แจ้งข้อหา-อีก1 สีกากีแก๊ง140ล.

‘บิ๊กโจ๊ก’จ่อยึดทรัพย์พันล้าน ‘บอย พัทยา’ แฉขาใหญ่เมืองพัทยาเป็นคนชี้สั่งการทุกอย่างเพราะรู้ว่าแก๊งพนันรายไหนใหญ่จริง ก่อนเกลี่ยแค่เศษเงินให้ตำรวจ แจ้งข้อหาเพิ่มอีก 1 สีกากีแก๊ง 140 ล้าน ทำรายงานสืบสวนเท็จลวงศาลออกหมายจับ ก่อนรีด 2 แสนแลกปล่อยตัว พบอีก 3 ตำรวจทั้งประทวนยันสารวัตรทำหน้าที่พลขับรถให้เสี่ยบอย หิ้วสอบเพิ่มทีมดูต้นทางขนย้าย เงินเกือบ 60 ล้านที่เหยื่อส่งมอบให้ที่คูคต

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 21 มิ.ย. ที่สโมสรตำรวจ ถ.วิภาวดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. แถลงความคืบหน้าคดี พล.ต.ต.กัมพล ลีลาประภาภรณ์ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี กับพวก รีดทรัพย์เว็บพนันออนไลน์เป็นเงิน 140 ล้านบาท ว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา แจ้งข้อหาตำรวจระดับสิบตำรวจโทในขบวนการเพิ่มเติมอีก 1 ราย หลังพบเป็นผู้ทำรายงานการสืบสวนเท็จ และยังมีตำรวจระดับสารวัตรถึงชั้นประทวนรวมอีก 3 นาย เป็นผู้ทำหน้าที่คอยขับรถให้ ‘เสี่ยบอย พัทยา’ นายวีระ นาทรัพย์ ผู้อยู่ เบื้องหลังการรีดทรัพย์ครั้งนี้ ซึ่งตำรวจนายนี้ได้ให้การรับสารภาพ

ทั้งนี้ ย้อนไปจุดเริ่มต้นของการรีดไถเงินครั้งนี้เกิดภายหลังวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจในพื้นที่ชลบุรีเข้าตรวจค้นบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ใช้ลักลอบทำเว็บพนันออนไลน์ ก่อนทำรายงานการสืบสวนเท็จเสนอศาลออกหมายจับ การกระทำนี้ยังเป็นการละเมิดอำนาจศาล ก่อนนำตัวผู้ต้องหาไปเรียกเงิน 2 แสนบาทแลกกับการตัดรายชื่อผู้ต้องหาออกไป 2 คน ขบวนการนี้มีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องก็คือ นายวีระ เพราะรู้ว่าเว็บพนันออนไลน์รายไหนใหญ่ ก่อนชี้เป้าไปที่นายธนินวัฒน์ หรือเป้ อุดมเชาวเศรษฐ์ เพื่อตั้งราคา โดยตำรวจส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อย เพราะตำรวจเองไม่ทราบว่าเว็บพนันออนไลน์ใดเป็นรายใหญ่

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า จากการสืบค้นข้อมูลยังประมาณการว่า นายวีระมีทรัพย์สินมูลค่ามากถึงหลักพันล้านบาท โดยจะเร่งยึดอายัดทรัพย์ให้หมดและภายในสัปดาห์หน้าจะได้รับข้อมูลเส้นทางการเงินกว่า 200 บัญชีครบทั้งหมด ทำให้สามารถไล่เรียงความชัดเจนได้ เบื้องต้นพบมีเงินถูกโอนไปยังเซียนพระ ฉายา ‘ต้อม นครสวรรค์’ หรือ นายกฤษฎา ไทยสำราญ เบื้องต้นเรียกมาสอบปากคำแล้วไม่พบความเกี่ยวข้อง และยังให้การเป็นประโยชน์ เพราะนายวีระซื้อขายพระกับนายกฤษฎามูลค่ามากถึง 400 ล้านบาท

“ยืนยันไม่มี รอง ผบ.ตร. หรือผู้ช่วย ผบ.ตร.นายไหน เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ เพียงแต่ลูกน้องทำเรื่องไม่ดีให้นายทะเลาะกันเอง เป็นการทำชั่วซ้ำซาก ไม่มีผู้บังคับบัญชารายใดจะสั่งให้ลูกน้องไปทำชั่วเอง ไม่มีใครเตี๊ยม แต่เกิดจากความขัดแย้งภายใน” รอง ผบ.ตร.กล่าว

ต่อมาเวลา 16.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เผยความคืบหน้าเพิ่มเติมก่อนจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ต่างจังหวัดว่า จะมีพยาน 2-3 คนมาให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน

รายงานข่าวแจ้งว่า ตลอดทั้งวันพบพยานบางคนทยอยเดินทางมา แต่พยายามเดินหลบเลี่ยงสื่อมวลชนออกทางด้านหลัง โดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบคอยเดินตามประกบ ทั้งนี้มีรายงานจากชุดสืบสวนสอบสวนว่า พยานที่เดินทางมาในวันนี้เป็นกลุ่มพยานคนสำคัญที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่ดูลาดเลาระหว่างที่กลุ่มผู้ต้องหานัดหมายผู้เสียหายนำเงินจำนวน 57.2 ล้านบาทส่งให้ โดยนำไปไว้บริเวณกระโปรงท้ายรถยนต์โตโยต้า รุ่นอัลติส สีส้ม ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ภายในลานจอดรถสุดซอยภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา

จากสืบสวนทราบว่า ในวันดังกล่าวมีรถขนเงินมา 3 คัน คันแรกเป็นรถเบนซ์สีขาว, คันที่ 2 และคันที่ 3 เป็นรถแท็กซี่ แบ่งรถแต่ละคันขนเงินมาคันละ 1 ก้อน เป็นเงินจากนายเค (นามสมมติ) จำนวน 29.2 ล้านบาท, เงินจากนายผุ (นามสมมติ) จำนวน 8 ล้านบาท และนายวีระที่ไปนัดรับกันมาจากร้านอาหารก่อนหน้านี้ จำนวน 20 ล้านบาท รวมไว้ที่ท้ายรถเก๋งสีส้มคันดังกล่าวในเวลาใกล้เคียงกัน โดยพยานกลุ่มนี้ยืนดูลาดเลาตลอดเวลา ก่อนจะมีคนขับรถอีกคันมารับเงินออกไปจากท้ายรถเก๋งสีส้ม แต่กลุ่มพยานอ้าง ไม่ทราบว่ารถที่มารับเงินออกไปเป็นใครและเป็นรถยี่ห้ออะไร ชุดสืบสวนสอบสวนจึงยังไม่ปักใจเชื่อพยาน

ทั้งนี้ คาดว่าพนักงานสอบสวนจะใช้เวลาในการสอบปากคำหลายชั่วโมง และหลังจากนี้จะมีการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาหรือกันตัวไว้เป็นพยาน เนื่องจากยังต้องเค้นถึงบุคคลนิรนามที่ถูกมอบหมายให้มารับเงินในวัน ดังกล่าวว่าเป็นใคร เพราะพยานกลุ่มนี้เป็นคนดูลาดเลา เชื่อว่าต้องรู้เห็นว่าคนที่ขับรถคันดังกล่าวมารับเงินจำนวน 57.2 ล้านเป็นใคร เพื่อติดตามตัว และสืบสวน ขยายผลเส้นทางการเงินจำนวนนี้ต่อไป

รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า ล่าสุดนายวีระประสานกับคณะทำงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ยังแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะกลัวว่ามาแล้วจะไม่ได้รับการประกันตัว จึงไม่มีคำยืนยันอย่างชัดเจนว่าจะเข้ามาตามนัดหมายก่อนหน้านี้ที่ได้นัดว่าจะเดินทางมาในวันที่ 24 มิ.ย.หรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า หากมามอบตัวจริงไม่สามารถทำตามเงื่อนไขตามที่นายวีระต้องการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนได้ หากต้องการประกันตัวต้องไปขอในชั้นศาลเท่านั้น และอยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่

วันเดียวกัน นายพงศธร อินอำนวย ผู้อำนวยการศูนย์คดียาเสพติด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึง กรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง นายต้นและนายแก๊ป หนึ่งในแก๊งพนันของนาย ธนินวัฒน์ หรือ เป้ โดยเนื้อหาในคลิป เป็นไปในลักษณะทวงเงิน นายต้นอ้างว่าจะนำเงิน 25 ล้าน จากนายแก๊ปไปเคลียร์กับอธิบดี ดีเอสไอ ว่า ที่จริงแล้วเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน มีพลเรือนคนหนึ่งที่เป็นที่ปรึกษาของนายทหารท่านหนึ่งมาสอบถามว่า ดีเอสไอมีการทำคดีเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ของแก๊งนายธนินวัฒน์หรือไม่

ขณะนั้น ยังไม่ทราบว่ามีการแจ้งความอะไรกัน จึงนำบัตรประชาชนของนาย ธนินวัฒน์ไปตรวจสอบ ก่อนแจ้งกลับไปยังพลเรือนคนดังกล่าว ดีเอสไอไม่ได้ทำคดีที่เกี่ยวข้องกับนายธนินวัฒน์ และแนะนำไปว่าอาจจะถูกหลอกและถูกนำไปแอบอ้างให้ระวัง จากนั้นจึงนำเรียนไปยังอธิบดี ดีเอสไอ และให้ตรวจสอบทางลับว่า นายธนินวัฒน์เกี่ยวข้องกับคดีที่ดีเอสไอกำลังทำอยู่หรือไม่ และมีเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอไปเกี่ยวข้องหรือไม่ จากการตรวจสอบทางลับไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องอะไรและไม่ได้กำลังทำคดีอะไรของนายธนินวัฒน์

จากนั้นถัดมาอีก 1 สัปดาห์ เมื่อวันจันทร์ที่แล้ว มีเจ้าหน้าที่ของอัยการที่รู้จักกันกับผอ.เค สอบถามเรื่องเกี่ยวกับนายธนินวัฒน์อีกเช่นกัน จึงเตือนกลับไปและจากพฤติการณ์ในคลิปเสียงที่ได้ฟัง นายต้นพูดแอบอ้างหน่วยงานต่างๆ ไปเรื่อย เพื่อสร้างความเชื่อถือว่า หากไม่ได้นำเงินไปเคลียร์เพื่อไม่ให้หน่วยงานนั้นดำเนินคดีกับเว็บพนัน และเชื่อว่ามีการเรียกเก็บมากกว่า 25 ล้าน และยังมีการแอบอ้างอีกหลายหน่วยงานในลักษณะนี้ หลังจากที่นายแก๊ปถูกโทรศัพท์ทวงเงินบ่อยครั้ง จึงไปปรึกษากับกลุ่มเพื่อนและผู้ใหญ่ของตัวเอง เพื่อให้ตรวจสอบว่าจะมีการดำเนินคดีกับแก๊งพนันหรือไม่ พอรู้ว่าไม่มีหน่วยงานไหนจะดำเนินคดีตามที่กลุ่มนายต้นอ้างจึงไปแจ้งความว่าถูกรีดทรัพย์

เมื่อถามว่า ทำไมพลเรือนที่รู้จักกับนายทหารและเจ้าหน้าที่อัยการถึงมาสอบถามว่าดีเอสไอจะดำเนินการกับเว็บพนันของนาย ธนินวัฒน์ได้อย่างไร มีความเกี่ยวข้องกับนาย ธนินวัฒน์หรือไม่ นายพงศธรกล่าวว่า ในส่วนของพลเรือนที่รู้จักกับนายทหาร แจ้งว่า มีคนมาสอบถามว่ามีคนรู้จักถูกรีดทรัพย์อ้างว่าจะไปเคลียร์กับดีเอสไอให้ จึงถามต่อๆ กันว่าใครรู้จักเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบ้างจึงมาสอบถาม ส่วนเจ้าหน้าที่อัยการบอกว่า มีคนรู้จักมาปรึกษาว่า มีคนมายืมเงินอ้างจะเอาไปให้กลุ่มที่ไปเคลียร์กับเจ้าหน้าที่เรื่องเว็บพนันให้ คนที่ถูกยืมเงินสงสัย จึงมาปรึกษาเจ้าหน้าที่อัยการให้ช่วยตรวจสอบว่ามีการเรียกเก็บเงินจริงหรือไม่

นายพงศธรยังโชว์หลักฐานสไลด์ที่นายอัจฉริยะได้มาว่า เป็นสไลด์ปลอมที่กลุ่มนายต้นทำขึ้นมาเพื่อไปหลอกกลุ่มนายธนินวัฒน์ ว่าดีเอสไอกำลังตรวจสอบเว็บพนัน โดยในสไลด์จะเป็นการนำข้อมูลส่วนตัวของกลุ่มนาย ธนินวัฒน์และชื่อเว็บ เงินหมุนเวียนต่างๆ มาวางเพื่อตบตา แต่สิ่งที่ผิดไปคืออ้างว่าเป็นข้อมูลของดีเอสไอ แต่กลับใช้โลโก้ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งความเป็นจริงแล้วใช้ร่วมกันไม่ได้

“อีกอย่างมีการใช้ชื่อสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ ดีเอสไอ แต่สำนักดังกล่าวนั้นเปลี่ยนชื่อไปแล้ว ปัจจุบันไม่มีชื่อนี้แล้ว ทำให้ดีเอสไอมองออกว่าเป็นสไลด์ปลอม สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กลุ่มนาย ธนินวัฒน์กลัวว่าเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ และไม่ได้มีแค่หน่วยงานของดีเอสไอเท่านั้นที่ถูกแอบอ้างขึ้นมา ยังมีหน่วยงานของตำรวจ อีก 2 หน่วย ที่ถูกแอบอ้างเช่นกัน ส่วนหลังจากนี้ทางดีเอสไอจะดำเนินการอย่างไรต่อถึงการที่กลุ่มนายต้นแอบอ้างชื่อไปหลอกลวงนั้น ขอไปปรึกษากับทางอธิบดีเสียก่อน” นายพงศธรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน