เสนอเคาะ13มิย. สั่งยุติอีก4เรื่องที่ยื่นยุบก้าวไกล นับใหม่ไร้ปัญหา ธนกรโต้ปม151 มุ่งเตะตัดขาพิธา

ลุ้นกกต.ไฟเขียว ประกาศรับรองส.ส. ล็อตใหญ่ 13 มิ.ย. กลุ่มสีขาว ไร้เรื่องร้องเรียน ตั้งเป้าประกาศให้จบภายในเดือนมิ.ย. นายทะเบียนพรรคการเมืองตีตก 4 คำร้องยุบก้าวไกล ‘เรืองไกร’ ข้องใจ กกต.ไม่สอบหุ้น ‘พิธา’ ย้อนหลังตอนเป็นส.ส.ปี 62 ขู่เปิดข้อมูลอีก ก้าวไกลถกปมมาตรา 151 วันนี้ อดีตที่ปรึกษาประธานสภามั่นใจ ‘พิธา’ รอดร้อยเปอร์เซ็นต์ อดีตกกต. ‘สดศรี’ ชี้อยู่ที่ชะตากรรม ‘ธนกร’ โต้กระแสเตะตัดขาก้าวไกล ชาวเชียงใหม่-นักวิชาการ นัด 14 มิ.ย. ยื่นกระทุ้ง กกต.เร่งประกาศรับรองส.ส. ‘พิธา’ เดินสายอีก ลำพูน-ลำปาง-เชียงใหม่ 14-15 มิ.ย.

ก้าวไกลเตรียมถกปม 151
วันที่ 11 มิ.ย. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพคอลเล็กชั่นผ้าไทยแต่ละภาคช่วงลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ พร้อมข้อความลงบนอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มาครับ ผ้าพื้นเมืองของดีของเด็ดจากแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทย ใครตอบได้บ้างว่าผ้าอะไรมาจากที่ไหนบ้าง” พร้อมเชิญชวนให้ฝากร้าน

ส่วนความเคลื่อนไหวที่พรรคก้าวไกล ไม่มีแกนนำคนสำคัญเดินทางเข้ามาที่พรรค หลังจาก กกต.ตั้งเรื่องไต่สวนนายพิธา กล่าวหาเป็นบุคคลมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตาม มาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กรณีถือครองหุ้นสื่อ และนายพิธาก็ยังไม่มีกำหนดการเดินทางเข้ามาที่พรรค

ส่วนวันที่ 12 มิ.ย. พรรคก้าวไกลจะมีประชุม กก.บห.พรรคประจำสัปดาห์ คาดว่านายพิธา และแกนนำของพรรคจะเดินทางมาเข้าร่วมประชุมและคาดว่าจะมีการหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กกต.ด้วย

พิธาทัวร์ลำพูน-ลำปาง-เชียงใหม่
สำหรับกำหนดการเดินสายขอบคุณประชาชนของนายพิธา ในวันที่ 14 มิ.ย. เวลา 09.30 น. จะเดินทางไป จ.ลำปาง ที่วัด พระธาตุลำปางหลวง เวลา 12.00 น. ไปที่ ห้าแยกหอนาฬิกาลำปาง ส่วนช่วงเย็นวันเดียวกันจะเดินทางไป จ.ลำพูน ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ในเวลา 16.30 น. และเดินทางต่อไปยังศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเชิงสะพานท่าขาม ในเวลา 17.30 น. ส่วนวันที่ 15 มิ.ย. จะไปที่จ.เชียงใหม่ ในเวลา 13.00 น. ที่ตลาดสดเทศบาลหางดง และในเวลา 18.00 น. ที่สวนสาธารณะเทศบาลตำบลสันทรายหลวง

ชาวเชียงใหม่-นักวิชาการยื่นจี้กกต.
ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหว เพจ We, The People แจ้งว่าชาวเชียงใหม่และอาจารย์นักวิชาการจะไปยื่นหนังสือต่อ กกต.เชียงใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย. เพื่อเร่งรัดให้ประกาศรับรอง ส.ส. พร้อมเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมยื่นหนังสือ ระบุ “ชาวเชียงใหม่จะไม่ทน พุธ 14 มิ.ย. 2566 เวลา 10.00 น. หน้าตึกสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนและอาจารย์ นักวิชาการจะยื่นหนังสือเปิดผนึกเรียกร้องเร่งรัดการทำงานของ กกต. เชิญชวนชาวเชียงใหม่โดยพร้อมเพรียงกัน

นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง 14 พ.ค. 66 ล่วงเลยมาจนจะครบเดือนแล้ว กกต.ยังไม่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียที มิหนำซ้ำเพิ่งมาประกาศจะนับคะแนนใหม่อีกหลายสิบหน่วย เสมือนจะถ่วงเวลาการประกาศผลอย่างเป็นทางการให้ล่าช้าออกไปอีก

ประชาชนรอไม่ได้และไม่อยากรออีกต่อไป ประเทศไทยถูกแช่แข็งมา 8-9 ปีแล้ว เราต้องการเดินหน้า มีรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าท่านจะเลือกพรรคไหน เสียงของท่านมีค่า อย่าให้คนเพียงไม่กี่คนเสียงดังกว่าคนหลายสิบล้านคน”

8 พรรคไม่ได้เจาะลึกปม 151
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค เพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กรณีนางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ให้ความเห็นกรณีนายพิธา ถูกกกต.ตั้งกรรมการไต่สวนเอาผิดตามมาตรา 151 ซึ่งมีโอกาสสะเทือนไปถึงการโหวตนายกฯ และจะมีผลให้คุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนายกฯ หมดลงทันที ทางพรรคร่วมจะมีการหารือเพื่อหาทางออกป้องกันเกิดทางตันไว้หรือไม่ ว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นกรณีเฉพาะ ต้องคุยในมุมข้อกฎหมาย ซึ่งทางพรรคร่วมไม่ได้ยกมาเป็นประเด็นในการหารือหลัก แต่มีการนำมาประเมินสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะมีผลกระทบอะไรและไม่ได้เจาะลึกอะไร คนที่จะสามารถกำหนดประเด็นการหารือได้อยู่ที่พรรคแกนนำหลักว่าจะนำมาเป็นประเด็นหารือหรือไม่

จ่อชงกกต.รับรองสส.สีขาว13มิย.นี้
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า สำหรับความคืบหน้าการพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส. มีความเป็นไปได้ว่าทางสำนักงานกกต.เตรียมเสนอเรื่องให้ที่ประชุมกกต.พิจารณาได้ประมาณช่วงวันอังคารที่ 13 มิ.ย.นี้ ภายหลังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด(ผอ.กกต.จว) ส่งรายงานความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ประกอบด้วย ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนสูงสุด ผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ความเห็นเรื่องการประกาศผลการเลือกตั้งเข้ามาครบทุกจังหวัด รวมทั้งผลการรายงานการนับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง ใน 16 จังหวัด ซึ่งกกต.มีมติให้นับใหม่เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มแรกที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมจะเป็นว่าที่ส.ส.กลุ่มสีขาว หรือกลุ่มที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ซึ่งพิจารณาได้ง่ายและใช้เวลาไม่นาน โดยกลุ่มนี้จะเป็นล็อตใหญ่มีจำนวนมาก ส่วนว่าที่ส.ส.ที่ถูกร้องเรียนการเลือกตั้ง ตัวเลข ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 20-30 คน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการสืบสวนไต่สวนข้อเท็จจริงว่ามีมูลตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างหรือไม่ หากดำเนินการเสร็จแล้วจะเสนอให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาเป็นลำดับถัดไป

อย่างไรก็ตาม การประกาศรับรองผล การเลือกตั้ง ทาง กกต.ตั้งใจจะพิจารณาให้เสร็จภายในเดือนมิ.ย.นี้ เนื่องจากในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี กกต. จะมีอายุครบ 70 ปีในวันที่ 28 มิ.ย.ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งส่งผลให้เหลือกรรมการปฏิบัติหน้าที่เพียง 5 คนเท่านั้น

ตีตก 4 คำร้องยุบก้าวไกล
ขณะที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง มีความเห็นเมื่อเร็วๆนี้ สั่งยุติเรื่องกรณียื่นร้องขอให้กกต.พิจารณาเสนอเรื่องความพร้อมเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล ตามมาตรา 92 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 เนื่องจากเห็นว่าไม่มีมูล โดยทั้ง 4 คำร้องประกอบด้วย กรณีกล่าวหานาย ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคก้าวไกล และกก.บห. ขณะนั้นปราศรัยหาเสียงที่จ.พิษณุโลก กล่าวร้ายโครงการพระราชดำริ พาดพิงสถาบันเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อ 17 ระเบียบกกต.ว่าด้วยการเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งส.ส.2561

กรณีร้องว่าพรรคก้าวไกลมีนโยบายจะยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างการให้สัมภาษณ์ของนายพิธา ซึ่งมีเผยแพร่ทางสื่อโซเชี่ยลมีเดีย, กรณีนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล กก.บห.พรรคก้าวไกล โพสต์ เฟซบุ๊กจุดยืนตนเองและพรรคก้าวไกล เรื่องมาตรา 112 ระบุ #ยกเลิก 112 “112 เป็นกฎหมายหรือเปล่า ถ้าเป็นต้องแก้ไขให้เหมาะสมกับยุคสมัยได้ ไปจนถึงต้องยกเลิกได้ ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าสังคมมีฉันทามติร่วมกัน หยุดลิดรอนเสรีภาพในการรณรงค์แสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย”

รวมถึงกรณีกล่าวหาว่าพรรคก้าวไกลยินยอมให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช เป็นผู้นำหาเสียง เลือกตั้ง และเป็นตัวแทนดีเบต เป็นการควบคุม ครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรคขาดอิสระ โดยสำนักงานได้มีการแจ้งผู้ร้องทราบแล้ว

สนง.ยังพิจารณา 6 คำร้องยุบ
ทั้งนี้ การที่นายทะเบียนฯ มีความเห็นให้ยุติเรื่องเป็นการใช้อำนาจตามข้อ 7 ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรค พ.ศ.2564 ที่กำหนดว่ากรณีนายทะเบียนพรรค เสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานพร้อมความเห็นว่าไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคใดกระทำการตามมาตรา 92 แห่งพ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ให้ยกคำร้องหรือยุติเรื่องแล้วแต่กรณีและแจ้งให้ผู้ร้องทราบและรายงานให้กกต.ทราบ

อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางมี.ค.ที่ผ่านมา มีการรายงานข้อมูลว่าจากจำนวนเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปลายปี 2563 ถึงต้นปี 66 มีคำร้องยุบพรรครวม 83 เรื่อง โดย 61 เรื่องนายทะเบียนพรรคเห็นว่าไม่มีมูลจึงให้ยุติเรื่อง เหลือ 19 เรื่องที่ดำเนินการ และจนถึงขณะนี้เหลือคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคอยู่ในการพิจารณาของสำนักงาน 5-6 คำร้อง

ข้องใจกกต.ไม่สอบพิธาพ้นสส.ปี62
ด้าน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ให้ข่าวกรณีกกต.มีมติไม่รับ 3 คำร้องสอบนายพิธา แต่ให้ตั้งคณะกรรมการสอบฐานรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์ลงสมัครแต่ยังคงลงสมัคร ตามมาตรา 151 พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. ว่า ที่กกต.ตีตกคำร้องโดยอ้าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 51 และ 60 นั้น พอฟังได้เฉพาะกรณีประเด็นที่ร้องลักษณะต้องห้ามคราวสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อเมื่อ 4 เม.ย. 66 เท่านั้น แต่ กกต.ไปตั้งเรื่องสอบอาญามาตรา 151 อาจทำให้เข้าใจได้ว่า กกต.เห็นว่าการถือหุ้นสื่อตามคำร้องเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42(3) ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 98(3)

ในคำร้องยังมีประเด็นอื่นที่เป็นผลมาจากการถือหุ้นสื่อรวมอยู่ด้วย กกต.ควรดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป เช่น สมาชิกภาพ ส.ส. เมื่อต้นปี 62 สิ้นสุดลงหรือไม่ หรือทำไม กกต.ไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ตาม พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 14 วรรคสอง ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 89 วรรคสอง ให้ถือว่าไม่มีการเสนอชื่อนายกฯใช่หรือไม่

“ตัวอย่างแค่นี้คงพอเป็นเหตุผลให้ กกต.ย้อนไปดูคำร้องให้ละเอียดว่ายังมีงานที่ต้องทำตามหน้าที่และอำนาจต่อไปหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป หลังวันจันทร์ที่ 12 มิ.ย.ศกนี้” นายเรืองไกรกล่าว

ส.ว.เสรีตามจิก-ถกกมธ. 20 มิ.ย.
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ประธานกมธ.การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณี กกต.ตีตก 3 คำร้องกรณีถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา แต่รับพิจารณามาตรา 151 ว่า กมธ.จะประชุมอังคารที่ 20 มิ.ย. โดยจะนำคำสั่งของกกต.มาพิจารณาศึกษาดูอีกรอบ และต้องบอกให้ กกต.พูดให้ชัดๆ เพราะตอนนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าไร พยายามเข้าใจว่ากกต.จะเอาเรื่องในอำนาจหน้าที่ที่เขาควรตรวจสอบได้ตอนนี้คือมาตรา 151 แต่การ กระทำนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายเรื่องเดียว ผิดหลายเรื่องเพียงอาจไม่ถึงเวลา แต่กกต.ต้องพูดให้ชัดว่าหลังจากนี้ถ้าพบว่ามีการ กระทำความผิดมีขั้นตอนอะไรที่ต้องทำ ตอนนี้ฝ่ายนี้ก็ตีความเข้าข้างตัวเอง อีกฝ่ายก็ตีความไปอีกทาง กกต.ควรพูดให้ชัด ถ้าไม่พบความผิดก็ยกไป แต่ถ้าพบการกระทำ ความผิดจะมีอะไรเกิดขึ้นมาอีก ต้องไต่สวนเพิ่มเติม และถ้าขาดคุณสมบัติจริง รับรองไปแล้ว ขั้นตอนจะเกิดอะไรขึ้นอีก”

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่พรรคก้าวไกลระบุมติพิจารณามาตรา 151 เตะตัดขา นายพิธา เพราะมาตรา 151 มีโทษร้ายแรง นายเสรีกล่าวว่า ไม่ได้เป็นการตัดขา เขาเรียกว่าสะดุดขาตัวเอง ทำเองเออเอง สะดุดเอง ล้มเอง แล้วโทษคนอื่น หนังเรื่องนี้มันอีกยาว เพราะตนไปเจอคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยตัดสินเรื่องเหล่านี้มาก่อน ที่ตัดสินว่าเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตให้กรรมสิทธิ์ในหุ้น ในทรัพย์มรดกตกเป็นของทายาทโดยอัตโนมัติทันทีตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่เป็น ผู้จัดการมรดกอย่างเดียว ดังนั้นการที่ นายพิธาบอกว่าเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่ใช่

สดศรีชี้พิธาอยู่ที่ชะตากรรม
นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. ให้สัมภาษณ์กรณีประเด็นมาตรา 151 ว่า นายพิธาก็ยอมรับว่ามีหุ้นของไอทีวี แต่ได้มาโดยมรดก และยอมรับว่ายังไม่ได้สละมรดก แสดงว่ารู้แล้วว่ามีหุ้นสื่อจริง และการมีหุ้นสื่อก็ต้องรู้ไม่มีใครไม่รู้กฎหมาย ที่ไปพูดถึงไอทีวีเลิกกิจการแล้วนั้นไม่ใช่ เพราะการเลิกกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต้องมีการจดทะเบียนเลิกการประกอบกิจการ ที่ให้ไว้กับสำนักงานทะเบียนของกระทรวงพาณิชย์ และยังมีการประชุมผู้ถือหุ้นอีก แสดงว่ายังมีกิจการอยู่ แม้ความเป็นจริงไม่มีแต่การไม่ได้จดทะเบียนเลิกกิจการเป็นการผูกมัดไอทีวีว่าบริษัทแห่งนี้ยังทำกิจการอยู่เหมือนเดิม แม้ข้อเท็จจริงจะไม่มีแล้วก็ตาม

มาตรานี้โทษแรงมาก จำคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท-2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี สำคัญที่สุดคือโทษจำคุกและโทษปรับ กฎหมายไม่ได้ระบุให้ศาลรอการลงโทษได้ ถ้าผิดก็ต้องจำคุกเลยและต้องถูกปรับด้วย เพราะกฎหมายใช้คำว่าและมาตรา 151 ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันมาก กรณีถือหุ้นตามาตรา 98(3) ของรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลานาน แต่มาตรา 151 ไม่ต้องใช้เวลานาน แม้ศาลทุกศาลมีอำนาจเพิ่มเติมกฎหมายได้ แต่มาตรา 151 ไม่สามารถยืนยันว่าศาลจะขยายความอะไร และอย่าลืมว่าศาลทุกศาลถูกฟ้องได้ กกต.ก็ถูกฟ้องได้ว่ากระทำความผิดต่อหน้าที่ ซึ่งจะเห็นว่า กกต.ก็ติดคุกกันมาแล้ว นายพิธาเป็นคนหนุ่มที่เก่งคนหนึ่ง เหมาะสมจะเป็นนายกฯ ถ้าไม่ลงการเมืองอาจไปไกลกว่านี้ก็ได้ แต่ลงการเมืองปีนี้ซึ่งแข่งขันสูงมาก เป็นการแข่งขันที่เอาเป็นเอาตายกัน ถือว่าเป็นคนเก่งคนหนึ่งของประเทศไทย แต่ชะตาชีวิตของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับ ชะตากรรม

อดีตปธ.สภามั่นใจรอด 100%
นายประทีป วัชรโชคเกษม อดีตประธานอนุกรรมการผ่านร่างกฎหมายตั้งศาลทุจริตแห่งชาติ และอดีตที่ปรึกษาประธานสภา ยุค นายมารุต บุนนาค แสดงความเห็นประเด็นมาตรา 151 ว่า “นายพิธารอด 100% และเป็นกุศโลบายที่ลึกซึ้งซึ่ง กกต.ตัดคำร้อง 3 นักร้องตกไปและฟ้องเอง

1.ช่วยให้ไม่ต้องโยนเผือกร้อนให้ศาลรัฐธรรมนูญ และให้มีการรับรองการเป็น ส.ส.ของหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ ส.ส. ทั้งหมด ที่ไม่ต้องเลือกตั้งใหม่

2.การกล่าวหา รู้อยู่แล้วว่ามีหุ้นสื่อไอทีวีซึ่งได้รับมรดกมา และผ่านการตรวจสอบจาก กกต.ในการสมัคร ส.ส.ปี 62 และปี 66 และผ่าน ป.ป.ช.มาแล้ว และกรณี นายชาญชัย ถูกตัดสิทธิ์ และต่อสู้ศาลตัดสินว่าถือหุ้นน้อยนิดไม่สามารถครอบงำกิจการได้

3.เมื่อไต่สวนยื่นฟ้องอัยการอาจไม่สั่งฟ้อง ถึงฟ้องศาลอาจไม่รับฟ้อง ยังไงก็ชนะ ถ้าผิด กกต.ก็ผิด และมีเวลาเป็นปีและผ่านจุดตายมาได้แล้ว

4.ถึงพวก 3 นักร้อง หรือ ส.ส. ส.ว. จะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญอีก ก็ถือเป็นฟ้องซ้ำ ศาลต้องดูผลคดี ม.151 เรื่องถือหุ้นไอทีวีจึงจบแบบสวย ดูเหมือนน่ากลัว แต่ดีที่สุดสำหรับคุณพิธา ที่จะผ่าน ด่าน ส.ว.หรือไม่

และจะมีใครโหวตสู้ไหมยังใช้เวลา อาจถึงเดือนธันวาคม จึงชนะ นายทักษิณ ชินวัตร กลับมาตอนนี้มีอันตรายสุดๆ 1 มกราคม 67 จึงโชคดี แบบสง่างาม” นายประทีประบุ

ธนกรโต้เตะตัดขา
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีกลุ่มผู้สนับสนุนนายพิธา รวมถึงคนในพรรคก้าวไกลเคลื่อนไหวกดดัน กกต.อ้างว่ามีกระบวนการเตะตัดขาไม่ให้นายพิธาได้เป็นนายกฯ ว่า อยากให้ทุกฝ่ายรอติดตามการทำงานของ กกต.ที่อาจต้องใช้เวลาไต่สวนตรวจสอบ มั่นใจกกต.ยึดถือปฏิบัติตามหลักกฎหมาย ตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม มั่นใจไม่มีการเล่นเกมการเมือง หรือกระบวนการเตะตัดขาอย่างที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมกันนี้หากผลวินิจฉัยของ กกต.และศาล ออกมาเป็นที่สุดอย่างไร ทุกคนก็ต้องเคารพกฎหมาย หาก กกต.ไม่ดำเนินการเมื่อพบความผิดก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ต้องถูกฟ้องร้องเอาผิดด้วยเช่นกัน

“อย่าเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ การปลุกระดมมวลชนออกมาบนท้องถนนเพื่อกดดันการตรวจสอบนั้น จะยิ่งทำให้สถานการณ์เพิ่มความขัดแย้งในบ้านเมืองมากขึ้นไปอีก แน่นอนว่า 14 ล้านเสียง ที่เลือกพรรค ก้าวไกลมานั้นคาดหวังอยากให้นายพิธาได้เป็นนายกฯ ขอส่งกำลังใจให้พรรคอันดับ 1 และว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะคนไทยทั้ง 70 ล้านคน เราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเดียวกัน ผลออกมาเป็นอย่างไร ก็ต้องยอมรับ” นายธนกรกล่าว

แต้มเพิ่ม – บรรยากาศนับคะแนนใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 5 หน่วยที่ 7 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กทม. ผลพรรคก้าวไกลกับรวมไทยสร้างชาติ ได้บัญชีรายชื่อเพิ่มพรรคละ 1 คะแนน ที่ลานจอดรถ สนง.เขตวังทองหลาง เมื่อ 11 มิ.ย.

นับคะแนนใหม่ฉลุย
ส่วนการนับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วยเลือกตั้ง 16 จังหวัดนั้น ในกทม. ที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งครั้งที่แล้วมีบัตรเขย่ง 37 ใบ นายพงษ์จักรินทร์ ถาวรพงษ์ ผอ.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ยืนยันทุกอย่างโปร่งใส ซึ่งไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงลำดับส.ส. ที่พรรคก้าวไกลมาที่ 1 แม้คะแนนลดลง เช่นเดียวกับเขตบึงกุ่ม และเขตบางซื่อ ที่ว่าที่ส.ส.จากพรรคก้าวไกลก็ยังมีคะแนนนำ และเขตบางซื่อ

ที่จ.เพชรบุรี หน่วยเลือกตั้งที่ 6 หมู่ที่ 6 ต.ไร่ใหม่พัฒนา อ.ชะอำ ร.ต.อ.หญิง ฐาปนีย์ มหาพชราอรุณใหม่ ผอ.กต.เพชรบุรี ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเพชรบุรี สื่อมวลชนและประชาชน ร่วมสังเกตการณ์การนับคะแนนใหม่ ผลรวมคะแนน 461 ตรงผู้มาใช้สิทธิ

ร.ต.อ.หญิงฐาปนีย์ กล่าวว่า การนับคะแนนใหม่ครั้งนี้เรียบร้อย ส่วนครั้งแรกที่เกินมา 1 คะแนน อาจผิดพลาดจากการขีดนับคะแนน

นับใหม่ – บรรยากาศการนับคะแนนใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ที่จ.ประจวบฯ โดยมีนายบุญมี สำมณี ประธานกกต.ประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 พร้อมคณะกรรมการ จัดให้มีการนับคะแนนใหม่ ใน 5 หน่วยเลือกตั้ง

หมอทศคะแนนลด 2 แต้ม
ที่จ.สระบุรี ที่นับใหม่ 2 หน่วยนั้น ไม่มีปัญหาเช่นกัน แต่ครั้งแรกเนื่องจากมีปัญหามีบัตรเสีย 1 ใบไปรวมบัตรดี และคะแนน ผู้สมัครมีลดและเพิ่มแตกต่างจากเดิม แต่ไม่มีผลต่อว่าที่ส.ส.

ที่หอประชุม อ.เมืองแพร่ ผลนับคะแนนใหม่ปรากฏว่า คะแนนของ น.พ.ทศพร เสรีรักษ์ พรรคเพื่อไทย ลดลง 2 คะแนน

จ.ตรัง มีการนับคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อใหม่รวม 5 หน่วย ในเขต 1 และเขต 2 ซึ่ง ขต 1 นายถนอมพงศ์ หลีกภัย หลานชายนายชวน หลีกภัย ที่ลงให้พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1, เขต 2 นายทวี สุระบาล ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ คะแนนเป็นอันดับ 1 ของประเทศคือ 63,785 คะแนน หลังนับใหม่ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงส.ส.

เช่นเดียวกับที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ คะแนนผิดหน่วยละ 1-2 คะแนนเท่านั้น ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ส.ส. รวมทั้งที่จ.ลพบุรี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน