยกเลิก สัมปทาน รวมถึงให้ตรวจสอบการโอนหุ้นของ นายพิธา โดยมองว่ารายชื่อผู้ถือหุ้นปรากฏ 16 เม.ย.2566 แต่วันสมัคร ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อคือ 3-7 เม.ย. ถือหุ้นเกินกว่าวัน รับสมัคร การโอนหุ้นภายหลังถ้าศาลตัดสินว่าถือหุ้นสื่อ จะหมดสิทธิเป็น ส.ส. และแคนดิเดต นายกฯ ด้วย
ระหว่างนั้นนายเรืองไกรให้สัมภาษณ์ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้ยืนรับฟังด้วย ทำให้นายเรืองไกรให้สัมภาษณ์ ด้วยสีหน้ากังวลและจบการสัมภาษณ์อย่างรวดเร็ว ขณะที่ทนายอั๋นพยายามเข้าประชิดตัว พร้อมตะโกนถามว่า “ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาไหม พี่เป็นคนบุรีรัมย์หรือเปล่า” แต่นายเรืองไกรรีบเดินไปยื่นหนังสือต่อ กกต.
ทนายอั๋น-ลุงศักดิ์ยื่นค้านคำร้อง
จากนั้น นายภัทรพงศ์ และนายวีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล หรือลุงศักดิ์ เขายื่นหนังสือต่อ กกต.คัดค้านคำร้องนายเรืองไกร รวมถึงบุคคลอื่นที่ยื่นร้องให้ตรวจสอบประเด็นหุ้นไอทีวี โดยเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ซับซ้อนเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (3) และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (3) เท่านั้น จะขายหรือไม่ขายหุ้น ไม่มีปัญหา เจตนากฎหมายห้ามเพราะไม่ต้องการให้ผู้สมัครนำสื่อที่ตนเองเป็นเจ้าของมาใช้โฆษณาหาเสียง สร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบ และเพิ่งจะมีคำพิพากษาศาลฎีกากรณีของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เสี่ยงจะผิดมากกว่านายพิธาอีก เพราะกิจการสื่อที่นายชาญชัยถือหุ้นอยู่ยังประกอบกิจการอยู่แต่ไอทีวี ยุติการออกอากาศมาตั้งแต่ปี 51 สัดส่วนหุ้นที่นายพิธาถือก็เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นทั้งหมด ไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ ที่นายเรืองไกรหรือใครที่มาร้อง ส่วนใหญ่ก็หน้า เดิมๆ สังคมก็ตีตราอยู่แล้วว่าเป็นพวกร้อง ไร้สาระ
ต่อมา นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำ กลุ่มพิราบขาว 2006 ยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อ กกต.ให้เชิญนายนิกม์ แสงศิรินาวิน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 17 คลองสามวา กทม. อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ที่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องหุ้นไอทีวีมาเป็น
กกต.ถกคำร้องปมปมหุ้นสื่อ
วันเดียวกัน ที่ประชุมกกต.ได้พิจารณากรณีสำนักงานกกต.รายงานผลการดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องขอให้ตรวจสอบว่านายพิธา มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัคร ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) และมาตรา 42(3) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. เนื่องจากถือหุ้นไอทีวี หรือไม่ โดยสำนักงานเสนอว่า เรื่อง ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติส.ส. เนื่องจากนายเรืองไกร ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 10 พ.ค.2566 ซึ่งพ้นระยะเวลาการตรวจสอบคุณสมบัติ ผู้สมัครส.ส. ตามมาตรา 51 ประกอบมาตรา 60 พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ที่กำหนดว่าต้องยื่นภายใน 7 วันนับแต่กกต.ประกาศรายชื่อเป็นผู้สมัคร
สนง.ส่งข้อมูลยังไม่ครบ
จึงต้องเสนอกกต.ให้มีคำสั่งเป็นความปรากฏ ต่อกกต.ว่านายพิธามีลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครรับเลือกตั้ง และการยินยอมให้พรรคส่งชื่อตนเองเป็นผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ลำดับที่ 1 รวมถึงยอมให้เสนอชื่อเป็นแคนดิเนตนายกฯ เข้าข่ายรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังคงลงสมัคร ตามมาตรา 151 พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.หรือไม่ โดยให้พนักงานสืบสวนไต่สวนของสำนักงาน กกต.เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนไต่สวนต่อตามระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด 2561 ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการไต่สวน
ที่ประชุมกกต.ยังเห็นว่าที่สำนักงานเสนอมีรายละเอียดไม่ครบถ้วน เช่น คำร้องมีการร้องในประเด็นใดบ้าง หลักฐานเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร จึงให้ไปดำเนินการมาให้ครบถ้วนและเสนอที่ประชุม กกต.พิจารณาใหม่โดยเร็ว
สว.รับรัฐบาลชาติเป็นไปได้ยาก
เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา กมธ.การพัฒนา การเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.เป็นประธาน ประชุมเพื่อหารือถึงข้อเสนอทาง การเมืองต่อประเด็นการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามข้อเสนอของนายจเด็จ อินสว่าง ส.ว. รองประธานกมธ.
จากนั้นนายเสรีแถลงหลังประชุมว่า ที่ประชุม รับฟังความเห็นนายจเด็จ มองว่าเป็นการมองการณ์ไกล ไม่ใช่เจตนาร้าย แต่เป็นความหวังดี เพื่อแก้วิกฤตการเลือกนายกฯ ที่อาจมีข้อขัดแย้ง ประเด็นคุณสมบัติสมัครส.ส. การถือหุ้นสื่อ นโยบายต่างๆ รวมถึงการแก้ไขมาตรา 112

ฟ้องโมฆะ – นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล หัวหน้าพรรค เพื่อชาติไทย นายลิขสิทธิ์ ใสกระจ่าง หัวหน้าพรรคพลัง และตัวแทนพรรคแรงงานสร้างชาติ ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อสั่งให้การเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นโมฆะ และเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ เพราะเห็นว่าเลือกตั้งไม่เป็นธรรม เมื่อ 6 มิ.ย.
จี้กกต.ส่งศาลรธน.ตัดสิน‘พิธา’
ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องหุ้นไอทีวีของนายพิธา ซึ่งกมธ.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อมูลและข้อเท็จจริงเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกับที่มีผู้ไปร้องกับกกต.แล้ว กมธ.จึงจะทำหนังสือ แจ้งไปยังกกต.ให้เร่งรัดการตรวจสอบคุณสมบัติ ของนายพิธาโดยเร็ว “หากรอไปจนถึงขั้นตอนของวุฒิสภาลงมติโหวตนายกฯ ก็จะมีคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันความวุ่นวายขอให้กกต.เร่งรัดรวบรวมหลักฐานส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการต่อไปก่อนถึงกำหนดวันเลือกนายกฯ”
เมื่อถามว่าแสดงว่าที่ประชุมกมธ.เห็นว่านายพิธาขาดคุณสมบัติแล้ว นายเสรีกล่าวว่า ตามหลักฐาน ข้อกฎหมายและข้อบังคับพรรคก้าวไกลมีมูลที่เห็นได้ว่านายพิธาขาดคุณสมบัติ ตั้งแต่เป็นสมาชิกพรรค สมัครเลือกตั้ง ถ้าขาดคุณสมบัติรับเลือกตั้งก็มีผลกับการรับรอง ผู้สมัครส.ส. และถ้าโอนหุ้นช่วงนี้ก็ไม่มีผล เพราะคุณสมบัติเป็นนายกฯ ได้หรือไม่ เริ่มตั้งแต่ ตอนเสนอชื่อในบัญชีพรรคการเมืองและส่งกกต. ถือว่ามีผลในทางกฎหมายแล้วว่าไม่มีคุณสมบัติ
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ให้สัมภาษณ์กรณีนายพิธา โอนหุ้นไอทีวีให้แก่ทายาทอื่นโดยสิ้นเชิงแล้วว่า ประเด็นดังกล่าวไม่สามารถทำให้ความผิด กลายเป็นถูกได้ เพราะการถือครอง หุ้นสื่อ คุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) ของผู้สมัคร ส.ส. รวมถึงแคนดิเดต นายกฯ เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่นายพิธา ส่งใบสมัคร ต่อกกต.ช่วง 4-7 เม.ย. แล้ว
ป้อมรูดซิป-ปัดตอบการเมือง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินยิ้มแย้มออกจากห้องประชุมครม.โดยปฏิเสธตอบทุกคำถาม ทั้งกรณีถูกจับตาว่าเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะผ่าทางตันหากนายพิธาจัดตั้งรัฐบาลสะดุดจากกรณีหุ้นสื่อ, กรณี กกต.ระบุมีว่าที่ ส.ส. 20-30 ราย ถูกร้องทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จะส่งผลต่อการพลิกขั้วตั้งรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ ในช่วงนี้
ตู่ยันไม่ยุ่งดีลพลิกขั้วรัฐบาล
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงกระแสทางการเมืองหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ ว่า นายอนุทิน บอกว่าไม่มีอะไรเพียงไปดูฟุตบอลเฉยๆ พอดีมีเวลาว่างจากการประชุม WHO
เมื่อถามว่าไม่มีดีลลับกันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มีจะไปดีลลับอะไร คนเยอะขนาดนั้นในสนามฟุตบอล ไม่ลับหรอก คนเป็นหมื่นคนจะไปดีลอะไรกันตรงไหน นั่งตรงไหนยังไม่รู้เลย วันนี้ต้องระมัด ระวังหน่อยการตัดต่อภาพต่างๆ เยอะแยะ ไปหมด ทำว่ามาเจอกันแล้วสร้างประเด็นขึ้นมา ของผมเองก็มีการเอาไปดัดแปลง ดูแล้วทุเรศเกินไป วันนี้เทคโนโลยีด้านดิจิทัลมีมากมายเหลือเกิน ก็อย่าเชื่อทุกเรื่อง”
เมื่อถามว่าการพูดถึงการดีลรัฐบาลข้ามขั้ว พล.อ.ประยุทธ์ตอบทันทีว่า “ไม่ทราบ ผมไม่ทราบ ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง การเป็นรัฐบาลไม่ใช่เรื่องของผม นั่นเป็นกลไก ที่จะพูดกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายที่มีอยู่ ผมไม่เกี่ยว ผมเป็นรัฐบาลรักษาการ”
ลั่นกลับนั่งนายกฯไร้สาระ
เมื่อถามว่าในใจ พล.อ.ประยุทธ์ยังหวังจะกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่มี ในใจ นอกใจ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ทำไมต้องหาคำตอบอันนี้ให้ได้เลย” เมื่อถามว่า จะได้รู้ว่านายกฯจะตัดสินใจไปต่อหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “แล้วผมไปได้หรือไม่ ไปได้ไหมล่ะ” เมื่อถามว่านายกฯก็มีโอกาส พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ผมยังไม่เห็นโอกาสเลย สื่อเห็นยังไงล่ะจะไปได้ยังไง”
เมื่อถามว่า ตามกระบวนการถ้าพรรคอันดับที่ 1- 2 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคที่เหลืออยู่รวมกับพรรคเล็กๆ จัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเสียงดัง ว่า “ฮู้วไร้สาระ” ก่อนหันหน้าไปยิ้ม และยักคิ้ว ให้นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกฯ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ไม่กลัวถูกเช็กบิลย้อนหลัง
เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีชื่อเป็นแคนดิเดต นายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) สามารถเสนอชื่อในสภาได้ พล.อ.ประยุทธ์ที่อยู่ ระหว่างหันไปหานายธนกร ถึงกับหลุดหัวเราะ แล้วหันมาตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้นเลยนะ เธอคิดไปเอง เธอมาเป็นรัฐบาลก็แล้วกัน มาคิดแทนฉันหน่อย” เมื่อถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่เกิดขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มันเป็นได้เหรอ
เมื่อถามว่ากลัวจะถูกเช็กบิลย้อนหลังหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในลำคอว่า “ไม่กลัว”
รายงานข่าวเผยว่า ในที่ประชุม พล.อ.ประยุทธ์ ค่อนข้างอารมณ์ดี หยิบบทความชิ้นหนึ่งมาอ่าน ให้ ครม.ฟัง เกี่ยวกับการวิเคราะห์สถานการณ์การลงทุนและเศรษฐกิจไทยที่ระบุ เศรษฐกิจไทย ยังไปได้แต่ตอนนี้ชะลอตัวของนักลงทุน เนื่องจากยังไม่มั่นใจในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และช่วงหนึ่งได้บอกกับ ครม.ว่า เรื่องการเมืองไม่มีอะไรต้องพูดกันมาก ให้รัฐมนตรีแต่ละคน พูดแต่เรื่องงานในกระทรวงเพราะไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ปล่อยให้เป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ของแต่ละพรรค ให้นิ่งและรอดูความชัดเจน เบื้องต้นนี้ต้องรอดู กกต. ยังไม่รู้ว่าจะมีการให้ใบเหลือง ใบส้มหรือไม่ และต้องเลือกตั้งซ่อมกี่เขต
อนุทินย้ำบินตปท.ไม่มีดีลลับ
ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้ง 14 พ.ค. ว่าที่ผ่านมาได้คุยหรือดีลอะไรกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ บ้างหรือไม่ว่า ไม่มี ไม่รู้เรื่องเลย เมื่อถามว่ากรณีนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยได้ปรับ ความเข้าใจกันหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้ปรับเพราะไม่ได้มีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน การเมืองก็เป็นแบบนี้เราเจอกันในบรรยากาศไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ต่างคนต่างเป็นแขกเรื่องฟุตบอล
ส่งใจช่วยก้าวไกลตั้งรัฐบาล
เมื่อถามว่าในทางการเมืองจะตีบตันหรือไม่ ในการจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า ก็ให้กำลังใจ พรรคภูมิใจไทยยังทำตามที่พูดไว้เสมอ เราต้องให้พรรคมีคะแนนเสียงมากที่สุดได้จัดตั้ง รัฐบาล ซึ่งขณะนี้เขาก็กำลังจัดตั้งอยู่ เราก็ต้องช่วยกันให้กำลังใจ
เมื่อถามว่านายพิธาหากประสบปัญหา เรื่องหุ้นไอทีวี จะมีโอกาสพลิกขั้วได้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า อย่าเพิ่งไปคิดแบบนั้น วันนี้เรายังทำงานอยู่ ยังเป็นรัฐบาลที่จะต้องบริหารราชการแผ่นดิน จนกว่ารัฐบาลใหม่ จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ เมื่อถามถึงเวลาโหวตนายกฯ มีการเรียกร้องสปิริตให้ฝั่งรัฐบาลปัจจุบันโหวตให้นายพิธา นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยตอนหาเสียงมีจุดยืนชัดเจนว่าเรารับอะไรได้รับอะไรไม่ได้
ครม.ผ่านพรฎ.ประชุมรัฐสภา
นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ฎ.เรียกประชุมรัฐสภา (โดยยังไม่ได้ระบุวันที่) โดยให้สำนักเลขาธิการครม. ประสานสำนักงานกกต. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ และสำนักงาน องคมนตรี ยกร่างเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อมีสมาชิก สภาผู้แทนฯ ได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละ 95 หรือ 475 คน แล้วให้นําร่าง พ.ร.ฎ.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป
พท.ยื่นกกต.สั่งเลือกใหม่บุรีรัมย์
ที่สำนักงาน กกต. นายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 7 จ.บุรีรัมย์ เข้าร้องเรียนหลังพบว่าการเลือกตั้ง 14 พ.ค. กปน.นับคะแนนไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมทั้งจำนวนบัตรเสียมากกว่าผลต่างคะแนนของผู้ได้ลำดับที่ 1 และ 2 จำนวนมาก และเจ้าหน้าที่บางหน่วยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ ตำรวจที่สภ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ เป็นหลักฐานไว้แล้ว
นายพรรณธนูกล่าวว่า ตนแพ้ให้ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยอยู่ 215 คะแนน ขณะที่ พบข้อสงสัยและข้อพิรุธหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ส่งหีบบัตรเลือกตั้งช้า ทั้งที่นับคะแนนเสร็จตั้งแต่เวลา 20.30 น. แต่มา ส่งหีบบัตรในเวลา 02.00 น., เจ้าหน้าที่เพิ่ง นำสายมารัดหีบเลือกตั้งทั้งที่ควรทำตั้งแต่อยู่หน่วยเลือกตั้งหลังนับคะแนนเสร็จ, มีการ แกะกล่องหีบบัตรนับคะแนนโดยวางอย่าง ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
พบเอกสารประกาศผลนับคะแนน 15 พ.ค. ไม่มีการลงบันทึกบัตรลงคะแนนไม่เลือกผู้ใด ซึ่งข้อมูลบัตรดี-บัตรเสีย กับบัตรไม่เลือกผู้ใดต้องรายงานผลพร้อมในคราวเดียวกัน แต่ 19 พ.ค.เพิ่งประกาศบัตรลงคะแนนไม่เลือกผู้ใด 1,344 บัตร เมื่อนำบัตรดี-บัตรเสีย และบัตรไม่เลือกผู้ใดมารวมกันมีมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ 217 บัตร ต่อมา 20 พ.ค. กกต.แก้ไขเปลี่ยนบัตรไม่ลงคะแนนเลือกผู้ใดจาก 1,344 บัตร เป็น 1,065 บัตร แม้เปลี่ยนตัวเลขแต่พบบัตรยังหายไปอีก 1 ใบ และยังพบบัตรเสียมากถึง 3,900 บัตร ขอเรียกร้องให้กกต.สั่งนับคะแนนใหม่ และหากพบว่ามีการทุจริตจริงก็ขอให้ สั่งให้เลือกตั้งใหม่ในเขต 7 จ.บุรีรัมย์

ชนหมัด – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ชนหมัดกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระหว่างนำว่าที่ส.ส.กทม.ของพรรคก้าวไกล เข้าหารือรับฟังปัญหาและร่วมกันแก้ไข ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.
‘พิธา’ขนส.ส.กรุงหารือ‘ชัชชาติ’
เวลา 13.30 น. วันที่ 6 มิ.ย. ที่ศาลาว่าการ กทม. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก้าวไกล นำว่าที่ ส.ส.กทม. 32 เขตพรรคก้าวไกล มาประชุมหารือกับกทม.ในการพัฒนากทม. ให้บริการประชาชน โดยนายพิธาสวมสูทสีกรมและเนกไทเขียว สีประจำของกทม. ทันที ที่ลงจากรถนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวทักทายพร้อมสวมกอดกัน และชนหมัดกันด้วย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือหรือความสำเร็จ
นายชัชชาติกล่าวก่อนเริ่มหารือว่า ดีใจที่ได้มาพบปะหารือกันเพราะถือเป็นพลังของคนรุ่นใหม่ และอย่างไร 100% ก็ได้ร่วมงานกันแน่นอนในอนาคต ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เชื่อว่ากทม. เป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลง มีสเกลขนาดใหญ่ จากนั้น นายพิธาพร้อมว่าที่ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล ทั้ง 32 เขตประชุมหารือกับนายชัชชาติ
นายพิธาแถลงผลหารือว่า เป็นการทำงานอย่างไร้รอยต่อ ปัญหาหลายๆ เรื่องในกทม. ทั้งปัญหาหาเก่าที่คาราคาซังมานาน หรือเป็นปัญหาใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าแก้ไขปัญหาได้อย่างไร้รอยต่อตั้งแต่ระดับรัฐบาล นายกฯ มาที่สภาผู้แทนฯ ผู้ว่าฯ กทม. และสภากทม. คิดว่าการแก้ไขจะทำให้กทม.ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น วันนี้จึงมารับข้อเสนอจากผู้ว่าฯ 21 ข้อ ที่ทำคนเดียวไม่ได้ต้องประสานงานกับเรา ที่จะให้ว่าว่าที่ส.ส.ทั้ง 32 คนในกทม.ผ่านกฎหมาย การแต่งตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านในการทำงานระหว่างกทม. และพรรคก้าวไกล Bangkok Transition Team พรรคก้าวไกลเสนอนายพิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรค เป็นประธาน กทม.ส่งนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ มาเป็นประธานจากฝั่งกทม. โดยจะทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อและเป็นรูปธรรม
เมื่อถามว่าวาระเร่งด่วน 21 ข้อ มีเรื่องอะไร นายพิธากล่าวว่า ได้คุยกับนายชัชชาติเรียบร้อย อย่างที่ 1 ฤดูฝนจะเข้ามา คงเป็นการบริหารน้ำท่วม เขื่อน การจัดการน้ำทะเลหนุน 2.เรื่องคมนาคม ปัญหารถติด ที่จะเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย การเดินทางไร้รอยต่อเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว 3.คือปัญหา pm 2.5

เอาผิด‘ตู่’ – นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน เข้ายื่นหนังสือต่อป.ป.ช.ให้ไต่สวนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และครม. กรณีออกพ.ร.ก.เลื่อนการใช้พ.ร.บ.อุ้มหาย ขัดรัฐธรรมนูญ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อ 6 มิ.ย.
ยื่นสอบ‘ตู่’เลื่อนพรบ.อุ้มหาย
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานเครือข่ายญาติวีรชนพฤษภา 35 พร้อมด้วย พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และเครือข่าย องค์กรภาคประชาชน ยื่นเรื่องต่อประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กรณีมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ
พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีได้กระทำการอันเป็นการจงใจ ฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เมื่อวันที่ 19 ก.พ.2566 ตามการเสนอของ ผบ.ตร. ให้เลื่อนการใช้ 4 มาตราสำคัญของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 คือมาตรา 22, 23, 24 และ 25 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ก.พ.2566 ออกไปเป็นวันที่ 1 ต.ค.2566 โดยไม่มีอำนาจกระทำได้ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้ออก พ.ร.ก.ได้เฉพาะเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัย สาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น
พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2566 ชี้ว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง ไม่สามารถบังคับใช้ได้ เครือข่ายประชาชนเห็นว่า การกระทำของ พล.อ.ประยุทธ์ กับพวก ครม.ทุกคน ถือเป็นพฤติการณ์จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 อย่างชัดแจ้ง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกฎหมายสำคัญ และหลักนิติธรรมของชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องไต่สวนตามมาตรา 235 ส่งให้ศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง และตัดสิทธิ์ทางการเมือง รวมทั้งสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการพิจารณา เพื่อระงับความเสียหายที่ได้เกิด ต่อชาติ และประชาชนมาอย่างต่อเนื่องโดยเร็วที่สุด ผลการดำเนินการเป็นประการใด ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบทุกระยะ 15 วันด้วย เพื่อจะได้แจ้งให้ประชาชนและสื่อมวลชนทราบต่อไป