อธิบดี-ขีดเส้นตาย5วัน ‘ผู้การเต่า’ส่งทล.ลุยด้วย
บิ๊กเต่า-อธิบดีสรรพสามิตต่างตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปมอ้างเป็นบิ๊กสรรพสามิต โทร.ขอเคลียร์ตำรวจทางหลวงชุดจับรถน้ำมัน ขีดเส้นตาย 5 วันต้องรู้เรื่องคนก่อเหตุเป็นข้าราชการในสังกัดจริงหรือไม่ และน้ำมันที่ถูกจับผิดกฎหมายหรือไม่ ผู้ตรวจการกระทรวงคมนาคมตรวจด่านช่างน้ำหนักเมืองกรุงเก่า ยืนยันใช้เทคโนโลยีทันสมัย รถน้ำหนักเกินวิ่งผ่านระบบจะส่งข้อมูลเข้าส่วนกลางดำเนินคดีทันที ส่วนจนท.ด่านชั่ง สุวินทวงศ์เอี่ยวสติ๊กเกอร์ส่วยถูกย้ายด่วนไปสระแก้ว พร้อมสั่งสอบโยงถึงใครฟันไม่เลี้ยง
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. รรท.ผบก.ทล. เปิดเผยความคืบหน้าคดีส่วยสติ๊กเกอร์ตำรวจทางหลวงว่า วันที่ 8 มิ.ย.ก่อนเวลา 13.00 น. จะลงนามในคำสั่งย้ายข้าราชการตำรวจทางหลวงให้มาช่วยราชการ หลังจากสืบสวนแล้วพบต้องสงสัยเข้าข่ายกระทำความผิด โดยเป็นการตรวจสอบจากบันทึกการจับกุมรถบรรทุกที่ผิดกฎหมายก่อนหน้านี้
ส่วนเรื่องที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จะนำหลักฐานส่วยฯ มามอบให้ผู้บังคับบัญชาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะขอนำ หลักฐานดังกล่าวมาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าจะทำคดีด้วยความจริงใจต่อกัน โดยถือว่านายวิโรจน์เป็นคนจุดชนวนที่ดีในการตรวจสอบทุจริต หลังจากนี้ทางรัฐบาลควรต้องจริงใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน อย่าปล่อยให้เป็นวัฒนธรรมของทุกองค์กรว่าจะต้องจ่ายส่วย เพราะหากทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเงินจ่ายส่วยจำนวนมากด้วย
“หลังจากนี้มีการทำงานตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ของป.ป.ช., ปปท. และ ป.ป.ป. โดยเฉพาะตามด่านชั่งน้ำหนักที่ได้รับข้อ ร้องเรียนมาว่าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นส่วนความรับผิดชอบของกรมทางหลวงที่มีอำนาจดำเนินการอยู่แล้ว แต่ชั้นนี้ผมขอตรวจสอบ แก้ปัญหาเฉพาะหน่วยตำรวจทางหลวงก่อน” รรท.ผบก.ทล.กล่าว
พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตระดับสูงโทรศัพท์มาเจรจาขอเคลียร์ให้ปล่อยรถบรรทุกน้ำมันเถื่อน หลังถูกตำรวจทางหลวงจับกุมว่า จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา พร้อมเรียกตำรวจชุดจับกุมมาให้ข้อมูล เบื้องต้นทราบว่าเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรมสรรพสามิตที่โทรศัพท์มาเคลียร์กับชุดจับกุม แต่ถูกปฏิเสธไป จากนั้นยังมีผู้พยายามติดต่อมายังคณะทำงานของตนเพื่อเจรจาขอไฟเขียว แต่ปฏิเสธไปไม่ขอพูดคุยเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น ตอนนี้ตำรวจทางหลวงต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์องค์กรเพื่อสร้างศรัทธาแก่ประชาชน อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ตำรวจทางหลวงเป็นผลไม้พิษที่ใครจะมากินไม่ได้
ส่วนที่กรมสรรพสามิต นายเกรียงไกร พัฒนาภรณ์ รองอธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว และ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและ ไม่เคารพต่อกฎหมาย จึงสั่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วนให้ได้ ข้อสรุปภายใน 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือผู้โทรศัพท์มาขอเจรจาเป็น เจ้าหน้าที่ของกรมสรรพสามิตจริงหรือไม่ และตรวจสอบว่าน้ำมันจำนวนดังกล่าวเป็นน้ำมันเถื่อนหรือน้ำมันที่ขนส่งโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริงกรมสรรพสามิตจะดำเนินการต่อบุคคลที่กระทำความผิดตามระเบียบและกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้นทันที”
ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตพร้อมให้ความร่วมมือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งตำรวจและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) เพื่อเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด และหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รายอื่นสมรู้ร่วมคิดด้วย ก็จะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมและเอาผิดกับทุกคนที่กระทำความผิด เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต และขอยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนและตรวจสอบทุกประเด็นด้วยความโปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงและเชื่อมั่นในการดำเนินการของกรมสรรพสามิตต่อไป

ตรวจด่านชั่ง – นายมนตรี เดชาสกุลสม ผู้ตรวจการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน ตรวจสอบกรณีส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุก ที่สถานีตรวจสอบน้ำหนักอยุธยา (ขาเข้า) ทางหลวงหมายเลข 347 ปทุมธานี-บางปะหัน ก.ม.34 จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.
วันเดียวกัน นายมนตรี เดชาสกุลสม ผู้ตรวจการกระทรวงคมนาคม เข้าตรวจสอบสถานีตรวจสอบน้ำหนักอยุธยา (ขาเข้า) ทางหลวงหมายเลข 347 ปทุมธานี-บางปะหัน ก.ม.34 ต.ปากกราน อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา กรณีส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุก
นายมนตรีกล่าวว่า วันนี้เป็นการตรวจสอบขั้นตอนการทำงานของสถานีชั่งน้ำหนักว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุกตามที่เป็นข่าวหรือไม่ ทางหน่วยงานจะนำเทคโนโลยีและสอบสวนบุคลากรว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุกหรือไม่ รวมถึงการหาลักษณะหรือชนิดประเภท ความหมายของสติ๊กเกอร์ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่นำมาใช้ในด่านชั่งน้ำหนัก 97 จุดทั่วประเทศ และจะมีการสร้างเพิ่ม ตามความเหมาะสม
“สถานีตรวจสอบน้ำหนักอยุธยา (ขาเข้า) ทางหลวงหมายเลข 347 ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติสามารถคัดแยกรถบรรทุกเข้าตรวจสอบน้ำหนักและส่งค่าน้ำหนักไปยังส่วนกลาง หากน้ำหนักไม่เกินกฎหมายกำหนดสามารถผ่านด่านได้ตามปกติ แต่หากน้ำหนักเกินด่านชั่งน้ำหนักถาวรที่ตรวจซ้ำอีกครั้ง ทำบันทึกจับกุมส่งตัวไปยังสถานีตำรวจแต่ละท้องที่ ก่อนส่งให้ศาลพิจารณา โดยมีอัตราโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อช่วงเช้าได้ตรวจสอบ ชั่งน้ำหนักรถบรรทุกพบว่ามีน้ำเกินจำนวน 2 คัน ได้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย” ผู้ตรวจการกระทรวงกล่าว
นายมนตรียังเผยว่า ที่ผ่านมามีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดอยู่ตลอด ไม่ได้มีการปล่อยปละละเลย และกรณีที่สหพันธ์การขนส่งแห่งประเทศไทยออกมาเผยรายชื่อ เจ้าหน้าที่ทางหลวงสถานีตรวจสอบน้ำหนัก สุวินทวงศ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุก โดยมีพฤติกรรมเป็นเจ้าของหรือทำสติ๊กเกอร์แจกจ่ายให้กับรถบรรทุก ขณะนี้ สั่งการให้โยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ยังสถานีตรวจสอบน้ำหนักสระแก้ว ตลอดจนตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบ ผู้บังคับบัญชาเกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ระดับใดจะดำเนินการตามกฎหมายไม่มีข้อยกเว้น
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะต้อง บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ประจำด่าน ชั่งน้ำหนักทั่วประเทศให้คงคุณภาพให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการปฏิบัติตามข้อบังคับในการบรรทุกสินค้า เชื่อว่าการตีแผ่ข้อมูลเรื่องส่วยสติ๊กเกอร์รถบรรทุกจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นและหมดไปในอนาคต
ด้านนายอลงกรณ์ พรหมศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมน้ำหนักยานพาหนะ ยอมรับว่าปี 2563-2566 กรมทางหลวงจับกุม ผู้ที่กระทำความผิดได้เพิ่มขึ้นกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากตำรวจทางหลวงมีสถานีควบคุมชั่งน้ำหนักทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ไม่มีด่านชั่งน้ำหนักก็จะมีระบบพอยต์เช็กที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้จำนวนมาก แต่ละสถานีชั่งน้ำหนักสามารถครอบคลุมรัศมีในพื้นที่ 8 กิโลเมตร