ขอปีละ2พัน-ได้ไม่ครบ แบกงานจนแห่ลาออก จี้สธ.แก้-เพิ่มสวัสดิการ

สธ.รู้ปัญหาหมอจบใหม่แห่ลาออก ชี้ ‘เงินน้อย-แบกงานหนัก’ โควตาแต่ละปีลด ขอ ก.พ.ไป 2 พันอัตรา ได้มา 1.9 พัน ทำให้ไม่พอดูแล ผู้ป่วยในร.พ. เร่งผลิตเพิ่มตั้งแต่ปี 2569 จากปีละ 2.4 หมื่น เป็น 3.5 หมื่นคน ระบุถ้ากำหนดเวลาทำงาน 60 ช.ม.ต่อสัปดาห์อาจเพิ่มปัญหาได้ ร.พ.แต่ละแห่งมีปัญหาต่างกัน ยันพยายามแก้ไขอยู่ ปลัดสธ.แจงโยกแพทย์ช่วยเสริมร.พ.ใกล้เคียงที่ขาดแคลนบุคลากร นายกฯ จี้สธ.เร่งสางปัญหาทดแทนขาดงบฯ บรรจุราชการเพิ่ม

สธ.แถลงรับขาดอัตราหมอ
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.พิมพ์เพชร สุขุมาลไพบูลย์ ผอ.สำนักงานบริหารโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท แถลงปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในระบบสาธารณสุข หลังจากมีกรณีกระแสแพทย์ใช้ทุนปีหนึ่งหรือ (Intern) ลาออก เนื่องจากภาระงานมาก คุณภาพชีวิตไม่ดีว่า ตนได้รับ มอบหมายจากปลัด สธ. ในฐานะรองปลัดสธ.ที่ดูแลด้านกำลังคน ซึ่งจริงๆ ปัญหาเรื่องการขาดแคลนกำลังคนไม่เฉพาะวิชาชีพแพทย์ แต่มีวิชาชีพอื่นด้วย อาทิ พยาบาล ทันตแพทย์ และนักรังสีการแพทย์

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์จำนวนแพทย์ในระบบที่ขึ้นทะเบียนแพทยสภาและแพทยสมาคมฯ ดูแล ทั้งประเทศมีแพทย์ราว 5-6 หมื่นคน อยู่ในระบบของ สธ. จำนวน 24,649 คน คิดเป็น 48% ส่วนภาระงานพบว่ามี 45 ล้านคนอยู่ในระบบของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คิดเป็น 75-80% ประชากรทั้งหมด อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1:2,000 คน ซึ่งมาตรฐานควรอยู่ที่ประมาณ 3:1,000 คน ถือว่ายังขาดอยู่เยอะ นอกจากนี้การกระจายตัวของแพทย์ พบว่าอยู่ในเขตสุขภาพที่ 13 กทม.มากสุด 10,595 คน ส่วนเขตสุขภาพอื่นๆ มีประชากรเขตละ 3-5 ล้านคน สัดส่วนแพทย์แตกต่างกัน ซึ่งเขตสุขภาพที่ 7-10 ภาคอีสาน ถือว่าค่อนข้างน้อยกว่าที่อื่น ทำให้แต่ละพื้นที่ก็จะมีอัตราส่วนต่อประชากรแตกต่างกัน

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการผลิตแพทย์ภาพรวมปี 2561-2570 หรือระยะเวลา 10 ปี แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ การผลิตปกติของกสพท. และโครงการผลิตแพทย์เพิ่มในส่วนของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และส่วนของ สธ. ซึ่งรวมทั้งหมดแล้วผลิตได้เพิ่มปีละ 3 พันกว่าคน รวม 10 ปีก็จะได้ 3.3 หมื่นกว่าคน โดยจำนวนนี้เป็นการผลิตโดยสธ.ประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งต้องให้บริการรักษาด้วยและผลิตเองด้วย

งบน้อย-งานเพิ่ม
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า เมื่อผลิตแพทย์เสร็จแล้วยังมีเรื่องของการจัดสรรแพทย์ผู้ทำสัญญาการเป็นนักศึกษาแพทย์ไปยังหน่วยบริการต่างๆ ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรฯ (Consortium) ซึ่งสธ.ไม่ได้เป็นหน่วยบริการปลายทางแห่งเดียว ยังมีทั้งสังกัดกระทรวงกลาโหม กทม. และมหาวิทยาลัย 20 แห่ง ที่ต้องมาแชร์ไปด้วย ซึ่งจะมีการประชุมทุกปี อย่างปี 2566 มีผู้สำเร็จการศึกษา 2,759 คน ก็แบ่งไปให้อาจารย์แพทย์ในสาขาปรีคลินิก 87 คน อาจารย์แพทย์ที่เป็นโรงเรียนแพทย์เปิดใหม่ทางคลินิก 86 คน หลังจากนั้นจึงแบ่งที่เหลือ 80% ให้ สธ. และกลาโหม ส่วนอีก 20% ให้คณะแพทยศาสตร์ต่างๆ 6 แห่งในภูมิภาคและส่วนราชการหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเราจะหารือให้ได้รับการจัดสรรเพิ่ม

“ปี 2566 สธ.ได้รับการจัดสรรแพทย์มา 1,960 คน ซึ่ง สธ.ขอรับการจัดสรรประมาณ 2,061 คน โดยเคยทำสูตรวิจัยว่า ปีหนึ่งๆ สธ.ควรได้แพทย์เท่าไร ก็คือประมาณ 2,055 คน แต่ได้มา 1,800-1,900 คน อย่างปี 2565 สธ.ได้จัดสรรเพียง 1,849 คน ถือว่าคนน้อย แต่ภาระงานไม่ได้น้อยลงกลับยังเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งต้องขอบคุณทุกวิชาชีพที่ทำงานกันอย่างหนัก” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับกรณีแพทย์อินเทิร์น คือแพทย์ที่เรียนจบ 6 ปีแล้วปีที่ 7 ต้องมาเพิ่มพูนทักษะ ตามที่แพทยสภากำหนดให้เพิ่มพูนทักษะอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากการเรียนเพียง 6 ปีไม่เพียงพอ ซึ่งจะมีการมาเพิ่มพูนทักษะใน ร.พ. 117 แห่ง ซึ่งศักยภาพในการรับแพทย์อินเทิร์นอยู่ 3,128 คน แต่ได้รับจัดสรร 2,150 คน คิดเป็น 68.7% ดังนั้น การจัดสรรจึงยังไม่เพียงพอ แม้เราจะรับการฝึกอบรมทั้งโครงการ CPIRD (แพทย์ชนบท) และ ODOT (โครงการกระจายแพทย์หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน) ทั้งนอกสังกัด เรียนเอกชน และเรียนต่างประเทศ แต่จำนวนก็ยังไม่ถึง เมื่อจำนวนแพทย์ที่ได้รับมาน้อย ขณะที่ภาระงานในหลักประกันสุขภาพ (UC) ซึ่งเราจัดบริการแตกต่างจากต่างประเทศ ที่เรามีความทั่วถึงเข้ามาได้ตลอด ก็ทำให้เกิดเวิร์กโหลด

10 ปีหมอไขก๊อก 4.5 พัน
“จากข้อมูลผลสำรวจช่วงวันที่ 15-30 พ.ย. 2565 ร.พ.ที่ปฏิบัติงานมากกว่า 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ มีจำนวน 65 แห่ง แบ่งเป็น มากกว่า 64 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 9 แห่ง มีแผนแก้ไข 3 เดือน, มากกว่า 59 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 4 แห่ง แผนแก้ไข 6 เดือน, มากกว่า 52 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 11 แห่ง แผนแก้ไข 9 เดือน มากกว่า 46 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 18 แห่ง แผนแก้ไข 1 ปี และมากกว่า 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ จำนวน 23 แห่ง มาตรฐานโลกบอกว่าต้องต่ำกว่า 40 ชั่วโมง เป็นข้อมูลจากประเทศพัฒนาแล้ว แต่เขามีแพทย์เป็นแสนคน ซึ่งเราก็พยายามเติมแพทย์เข้าไป จริงๆ ตัวเลขชั่วโมงทำงานก็ลดลง อย่างทำงานมากกว่า 64 ชั่วโมง/สัปดาห์ จาก 9 แห่ง ก็ลดลง 4 แห่ง แต่เมื่อต้นน้ำคือรับจัดสรรแพทย์มาน้อยก็ยังเป็นปัญหา” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลังจากแพทย์ อินเทิร์นเพิ่มพูนทักษะครบ 1 ปี ได้รับใบเพิ่มพูนทักษะ แพทยสภาให้โอกาสลาเรียนได้ ก็ออกจากระบบบริการประชาชนของ สธ.ปีละประมาณ 4 พันคน อย่างปีนี้เรามี 24,000 คน ไปเรียนต่อเฉพาะทาง ก็เหลือประมาณ 20,228 คน ซึ่งการเรียนต่อเป็นเรื่องจำเป็น เพราะเราก็มีความต้องการแพทย์เฉพาะทาง สำหรับข้อมูลการลาออกของแพทย์ช่วง 10 ปี คือ ปี 2556-2565 เราบรรจุแพทย์รวม 19,355 คน พบแพทย์ใช้ทุนปีแรกลาออก 226 คน คิดเป็น 1.2% เฉลี่ยปีละ 23 คน, แพทย์ใช้ทุนปี 2 ลาออก 1,875 คน คิดเป็น 9.69% ซึ่งสามารถไปเรียนต่อได้แล้วจึงค่อนข้างเยอะ เฉลี่ย 188 คนต่อปี, แพทย์ใช้ปี 3 ลาออก 858 คน คิดเป็น 4.4% เฉลี่ย 86 คนต่อปี, หลังใช้ทุนลาออก 1,578 คน คิดเป็น 8.1% เฉลี่ยปีละ 158 คน รวมลาออกปีละ 455 คน เมื่อรวมกับเกษียณ 150-200 คน ก็เฉลี่ยปีละ 655 คน จึงไม่ใช้ลาออกปีละ 900 กว่าคนอย่างที่เข้าใจคลาดเคลื่อน สำหรับการรักษาคนในระบบนั้น พบว่าช่วงปี 2546-47 มีการออกไปเยอะ ก็เพิ่มการผลิตแพทย์ ซึ่งพบว่าการผลิตแพทย์เพิ่มโครงการ ซีเพิร์ด เรารักษาคนในระบบได้ดีกว่าอยู่ที่ 80-90% มากกว่าที่มาจากการรับส่วนกลาง กสพท. ที่อยู่ในระบบกว่า 70%

ปี 69 ผลิตเพิ่ม 1.1 หมื่นอัตรา
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับแนวทางการดูแลบุคลากรในสังกัด 4 เรื่อง ซึ่งดำเนินการมาตลอด คือ 1.การเพิ่มค่าตอบแทน มีการขึ้นค่าโอทีต่างๆ 2.สวัสดิการ อย่างเรื่องที่พัก สภาพแวดล้อม ช่วงโควิดทำให้มีเงินบำรุงเหลือมาก ปลัด สธ.ก็ให้นโยบายทุกแห่งไปปรับปรุงให้บ้านพัก เพราะหากขอเป็นงบประมาณก็จะถูกตัด 3.ความก้าวหน้า เรื่องตำแหน่งต่างๆ ที่สูงขึ้น ก็มีการหารือกับ ก.พ. การศึกษาก็ให้ลาเรียน และ 4.เรื่องภาระงาน เรามีแพทย์ 2 หมื่นคนกับภาระงานจำนวนมาก จึงต้องผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อมาเติมในระบบ

“ล่าสุดปรับกรอบอัตรากำลังใหม่ประกาศใช้ปี 2565-2569 โดยในปี 2569 จะวางกรอบแพทย์ไว้ 35,000 คน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าปัจจุบันประมาณ 11,000 คน หากเทียบกับอังกฤษที่ประชากรพอๆ กัน มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เขามีแพทย์ 3 ต่อพันประชากร เนื่องจากมีแพทย์เป็นแสนคน แต่เรายังไม่ถึงก็ต้องผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งการผลิตก็ต้องใช้เวลานาน แต่หากจะลดภาระงาน ที่เป็นการทำงานดูแลประชาชน ของเราไม่เหมือนประเทศที่พัฒนาเวลาจะพบแพทย์ต้องรอเป็นขั้นตอน ต้องมีนัด แต่การจัดบริการของเราแตกต่างที่สามารถเข้าถึงได้ ภาระงานจึงมาก วิชาชีพอื่นก็มากเช่นกัน” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

เมื่อถามว่าการเตรียมขยายกรอบอัตรากำลังต้องหารือ ก.พ. ในการขอบรรจุข้าราชการ ขณะที่สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบิตังานขอให้กำหนดชั่วโมงการทำงาน นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า อัตรากำลังต้องคุยกับ ก.พ. ที่บริหารอัตรากำลังภาครัฐ สธ.ต้องขอความเห็นชอบถึงจะได้ ส่วนข้อเรียกร้องก็รับทราบ เราไม่นิ่งนอนใจ เอาข้อมูลต่างๆ มาพยายามช่วยกันเต็มที่ออกมาเป็นแผนดำเนินการ พี่ๆ ที่จบมาหลายปีก็ลงมาช่วย อย่างในบางแห่งก็ต้องเฉพาะเจาะจงที่หนักจริงๆ อย่างทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็ยังเกินอยู่ จึงได้มีการหารือกับสำนักงาน ก.พ. มีเครื่องมือหลายๆ อย่าง เช่น การทำแซนด์บ็อกซ์ อย่างการจ้างแพทย์หลากหลายแบบ อย่างแพทย์จบเอกชนมาเป็นลูกจ้าง หากมาบรรจุข้าราชการจะได้หรือไม่ ซึ่งเราจะเน้นเพิ่มจำนวนคน แต่ไม่ลดการบริการ เพราะจะกระทบประชาชน

โยกหมอวิ่งช่วยร.พ.ขาด
เมื่อถามว่าแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วนกรณีแพทย์ทำงานนอกเวลา 64 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ให้แก้ปัญหาภายใน 3 เดือน ความคืบหน้าเป็นอย่างไร นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า มีการติดตามข้อมูล ขณะนี้ข้อมูลถึง 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งรวบรวมข้อมูลน้องทำงานครบปี กำลังรวบรวมและจะอัพเดตข้อมูล ขณะนี้ปลัด สธ.ได้ให้ผู้ตรวจราชการทุกเขต ที่รับผิดชอบ ร.พ.เพิ่มพูนทักษะ 117 แห่งให้ไปดูแลตรงนี้ และน้องๆ รุ่นใหม่กำลังไปเติมอยู่ในระบบตั้งแต่ปลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนนี้ โดย ผู้ตรวจทุกท่านลงไปกำกับดูแลเอง

เมื่อถามว่าการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นจะเป็นคำตอบแก้ปัญหา หรือเพราะค่าตอบแทนไม่เพียงพอ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เราเคยสำรวจว่าแพทย์ต้องการอะไร พบว่า เขาต้องการลดภาระงานมากที่สุด ต้องการเรื่อง WorkLife Balance ส่วนค่าตอบแทนจะอยู่หลังๆ อย่างไรก็ตาม แพทย์ 24,000 กว่าคน แบกภาระการให้บริการประชาชนกว่า 45 ล้านคน ซึ่งเราจะลดบริการไม่ได้ ก็ต้องเพิ่มจำนวนคนมาให้บริการ แต่ต้องขออัตรากำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องงบประมาณก็จะมีกฎเกณฑ์ส่วนกลางด้วย จะเท่าเอกชนก็ไม่ได้

เมื่อถามว่าข้อมูล ร.พ.ที่ทำงานมากกว่า 64 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มี 9 แห่ง มีการแก้ไขอย่างไร นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน แพทย์จำนวนน้อยก็ทำให้ภาระงานมากขึ้น ส่วนเรื่องปัญหาอินเทิร์นกับสต๊าฟ ก็ต้องยอมรับว่าทำงานด้วยกันก็ย่อมมีปัญหา แต่ประเมินโดยแพทยสภา ร่วมกับ 36 ศูนย์แพทย์ของ สธ. ส่วนการแก้ปัญหาก็จะมีการดำเนินการต่างๆ อย่างการโยกแพทย์ใน ร.พ.ใกล้เคียงมาช่วยก็เป็นแนวทางหนึ่ง ซึ่งให้ผู้ตรวจราชสธ. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ดำเนินการ

เมื่อถามถึงกรณีการเพิ่มจำนวนแพทย์ติดปัญหาอย่างไร นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า การเรียนแพทย์ต้องใช้ความรู้ความสามารถ บางคนต้องใช้เวลา 8-9 ปี แต่บางครั้งก็หลุดระหว่างทางก็มี เพราะเราต้องการคนที่มีคุณภาพ

แจงไม่ฟิกซ์เวลาทำงาน
เมื่อถามถึงการนำแพทย์ภาคเอกชนมาแบ่งเบา นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เป็นไปตามสิทธิการรักษา หลักประกันสุขภาพส่วนใหญ่อยู่ภาครัฐ สปสช.เป็นเจ้าของกองทุน ถ้าหากจะเป็นหลักคือเปิดภาคเอกชนมากๆ ด้วยจะแบ่งภาระเราไปได้ ส่วนใหญ่จะมาอยู่ในสังกัด สธ. ทำให้เรารับภาระนี้ ถ้าทำงานร่วมกัน สธ. สปสช. ภาคเอกชนมีบางร.พ.ก็รับตรงนี้เห็นว่าก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น คงต้องช่วยกัน

ถามว่า สธ. และแพทยสภาออกประกาศได้เลยหรือไม่ว่าทำงานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตอบไม่ได้ ณ ตอนนี้ต้องดูแลน้องเพิ่มพูนทักษะ ดูสต๊าฟที่หนักอยู่แล้ว การกำหนดตรงนี้ทุกอย่างจะฟิกซ์แน่นตัวเกินไป ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน ต้องค่อยๆ รับฟัง ปัญหาแต่ละพื้นที่ก็ต่างกัน การกำหนด One Fix For All อาจเพิ่มปัญหาด้วยซ้ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดสธ. ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนโยบายที่ไม่รับหมอจบใหม่ และบุคลากรเพิ่ม โดยย้อนถามว่า มีด้วยหรือ นโยบายที่จะไม่รับหมอ มีแต่อยากจะรับเยอะๆ อยากรับเพิ่มแต่คนที่จะอนุมัติให้รับเพิ่มคือ สำนักงานข้าราชการพลเรือน และรัฐบาล ต้องยอมรับว่าความต้องการรับบริการของประชาชนมีสูง โดยเฉพาะช่วงหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ที่พยายามจะยกระดับทำงาน แต่มีข้อจำกัดเรื่องบุคลากร ขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่อนุมัติบุคลากรการหลังโควิด 45,000 อัตรา ทำให้ความกดดันเรื่องของบุคลากรลดลงแต่ยังไม่หมด เนื่องจากความต้องการรับบริการของประชาชนมีมาก นอกจากนั้นมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ที่ได้รับจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เหมาจ่ายรายหัว ซึ่งสธ.หวังว่าจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นให้เท่ากับที่ต้องบริการประชาชน

เมื่อถามว่าเรื่องงบประมาณ เป็นปัญหาหลักที่ทำให้บุคลากร ลาออกหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่ง มีทั้งเรื่องบุคลากร และหากสังเกตทุกอย่างอยู่นอกการควบคุมของสธ. และเราใช้ทรัพยากรทั้งคนและเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดมาบริการประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อไม่ให้เดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณ หมอ พยาบาล และบุคลากรทุกคน ที่เสียสละ ทุ่มเท ทำงานให้ประเทศ และกระทรวง เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการ อย่างดีที่สุด เราจะดูแลจัดการเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพ ได้กำชับเรื่องสวัสดิการและภาระงานไม่ให้เกินไป ที่ดูจากตัวเลขภาระงานค่อยๆ ลดลง และดีขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าหมดไป ส่วนที่มีบางจุดที่เป็นปัญหา ก็ค่อยๆ แก้เป็นจุดๆ ไป และในสังคมปัจจุบัน ประชาชนที่อยู่ในชนบทตอนนี้มาอยู่ในเมืองเยอะกว่า ทำให้ภาระงานในร.พ.ศูนย์ และร.พ.ทั่วไป มีมาก กว่าร.พ.อำเภอ โดยสธ.พยายามปรับเปลี่ยนตรงนี้เพื่อให้เกิดความสมดุล โดยยึดถือนโยบายว่าจังหวัดหนึ่งให้เป็นร.พ.เดียวกันก็จะอยู่ร.พ.ไหนสามารถเคลื่อนย้ายบุคลากรกันได้ให้เกิดภาระงานของที่ใดหนักเกินไป

ปลัดฯแจงเร่งปรับลดภาระ
เมื่อถามว่าจะทำให้เกิดการสมองไหลในวงการแพทย์หรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า ต้องใช้มาตรการหลายส่วน และการที่บุคลากรจะอยู่ได้หนึ่งคือเรื่องค่าตอบแทนที่ต้องเปรียบเทียบกับภาคเอกชนที่เป็นการดึงดูดใจ และเรื่องสวัสดิการที่กระทรวงเพิ่มค่าตอบแทนและโอทีเพิ่มเข้าไป และดูแลเรื่องบ้านพักกำชับให้สร้างบ้านพักสำหรับหมอพยาบาลให้เพียงพอ และความก้าวหน้าในวิชาชีพ

ซึ่งตอนนี้หมอได้ซี 9 ทุกคน ส่วนพยาบาลราชการและได้รับราชการส่วนพยาบาลพยายามที่จะให้ซี 8 ซี 9 ทุกคน ถ้าทำได้โดยต้องดูระเบียบของก.พ.เรื่องของภาระงานยอมรับว่าเป็นเรื่องที่แก้ยาก เนื่องจากความต้องการของประชาชนมีเยอะแต่ถ้ามีบุคลากรและงบประมาณเพิ่มขึ้นก็จะจัดการได้ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะแก้เบื้องต้นที่บุคลากรลาออกได้อย่างไร นพ.โอภาสกล่าวว่า ภาพรวมของบุคลากรที่รับเหมาต่อปีประมาณ 2,000 คนที่จะลาออกส่วนหนึ่งคือแพทย์เพิ่มพูนทักษะ เมื่อจบแล้วบางคนอยากไปเรียนต่อก็เป็นปกติปีละ 10% และที่กลับเข้ามาใหม่ในระบบตัวเลขถือว่าเป็นบวก ดังนั้นจำนวนบุคลากรที่ขาดแคลนยังมีอยู่ แต่ไม่ถึงกับกดดันมากนัก และอาจมีบางจุดที่เป็นปัญหาเหมือนร.พ.ศูนย์ และร.พ.ทั่วไป กำลังจะปรับเปลี่ยนระบบไม่ให้ภาระงานเยอะจนเกินไป

เมื่อถามย้ำว่าอีกสาเหตุคือบุคลากรไม่ได้รับการบรรจุหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า เราบรรจุเกือบทุกคนที่อยากอยู่กับเรา แต่บางครั้งแพทย์ที่ไม่ได้ใช้ทุน อยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชน หรือแพทย์ที่จบจากต่างประเทศ ที่ไม่มีสัญญาใช้ทุน แต่ถ้าต้องการอยู่กับเรา ก็จะหาตำแหน่งทางราชการให้

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการ ประชุมครม. กรณีแพทย์จบใหม่ลาออก ส่งผลเกิดปัญหาขาดแคลนแพทย์ในระบบสาธารณสุขว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้รายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้ติดต่อสอบถามไปยังสธ. ซึ่งมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่จำกัดในการบรรจุข้าราชการ ทั้งนี้รัฐบาลได้ให้งบประมาณบรรจุไปแล้วประมาณ 4 หมื่นคน แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะมีข้าราชการหลายระดับ ไม่ใช่เฉพาะแพทย์ ซึ่งต้องติดตามดู โดยทางสธ.รับเรื่องไปแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน