พท.ยอม-ประธานให้‘กก.’ รอนำตั้งรบ.ถ้าพิธาชวด สภานัดแล้ว-โหวต4กค.
‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา’นำทีมเพื่อไทยถกทีมเศรษฐกิจก้าวไกล วางแผนเดินหน้าทำงานร่วมกัน ขณะที่สองพรรคหารือลับ สรุปเพื่อไทยนั่ง 2 รองประธานสภา ยอมปล่อยประธานให้ ก้าวไกล วางเงื่อนไขถ้า ‘พิธา’ ชวดนายกฯ หนุนเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแทน ‘ชลน่าน’ โอดทัวร์ลงเพื่อไทย เผยแม้อยากออกจากพรรคร่วมแต่ออกไม่ได้ ถูก 25 ล้านเสียงมัดติดก้าวไกล ‘บิ๊กตู่’ ลั่นไม่อยากให้ตั้งรัฐบาลล่าช้า เสี่ยงเกิดวิกฤต ย้ำตามกฎหมายต้องรักษาการไปเรื่อยๆ จนกว่าครม.ใหม่ถวายสัตย์ เลขาฯ กกต.เล็งยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีหุ้นสื่อ ‘พิธา’ ไม่รอโหวตนายกฯ ‘อลงกรณ์’ เปิดตัวลงชิงหัวหน้าปชป.คนที่ 9
นัด 4 ก.ค.โหวตเลือกปธ.สภา
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงนามในหนังสือ แจ้งสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ขอเชิญเข้าร่วมพิธีเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 3 ก.ค. เวลา 17.00 น ที่ห้องโถง พิธีชั้น 11 อาคารรัฐสภา ซึ่งตามหมายกำหนดการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้าฯพระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดประชุมรัฐสภา และจะมีนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะทูต ทูตานุทูตประเทศต่างๆ ประธานศาลฎีกาและประธานองค์กรอิสระเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ทั้งนี้ ได้แนบคำแนะนำสำหรับสมาชิกรัฐสภาในพิธีเปิดประชุม ทั้งขั้นตอนต่างๆ และเครื่องแบบการแต่งกายด้วย
นอกจากนี้ นางพรพิศ ได้ออกหนังสือเชิญ ส.ส.เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 วันที่ 4 ก.ค. เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีระเบียบวาระการประชุม เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
‘วิษณุ’ชี้เสนอชื่อแข่งกันได้
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรอบเวลาการเลือกประธานสภา ว่า การเลือกประธานสภาต้องประชุมให้มีการเลือกให้ได้ภายใน 10 วัน นับแต่วันเสด็จฯ เปิดรัฐสภา ในวันที่ 3 ก.ค. หรือไม่เกินวันที่ 12 ก.ค. และไม่มีเหตุที่จะเลือกกันไม่ได้ เพราะไม่เหมือนการเลือกนายกฯ ที่ต้องใช้คะแนนเสียงเกิน 376 ของ 2 สภา แต่การเลือกประธานสภาใช้สภาเดียว และใช้เสียงข้างมากของส.ส.ก็สามารถทำได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสนอชื่อประธานสภาสามารถเสนอชื่อแข่งขันมากกว่า 2 คนได้ หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า จะเสนอแข่ง 5 คนก็ได้ และใช้เสียงข้างมากของส.ส.ในการตัดสิน ตนจึงขอย้ำว่าโอกาสที่จะเลือกไม่ได้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น หาก 2 พรรคคะแนนเสียงต่างกันใครชนะก็ได้
ต่อข้อถามว่า หากพรรคอันดับหนึ่ง และอันดับสองเสนอชื่อแข่งกัน และหากมีกลุ่มพรรคขั้วที่สามที่มี 188 เสียง เสนอแข่งมีโอกาสส้มหล่นหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่เห็นเหตุที่จะเกิดขึ้น เพราะตอนนั้นต้องเสนอไปพร้อมกัน พรรคหนึ่งก็เสนอ พรรคสองก็เสนอ และกลุ่มพรรคขั้วที่สามอยากจะเสนอก็เสนอไป 3 คนแล้วก็โหวตแข่งกัน เพราะอาจต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์หรือไม่ต้องก็ได้ขึ้นอยู่กับมติสภา แต่หากมีแล้วฟังไม่หมดก็เลื่อนไปโหวตต่อในวันถัดไปก็ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามหลักการประธานสภาในฐานะประธานรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจควบคุมการเลือกนายกฯหรือเป็นเรื่องของมติที่ประชุมรัฐสภา นายวิษณุกล่าวว่า ประธานสภามีหน้าที่กำหนดวันโหวตนายกฯ ถึงเวลาจะเลือกกันอย่างไร มีกี่ชื่อก็เป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา เมื่อถามว่า หากการโหวต นายกฯ ไม่ถึง 376 เสียง จะต้องทำยังไง นายวิษณุกล่าวว่า เป็นเรื่องของประธานสภาที่ต้องดำเนินการ และไม่มีกรอบเวลา จะ วันรุ่งขึ้น หรือ 7 วันหรือ 15 วันก็ได้ โดยให้สมาชิกกลับไปคิดกันใหม่ อาจจะมาด้วยข้อเสนอที่ดีกว่าเดิมก็ได้ เช่น เปลี่ยนคน
แจงอำนาจประมุขนิติบัญญัติ
ต่อข้อถามว่า หากเกิดเหตุการณ์เลือก นายกฯ ไม่ได้ ประธานสภาสามารถเป็น ผู้กำหนดพลิกเกมไปเลือกแคนดิเดตคนอื่นได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ตอนนั้นส.ส. ปฏิญาณตนเสร็จแล้ว จึงมีฐานะในการประชุมสภาปกติ ใครเสนอมา ถ้าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยก็เสนอมาแข่ง ประธานสภาจะให้โหวตกันว่าจะเลือกแบบไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่า สุดท้ายแล้วอำนาจของประธานสภาแค่กำหนดวันในการเลือกนายกฯ ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า สำหรับตอนช่วงเลือกนายกฯ แต่เขาไม่ได้แย่งตำแหน่งกันเกี่ยวกับเรื่องนายกฯ เขาต้องการเอาตำแหน่งประธานสภาเพื่อทำหน้าที่อื่นๆ ต่อไปด้วย ทั้งเรื่องกฎหมาย กระบวนการต่างๆ การนัดวันประชุมเพราะจบเรื่องการเลือกนายกฯ แล้ว ได้นายกฯ แล้วประธานก็ยังมีอำนาจ แต่ไม่ได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาล อย่างที่นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาพูด ชี้เป็นชี้ตายอะไรไม่ได้ เพราะบางอย่างประธานสภาตัดสินใจเองได้ บางอย่างต้องอยู่ภายใต้เสียงข้างมาก และอำนาจอีกอย่างของประธานสภาคือเปิดและปิดประชุม
ต่อข้อถามว่า ประธานสภามีอำนาจตัดตอนการนำเสนอกฎหมายได้หรือไม่ เช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นายวิษณุกล่าวว่า ประธานชี้ขาดตอนแรกว่าจะรับหรือไม่รับ ที่ผ่านมาชี้ว่าไม่รับเพราะเป็นการเสนอกฎหมายที่ผิดกฎหมาย ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเหตุที่พรรคก้าวไกลอยากได้ประธานสภาใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่แน่นอนถ้าใครได้ก็ดีทั้งนั้น ที่สุดแล้วหากได้ตัวประธานสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ขณะเดียวกันหากได้นายกฯ คนใหม่ ประธานสภาต้องเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
เมื่อถามว่า คนที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ สามารถลาออกได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ได้ แต่จะใช้วิธีว่าถ้าเขาเลือกแล้วคุณไม่ต้องรับ หรือไม่ก็ทำให้ตัวเองขาดคุณสมบัติ แต่จะลาออกไม่ได้ เพราะตั้งแต่ตอนสมัครแล้วเขาระบุไว้แล้วว่าถอนตัวไม่ได้ ยกเว้นเสียชีวิต
‘บิ๊กตู่’ไม่อยากให้ตั้งรบ.ล่าช้า
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังรัฐบาลชุดใหม่จะมาเร็วหรือไม่ว่า ตนคาดหวังไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องกระบวนการทางการเมือง อย่างวันนี้ที่เดินมาได้แล้วตนก็ทำหน้าที่ของตนจนกระทั่งถึงวันที่ 3 ก.ค. ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสมัยประชุมรัฐสภา จากนั้นเป็นการหารือร่วมกันในการคัดเลือกประธานสภา ภายในกี่วันตามที่มีกฎหมาย และมีกรอบอยู่แล้ว ซึ่งตนยินดีกับทุกคน ทุกพรรค ขอช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยและปลอดภัยแล้วกัน
ขอให้ยึดมั่นในหลักการของเรา คือชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะเราคือประเทศไทย ซึ่งมีหลายอย่างที่แตกต่างจากต่างประเทศเขาอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นต้องทบทวนกันเอาเองแล้วกัน ตนไม่อยากให้เกิดปัญหา และไม่อยากให้ล่าช้าจนนานเกินไป เพราะมีผลเสีย เรากำลังมีโอกาสจะทำให้เกิดวิกฤต ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ดังนั้นขอให้ปรึกษาหารือกันให้ดี และให้ได้รัฐบาลที่ดีมา
หากไทม์ไลน์ยืด-รักษาการยาว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหลังพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาวันที่ 3 ก.ค.จะไม่เข้าทำเนียบแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “พูดไปหลายครั้งแล้วว่า ผมรักษาการจะต้องทำงานไปถึงเมื่อไหร่ ถึงวันที่ครม.ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ เดือนหน้าโน้นแหละ เขามีกำหนดอยู่แล้ว ถ้าอะไรๆ มันเลื่อนไปเรื่อยๆ ตนก็ยังคงรักษาการอยู่ เข้าใจไหมในระหว่างนี้ ถ้ามันเรียบร้อย ผมก็ไปตามโน้น มีกำหนดอยู่แล้วว่าจะไปเมื่อไหร่ จะคิดเอาเองได้อย่างไร แล้วใครจะรักษาการ ใครจะรับผิดชอบ”
ต่อข้อถามว่า มองว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม หรือในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จะเสนอชื่อประธานสภาได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มอง ไม่มอง ไม่มอง ก็แล้วแต่พรรคเขา” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า พรรคร่วมรัฐบาลได้พูดคุยถึงทิศทางการโหวตประธานสภาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็เห็นยังไม่ได้คุยกันมั้ง ไม่รู้ ยังไม่ได้รับรายงาน ผมบอกแล้วว่าให้เป็นเรื่องของการเมือง ก็ว่ากันไป นะจ๊ะ โอเค” เมื่อถามว่าหากมีการเสนอชื่อท่านเป็นนายกฯ และส.ว.ก็สนับสนุนด้วย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มี ไม่มีหรอกมั้ง มีที่ไหนเล่า”
สะพัด 2 พรรคหารือลับ
ที่พรรคก้าวไกล ช่วงเช้าไม่มีแกนนำเข้ามาที่พรรค มีเพียงรถยนต์ส่วนตัวของนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลมาจอด และคนขับรถขับเข้าออก 3 รอบ ก่อนจะกลับมาจอดที่เดิม จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัยประจำอาคารบอกว่า นายชัยธวัชให้คนขับรถมาเอาของบางอย่างออกไป กระทั่งช่วงสายเริ่มมีแกนนำทยอยเข้าพรรค เช่น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค แต่ไม่ตอบคำถามว่ามีประชุมอะไรหรือไม่
ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวมีการนัดหมายหารือลับเพื่อหาข้อยุติเรื่องตำแหน่งประธานสภากับพรรคเพื่อไทย ซึ่งนายชัยธวัช เป็นหัวหน้าทีมเจรจา หากได้ข้อยุติอาจมีแถลงข่าววันที่ 30 มิ.ย. ก่อนประชุมแกนนำ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลในวันที่ 2 ก.ค. ซึ่งจากเดิมพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยนัดคุยเรื่องนี้ วันที่ 2 ก.ค. เวลา 09.00 น. เสร็จแล้วประชุมแกนนำ 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลต่อทันทีเวลา 10.00 น.
พท.ยอมถอย-พร้อมตั้งรบ.แทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นการหารือระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคก้าวไกล เรื่องตำแหน่งประธานสภาได้ข้อยุติแล้ว โดยพรรคก้าวไกลจะได้ตำแหน่งประธานสภา ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งรองประธานสภา 2 ที่นั่ง บนเงื่อนไขที่ว่าทั้ง 8 พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม จะชูนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ แต่ถ้านายพิธาไม่สามารถฝ่าด่าน ส.ว.ได้ พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งโดยพรรคก้าวไกลจะอยู่ช่วยเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่แยกตัวออกไปไหน ซึ่งแนวทางนี้เมื่อส.ส.รับทราบ มีบางส่วนยอมรับว่าขัดความรู้สึกบ้าง แต่เมื่อได้รับฟังการชี้แจงถึงเป้าหมายในการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคก้าวไกลจะยืนข้างเพื่อไทย ไม่แยกตัวไปไหนกรณีที่เพื่อไทยเป็นแกนนำ ทำให้ ส.ส.รับฟังเหตุผลดังกล่าว
ในประเด็นประธานสภา ทางพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยเห็นร่วมกันว่าจะไม่ให้สมาชิกของทั้งสองพรรคออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว เพราะเกรงจะกระทบต่อการหารือแกนนำ 8 พรรคร่วมวันที่ 2 ก.ค.นี้
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เผยว่า พรรคก้าวไกลพร้อมเข้าร่วมประชุมสภา ในวันที่ 4 ก.ค. ยืนยันว่า การโหวตประธานสภาจะเรียบร้อยดี เชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยและก้าวไกลจะมีข้อสรุปร่วมกันได้ก่อน 4 ก.ค.อย่างแน่นอน และทั้งสองพรรคจะจับมือกันตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง

เชียร์วอลเลย์ – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ไปร่วมเชียร์ ถึงขอบสนาม ทีมวอลเลย์บอลสาวไทยแข่งกับตุรกี ศึกวอลเลย์บอลหญิงเนชันส์ลีก 2023 สัปดาห์ที่ 3 ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก เมื่อค่ำวันที่ 29 มิ.ย.
‘พิธา’ลุยพิษณุโลก-ขอนแก่น
ขณะที่เพจก้าวไกลพิษณุโลกมีการเผยแพร่กำหนดการของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคตดิเดตนายกฯ พรรค ก้าวไกล จะไปขอบคุณประชาชนในวันที่ 30 มิ.ย. ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เริ่มจากการไหว้พระวัดใหญ่ ช่วงเย็นขึ้นรถแห่ขอบคุณ ต่อด้วยการปราศรัย โดยที่จ.พิษณุโลก พรรคก้าวไกลชนะ 2 เขต จาก 5 เขต หนึ่งในนั้นคือ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก คณะกรรมการบริการพรรค (กก.บห.)
กำหนดการลงพื้นที่ครั้งนี้กำหนดขึ้นกะทันหันในช่วงที่พรรคเสนอนายปดิพัทธ์ เป็นแคนดิเดตประธานสภา ซึ่งนายปดิพัทธ์ เป็น ส.ส.พิษณุโลก สมัยที่ 2 และชนะครั้งล่าสุดทิ้งห่างลำดับที่สองกว่า 20,000 คะแนน จึงคาดว่าเป็นความพยายามแสดงออกถึงพลังทางการเมืองระหว่างการหารือเรื่องเก้าอี้ประธานสภายังไม่ลงตัว
ยังมีรายงานว่าวันที่ 1 ก.ค. นายพิธาจะลงพื้นที่ต่อไปยัง จ.ขอนแก่น ขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนร่วมกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หากดีลประธานสภาสามารถจบได้อย่างลงตัว หรืออาจยกเลิกกำหนดการที่ จ.ขอนแก่น หากตกลงเรื่องตำแหน่งประธานสภาไม่ได้
‘ชลน่าน’ปัดแย่งเก้าอี้-โอดทัวร์ลง
ที่วอยซ์ทีวี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการหารือเรื่องตำแหน่งประธานสภากับพรรคก้าวไกลว่า มีการนัดหารือกันช่วงเช้าวันที่ 2 ก.ค.พร้อมกับการประชุมหัวหน้า 8 พรรคร่วมในช่วงบ่าย สิ่งที่เรามีความชัดเจน คือการหารือร่วมกันภายใน พบปะพูดคุยกับคณะเจรจา และมั่นใจว่าจะคุยกันจนได้ข้อสรุปที่ดี เราเข้าใจตัวเองดีว่าเป็นพรรคอันดับสอง เราเคารพพรรคอันดับหนึ่งตลอดเวลา ข้อเสนอที่เสนอไป คือให้พรรคอันดับหนึ่งพิจารณาให้หรือไม่ ไม่ใช่การยื้อแย่งตำแหน่ง ไม่ใช่การบีบบังคับกัน ในวงเจรจาเรารู้ถึงสิทธิ์ของตัวเองดี แต่ตอนนี้ขอประธานสภา เพื่อดุลยภาพในการทำงาน ไม่ใช่การยื้อแย่ง และไม่ได้ หักหลังประชาชน จะให้หรือไม่เราขอตำแหน่งเป็นทางการตามหลักการเท่านั้นเอง
การเจรจาที่เอาหลักพื้นฐานเดียวกันคือเอาพี่น้องประชาชนจากทั้ง 25 ล้านเสียงที่เลือกทั้งสองพรรค เป็นหลักการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลจากฝ่ายประชาธิปไตย หากยึดสิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นจะมีข้อสรุปที่ดีแน่นอน สิทธิ์ของพรรคอันดับหนึ่ง หากขอแล้วไม่ให้ เราต้องมาพิจารณาต่อว่าจะเอาอย่างไร ยืนยันว่าหลักการคือการเป็นรัฐบาลของฝั่งประชาธิปไตย
ส่วนที่พรรคก้าวไกลเปิดตัวนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก ชิงตำแหน่งประธานสภานั้น ทางพรรคก้าวไกลจะเสนออะไรในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง สามารถทำได้โดยชอบ แต่เราในฐานะพรรคอันดับสอง ก็ร่วมแถลงสนันสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล เราค่อนข้างระมัดระวัง การที่เราเสนอตำแหน่งประธานสภานั้น ไม่ใช่แค่ทัวร์ลง แต่ทุกอย่างมาลงที่พรรคเพื่อไทยหมดเลย
ลั่นอยากออก-แต่ออกไม่ได้
หากเราเสนอชื่อใครออกไปประกบกับพรรคก้าวไกล เราจะถูกประณามมากกว่านี้ และถูกมองว่าเป็นการแข่งทันที ซึ่งเราขอ ไม่ได้แข่ง เป็นคนละความหมายกันเลย เราขอให้คุณอนุญาตให้เราหรือไม่ คุณจะให้เราหรือเปล่า และเป็นสิทธิ์ของพรรคอันดับหนึ่งในการตัดสินใจ เราจะได้กลับมาพิจารณาว่าจะทำอย่างไร หากไม่ให้ ต้องกลับมาคิดว่าจะทำงานแบบไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะพิจารณาทบทวนออกจากพรรคร่วมตั้งรัฐบาลหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า เราถูกมัดด้วยอาณัติของประชาชน แม้เราอยากออกไป แต่เราออกไปไม่ได้ เน้นนะครับ เราออกไปไม่ได้ แม้เป็นสิทธิของเราในการออกไปด้วย แต่ถูกพี่น้องประชาชน 25 ล้านเสียงมัดเรากับก้าวไกลให้ติดกัน เปรียบเสมือนพ่อแม่จับเราที่เป็นลูกคลุมถุงชนให้มาแต่งงานกัน เราไม่มีสิทธิปฏิเสธ ฉะนั้นเสียงของประชาชน 25 ล้านคนสำคัญที่สุด เราคำนึงถึงจุดนี้เป็นหลักในการเจรจาพูดคุย และการนำเสนอทุกเรื่อง
ต่อข้อถามว่าการโหวตประธานสภาของพรรคร่วม ควรเสนอเพียงชื่อเดียวหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เมื่อมีมติชัดเจนออกมาอย่างไร ต้องไปทางนั้น จะแหวกมติไม่ได้ ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้เกิดการฟรีโหวตขึ้น ส่วนการเลื่อนโหวตประธานสภาหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับไทม์ไลน์การคุยเรื่องประธานสภา ยิ่งเลื่อนช้า ยิ่งเสียประโยชน์ ทุกอย่างต้องจบภายในวันที่ 2 ก.ค. เพราะเราจะโหวตในวันที่ 4 ก.ค.แล้ว เราเป็นผู้เจรจา สิ่งที่เราต้องมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องทำให้จบ
‘เสี่ยอ้วน’ย้ำยังยึดสูตร 14+1
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข่าวการเสนอสูตรใหม่ขอประธานสภาแลกเก้าอี้รัฐมนตรี 15+1 และ 13+1 พรรคก้าวไกลได้ 15 รัฐมนตรี+นายกฯ เพื่อไทยได้ 13 รัฐมนตรี+ประธานสภา ว่า ยังไม่เคยได้ยินสูตรนี้เลย ขอยืนยันในสูตร 14+1 เป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุยกัน เราเสนอไปแบบนั้น และยังไม่เคยได้รับคำตอบที่เป็นทางการชัดเจนกลับมา จึงต้องหารือกันก่อน
ส่วนที่พรรคก้าวไกล เปิดตัวนายปดิพัทธ์ เป็นประธานสภานั้น ถือว่าอยู่ในดุลพินิจของประชาชน แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้เสนอชื่อใคร เพราะเคารพในหลักการการหารือร่วมกัน หากไม่ชัดเจนก็ไม่ควรเสนอชื่อให้เป็นประเด็นปัญหา และเกิดความไม่พอใจในผู้สนับสนุนของทั้งสองพรรค แต่เป็นสิทธิของพรรคก้าวไกลในการเสนอชื่อ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยมีบุคคลที่มีความพร้อมเป็นประธานสภาอยู่หลายท่าน
ที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยเคาะชื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ชิงตำแหน่งประธานสภานั้นยืนยันว่าหัวหน้าพรรคทั้งสองพรรคควรได้ตำแหน่งในการทำงานเพื่อความสมดุลกัน เพื่อทำงานด้วยกันได้อย่างดี แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุป ท้ายที่สุดยังไม่สามารถบอกได้ ขึ้นอยู่ที่การเจรจา เพราะพรรคเพื่อไทยมีบุคลากรที่เหมาะสมหลายคน ต้องดูว่าใครเหมาะสมที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รายงานข่าวจากพรรคก้าวไกลาวันที่ 1 ก.ค.นายพิธา และน.ส.แพทองธาร จะไปจ.ขอนแก่น ขึ้นรถแห่ร่วมกันเพื่อขอบคุณประชาชน นายภูมิธรรมกล่าวว่า ได้ยินข่าวมาจากสื่อ แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ จึงคิดว่าการลงพื้นที่ร่วมกันของทั้งสองคนไม่ใช่ข้อเท็จจริง เมื่อถามว่าที่มีข่าวแกนนำของสองพรรคจะจับมือลงพื้นที่พร้อมกันจะเป็นการมัดมือเพื่อไทยชกว่าตกลงประธานสภา ลงตัวแล้วหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ทราบและเห็นว่าเป็นข่าวโคมลอย ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดและมาจากไหน
‘เต้น’เตือนสติกองเชียร์
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัว เพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า จุดยืนเรื่องประธานสภาตนพูดไปแล้ว ทุกอย่างเหมือนเดิม คณะเจรจา 2 พรรคกำลังหาข้อสรุปร่วมกัน ตนไม่พูดซ้ำ เห็นหลายคนวิเคราะห์เรื่องเพื่อไทย ก้าวไกลไปเลยเถิดมาก บางมุมเป็นดั่งเช่นนิยายขายจินตนาการ ตนขอเป็นคนเดินช้า ตามหลังการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 พรรค ภาพที่เห็นคือ มีมุมที่คิดต่างกันอยู่จริงเรื่องประธานสภา แต่เป้าหมายหลักยังคงยึดมั่นร่วมกัน คือตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยให้สำเร็จ ยังไงเขาก็คุยกันจบ แบบไหน อย่างไร แนวร่วมเดิมต้องไม่แตก เดินหน้าโหวตพิธาเป็นนายกฯ
กติกาโคตรเอาเปรียบ ฝ่ายตรงข้ามซุ่มโจมตีตามรายทาง แนวปฏิบัติที่เหมาะควรทั้งหลายถูกทำให้บิดเบี้ยว ถ้าตรงไปตรงมาเพื่อไทยเป็นรัฐบาลตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่สุดท้ายเป็นฝ่ายค้าน อนาคตใหม่พรรคอันดับ 3 ขอให้เพื่อไทยพรรคอันดับ 1 โหวตธนาธรเป็นนายกฯ ซึ่งทั่วไปไม่มีใครทำ แต่เพื่อไทยก็ตกลง เพื่อรักษาความเข้มแข็งของแนวร่วมฝ่ายค้าน สู้กับรัฐบาลสืบทอดอำนาจ และอนาคตใหม่ก็ทำหน้าที่ได้ดี การตัดสินใจและก้าวเดินทางการเมืองในสภาพการณ์ซับซ้อนเช่นนี้ ต้องใช้ทั้งปัญญา ความมุ่งมั่น อดทนอดกลั้น เสียสละ และหลักวิธีการที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
“กองเชียร์ใจเย็นๆ ต่างฝ่ายนั่งรถทัวร์ไปเยือนกันหลายเที่ยวแล้ว จอดแวะปั๊มเติมน้ำในหัวใจให้กันและกันบ้าง อย่าลืมว่าแม้กองเชียร์นั่งรถทัวร์คนละคัน แต่พรรคที่เลือกทั้งหมดเขาลงเรือลำเดียวกัน ถ้าเพื่อไทยหรือก้าวไกลลงจากเรือ ที่เหลือก็ล่ม ครั้งหน้ายังไม่รู้ใครชนะ แต่ประชาชนแพ้ตั้งแต่วันนี้ ทั้งที่ชนะอย่างยิ่งใหญ่มาแล้วเมื่อวันที่ 14 พ.ค. เวลาเหลือน้อย แต่ใช่ว่าไม่มี ให้คณะเจรจาทำหน้าที่ ทั้ง 2 ฝ่ายเขามีวุฒิภาวะเกินพอ ที่จะเข้าใจว่าไม่ใช่เพียงรับผิดชอบต่อพรรค แต่ถึงที่สุดข้อสรุปเรื่องนี้ ต้องยืนอยู่บนความรับผิดชอบต่อประชาชน” นายณัฐวุฒิระบุ

ไม่รอแล้ว – น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ นำทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ประชุมร่วมกับน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และทีมเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล ที่โรงแรมโรสวูด กทม. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.
‘อิ๊ง-เศรษฐา’ประชุมกับก้าวไกล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้โพสต์สตอรี่ อินสตาแกรมและเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นคลิปการประชุมร่วมกันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ทางพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย น.ส.แพทองธาร นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและประธานคณะกรรมการนโยบายพรรค ขณะที่ตัวแทนจากพรรคก้าวไกลมีนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และทีมเศรษฐกิจพรรค
การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่าย ที่ได้นัดหมายที่โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโรงแรมของน.ส.แพทองธาร และเป็นการหารือร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายครั้งแรก เพื่อวางกรอบการทำงานร่วมกัน คาดอาจพิจารณาการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567
กกต.รับชั้นสอบหุ้น‘พิธา’ซับซ้อน
ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบคดีหุ้น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่า เรื่องนี้มีความซับซ้อนโดยเฉพาะตัวกฎหมาย เนื่องจากมีพื้นฐานมาจากคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครส.ส. แต่เมื่อมาปรับใช้กับเหตุการณ์สามารถดำเนินการได้หลายวิธี โดยเงื่อนไขแรกห้วงเวลาก่อนการเลือกตั้งคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ตามกระบวนการต้องส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา โดยจะเชิญผู้สมัครมาชี้แจงหรือไม่มาชี้แจงก็ได้ ซึ่งมี 37 คดีที่ศาลได้วินิจฉัยแล้ว
เงื่อนไขที่ 2 หลังการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจะดำเนินการตามมาตรา 151 ตามพ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. เป็นการดำเนินคดีอาญา ซึ่งต้องแจ้งให้ ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจง การดำเนินการต้องดูเอกสารหลักฐานอย่างครบถ้วนปราศจาก ข้อสงสัย แล้วดูเจตนาประกอบด้วย ส่วนเงื่อนไขหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้งวิธีการคือตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งกรณีนี้จะเชิญผู้มีลักษณะต้องห้ามเป็นส.ส.มาชี้แจงหรือไม่ก็ได้ หากกกต.มีหลักฐานหรือเห็นเป็นความปรากฏ ซึ่งในชั้นนี้ผู้สามารถวินิจฉัยได้คือศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่กกต.
ส่วนจะเชิญนายพิธามาชี้แจงหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนที่กกต.ตั้งขึ้นจะพิจารณา เบื้องต้นคณะกรรมการสืบสวนยังไม่รายงานรายละเอียดการดำเนินการตรวจสอบให้กกต.พิจารณา จนกว่าจะสืบสวนเสร็จ เนื่องจากกกต.และสำนักงานไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงได้ ทั้งการตั้งรูปเรื่อง การหาพยานเอกสาร โดยกรอบการพิจารณา 20 วันแรกจะครบกำหนด 3 ก.ค. แต่หากพิจารณาไม่เสร็จสามารถยื่นขอขยายเวลาอีก 15 วันผ่านเลขาธิการกกต. เบื้องต้นยังไม่เห็นว่ามีการยื่นหนังสือขอขยายเวลา
ถ้ามีหลักฐานพอ-ส่งศาลรธน.
ผู้สื่อข่าวถามว่ากกต.ได้พิจารณายื่นศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 82 บ้างแล้วหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ก่อนที่กกต.จะส่งศาลสิ่งสำคัญกกต.ต้องเห็นก่อน แต่ยังไม่ใช่การวินิจฉัย เพียงเห็นว่ามีข้อมูลเพียงพอเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งอาจใช้ข้อมูลจากคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนก็ได้ หรืออาจตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะก็ได้ แต่ให้แยกว่าเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ใช่การแจ้งข้อกล่าวหา ขณะนี้มีผู้มายื่นร้องให้กกต.ดำเนินการตามมาตรา 82 แล้ว ดังนั้นต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุมกกต.ว่าจะใช้วิธีการดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจะแตกต่างจากระเบียบสืบสวนไต่สวน
ต่อข้อถามต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีดังกล่าวก่อนโหวตเลือกนายกฯ หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า กกต.ต้องดูว่ามีข้อมูลพยานหลักฐานแค่ไหน เพียงพอจะ ส่งให้ศาลวินิจฉัยได้หรือไม่ ต้องมีพยาน หลักฐานและต้องเห็นด้วย ส่วนต้องยื่นให้ศาลพิจารณาก่อนการโหวตนายกฯ นั้นไม่เกี่ยวกับประเด็นที่กกต.ต้องพิจารณา สำนักงานกกต.ทำงานตามเวลาที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการตรวจสอบตามมาตรา 151 ซึ่งต้องหาพยานหลักฐานให้ครบถ้วนรวมทั้งดูเจตนาด้วย เพราะเป็นคดีอาญา ส่วนมาตรา 82 กกต.ประกาศรับรองผลได้เพียง 1 สัปดาห์ และเมื่อมีผู้มายื่นร้องกกต.คงจะพิจารณา
ส่วนที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เข้ามอบหลักฐานกับกกต.กรณีนายพิธา เมื่อ 28 มิ.ย. ได้พูดคุยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายแสวงกล่าวว่า ไม่ได้มาตามเรื่องนายพิธา แต่มาพูดเรื่องการเมือง การเลือกตั้งเกิดปัญหาต้องการการสนับสนุนอย่างไรบ้าง และได้นำหลักฐานประกอบกรณีหุ้นนายพิธามามอบให้ จากนี้สำนักงานกกต.จะนำหลักฐานไปประกอบการพิจารณาคดีทั้งกรณีรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.2561 และมาตรา 82 กรณีสงสัยคุณสมบัติส.ส. จะต้องมีการเข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรณีมาตรา 82 นั้นมีคนร้องเข้ามาแล้ว แต่ขณะนี้สำนักงานยังไม่ได้สรุปเรื่องส่งคณะกรรมการ
สอบเพิ่มนโยบายแก้ม.112
เมื่อถามว่ากรณีนายพิธา กกต.สามารถดำเนินการกรณี “ความปรากฏต่อกกต.” ได้หรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า “ไม่ต้องมีความปรากฏเลย โชะเลย แต่ต้องมีหลักฐาน” กกต.ไม่ใช่ผู้ตัดสิน ก่อนเลือกตั้งจะต้องส่งให้ศาลฎีกา ถ้าไม่ได้รับเลือกตั้งก็อยู่ในชั้นศาลยุติธรรม ส่วนได้รับเลือกตั้งแล้วก็ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกกต.เป็นคนฟ้องว่าข้อมูลหลักเหตุเพียงพอให้ฟ้องหรือไม่ ก็เหมือนกรณีส่งศาลฎีกาพิจารณากรณี 37 ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องเชิญใครมาชี้แจง ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เมื่อเห็นว่าพอฟ้อง มีหลักฐานก็ฟ้อง แต่ตอนนี้กกต.ยังไม่เห็น แต่กรณี 37 ผู้สมัครส.ส.นั้นกกต.เห็นแล้วก็ส่งศาลฎีกาโดยไม่ได้เชิญใครมาชี้แจง แต่กรณีการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 เป็นระเบียบสืบสวนหากมีการ กล่าวหาก็ต้องเชิญผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง
ก่อนหน้านี้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นไม่รับคำร้องยุบพรรคก้าวไกล จากเหตุมีนโยบายหาเสียงแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับสั่งอัยการสูงสุด (อสส.) ชี้แจงว่ารับหรือไม่รับคำร้องของผู้ที่ยื่นร้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในชั้นของกฎหมายพรรค เราจะพิจารณาว่าการกระทำนั้นมีอำนาจให้พรรคกระทำหรือไม่ และกระทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งเขียนต่างจากรัฐธรรมนูญ
ถ้ามีผู้เห็นว่าการกระทำนั้นใช้สิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทำให้เป็นการล้มล้างระบบการปกครอง ต้องไปร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 จึงเป็นคนละขั้นตอนกัน และแม้นายทะเบียนพรรคการเมืองจะมีความเห็นไม่รับคำร้องกรณีดังกล่าวไปแล้ว แต่ขณะนี้นายทะเบียนได้ให้สำนักงานไปตรวจสอบเพิ่มเติมว่าการกระทำตามคำร้องนั้นๆ เป็นความผิดฐานไหนอีกหรือไม่ตามกฎหมายพรรค ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นฐานความผิดใดได้อีกขอตรวจสอบก่อน
เผยร้องเลือกตั้งพุ่ง 320 เรื่อง
นายแสวงกล่าวว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนกว่า 320 เรื่อง ซึ่งกกต.ต้องดำเนินการพิจารณาว่าจะสั่งรับหรือไม่รับ หากรับไว้พิจารณาจะมีขั้นตอนการพิจารณาตามระเบียบสืบสวนไต่สวน ต้องรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ ด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม เมื่อตรวจสอบเสร็จ ทางสำนักงานจะเสนอให้กกต.พิจารณา แม้จะประกาศรับรองผลส.ส.ไปแล้ว แต่กกต.ยังคงทำงานตลอด ไม่ได้หยุดนิ่ง
เมื่อถามว่า มีการพิจารณาว่าจะให้ ใบเหลือง ใบแดงกับบุคคลใดบ้างหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า ขณะนี้กกต.ยังไม่ได้เริ่มพิจารณา ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ซึ่งภายหลังประกาศรับรองผล มีผู้มายื่นร้องคัดค้านผู้ที่ได้รับเลือกเป็นส.ส. แต่จำตัวเลขไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าใด ซึ่งตามกฎหมายภายใน 30 วัน ที่กกต.ประกาศรับรอง ถ้าผู้ใดเห็นว่าคนที่เป็นส.ส.กระทำการไม่สุจริต สามารถร้องเรียนเพื่อให้ตรวจสอบได้
ชพก.เลือกหัวหน้าใหม่ต้นส.ค.
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) เปิดเผยว่า รักษาการคณะกรรมการบริหารพรรค ได้นัดประชุมเป็นครั้งแรกหลังจากการเลือกตั้ง ในวันเดียวกันนี้ คือ 29 มิ.ย. เวลา 13.30 น. โดยได้พิจารณาถึงรายละเอียดและผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของพรรค รวมถึงได้รับทราบกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า แต่ยังคงเป็นสมาชิกพรรค ทำให้พรรคต้องนัดประชุมเพื่อประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เบื้องต้นตามข้อบังคับต้องดำเนินการภายใน 60 วัน ดังนั้นคาดว่าจะนัดประชุมได้ในช่วงต้นเดือนส.ค.นี้
สำหรับการประชุมในวันนี้ไม่ได้หารือในประเด็นการเตรียมตัวต่อการลงมติเลือกประธานสภาหรือทิศทางการลงมติโหวตเลือกนายกฯ เพราะยังไม่ถึงเวลา
‘อลงกรณ์’ประกาศชิงหน.ปชป.
นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมใหญ่วิสามัญพรรควันที่ 9 ก.ค.นี้ เพราะเห็นว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องการก้าวใหม่ของตัวเอง และโอกาสใหม่จากประชาชนด้วยการแสดงออกถึงภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและกล้าหาญบนจุดยืนประชาธิปไตยที่ชัดเจนนำประเทศออกจากกับดักความขัดแย้งและวงจรอุบาทว์ ด้วยหลักนิติรัฐและธรรมาภิบาลสู่เอกภาพและศักยภาพใหม่ของประเทศเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน โลกเปลี่ยนเร็วและแข่งขันแรง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและเทคโนโลยี ประเทศไทยต้องมีพรรคการเมืองที่ทันสมัยก้าวหน้า ทันโลก ทันเกมและก้าวใหม่ประชาธิปัตย์คือคำตอบ
“ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยวิสัยทัศน์ความรู้และอุดมการณ์ที่มั่นคงกับพรรคประชาธิปัตย์ตลอด 30 ปี รวมทั้งประสบการณ์เป็นรองหัวหน้าพรรค 4 สมัย เป็นส.ส. 6 สมัย และเป็นรัฐมนตรีมาแล้วจะสามารถนำพรรคสู่ก้าวใหม่ด้วยการปฏิรูปพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนด้วยแนวทางเสรีนิยมก้าวหน้าภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกพรรคฯ และส.ส.ของพรรค เลือกเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 9” นายอลงกรณ์กล่าว
นายอลงกรณ์ เมื่อครั้งเป็น ส.ส.และรองหัวหน้าพรรค เคยเสนอให้ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2556 และเคยลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยแข่งขันในระบบไพรมารี่ ในปี 2561 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง
‘บิ๊กตู่’ถาม‘โจ๊ก’ยังทำได้ดีเปล่า
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณบุคคลและองค์กรที่มีผลงานยอดเยี่ยมและดีเด่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปี 2566 ภายในงานมีนายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิ พลตำรวจเอกเภา สารสิน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ร่วมงานด้วย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ภารกิจในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดไม่มีวันสิ้นสุดและต้องยอมรับว่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะโลกมีความกว้างไกลมากขึ้น รัฐบาลมีเจตนารมณ์ในการป้องกันและปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ขอให้ทุกคนช่วยกันทำให้ดีที่สุด วันนี้ถ้ามีปัญหาอะไรก็ต้องช่วยกันดูแลซึ่งกันและกัน ยอมรับว่ามีปัญหาอยู่พอสมควรด้วยกระแสโซเชี่ยลและสิ่งต่างๆ เราต้องระมัดระวังให้มากที่สุด ฉะนั้นกรณีที่มีการพูดหรือวิจารณ์กันในโซเชี่ยลและไม่ใช่ข้อเท็จจริง ขอความกรุณาให้ความสำคัญกันด้วย เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เข้าไปถึงคนทั่วไปจนทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ขอให้ช่วยกันชี้แจงข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้มงวดและมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร จะต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน จะทำให้ทุกปัญหาแก้ไขไปได้ ทั้งหมดอยู่ที่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนจะให้เป็นความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้
ช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่า “ว่าอย่างไร ยังทำได้ดีอยู่หรือเปล่า ทำได้ดีขึ้นมั้ย ซึ่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ลุกขึ้นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายพยายามทำหน้าที่กันอยู่อย่างเต็มความสามารถครับ” พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า “เป็นจำเลยหนึ่งอยู่แล้ว จำเลยที่หนึ่งคือนายกฯ จำเลยที่สองคือตำรวจ จำเลยสามคือศาลอัยการ เราต้องทำความเข้าใจว่าเราทำงานมากน้อยเพียงใด และปัญหาเกิดจากอะไร ทำไมเพิ่มขึ้นหรือลดลง วันนี้สถานการณ์ในภูมิภาคมันมีปัญหาอีก เป็นสิ่งที่ตนไม่สามารถที่จะกล่าวตรงนี้ได้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านเขาก็มีปัญหาทั้งหมด เป็นปัญหาภายใน ของเราก็ต้องยิ่งหนักขึ้น ต้องเตรียมความพร้อมให้ดีก็แล้วกัน