ไต่สวนให้เสร็จ‘กรมพัฒน์’แจงไอทีวี-มีตัวตน
แต่ไม่ชัดทำสื่อ‘แท็กซี่’ล้อมวงจับเข่าเศรษฐา

ประธานกกต.แย้มรับรองหมดทั้ง 500 ส.ส. ขีดเส้นกรรมการไต่สวนคดีหุ้นสื่อ 20 วัน ถ้าไม่ทันขยายได้ครั้งละ 15 วัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แจง 3 ประเด็นร้อน ชี้สถานะไอทีวี ‘ยังดำเนินกิจการอยู่’ แต่ไม่ได้หมายความว่าประกอบกิจการอยู่จริงหรือไม่ ‘วิโรจน์-ก้าวไกล’ทวีตหลังไอทีวีแจงข้อกังขาทำกิจการสื่อหรือไม่ ส่อส่งสัญญาณลอยแพลูกสมุน เซฟผู้บงการ ‘เรืองไกร’ ยอมรับรู้เป็นเอกสารไม่ทางการ ยื่น กกต.แค่ชี้เป้าให้ตรวจสอบต่อ ‘เศรษฐา’จับเข่าคุยคนขับแท็กซี่ ลั่นตั้งรัฐบาลเสร็จลุยแก้ปัญหาให้

กรมพัฒน์แจง 3 ข้อสงสัย
จากกรณี บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการบันทึกรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2566 ไม่ตรงกับคลิปวิดีโอขณะประชุม รวมถึงแบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) ปี 2565 และงบการเงินไตรมาส 1 ประจำปี 2566 ที่ยื่นต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ไม่ตรงกับที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ โดยยืนยันไม่ได้ต้องการสื่อสารว่ายังประกอบกิจการสื่ออยู่ และมีรายได้การลงทุนและดอกเบี้ยรับเท่านั้น

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจง 3 ประเด็นกรณี ไอทีวีว่า 1.การนำส่งงบการเงินตามแบบ ส.บช.3 เป็นการแสดงถึงผลประกอบการและสถานะทางการเงินของนิติบุคคล เพื่อให้สาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การยื่นจดทะเบียน

2.ไอทีวี ปัจจุบันมีสถานะ “ยังดำเนินกิจการอยู่” เป็นการบอกว่านิติบุคคลได้ถูกจัดตั้งและมีตัวตนอยู่ตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่านิติบุคคลนั้นมีการทำกิจการ หรือประกอบกิจการทางการค้าใดในความเป็นจริงอยู่หรือไม่ หากมีการประกอบกิจการลักษณะใดจะแสดงข้อมูลผลการดำเนินการและฐานะการเงินในงบการเงินนั้น เปรียบเสมือนบุคคลที่เกิดและยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้

3.รายงานการประชุมของบริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) เพื่อประกอบการยื่นแจ้งงบการเงินประจำปี ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ.2543 ทำให้ทราบว่างบการเงินฉบับดังกล่าวผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นแล้ว

หากพบมีรายงานการประชุมวาระอื่นนอกเหนือจากที่กรมระบุ และนอกเหนืออำนาจตามพ.ร.บ.บริษัทมหาชน ที่อาจก่อให้เกิดข้อโต้แย้งใดแก่ผู้ถือหุ้นและบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง อาจพิจารณาเป็นการดำเนินการเป็นการภายในของบริษัทที่ต้องมีการตรวจสอบและชี้แจงต่อไป

เด็กก้าวไกลซัดตัดตอนสมุน
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์หลังไอทีวีออกเอกสารชี้แจง ว่า “นี่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณตัดตอนลอยแพเหล่าลูกสมุน เพื่อเซฟผู้บงการ นับจากนี้ ต่างคนต่างเอาตัวรอดกันเอง แต่อย่าให้เรื่องพันมาถึงนายก็แล้วกัน”

นายวิโรจน์ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมของว่าที่ส.ส.ทั้ง 151 คนของพรรคก้าวไกล ที่คาดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองในวันที่ 21 มิ.ย.ว่ามีการ ซักซ้อมกัน เมื่อสภาเปิดจะได้ใช้กลไกสภาแก้ปัญหาของประชาชนได้เลยตามนโยบายที่พรรคได้ประกาศไว้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านบริหารและนิติบัญญัติ

‘โรม’เตือนสกัดกั้น-ระบบพัง
นายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว. ระบุว่าส.ว.ไม่สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้ขาดคุณสมบัติของส.ส.ได้ แต่มาตรา 82 ระบุว่ากกต. มีอำนาจทำได้ จึงเห็นว่ากกต.มีหน้าที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเป็นที่สุดว่าทำไมการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ของนายพิธาถึงได้มีอุปสรรคหรือกระบวนการต่างๆ มากมาย ทั้งที่ในความเป็นจริงนายพิธาไม่เคยมีกรณีทุจริตคอร์รัปชั่นจากการบริหารราชการแผ่นดิน

หากย้อนเทียบตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจะเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้มีลักษณะมุ่งหมายที่จะจัดการพรรคและนายพิธาอย่างเฉพาะเจาะจง การใช้กระบวนการแบบนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นและศรัทธา กลับทำให้ประชาชนรู้สึกโกรธต่อความไม่เป็นธรรมที่พยายามมุ่งเข้าสู่นายพิธาด้วย สิ่งที่พยายามทำทั้งหมด คือการนำต้นทุนทางกฎหมายและทุกอย่างไปใช้เพื่อสกัดกั้นนายพิธา สุดท้ายไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรคือการทำลายศรัทธาของประชาชนที่จะมีต่อระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ดังนั้น ควรปล่อยให้เดินหน้าต่อไปตามผลการเลือกตั้ง นี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้

เมื่อถามว่าขณะนี้มีการมองว่าการลงพื้นที่ขอบคุณคะแนนเสียงของนายพิธาเป็นการพยายามปลุกระดม นายรังสิมันต์กล่าวว่า พรรคก้าวไกลพูดตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งแล้วว่าไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร เราจะเดินหน้ามาพบปะประชาชนอยู่ดี เจตนารมณ์ของเราชัดเจน ไม่ใช่ต้องการปลุกระดม ประชาชนรู้ว่าการเมืองเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาปลุกระดมทั้งสิ้น เชื่อว่าประชาชนตัดสินใจเองได้

‘เรืองไกร’รู้เป็นเอกสารไม่ทางการ
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะผู้ยื่นกกต. ขอให้ตรวจสอบการถือหุ้นของนายพิธา ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยกรณีที่บมจ.อินทัช บริษัทแม่ของไอทีวีชี้แจงว่างบการเงินไตรมาส 1/2566 ของไอทีวี เป็นแค่ร่างใช้ภายใน ไม่สามารถใช้อ้างอิง ไม่มีผลทางกฎหมาย ฉะนั้นจะสามารถนำมาใช้สอยนายพิธาได้หรือไม่ว่า ทำได้ ไม่มีปัญหา ตนรู้ว่ามันยังไม่เป็นทางการ คนทำบัญชีรู้กันทั้งนั้น มันเป็นแนวทางซึ่งต้องสอบทานทางบัญชีและกิจการ รายรับรายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ คนไม่เข้าใจก็จับไปกระเดียดกันเยอะแยะไปหมด

ถามว่าในเมื่อเอกสารงบการเงินไตรมาส ที่ 1/2566 ยังไม่เป็นทางการ สามารถดึงไปใช้ได้หรือ นายเรืองไกรกล่าวว่า ในเมื่อเว็บไซต์ไอทีวีเผยแพร่นักข่าวบางคนมาถามตนว่าดูอย่างไร ตนถึงได้บอก เมื่อนักข่าวเข้าไปเปิดดูก็เห็น ก็ไม่มีปัญหาอะไร เหมือนรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะตีว่ายังไม่รับรอง นำไปอ้างอิงทางกฎหมาย ไม่ได้ แต่เขาก็ออกให้

ส่วนคนหยิบฉวยไปเช็กบิล ไม่ใช่ผู้ร้อง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องตรวจสอบ หรือศาลรัฐธรรมนูญที่วิเคราะห์พยานหลักฐาน เราเพียงแต่มีข้อความ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปสอบยัน เหมือนกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบยันหนังสือผู้จัดการกองมรดก จะได้ยินคำพูดหนึ่งคือ รีเช็กว่าศาลยังไม่ตอบ เมื่อศาลตอบมาแล้ว เขาก็รับไว้ คือข้อเท็จจริงต้องได้ข้อยุติสิ้นกระแสความ แต่เรื่องนี้ขณะนี้กระแสความยังไม่สิ้น ก็จับตรงนั้นทีตรงนี้ที สนุกสนาน

ต่อข้อถามว่าคนที่จับตรงนั้นทีตรงนี้ที่ ไม่ใช่สังคม แต่เป็นนายเรืองไกร ที่จับมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ นายเรืองไกรตอบว่า ตนในฐานะผู้ร้องไม่เยอะ แต่ในฐานะไม่ใช่ผู้ร้อง เยอะไป นอกสำนวนเยอะ ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าคนที่เห็นต่างให้ร้องเข้าไป จะได้เป็น น้ำหนักของอีกฝ่าย ไม่ใช่มาโพสต์ มาเถียง มาออกรายการอย่างนี้ เมื่อถามว่านายเรืองไกรตั้งคำถามไปที่ไอทีวีบ้างหรือไม่ ในเมื่อยังเป็นข้อมูลไม่เป็นทางการแล้วขึ้นเว็บไซต์เผยแพร่ต่อสาธารณะทำไม นายเรืองไกรกล่าวว่า คนถามควรต้องเป็นกกต. หรือศาล ตนเป็นแค่ผู้ร้อง ไม่ใช่ผู้สอบสวน หรือไต่สวน

นวก.ชี้เอกสารร้องส่อเป็นเท็จ
น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและ นักวิชาการ (นวก.) อิสระด้านเศรษฐศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่าในเมื่อไอทีวียืนยันชัดเจนในจดหมายชี้แจงวันที่ 15 มิ.ย.ว่า ร่างงบไตรมาส 1 ปี 2566 (น่าจะชุดเดียวกันกับที่เรืองไกร เอาไปร้องกกต.) เป็นเอกสารภายในบริษัทเท่านั้น “จึงยังไม่สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้งานภายนอกบริษัทได้ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ” (แต่พอมีคนตั้งคำถามมากๆ ว่า แล้วทำไมเอาเอกสารภายในขึ้นเว็บบริษัทให้คนดาวน์โหลดได้ล่ะ เมื่อวานก็ได้มีการซ่อนลิงก์ดาวน์โหลดงบไตรมาสทั้งหมดแล้ว)

ในเมื่อบริษัทยอมรับว่าเป็นเอกสารภายในเท่านั้น แปลว่าข้อมูลล่าสุดที่เป็นทางการ ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ นำไปใช้อ้างอิงได้ว่าวันนี้ “ไอทีวีทำธุรกิจอะไร” ก็มีแค่งบการเงินไตรมาส 1 ปี 2566 ของ บมจ.อินทัช บริษัทแม่ของไอทีวี ซึ่งงบการเงินระหว่างกาลชุดนี้ยื่นต่อก.ล.ต.ด้วย และผ่านการสอบทานจาก ผู้สอบบัญชีแล้ว รายงานการสอบทานของ ผู้สอบบัญชีระบุว่า ได้สอบทานงบของบมจ. อินทัช “และบริษัทย่อย” ซึ่งแปลว่า สอบทานงบไตรมาส 1 ของไอทีวีมาแล้วเช่นกัน

งบไตรมาส 1 ปี 2566 ของอินทัช ชี้ชัดว่า ณ วันที่ 31 มี.ค.2566 สถานะของไอทีวีคือ “หยุดดำเนินธุรกิจ” ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงที่เราได้รับรู้มาตลอด ก่อนเดือนเม.ย. ที่ดูเหมือนจะเริ่มมีความพยายามเปลี่ยนให้ไอทีวีลุกขึ้นมาทำสื่อ (อะไรก็ได้)

ในบรรดาเอกสารต่างๆ ที่ปรากฏในข่าวว่า นายเรืองไกรเอาไปร้องกกต. มาถึงวันนี้มีหลายชุดที่ “ใช้ไม่ได้” แล้ว

1.แบบ ส.บช.3 ใบปะหน้านำส่งงบการเงินประจำปี 2565 น่าจะเข้าข่าย “เอกสารเท็จ” เนื่องจากระบุ “สื่อโฆษณา” ในช่อง “สินค้าและบริการ” ทั้งที่ไอทีวีไม่ได้ทำธุรกิจนี้และไม่มีรายได้จากธุรกิจนี้เลยในปี 2565 บริษัทไอทีวีควรเร่งส่งแบบฟอร์มนี้ฉบับแก้ไขให้กับกรมพัฒน์ฯ โดยเร็ว และ กกต.ไม่ควรพิจารณาแบบ ส.บช.3 ที่ นักร้องเอาไปร้อง

ทวงผลเลือกตั้ง – เครือข่ายประชาชนสังเกตการเลือกตั้ง 66 จัดกิจกรรม‘ทวงผล เลือกตั้งร่วมกดดัน กกต.’ เรียกร้องให้กกต.ประกาศผลทางการและรับรองส.ส.หลังการ เลือกตั้งผ่านมานานกว่า 1 เดือนแล้ว ที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ ปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.

จี้‘อินทัช’อย่าอยู่นิ่ง-เร่งเคลียร์
2.รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี วันที่ 26 เม.ย.2566 มีข้อโต้แย้งมากมายว่า บันทึกไม่ตรงกับคลิปที่สื่อเผยแพร่ (และไอทีวียอมรับผ่านจดหมายชี้แจงว่าเป็นคลิปจริง) เช่น คำตอบ “ไม่ได้ดำเนินการใดๆ” กลับถูกบันทึกเป็น “ยังดำเนินการตามวัตถุประสงค์…” ดังนั้น รายงานนี้ถ้าไม่แก้ น่าจะเข้าข่าย “รายงานการประชุมเท็จ” ไอทีวีควรแก้ไขรายงานการประชุมให้ถูกต้อง และ กกต. ไม่ควรพิจารณารายงานเก่าที่นักร้องเอาไปร้อง

3.ร่างงบการเงินไตรมาส 1 ปี 2566 ของไอทีวี อันนี้ไอทีวีบอกเองว่า “ยังไม่สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้งานภายนอกบริษัทได้ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ กกต. ไม่ควรพิจารณา

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องตาม คิดว่ามาถึงจุดนี้ บมจ.อินทัชในฐานะบริษัทแม่ของไอทีวีที่จัดการทุกสิ่งให้ ควรต้องออกโรงแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบของบริษัทก็มี ยิ่งอยู่นิ่งๆ ไปนานๆ ผู้ถือหุ้นจะหาว่าขาดธรรมาภิบาล

ในส่วน “บริการลงสื่อโฆษณา” ให้กับบริษัทในเครือ (กลุ่มอินทัช) ที่ร่างงบไตรมาส 1 ของไอทีวีอ้างว่า เริ่มเสนอ 24 ก.พ. 2566 (วันเดียวกันกับที่ผู้สอบบัญชีเซ็นงบปี 2565) และจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2 ปี 2566 นั้น ไม่น่าจะเสนอให้อินทัชหรือบริษัทแม่ เพราะงบไตรมาส 1 ปี 2566 ของอินทัชยังไม่ปรากฏธุรกรรมนี้ใน “รายการระหว่างกัน” แต่กลุ่มอินทัชนอกจากอินทัชเองแล้ว มีบริษัทอีกแค่3 แห่ง นอกจากไอทีวี เชื่อว่านักการเงินและนักบัญชีหลายท่านจะรอการรายงานงบไตรมาส 2 ของอินทัชด้วยใจระทึก และอีกหลายเดือนนับจากนี้น่าจะเรียกร้องให้ไอทีวีเปิดงบไตรมาส 2 ด้วยนะเพื่อความชัดเจน

ปปช.ย้ำ‘พิธา’ยื่นเป็นผจก.มรดก
ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ ป.ป.ช.เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายพิธาว่า การยื่นเอกสารถือครองหุ้นไอทีวีในนามผู้จัดการมรดก ซึ่งมีเอกสารทางราชการคือคำสั่งศาล และหนี้การค้ำประกันตามที่ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนไปแล้วก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการยื่นก่อนเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามปกติ และได้ยื่นเข้ามาเพิ่มเติมเป็นใบหุ้นของไอทีวีที่มีเอกสารระบุชื่อเป็นของนายพิธา จำนวน 42,000 หุ้น มูลค่าประมาณ 42,000 บาท ซึ่งมีหมายเหตุกำกับและเอกสารประกอบ คือคำสั่งศาล เมื่อประมาณเดือน มี.ค.ปี 2550 ที่ได้ระบุว่า ให้นายพิธาเป็นผู้จัดการมรดก

การโอนหุ้นของนายพิธา ป.ป.ช.จะ ต้องตรวจสอบด้วยเช่นกันว่ามีการโอนเรียบร้อยเมื่อไร โอนก่อนหรือโอนหลังพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งต้องดูว่าหลังจากพ้นตำแหน่งทรัพย์สิน ดังกล่าวยังอยู่หรือไม่ ถ้าพ้นแล้วแต่ทรัพย์สินยังอยู่ก็ต้องยื่น แต่ถ้าพ้นแล้วทรัพย์สินไม่อยู่ก็ไม่ต้องยื่นตามกฎหมาย แต่ถ้ามีเหตุสงสัย อาจจะแค่สอบถาม เพราะหุ้นดังกล่าวมีมูลค่าเพียงแค่ 40,000 กว่าบาท ถ้าเทียบกับสัดส่วนที่ยื่นมาซึ่งเป็นทรัพย์สินจากการเป็นผู้จัดการมรดกรายการอื่น ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยมาก

ไม่รู้ถือหุ้นไอทีวี 100%หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากจะมีคำสั่งศาล มีเอกสารอื่นประกอบด้วยหรือไม่ นายนิวัติไชยกล่าวว่า จะต้องตรวจสอบคำสั่งศาลว่าต้องมีหนังสือขอว่าเป็นสำเนาหรือต้นขั้วที่มาจากคำสั่งศาลหรือไม่ เนื่องจากการตรวจสอบพบว่ามีเอกสารที่เกี่ยวข้อง 5 ชุด แล้วพบว่าเป็นเอกสารตั้งแต่ปี 2550 ผ่านมาแล้วกว่า 15 ปี ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ เนื่องจากทางราชการปกติแล้วจะต้องทำลายเอกสารในเวลา 10 ปี การจะไปค้นข้อมูลเก่าของแต่ละหน่วยงานอาจเป็นไปด้วยความยากลำบาก และได้รับการแจ้งว่าอยู่ระหว่างการตรวจค้นยังหาไม่เจอ

ล่าสุดได้รับแจ้งจากศาลพบว่าการแต่งตั้ง ผู้จัดการมรดกดังกล่าวไม่มีผู้ใดคัดค้าน จะต้องไปดูว่าในพินัยกรรมมอบทรัพย์สินให้ใครบ้าง เพราะนายพิธาอาจจะมีหน้าที่แค่เป็นคนแบ่งทรัพย์สินให้กับทายาท ในประเด็นดังกล่าว ป.ป.ช.ไม่ได้ขอเอกสารเพราะไม่เกี่ยวกับ ป.ป.ช. เนื่องจากบทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช. มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ณ วันที่เข้าและพ้นจากตำแหน่งเท่านั้น และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าหุ้นไอทีวีเป็นของนายพิธา 100% เพราะไม่เห็นรายละเอียด

‘อิทธิพร’แย้มรับรองหมด 500 ส.ส.
ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. เปิดเผยความคืบหน้าพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทางสำนักงาน กกต.ได้เสนอข้อมูลการประกาศรับรองผลส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่เห็นว่าการรับรองผลจะต้องมีข้อมูลประกอบมากกว่านี้ ฉะนั้น กระบวนการพิจารณาเรื่องการประกาศรับรองผลส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจะมีการประชุมต่อในสัปดาห์หน้า รวมทั้งการประกาศรับรองผลส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ด้วย

ยืนยันว่าการประกาศรับรองผลจะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องประกาศไม่เกิน 60 วัน จะช้าหรือเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะเข้าสู่การพิจารณานั้นครบถ้วนสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ซึ่งข้อมูลที่ได้นั้นมาจากผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ประกอบด้วยข้อมูลคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามว่ามีว่าที่ส.ส.ท่านใดเข้าข่ายหรือไม่ กระบวนการนี้ใกล้จะแล้วเสร็จ ถ้าสัปดาห์หน้ามีข้อมูลเพียงพอสามารถประกาศรับรองผลให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 95 แต่ถ้าข้อมูลครบถ้วนจะสามารถประกาศให้ได้ครบร้อยละ 100 ยืนยันว่าจะประกาศผลให้เร็วกว่าการ เลือกตั้งเมื่อปี 2562

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากต้องพิจารณาใบเหลืองหรือใบส้มจะมีระยะเวลาดำเนินการอย่างไร นายอิทธิพรกล่าวว่า หากมีใบเหลืองหรือใบส้มจะต้องดำเนินการก่อนประกาศก่อนรับรองผลส.ส. ส่วนจะแจกให้กับใครหรือไม่นั้นต้องดูที่กระบวนการสืบสวนไต่สวน ซึ่งข้อมูลมาจาก กกต.จังหวัด หรือส่วนกลางเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเสนอผ่านเลขาธิการ กกต.เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมกกต. ซึ่งไม่สามารถพูดได้ว่ากระบวนการจะเป็นอย่างไรต่อไป หาก กกต.ต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก็สามารถทำได้ เพราะระยะเวลามีเพียงพอและกฎหมายเปิดช่องย่นระยะเวลาเพื่อดำเนินการ ซึ่งขณะนี้สำนวนคำร้องเรียนคัดค้านการ เลือกตั้งกกต.ยังไม่ได้มีการเริ่มพิจารณา

ขีดเส้นไต่สวนคดีหุ้น 20 วัน
ต่อข้อถามว่านายพิธาถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบการถือหุ้นไอทีวีจะประกาศผลพิจารณารับรองไปก่อนหรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า กรณีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการโดยกกต.ได้มีมติตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งจะดำเนินการโดยเป็นไปตามระเบียบการสืบสวนไต่สวนชัดเจน ย้ำว่าต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และต้องยึดถือกระบวนการตามขั้นตอนต่างๆ อย่างเคร่งครัด ส่วนจะต้องแยกระหว่างการประกาศรับรองผลกับการสืบสวนไต่สวนหรือไม่นั้น ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวเพราะกกต.คำนึงถึงสาเหตุสำคัญคือการเลือกตั้ง มีความสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

ส่วนไอทีวีออกแถลงการณ์เมื่อ 15 มิ.ย. รวมถึงเอกสารที่นายพิธายื่นให้ป.ป.ช.ในฐานะ ผู้จัดการมรดกจะมีผลต่อการพิจารณา ของกกต.หรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า ขณะนี้อยู่ใน ขั้นตอนตามอำนาจการตรวจสอบของคณะกรรมการการสืบสวนไต่สวน ซึ่งได้ทำหน้าที่ตามขั้นตอน จะมีการเรียกพยานหรือเอกสารได้ กกต.จะไม่ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำงาน ขั้นตอนของคณะกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วภายใน 20 วัน หากไม่ทันสามารถขอขยายระยะเวลาได้ครั้งละ 15 วัน ดังนั้น เรื่องนี้จะทำโดยเร็วไม่ได้ เพราะจะ ขัดต่อกระบวนการของกฎหมายที่กำหนด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเรียกร้องให้กกต.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 คือยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้ทันการโหวตนายกฯ นายอิทธิพรกล่าวว่า เรื่องนี้พูดตอนนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่ผ่านขั้นตอนการพิจารณาหรือการนำเสนอของใคร ทุกอย่าง กกต.ต้องตัดสินโดยมติในที่ประชุม เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะพิจารณาทันก่อนการโหวต นายกฯ เพื่อป้องกันปัญหา ประธาน กกต.กล่าวว่า คิดอย่างนั้นไม่ได้เพราะเรื่องเข้าสู่กระบวนการ ถ้าเทียบกับระเบียบสืบสวนไต่สวนก็เหมือนประมวลวิธีพิจารณาความอาญา หากไปเร่งจะไม่เป็นธรรม

‘เจษฎ์’มองเสียงส.ว.ขัดโหวตนายกฯ
ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ ราชการฯแจ้งวัฒนะ สมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “ทิศทางการเมืองไทยภายหลังการเลือกตั้ง ปี 2566”

นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่ต้องแปลกใจที่อาจจะล่าช้า เพราะอย่างประเทศเยอรมัน หรือเบลเยียม ยังใช้เวลาถึง 400 กว่าวัน เมื่อเทียบกันแล้วการจัดตั้งรัฐบาลไทยจึงไม่ได้ล่าช้า แต่ที่เป็นปัญหาคือ แม้จะได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่สุดท้าย หากสภาล่าง มีเสียงไม่ถึงครึ่งก็อยู่ลำบาก ท้ายที่สุดจะเกิดกลไกที่ตนมองว่า ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การเข้ามารักษาความสงบแห่งชาติ จะทำให้บ้านเมืองลุกลามบานปลาย และจบปลายทางด้วยการรัฐประหาร ดึงพรรคพวกเข้ามาบริหาร

ปัญหามากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล คือ การมี ส.ว. 250 เสียง จะต้องคอยขัดว่า การโหวตนายกฯต้องให้ได้ 376 เสียง หากไม่มีเชื่อว่า พรรคเพื่อไทย ไม่มีวันจับมือกับพรรคก้าวไกลเด็ดขาด นี่คือ สิ่งที่อดีต คสช. ได้ทำไว้ เพื่อช่วยเสียงข้างน้อยให้จัดตั้งรัฐบาลได้ และถ้าจะมองถึงขนาดนี้ ก็มองให้ไกลกว่านี้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจไปด้วยเลย จะได้ไม่ต้องมีปัญหา หรือจะให้ ส.ว. ร่วมโหวตกฎหมายด้วยเลย ย้ำว่า สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา คือ คสช.

‘สิริพรรณ’ห่วงเผชิญหน้าฝนร้อนระอุ
ด้าน นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะของการแช่แข็งทางการเมือง เพราะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วกว่า 1 เดือน จริงอยู่ที่ต่างประเทศใช้เวลานานกว่านี้ ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลผสม แต่ไม่มีประเทศไหนในโลกที่กกต. มีระยะเวลาถึง 60 วัน ในการพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้ง จึงมองว่า นี่คือ ปัญหา แต่หากถามว่า เป็นความผิดของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็คงไม่ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แบบนี้

“เชื่อว่า กกต. ไม่มีลับลมคมใน แต่ประชาชนเรียนรู้กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมายาวนาน จนทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นพิษสงร้ายแรงต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้น ได้แต่จินตนาการว่า พรรคนั้นจะเปลี่ยนขั้ว พรรคนี้จะไปรวมกับพรรคนั้น นี่คือความบั่นทอนของกติกาที่สร้างต่อตัวสถาบันการเมือง” นางสิริพรรณกล่าว

ส่วนกรณีนายพิธา ถือหุ้น ไม่แน่ใจว่า เราจะได้เห็นคำวินิจฉัยก่อนหรือไม่ ดังนั้นประเด็นอยู่ที่การโหวตนายกฯของสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ติดตั้งกลไก โจทย์ที่ใหญ่ที่สุด และไม่ได้โฟกัสว่า นายพิธาจะได้เป็นนายกฯ หรือไม่ แต่กลับมองว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ความท้าทายในการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ คือ การจากอีกขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง หลังการเลือกตั้ง ถ้าผ่านเดือนก.ค. ส.ค. ไปได้อย่างสงบ สันติ หาทางออกได้โดยฉันทามติ อาจจะไม่ใช่ทุกเรื่อง อย่างน้อยที่สุด เริ่มต้นนับหนึ่งคือการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ ประเทศชาติจะได้ไปต่อได้ แต่ถ้าไม่สามารถผ่านเดือก.ค. ส.ค.ไปได้ คิดว่า เราจะมีหน้าฝนที่ร้อนระอุ

‘สนธิญา’บี้สอย-ยุบพรรค
ที่สำนักงาน กกต. นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำร้องต่อกกต. ขอให้ตรวจสอบว่าข้อบังคับพรรคก้าวไกลมีการกำหนดเรื่องการถือหุ้นสื่อไว้เป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ และการที่นายพิธาถือหุ้นไอทีวีจะเข้าข่ายขัดข้อบังคับพรรคก้าวไกลหรือไม่อีกครั้ง หลังจากที่ กกต.ได้ยกคำร้องไป

นายสนธิญากล่าวว่า ตนตรวจสอบไม่เจอว่าข้อบังคับพรรคก้าวไกลมีการกำหนดลักษณะต้องห้ามเรื่องการถือหุ้นสื่อไว้หรือไม่ แต่หากกำหนดเห็นว่าจะทำให้เป็นเหตุให้ความเป็นสมาชิกพรรคของนายพิธา ซึ่งถือหุ้นไอทีวีสิ้นสุดลง และนายพิธาจะเข้าข่ายเป็นบุคคลซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการชี้นำ ครอบงำการดำเนินการของพรรคก้าวไกลตามมาตรา 28 และมาตรา 29 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นเหตุให้กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคก้าวไกลได้ตามมาตรา 92(3) ของกฎหมายเดียวกัน

“ผมไม่แน่ใจเพราะค้นไม่ได้ว่ากรณีของข้อบังคับพรรคก้าวไกลมีการกำหนดเรื่องการถือหุ้นของสมาชิกหรือหัวหน้าพรรคไว้หรือไม่อย่างไร แต่ผมหยิบเอาประเด็นที่เลขาธิการป.ป.ช.ได้แถลงและยืนยันว่านายพิธา ซึ่งมีนามสกุลเดียวกับยายของผมคือแซ่ลิ้มได้ยื่นแจ้งบัญชีทรัพย์สินเกี่ยวกับการถือหุ้นมาตั้งแต่ปี 2562 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปี 2562 และเท่าที่ผมทราบนายพิธาถือมาตั้งแต่ปี 2550 จึงร้องมาที่กกต.ว่าการที่นายพิธาถือหุ้นไอทีวีมาตั้งแต่ปี 2550 แล้วมาแจ้งการถือหุ้นในปี 2562 นั้น เป็น การกระทำที่ขัดต่อข้อบังคับพรรคหรือไม่ เพราะจะพัวพันถึงพ.ร.ป.พรรคการเมืองมาตรา 28มาตรา 29ที่เป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคก้าวไกล”

ทนายร้องศาลสั่ง‘ทิม-ก.ก.’เลิกจุ้น112
ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความอิสระ เข้ายื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยสั่งให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 1 และพรรคก้าวไกล ผู้ถูกร้องที่ 2 ให้เลิกทำนโยบายการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และขอให้เลิกการให้สัมภาษณ์ ป้ายโฆษณาโฆษณาใดๆ ซึ่งผู้ร้องทำคำร้อง 18 หน้า และเอกสารพยานหลักฐานทั้งหมด 98 แผ่น

นายธีรยุทธกล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 49 หากมีการพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพอันอาจจะนำไปสู่การ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และได้ยื่นคำร้องวันที่ 30 พ.ค. 2566 เมื่อครบ 15 วันแล้วอัยการยังไม่ได้สั่งการใด เป็นสิทธิที่จะยื่นร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

“คำร้องนี้แตกต่างจากคำร้องที่สำนักงาน กกต.ตีตก ซึ่งคำร้องนั้นอ้างอิงถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขณะที่คำร้องวันนี้ อ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 49 เห็นเจตนารมณ์ของศาลรัฐธรรมนูญว่า “เป็นการดับไฟตั้งแต่ต้นลม มิให้ความร้ายแรงนั้น จะพึงเกิดขึ้นในภายภาคหน้า” ส่วนพยานหลักฐานต่างๆ ที่ได้มาเรียนต่อศาล ขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล ที่จะชี้แนะต่อไป” นายธีรยุทธกล่าว

สองพรรคยุติศึกปธ.สภา
ที่พรรคก้าวไกล มีการประชุมผู้บริหารพรรคประจำสัปดาห์ โดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล เป็นประธานการประชุมผ่านระบบออนไลน์ หารือทั้งสถานการณ์การเมืองและบทบาทการทำงานของ ส.ส.พรรค ก้าวไกล ในสภาผู้แทนราษฎร

มีรายงานข่าวว่า เรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มีข้อพิพาทกันระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยนั้น ปัจจุบันมีความเห็นตรงกันไปในทิศทางเดียวกัน และมีข้อยุติแล้วท่ามกลางความพอใจของทั้งสองฝ่าย มีการนำชื่อผู้ที่เหมาะสมมาพิจารณา แต่ยังไม่ได้วางตัวบุคคลไปดำรงตำแหน่ง แต่ เชื่อมั่นว่าทั้งตำแหน่งประธานสภาและรองประธานสภาทั้งสองคน เป็นผู้ที่เหมาะสม ทุกฝ่ายยอมรับ เมื่อได้ข้อยุติ และจะแถลงผ่าน 8 พรรคร่วมรัฐบาล ส่วนโควตาตำแหน่งรัฐมนตรี ยังมีเวลาทำงานร่วมกันในคณะกรรมการประสานงานเปลี่ยนผ่านรัฐบาล จึงยังไม่ได้เคาะชื่อบุคคลที่เหมาะสม

ในที่ประชุมยังได้พิจารณาการเตรียมรับรอง ส.ส.ในช่วงสัปดาห์หน้า รวมถึง เตรียมพร้อมการประชุมสภาและโหวตเลือกประธานสภา ต่อด้วยการโหวตเลือกนายกฯ พร้อมเน้นย้ำเรื่องประมวลจริยธรรม ส.ส.ให้การทำงานในสภา มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะติวเข้มการทำงานของ ส.ส.หน้าใหม่ ของพรรคอย่างน้อย 3 วัน เพื่อเรียนรู้ระบบงานในสภา พร้อมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 โดยส.ส.ของพรรค ก้าวไกลจะไปรายงานตัวพร้อมกันหลังวันที่ 23 มิ.ย.นี้

นวัตกรรม – นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชมการแสดงสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ด้านกระบวนการผลิต แปรรูป และบรรจุภัณฑ์ เล็งใช้การตลาดนำนวัตกรรมเสริมส่งเสริมสินค้าเกษตร ในงาน ProPak Asia 2023 ไบเทค บางนา กทม. เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.

‘เศรษฐา’จับเข่าคุยคนขับแท็กซี่
เมื่อเวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับกลุ่มสมาชิกสหกรณ์แท็กซี่ว่า ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลลยังไม่จบสิ้น และตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จะต่อรองตำแหน่งกระทรวงต่างๆ แต่วันนี้พี่น้องสหกรณ์แท็กซี่ ซึ่งตนเคยไปหาเสียงไว้เมื่อต้นเดือน พ.ค. เขายังมีความเดือดร้อนใจอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา หรือการแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามา ทำให้เขาสามารถทำกำไรได้ดีกว่า พี่น้องแท็กซี่ต้องทำงานหนักขึ้นถึง 14 ช.ม. ได้เงินกลับมาเมื่อหักลบกลบหนี้แล้วได้แค่ 200 กว่าบาท ทำให้ไม่พอกิน เป็นหน้าที่ที่พรรคการเมืองต้องเข้าไปดูแล ตนคิดว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จและพรรคเพื่อไทยได้รับมอบหมายจาก นายพิธา ให้ดูเรื่องกระทรวงคมนาคม เชื่อว่าปัญหาที่ถูกหมักหมมมา 10 ปี ที่ไม่ได้มีการดูแลกันอย่างจริงใจจะสามารถนำมาแก้ไขได้ และหวังว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลให้จบได้เร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ปัญหาให้เป็น รูปธรรมจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้องได้ตำแหน่งในกระทรวงคมนาคมหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เชื่อว่าการแก้ปัญหาที่จะเป็นรูปธรรมได้ เราต้องได้ดูกระทรวงคมนาคม แต่หากไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแล เชื่อว่านายพิธาคงมีความกังวลในเรื่องนี้อยู่ และคงมีการส่งผ่านไปคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อยู่ในรัฐบาลได้เหมือนกัน เพราะรัฐบาลที่มาจากฝ่ายประชาธิปไตยจะเอาพี่น้องเป็นหลัก ภาคส่วนแท็กซี่ก็เป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญในภาคธุรกิจเหมือนกัน เชื่อว่ารัฐบาลใหม่น่าจะให้ความสำคัญมาก

ต่อข้อถามถึงความคืบหน้าของการ รีแบรนด์พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐากล่าวว่า ก็ไปเรื่อยๆ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ก็มาเรียน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคถึงความคืบหน้า คาดว่าอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์คงจะแถลงอะไรได้บ้าง ซึ่งการที่เราต้องมี การเปลี่ยนแปลง ไม่ได้มีแค่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์อย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน และวิธีคิดด้วย ฉะนั้นคงต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อย ไม่ต้องห่วงรวดเร็วแน่นอน เมื่อถามถึงความเห็นกรณีการเผยแพร่เอกสารของไอทีวี นายเศรษฐากล่าวว่า “ไม่มีความคิดเห็น ไม่เคยไปฟังข่าวเรื่องนี้ด้วย ผมโฟกัสแค่เรื่องของพรรคเพื่อไทยอย่างเดียว ก็ให้กำลังใจคุณพิธา หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี เรียบร้อย”

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าว กกต.สอบว่าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย 20 คนที่ถูกร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคประสานแต่ละพื้นที่ เพื่อดูคำร้องเรียนเพื่อเตรียมการชี้แจง ต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนของ กกต. ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ กกต.เตรียมรับรอง ส.ส.วันที่ 21 มิ.ย. ถือเป็นข่าวดีหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ก็ดี ถ้า กกต.ประกาศได้รวดเร็วจะเป็นประโยชน์กับการฟอร์มรัฐบาล และการดำเนินการไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไปแก้ปัญหาให้ประชาชน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าว ยังอยู่ในกรอบการพิจารณาของ กกต.

‘ป้อม’สั่งพปชร.ดูแลคนถูกแขวน
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าที่ส.ส.พะเยา เขต 1 ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีว่าที่ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ 14 คน ถูกร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้เอกสารที่หลุดยังไม่รู้ว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่จริง ต้องรอผลกกต.เป็นทางการก่อน คาดว่าจะมีความชัดเจนในสัปดาห์หน้า ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สั่งการและมอบนโยบายให้ฝ่ายกฎหมายให้เข้าไปดูแลว่าที่ส.ส.ในเรื่องนี้แล้ว และได้แจ้งว่าที่ส.ส. ของพรรคให้เตรียมพร้อมในการชี้แจง ข้อกล่าวหา

ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรค ทางหัวหน้าพรรคย้ำให้รอกกต.ประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้งส.ส.อย่างเป็นทางการ ก่อน จากนั้นจึงจะเรียกประชุมและสัมมนาว่าที่ส.ส.พรรค

จับตา‘พิธา’โชว์ทรัพย์สิน
วันเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช.เปิดเผย บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2566 จำนวน 104 ราย

เวลา 11.15 น. พ.ต.ต.ชัชนพ ผดุงกาญจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ว่า หากอดีตส.ส.ที่ยังไม่ได้ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อป.ป.ช. ขอให้มายื่นภายในกำหนดระยะเวลาคือ 18 มิ.ย. เพราะวันที่ 17-18 มิ.ย.ตรงกับวันหยุดราชการ จึงขอให้ยื่นภายในวันเดียวกันนี้ (16 มิ.ย.) แต่ถ้าจะมาขอขยายเวลาทำไม่ได้แล้วเนื่องจากการขอขยายเวลาจะต้องขอก่อนที่จะครบกำหนดให้ยื่น และจะสามารถขยายได้ไม่เกิน 30 วัน ตอนนี้หากจะมาขอก็ไม่เป็นไปตามระเบียบแล้ว ไม่อนุญาต เพราะครบกำหนดยื่นไปแล้วเมื่อเดือนพ.ค.2566

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ก้าวไกล ได้ยื่นเข้ามาแล้วหรือยัง หลังจากขอขยายเวลาซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ พ.ต.ต.ชัชนพกล่าวว่า เชื่อว่าเมื่อขอขยายเวลาแล้วน่าจะมายื่นในกรอบระยะเวลาที่กำหนด แต่เท่าที่ทราบจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ยื่น และอยากขอให้มายื่นตามกรอบเวลา โดยอาจใช้ช่องทางการยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะไม่อยากให้เป็นปัญหาว่าหากติดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ที่ทางป.ป.ช.ปิดระบบ จะได้ไม่เป็นปัญหาในภายหลัง

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากนายพิธาจะขอขยายเวลาการยื่นออกไปอีกจากวันที่ 18 มิ.ย.ทำได้หรือไม่ พ.ต.ต.ชัชนพ กล่าวว่า ตามกรอบขยายไม่ได้แล้ว หากเลยวันที่ 18 มิ.ย.ผู้ยื่นจะต้องชี้แจงเหตุผลว่าทำไมยื่นไม่ทันภายในกรอบ เพื่อให้คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาว่าจะให้ขยายหรือไม่

เมื่อถามว่าหากยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์มาช่วงวันที่ 17-18 มิ.ย. ตรงวันหยุดราชการได้หรือไม่ พ.ต.ต.ชัชนพกล่าวว่า อย่างนี้รับฟังได้ ไม่เป็นไร ไม่ได้ซีเรียสหากมีเหตุผล แต่ถ้าจะให้ปลอดภัยคือยื่นมาในวันที่ 16 มิ.ย. หาก ผู้ยื่นมีความกังวลว่าเอกสารมีจำนวนมากแล้วจะยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วกลัวว่าไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น ขออย่ากังวล เพียงทำหลักฐานให้เรียบร้อยที่สุดแล้วสามารถยื่นก่อนได้ และหากมีรายการจะต้องชี้แจงเพิ่มสามารถยื่นเพิ่มเติมได้ตลอด ระดับผู้บริหารประเทศเรื่องการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินถือเป็นความรับผิดชอบและหน้าที่ที่ควรจะเคร่งครัด เพราะเรื่องความรับผิดชอบถือเป็นสาระสำคัญที่จะต้องมองมากกว่า

‘ตู่’ทดสอบสายสีเหลือง19มิย.
เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 19 มิ.ย.2566 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีกำหนดการร่วมทดสอบการเดินรถเสมือนจริง (Trail Run) ตลอดสายอย่างเป็นทางการ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่ศูนย์ซ่อมบำรุง-สถานีลาดพร้าว-สถานีศรีเอี่ยม โดยนายกฯ จะเยี่ยมชมนิทรรศการโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง พร้อมรับฟังรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงานโครงการจากผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก่อนร่วมทดสอบการเดินรถเสมือนจริงตลอดสาย อย่างเป็นทางการ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง โดยออกเดินทางจากศูนย์ซ่อมบำรุงไปยังสถานีลาดพร้าว โดยขบวนรถไฟฟ้าสายสีเหลืองซึ่งจะใช้เวลา เดินทาง 45 นาที

“ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.2566 เป็นต้นมา รฟม.ได้เปิดบริการให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วม Trial Run ได้ระหว่างเวลา 06.00-20.00 น. จำนวน 22 สถานี ได้แก่ สถานีภาวนา สถานีโชคชัย 4 สถานีลาดพร้าว 71 สถานีลาดพร้าว 83 สถานีมหาดไทย สถานีลาดพร้าว 101 สถานีบางกะปิ สถานีแยกลำสาลี สถานีศรีกรีฑา สถานีหัวหมาก สถานีกลันตัน สถานีศรีนุช สถานีศรีนครินทร์ 38 สถานีสวนหลวง ร.9 สถานีศรีอุดม สถานีศรีเอี่ยม สถานีศรีลาซาล สถานีศรีแบริ่ง สถานี ศรีด่าน สถานีศรีเทพา สถานีทิพวัล และสถานีสำโรง คงเหลือเพียงสถานีลาดพร้าวที่ผู้รับสัมปทานยังอยู่ระหว่างปรับสภาพทางเท้าและถนนบริเวณโดยรอบให้มีความปลอดภัย ทั้งนี้ ภายหลังการเปิดให้บริการให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วม Trial Run 22 สถานีนั้น พบว่ากระแสตอบรับจากประชาชนดีเยี่ยม ชื่นชมรัฐบาลที่ได้เพิ่มช่องทางการเดินทางให้กับประชาชนลดระยะเวลา ในการเดินทาง ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายอนุชากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน