เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า รายงานว่าในปีนี้นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยหลักฐานจากข้อมูลจากดาวเทียมแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์เอลนีโญ (ปริมาณฝนน้อยกว่าปกติหรือแล้งนานกว่าปกติ) กำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง

ปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดจากกระแสลมมีกำลังอ่อนและเปลี่ยนทิศทางพัดจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปฟิซิกไปด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปฟิซิก ทำให้กระแสน้ำอุ่นไหลไปยังทวีปอเมริกาใต้แทน ด้วยเหตุนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียขาดฝนและเกิดความแห้งแล้ง แต่ชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้กลับมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น

การวัดอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลโดยใช้เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งบนดาวเทียมควบคู่กับเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในมหาสมุทรเป็นหนึ่งในวิธีการที่ทำให้นักวิทยาศาตร์ตรวจจับการมาของปรากฏการณ์เอลนีโญได้อย่างแม่นยำ โดยดาวเทียมสามารถตรวจวัดความสูงของระดับของผิวน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นได้ อันเนื่องจากอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้โมเลกุลของน้ำเกิดการขยายตัวทำให้ปริมาณของน้ำเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับกระแสลมที่พัดอย่างต่อเนื่องซึ่งมีผลต่อระดับผิวน้ำทะเลเช่นกัน

สำหรับข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ความผิดปกติของความสูงของผิวน้ำทะเลเป็นข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-6 และ Sentinel-3B ซึ่งวิเคราะห์โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA เพื่อย้ำให้ทุกคนตระหนักถึงความผิดปกติของระดับน้ำทะเลที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เอลนีโญ

นักพยากรณ์คาดการณ์ว่าสภาวะเอลนีโญจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นช่วงฤดูหนาวของแถบซีกโลกเหนือในปี 2566-2567 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาคาดการณ์ว่ามีโอกาส 60% ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญแรงระดับปานกลาง และมีโอกาส 56% ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม จากสถิติ ณ เดือนมิ.ย. 66 แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์เอลนีโญยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงเท่ากับปีที่เคยเกิดเอลนีโญมาแล้วเมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีนักวิทยาศาสตร์บางท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่า มันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าปรากฏการณ์ เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในรอบปีนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน