แพทยสภาถกแก้ปัญหาวันนี้ เตรียมเข้าหารือกพ.-สปสช. ขออัตราเพิ่ม-จัดแพทย์ช่วย
สธ.-แพทยสภาถกวันนี้ แก้ด่วนปัญหาหมอจบใหม่แห่ลาออก-ภาระงานล้น สธ.นัดหารือก.พ. 20 มิ.ย. ทั้งเรื่องกรอบอัตรากำลัง-รูปแบบจ้างงาน คิวต่อไปถกสปสช.ด้วย โยงใช้สิทธิบัตรทองทำทีมแพทย์-พยาบาลแบกงานล้นเกิน ย้ำผลิตหมอเพิ่มแก้ปัญหาได้แค่ส่วนหนึ่ง ต้องดูแลค่าตอบแทน สวัสดิการ ภาระงานให้สมดุลกัน จี้ผอ.ร.พ.-ดูแลใกล้ชิด เพจแพทย์ชนบทชี้ปัญหาหลักคือความรู้สึกไม่เป็นธรรม-แบกรับภาระงานไว้คนเดียว บางคนถูกหมออาวุโสเอาเปรียบแถมดุด่าซ้ำ แนะสธ.ฟังเสียงน้องๆ เสื้อกาวน์ แก้ปัญหาให้ตรงจุด ไม่ใช่มุ่งแค่ผลิตหมอเพิ่ม
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาแพทย์สมองไหลจากภาระงานหนัก ภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง สธ. ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สธ. และนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดสธ. เข้าร่วมประชุมว่า วันที่ 8 มิ.ย. จะมีการประชุมคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ ซึ่งมี ศ.พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา เป็นประธาน ซึ่งท่านก็รับทราบและพยายามแก้ไข ขณะที่ พล.อ.ท.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ก็จะนำเรื่องนี้เข้าเป็นวาระการพิจารณา เพื่อนำทุกเรื่องที่กล่าวมาไปสู่การหาทางออกแก้ไข ซึ่งอาจเป็นเรื่องการไปดูทั้งระบบ การจัดสรร การผลิต การ กระจาย คุณภาพ และปริมาณแพทย์ โดย สธ.ก็จะไปนำเสนอในคณะกรรมการด้วย นายกแพทยสภาและคณะกรรมการก็น่าจะมีทิศทางการดำเนินการตรงนี้ออกมา
ส่วนเรื่องกรอบอัตรากำลังแพทย์ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า มีความเชื่อมโยงกับทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ซึ่งปลัด สธ.ได้นัดหารือกับเลขาธิการ ก.พ. ซึ่งเดิมมีการนัดหารือทุกเดือนอยู่แล้ว ที่ผ่านมามีการพูดคุยเรื่องแซนด์บ็อกซ์ บุคลากรต่างๆ ซึ่งจะนัดประชุมวันที่ 20 มิ.ย.นี้ ซึ่งเลขาธิการ ก.พ.ก็รับปากจะหารือกันและหาข้อสรุป สำหรับเรื่องภาระงานซึ่งมีการพูดว่ามีการเพิ่มมากจากการให้บริการที่เชื่อมโยงกับทางด้านสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เกี่ยวข้องกับ สปสช. ก็จะมีการหารือ จึงมอบให้ นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รองปลัด สธ.ที่ดูแลเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพ ในการหารือทิศทางลดภาระงาน และให้ทาง สปสช.เข้ามามีส่วนที่จะต้องช่วยกันทำงานให้กับผู้บริการด่านหน้า คงไม่ใช่แพทย์ฝ่ายเดียว แต่พยาบาล ทุกวิชาชีพที่ให้บริการก็ต้องไปช่วยกัน
เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าแก้ไม่ถูกจุด เพราะการผลิตแพทย์ต้องใช้เวลา จะมีอะไรไปเติมทั้งเรื่องค่าตอบแทน ความสัมพันธ์แพทย์อินเทิร์นและสต๊าฟ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า การผลิตเป็นส่วนหนึ่งของการขาดแคลน ที่สรุปว่าต้องไปเพิ่มการผลิตก็เป็นการแก้ปัญหาส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องหลัก แต่การแก้ก็คือ 4 ข้อนั้น คือปรับเรื่องภาระงาน ดูแลสวัสดิการ ค่าตอบแทนต่างๆ ที่ สธ.ทำมาตลอดและจะทำต่อไปเข้มข้นขึ้น
“มีหลายคนบอกว่าเรื่องการลาออกยังไม่ชัดเจนยังลาออกอยู่เยอะไหม ก็ขอเน้นย้ำว่าปีหนึ่งประมาณ 455 คนเท่านั้น ที่โซเชี่ยลบอกว่าลาออกปีละ 900 คน โดยเอาตัวเลขแพทย์จบ 2,700 คน มาลบกับตัวเลขที่ สธ.รับแพทย์มา 1,800 คนเท่ากับว่าหายไป 900 คน ก็จะเห็นว่าไม่เกี่ยวกันเลย สธ.จะได้รับจัดสรรมา 2,700 คน หักคนที่มหาวิทยาลัยขอคนไปก่อน 3 ส่วน เราได้มาในส่วนสุดท้ายแล้วแบ่งกับกลาโหมอีก ตัวเลข 900 ยืนยันว่าไม่ใช่” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
เมื่อถามว่าต้องหารือกับทางสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานอีกรอบหรือไม่ เพราะมีการออกมาให้ข้อมูลผ่านโซเชี่ยลกลายเป็นศึกเสื้อกาวน์ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เชื่อว่าน้องๆ ที่ทำงานอยู่อยากมีความสุขในการทำงาน สร้างความเข้าอกเข้าใจกัน บรรยากาศการทำงานก็รู้กันว่ามีปัญหากันทั้งนั้น คงไม่ใช่แค่ สธ.อย่างเดียว เอกชนก็มีความกดดัน ทำงานที่บ้านก็มีเหมือนกันทุกที่ ถ้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา หลายคนบอกปัญหามีมานานแล้วก็เพราะมีความซับซ้อน อย่างคณะกรรมการจัดสรรแพทย์มาตั้งแต่ปี 2510 ก็ต้องไปดูต้นตอ
เมื่อถามว่าที่ประชุมมีการหารือแนวทางแก้ปัญหาการกระจุกตัวของแพทย์ใน กทม.ที่มีมากถึงหมื่นกว่าคนหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตรงนี้เป็นปรากฏการณ์ ไม่ใช่แค่ไทย การกระจายตัวกระจุกตัวเป็นกันทั่วโลก ถ้าเป็นตลาดเสรีไม่ใช่การทำแบบรัฐสวัสดิการจะเจอปัญหาแบบนี้เหมือนๆ กัน ประเทศตัวอย่างเช่นประเทศที่มีกำลังบางทีจะนำเข้าแพทย์เข้ามา ผลิตเพิ่มได้มาก เรื่องพวกนี้ละเอียดอ่อน ตรงนี้ทางแพทยสมาคมฯ ก็พยายามหาแนวทางว่า หากบริหารจัดการดีก็จะทำให้เพียงพอ อย่างตัวเลขแพทย์ที่ทำงานอยู่ 6-7 หมื่นคน รวมเกษียณอายุไปด้วยน่าจะทำงานได้อีก หลายประเทศใช้แพทย์หลังเกษียณที่มีความรู้มาทำงาน แต่บางประเทศก็ประท้วงการขยายอายุทำงานถึง 64 ปี
“การเพิ่มไม่ใช่แค่ผลิต ที่มีอยู่ก็ต้องเอามาใช้ ส่วนการเกษียณอายุราชการก็จะหารือเลขาธิการ ก.พ.ด้วย แซนด์บ็อกซ์ระบบการจ้างงานรูปแบบอื่นๆ อย่างเรื่องพื้นที่ แซนด์บ็อกซ์มีการเสนอกันอยู่ อย่างภูเก็ตที่เป็นสังคมเมือง มีการแข่งขันสูงเรื่องการจ้างงาน ค่าตอบแทนสูง มีการวิเคราะห์โดยกลุ่มสมาพันธ์ ร.พ.ศูนย์ ร.พ.ทั่วไป ที่จะมาร่วมกันคิด ตอนนี้ยังอยู่ในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ศึกษากันอยู่ เพื่อเสนอ ก.พ.ต่อไป” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
เมื่อถามว่าวิชาชีพอื่นพยาบาลก็มีปัญหาเรื่องภาระงานเช่นกัน ต้องแก้ปัญหาไปพร้อมกันหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ต้องแก้ไปด้วยกัน เมื่อถามว่าที่ประชุมยอมรับว่าปัญหาหลักอาจมาจากหลักประกัน นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ชัดเจนว่าการบริการทางด้านนี้ขึ้นมา มีหลายบริการเกิดขึ้น สธ.ผู้ให้บริการหลักของ สปสช. ถ้าหน่วยงานของรัฐเมื่อเป็นหลักก็ต้องรับผิดชอบ ส่วนเอกชนมีสิทธิเลือกหรือไม่ก็ได้ ถ้าเอกชนไม่เลือก ก็เป็นภาระของรัฐเข้าไปดูแล ภาครัฐปฏิเสธไม่ได้
“สธ.อายุเป็นร้อยปี ได้ทำสิ่งต่างๆไว้ดีมากมาย ปัญหามีอยู่ทุกที่ ผมอยากให้ทุกท่านได้กลับมาช่วยกันมองว่า เรื่องที่ดีๆ ในสังคมคนไทยเรา หากหามุมมองจุดแข็ง ปิดลดจุดอ่อน แม้จะเป็นประเด็นเจ็บปวด แต่เราก็ช่วยกันแก้ไขและจุดอ่อนที่เกิดขึ้นก็ต้องมาคุยว่าจะทำอย่างไร สธ.ไม่ได้เป็นโรคร้ายที่จะล่มสลายไปในทีเดียว ต่างชาติก็ชื่นชม เราก็ต้องมาช่วยลดจุดอ่อน ก็รู้ว่าจุดอ่อนนี้ทำให้ภาระงานเหนื่อยหนัก ตอนนี้ปลัด สธ.สั่งการ ผอ.ร.พ.ทุกท่านให้ไปดู ไปกำกับ ดูแลแพทย์เพิ่มพูนทักษะอย่างใกล้ชิด สวัสดิการห้องพักที่เคยคอมเพลน เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและง่าย จะติดแอร์ปรับที่นอน กั้นห้องกว้างขึ้น เงินบำรุงที่มีอยู่ หลังโควิดก็มีพอสมควร สามารถทำได้เร็วก็ให้ช่วยกัน” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
ด้านเพจชมรมแพทย์ชนบท แสดงความเห็น “หมอลาออก” ในทัศนะแพทย์ชนบทว่า แพทย์น้องใหม่ลาออกจากราชการด้วยหลายสาเหตุ บางคนมีหนทางที่ดีกว่าใช่กว่าก็เป็นทางเลือกชีวิต
ส่วนเรื่องรองที่เป็นสาเหตุของการลาออก เช่น ที่พักเก่า สวัสดิการน้อย งานหนัก เงินน้อย เอกชนดึงตัว มีครอบครัว ขอย้ายกลับมาทำงานใกล้บ้าน ทั้งหมดคือปัจจัยเสริม แต่มีปัจจัยหลักร่วมกันประการหนึ่งคือ “ความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรม”
การลาออกของแพทย์ ฟางเส้นท้ายๆ คือ “ความรู้สึก“ รู้สึกไม่เป็นธรรม ทำไมต้องแบกรับคนเดียว พี่หมอพี่สต๊าฟช่วยงานน้อย เอาเปรียบ ตามไม่เจอ คอนเซาต์ไม่ได้ แถมบางคนก็ใช้ความอาวุโสดุด่ากินหัว ทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่การหมดความอดทน ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม จึงตัดสินใจลาออก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าหมอทุกคน ทุกแผนก ทุกโรงพยาบาลเป็นเช่นนี้ แต่ปรากฏการณ์นี้มีอยู่จริง และกว้างขวางพอสมควร หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่แห่ง แต่นี่คือต้นทางแห่งปัญหาที่แท้จริง งานหนักไม่ว่า ถ้าทุกคนช่วยกัน
“ทางออกถ้าจะแก้ให้ตรงจุด จึงไม่ใช่การผลิตแพทย์เพิ่ม สวัสดิการเงินเพิ่มก็ส่วนหนึ่ง แต่หัวใจคือ การบริหารจัดการในโรงพยาบาลที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ การมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เข้ามาแก้ปัญหาไม่ลอยตัว เก่ง รับฟังคอมมิตต่อการเข้ามาแก้ปัญหา ไม่ใช่มาอยู่เป็นทางผ่าน ตั้งใจอยู่นาน ไม่ใช่ถูกย้ายทุกปีสองปี มีระบบประเมินจริงจังด้วย ปัญหาก็จะค่อยๆ คลี่คลาย เรื่องนี้เรื้อรัง ยากแต่แก้ได้ สธ.ต้องฟังเสียงน้องๆ โดยตรง” เพจแพทย์ชนบทระบุ
วันเดียวกัน จากกรณี พญ.นภสร วีระยุทธวิไล หรือหมอปุยเมฆ นักแสดงสาวและแพทย์พี่เลี้ยงออร์โธปิดิกส์ ร.พ.ราชบุรี ได้ ทวีตตีแผ่เบื้องหลังการขอลาออกจากราชการ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้กันอย่างหลากหลายนั้น
พญ.อัจฉรา นิธิอภิญญาสกุล ผู้ตรวจสธ. เขตสุขภาพที่ 5 เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นพ.โอภาส ปลัดสธ. ให้ไปติดตามและรับฟังปัญหาในการทำงานของแพทย์ ร.พ.ราชบุรี ทั้งแพทย์เพิ่มพูนทักษะ (Intern) แพทย์พี่เลี้ยง และทีมแพทย์สต๊าฟ หลังมีข่าวแพทย์ลาออกจากภาระงานหนัก โดยมี ผอ.ร.พ.ราชบุรี รอง ผอ.ด้านการแพทย์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดด้านเวชกรรมป้องกัน แพทย์สต๊าฟและตัวแทนแพทย์อินเทิร์น แพทย์พี่เลี้ยง เข้าประชุม ร่วมกันกว่า 30 คน เพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงระบบ บรรยากาศการหารือและการให้ข้อเสนอต่างๆ เป็นไปด้วยดี
พญ.อัจฉรากล่าวว่า น้องแพทย์อินเทิร์น รู้สึกดีที่ สธ.ให้ความสนใจและส่งผู้บริหารมาร่วมรับฟัง ทีมแพทย์สต๊าฟได้สะท้อนถึงนโยบายของ สธ.ที่ให้ดูแลแพทย์อินเทิร์น ในการเพิ่มพูนทักษะ ว่าพร้อมที่จะช่วยกันพัฒนาเรื่องนี้ให้ดีขึ้น รวมถึงรับฟังประเด็นปัญหาที่มีการพูดถึงในสื่อโซเชี่ยลต่างๆ เพื่อนำมาพูดคุยและช่วยกันพัฒนาให้ระบบบริการดีขึ้น โดยได้จัดอาจารย์ของศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษามาเป็นผู้ดูแลแพทย์ อินเทิร์น ของโรงพยาบาลด้วย
“การพูดคุยครั้งนี้ แพทย์อินเทิร์น และแพทย์พี่เลี้ยงได้สะท้อนปัญหาเรื่องภาระงานที่ค่อนข้างหนัก และอยากให้ปรับปรุงการออกตรวจผู้ป่วยทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกให้ตรงเวลา ซึ่งผู้บริหาร ร.พ. และประธานองค์กรแพทย์ได้รับทราบ และจะนำไปแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป” พญ.อัจฉรากล่าว
พญ.อัจฉรากล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาขาดแคลนแพทย์ของพื้นที่เขตสุขภาพที่ 5 พบว่ามีหลายจังหวัด ทั้ง จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สาเหตุจากมีแพทย์ ลาออกมากขึ้น และเขตสุขภาพที่ 5 ได้รับการจัดสรรแพทย์ใช้ทุนมาค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับ ร.พ.แหล่งฝึก 16 แห่ง โดยแนวทางแก้ไขเบื้องต้น ได้มอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขแต่ละจังหวัด เกลี่ยแพทย์จาก ร.พ.ชุมชนมาช่วย ร.พ.ศูนย์/ร.พ.ทั่วไป ตามนโยบาย 1 จังหวัด 1 โรงพยาบาล (One Province One Hospital) โดยพิจารณาจากอัตราครองเตียงและจำนวนการส่งต่อมา ร.พ.ศูนย์/ร.พ.ทั่วไป ซึ่งจะมีการติดตามข้อมูลและประเมินผลการดำเนินการเป็นระยะต่อไป