ข้อมูลถึง‘บิ๊กหิน’ขีดเส้น15วันรู้ผล

ล้างบาง 40 ‘สัญญาบัตร-ประทวน’ ตำรวจทางหลวงเข้ากรุเพิ่ม พิษคดีสติ๊กเกอร์ส่วย ‘บิ๊กหิน’ เปิดห้องจตช.รับหลักฐานสติ๊กเกอร์ส่วยจาก ว่าที่ส.ส.วิโรจน์และนายกสมาพันธ์รถบรรทุกฯ ส่งต่อให้คณะกรรมการ 2 ชุด ขีดเส้น 15 วันต้องมีรายงานกลับมา ย้ำหากเจอเนื้อร้ายตัดทิ้งทันทีไม่มีเลี้ยง ด้านว่าที่ส.ส.จี้เอาผิดโรงโม่หิน-บ่อดินทราย ชี้บางส่วนพงส.ร่วมอัยการหากินกับสำนวน เอาผิดรถน้ำหนักเกินเล็กน้อยถึงขั้นยึดรถ ส่วนพวกที่เลยเป็นตันกลับมีอภินิหารโดนเพียงโทษปรับ

วันที่ 8 มิ.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ส.ส. พรรคก้าวไกลและนายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง นายกสมาพันธ์รถบรรทุกแห่งประเทศไทย เข้าพบ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ให้ข้อมูลและ มอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกรณีเปิดโปง เผยขบวนการเรียกรับผลประโยชน์จากส่วยสติ๊กเกอร์ทางหลวงทั่วประเทศ

พล.ต.อ.วิสนุเผยว่า การนัดหมายครั้งนี้ เพื่อให้นายวิโรจน์และกลุ่มสมาพันธ์นำข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมอบให้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก ทั้ง 2 ชุด ได้รับทราบในคราวเดียว ประกอบด้วย

1) คณะกรรมการจากสำนักงานจเรตำรวจ นำโดย พล.ต.ท.ฎิษพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ

2) คณะกรรมการจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นำโดย พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก. ประธานกรรมการ

คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด จะนำข้อมูลที่ได้ไปดำเนินการตรวจสอบแบบคู่ขนาน และ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยจะเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจและพยานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาพบ เพื่อบันทึกถ้อยคำ และเร่งรัดดำเนินการตรวจข้อสอบให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ได้ กำชับให้คณะกรรมการ ทั้ง 2 ชุด ดำเนินการให้อยู่ภายในกรอบของ กฎ ระเบียบ กฎหมายอย่างเคร่งครัด ให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย หากพบว่ามีข้าราชการตำรวจรายใด หน่วยใด มีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็นเป็นใจ หรือเรียกรับ ผลประโยชน์ตามข้อร้องเรียนจริงให้รายงานและดำเนินการทั้งวินัย และอาญา ภายในอำนาจโดยเด็ดขาด เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง และสามารถตอบคำถามสังคมได้

พล.ต.อ.วิสนุกล่าวทิ้งท้ายว่า ในขณะเดียวกันหากผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ามีข้าราชการหน่วยงานอื่นมีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็นเป็นใจ หรือร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำผิด ก็จะส่งเรื่องให้ต้นสังกัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะ เร่งตรวจสอบภายใน 15 วันก่อนรายงานผลให้ทราบ ซึ่ง ผบ.ตร.สั่งกำชับให้ดูแลให้ดีที่สุดและให้ผู้กระทำผิดได้รับความเป็นธรรม ส่วนตำรวจนายใดที่กระทำผิดก็จะดำเนินการตามขั้นตอน เช่นเดียวกับกรณีภรรยารองผบก.ภ.จว.นครปฐม ที่มีข่าวว่าเป็นผู้ผลิตสติ๊กเกอร์ส่วย เบื้องต้นตอนนี้ยังไม่ทราบ ว่ามีตำรวจยศสูงกว่าระดับ พ.ต.อ.ทำผิด หรือไม่

พล.ต.อ.วิสนุยังกล่าวถึงกรณี พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. รรท.ผบก.ทล. เตรียมสั่งย้ายตำรวจทางหลวงที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้อง ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ที่สามารถทำได้ทันที ในฐานะต้นสังกัด โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับคณะทำงานของจเรตำรวจแห่งชาติ คณะทำงานนี้จะสืบสวนทั้งระบบหาก พบตำรวจหน่วยอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องจะลง ทางวินัย หรืออาญาได้ แต่หากคำสั่งย้ายตำรวจทางหลวงออกมาแล้ว ต้นสังกัดจะส่งรายชื่อมาให้จเรตำรวจแห่งชาติพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป และเมื่อจเรตำรวจแห่งชาติพิจารณาเสร็จแล้วจะส่งให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ หรือ ก.ร.ตร. ตามพ.ร.บ.ตำรวจ ฉบับใหม่ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการทางวินัยกับตำรวจได้อย่างเข้มข้นกว่าเดิม เนื่องจากมีบุคคลภายนอก 10 คน อยู่ใน คณะกรรมการ

ด้านนายวิโรจน์กล่าวว่า นำข้อมูลเบาะแสที่รวบรวมจากพลเมืองดี และของสหพันธ์มามอบให้จเรตำรวจแห่งชาติตรวจสอบว่า ข้อมูลที่ตำรวจและของพวกตนมีนั้นครบถ้วนและตรงกันหรือไม่ ไม่มีความกังวลใด เพราะได้รับการประสานงานที่ดีทั้งคณะทำงานจเรตำรวจและตำรวจสอบสวนกลาง ข้อมูลที่ พวกเรานำมานั้นเป็นเบาะแสปลายทาง การขยายผลเชิงลึกเป็นหน้าที่ของตำรวจ สามารถใช้เทคโนโลยีและกำลังตามท้องที่มีประสิทธิภาพกว่า เชื่อว่าตำรวจมีข้อมูลเชิงลึกและไกลกว่าที่พวกตนมีแล้ว ส่วนตัวก็คาดหวังว่าการหารือในวันนี้จะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์จะต้องหมดไป และปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์อื่นๆ เช่น โรงโม่หิน บ่อดิน บ่อทราย ผู้ค้าขายหินทรายซึ่งสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินคดี และยึดใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)

นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า ยังมีประเด็นเรื่องการค้าสำนวนของพนักงานสอบสวนบางคน ที่ทำสำนวนเรียกรับผลประโยชน์ เช่น รถบรรทุกบางคัน บรรทุกน้ำหนักเกินเพียง 100-200 กิโลกรัม คนทั่วไปคงเข้าใจได้ว่าไม่มีเจตนาทำผิดกฎหมาย เพราะน้ำหนักจะเกินแต่ละครั้งต้องเกินเป็นตัน แต่พนักงานสอบสวนบางคนนำไปใส่ในสำนวนเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ และสร้างสัญญาเช่าเท็จ จากคนขับรถเปลี่ยนเป็นคนเช่ารถ เพื่อให้รถไม่ต้องถูกยึด

“เรื่องนี้ยังพัวพันไปถึงอัยการบางคน เช่น การที่คดีความไปถึงศาลชั้นต้น พิพากษาโทษปรับ แต่อัยการยังยื่นอุทธรณ์เพื่อให้รถโดนยึด ยังมีรถบรรทุกน้ำหนักเกินเป็นตัน ก็มีอภินิหารให้โดนเพียงโทษปรับได้ มองว่ารถคันหนึ่งราคาเป็นล้านบาท หากโดนยึดเพราะบรรทุกน้ำหนักเกินเพียงไม่กี่กิโลกรัมอาจไม่เป็นธรรม จึงต้องไปตรวจสอบกฎหมายและแก้ไขอีกครั้ง แต่จะเหมารวมผู้ประกอบการว่าทำผิดกฎหมายทั้งหมดไม่ได้ เพราะหลายคนอยู่ในภาวะจำยอมต่อสภาพเพราะมีระบบ แบบนี้เกิดขึ้น” ว่าที่ ส.ส.กล่าว

ขณะที่ นายอภิชาติกล่าวว่า สหพันธ์มี ข้อตกลงร่วมกันกับสมาชิกคือจะไม่ทำผิดกฎหมาย หากพบสมาชิกรายใดทำผิดจะ ขับไล่ออกจากสหพันธ์แน่นอน ส่วนกรณีที่มีผู้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงสหพันธ์ อยากให้มาพบเพื่อพูดคุยกัน เพราะระบบส่วยฝังรากลึกมานาน จะเหมารวมว่าทุกคนทำผิดไม่ได้ ต้องตรวจสอบก่อน โดยวันนี้ได้ส่งข้อมูลให้จเรตำรวจแห่งชาติมาดูว่ามีข้อผิดพลาดใดหรือไม่ ยืนยันไม่มีนอกมีใน เพราะต่อสู้มาถึง 20 ปีแล้ว ทั้งนี้ มองว่าเจ้าหน้าที่ต้องมีความจริงจังในการแก้ปัญหา เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีจเรตำรวจมารับเรื่องเช่นนี้ พร้อมยังรับปากว่าจะแก้ไข เราก็พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกัน

นายอภิชาติยังกล่าวถึงกรณีการจับกุมรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนด้วยว่า ไม่เกี่ยวข้องกันกับเรื่องส่วยสติ๊กเกอร์ครั้งนี้ เพราะรถบรรทุกในประเทศไทยมี 1 ล้าน 5 แสนคัน แต่สมาชิกสหพันธ์มีเพียง 1 ใน 3 ส่วน และไม่สามารถไปดึงคนอื่นเข้ามาร่วมได้ เพราะสหพันธ์เรามีข้อตกลงร่วมกัน แต่บางบริษัทหรือหน่วยงานอื่น อาจมีความจำเป็นต้องทำผิดกฎหมายเพื่อการแข่งขันทางธุรกิจ

วันเดียวกัน พล.ต.ต.จรูญเกียรติเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนคดีส่วยสติ๊กเกอร์ รถบรรทุก ว่า วันนี้มีประชุมร่วมกับทาง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ที่กำชับมาให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อกอบกู้เกียรติและศักดิ์ศรีของตำรวจทางหลวงกลับคืนมา และให้เร่งดำเนินการทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงที่เข้าไปเกี่ยวข้อง จากพยานหลักฐาน และข้อมูลพาดพิงที่ได้รับจากผู้ประกอบการ คาดว่ามีอยู่ประมาณ 35-40 นาย ตั้งแต่ระดับชั้นประทวนไปจนถึงระดับชั้นสัญญาบัตร โดยวันที่ 9 มิ.ย. จะเซ็นคำสั่งให้มาช่วยราชการที่ ศปก.บก.ทล. อย่างเป็นทางการ ยืนยันไม่มีการช่วยเหลือ เพราะเราทำตามหลักฐานข้อเท็จจริง เพราะถึงเวลาแล้วที่ตำรวจทางหลวงจะต้องปัดกวาดบ้านตัวเอง

ส่วนกรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร้องเรียนให้ตรวจสอบ อดีต ผบก.ทล. เกี่ยวกับกับเรื่องเบี้ยเลี้ยงของลูกน้องนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า ส่วนนี้คงเป็นหน้าที่ของทางตำรวจ บก.ปปป. จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ส่วนเรื่องการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสรรพสามิตโทรศัพท์มาเจรจาไกล่เกลี่ยให้ปล่อยรถบรรทุกน้ำมันเถื่อนที่ถูกจับในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้น ทราบว่าขณะนี้ทางอธิบดีกรมสรรพสามิตสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว หลังจากนี้จะประสานอัพเดตข้อมูลการตรวจสอบถึงกัน เพราะต้องการทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ผิดถูกว่ากันตามพยานหลักฐาน และขอให้สังคมเชื่อใจว่าจะไม่มีการหมกเม็ดใดๆ ด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน