เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่กรมทรัพยากรธรณี นางอรนุช หล่อเพ็ญศรี อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี พร้อมน.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา นายธนิต ใจสะอาด วิศวกรโยธา และนายสุวิทย์ โคสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ปรึกษาทางการบริหารจัดการทรัพยากรธรณี ร่วมแถลงเหตุแผ่นดินไหวในทะเลขนาด 6.0 ระดับความลึก 10 ก.ม. บริเวณตอนเหนือทะเลอันดามัน เมียนมา ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอ.พบพระ จ.ตาก ประมาณ 289 ก.ม. ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 490 ก.ม. ในวันที่ 19 มิ.ย. เวลา 08.57 น. ทำให้ประชาชนในกรุงเทพฯ จ.นนทบุรี และจ.ปทุมธานีในบางพื้นที่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน
ดร.อรนุชกล่าวว่า เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดจากรอยเลื่อนสะกายในเมียนมา ตามแนวระนาบแบบเหลื่อมขวา มีอัตราการเคลื่อนตัวประมาณ 2 ซ.ม./ปี ซึ่งรอยเลื่อนสะกายเคยเกิดแผ่นดินไหวในอดีต เมื่อปี 2473 ขนาด 7.3 ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเมียนมากว่า 500 คน และจากสถิติ แผ่นดินไหวในรอบ 50 ปี (พ.ศ.2516-2566) ตามแนวรอยเลื่อนสะกาย เกิดเหตุแผ่นดินไหวทั้งหมด 668 ครั้ง ขนาด 2.9-7.0 โดยเหตุการณ์ 7.0 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2534 อย่างไรก็ตามจากสถิติในคาบ 100 ปี จึงเป็นไปได้ว่าภายใน 5-10 ปีข้างหน้า รอยเลื่อนสะกายจะแผลงฤทธิ์ เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบมาถึงพื้นที่กรุงเทพฯ เสมือน แผ่นดินไหวในระดับ 4 เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นชั้นดินเหนียว สามารถขยายคลื่นแผ่นดินไหวสูงถึง 3-4 เท่า จึงทำให้อาคารสูงสั่นโยก และอาจเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาคารสูงที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ที่ไม่ได้ออกแบบให้ต้านแรงแผ่นดินไหว
ด้านนายธนิตกล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นชั้นดินเหนียวซึ่งมีความอ่อนไหว จากแรงสั่นสะเทือน จึงมีการกำกับดูแลอาคารก่อสร้างเพื่อป้องกันผลกระทบจากแผ่นดินไหว ซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 49 (พ.ศ.2540) และมีผลบังคับใช้ 11 พ.ย. 40 มีการควบคุม ใน 10 จังหวัดที่ต้องมีการออกแบบโครงสร้างให้รองรับกับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ต่อมามีการแก้ไขกฎกระทรวง แผ่นดินไหว พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ 30 พ.ย. 50 ควบคุม เพิ่มเติมใน 22 จังหวัด และล่าสุดแก้กฎกระทรวงแผ่นดินไหว พ.ศ.2564 บังคับใช้ 31 ส.ค. 64 มีการควบคุมในพื้นที่ 43 จังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่พื้นที่เสี่ยงอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ
นายธนิตกล่าวต่อว่า ภายหลังการกำกับดูแลอาคารก่อสร้าง จะมีความแข็งแรงมั่นคง เพียงพอแล้ว ส่วนอาคารเก่าที่สร้างมาก่อนกฎหมายบังคับปี 2550 อยากให้เจ้าของอาคารสถานที่ หมั่นตรวจเช็กอาคารว่ามีความเสื่อมสภาพหรือไม่ หากต้องการเสริมโครงสร้างให้มั่นคงแข็งแรง กฎหมายจะเปิดช่องให้เสริมโครงสร้างรองรับต่อแรงสั่นสะเทือนเพื่อความปลอดภัย แต่ต้องได้รับการอนุญาตจากท้องถิ่นที่ดูแลในพื้นที่นั้นๆ ด้วย
หากเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนสะกายอีก 5-10 ปีข้างหน้า ขนาด 7.5 จะส่งผลกระทบในพื้นที่กรุงเทพฯ ในระดับ 4 จะส่งผลกระทบต่ออาคารอย่างไรบ้าง นายธนิตกล่าวว่า หากเป็น อาคารเก่า อาจมีผลเสียหายแค่ปูนร้าว ปูนกะเทาะเท่านั้น แต่ไม่กระทบต่อโครงสร้างหลัก อย่างไรก็ตามจะมีการสำรวจอาคารเก่าสร้างก่อนปี 2550 ความสูงอาคาร 15 ม. หรือประมาณ 5 ชั้นในกรุงเทพฯ คาดว่ามีแค่หลักร้อยตึก เพื่อช่วยดูแลอาคารก่อสร้างให้มีความแข็งแรงรองรับต่อแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวได้