ทั้งSMSแบงก์กับกรมการค้า
ตำรวจไซเบอร์เตือนลวงติดตั้งแอพฯ-ลิงก์ดูดเงิน ขยายผลคดีหลอกลวงเหยื่อกดลิงก์ติดตั้งแอพฯ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าปลอม เหยื่ออื้อเสียหายกว่า 16 ล้านบาท สั่งฟ้องผู้ต้องหา 25 ราย เป็นชาวไทย 20 ราย กัมพูชา 5 ราย จับได้แล้ว 21 ราย ย้ำธนาคารเลิกส่งเอสเอ็มเอส แนบลิงก์แล้ว หากได้รับให้สันนิษฐานเป็นมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อ ก่อนตรวจสอบให้ดี แนะ 10 ข้อปฏิบัติป้องกันภัยดูดเงิน
วันที่ 1 ก.ค. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษกกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) กล่าวว่าจากกรณีที่ผ่านมา มีประชาชนหลายรายตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพจากการได้รับข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) หรือได้รับสายโทรศัพท์แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ โดยมิจฉาชีพปลอมช่องทางติดต่อสื่อสาร กับผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นไลน์ทางการปลอม เพจเฟซบุ๊กปลอม และเว็บไซต์ปลอมของหน่วยงานที่แอบอ้างนั้นๆ เพื่อพูดคุยสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างเรื่องราวออกอุบายต่างๆ ทำให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อ กรอกข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน และสุดท้ายถูกหลอกให้กดลิงก์ติดตั้งแอพพลิเคชั่นของ หน่วยงานปลอมเหล่านั้น โดยให้ทำตามขั้นตอน ตั้งค่าให้สิทธิการเข้าถึง และให้สิทธิควบคุมโทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้เสียหายใช้งาน หลอกลวงให้กรอกรหัส PIN 6 หลัก เป็นเหตุให้เงินของผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพโอนออกไปจนหมดบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทรศัพท์ไปหลอกลวงประชาชนให้ติดตั้งแอพ พลิเคชั่นปลอม อ้างว่าเพื่ออัพเดตข้อมูลนิติบุคคลนั้น
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่าจากการ ตรวจสอบพบว่าการหลอกลวง ในลักษณะดังกล่าวเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันในหลายท้องที่ มีผู้เสียหายจำนวนมาก เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนและเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ จึงมีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวน สอบสวนระดับกองบัญชาการเป็นผู้ รับผิดชอบ ต่อมาจากการสืบสวนสอบสวนทราบว่ามีผู้เสียหาย 33 ราย ความเสียหายรวมกว่า 16 ล้านบาท และจากการตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ หลายบัญชี ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่รับจ้างเปิดรอไว้รับเงินจาก ผู้เสียหายเป็นทอดๆ ต่อมาคณะพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องขอศาลอนุมัติออกหมายจับ ผู้ต้องหา 25 ราย สัญชาติไทย 20 ราย สัญชาติกัมพูชา 5 ราย ในข้อหา “ร่วมกัน ลักทรัพย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไป (โดยใช้กลอุบาย), ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่า จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, เข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการ ป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน, สมคบ โดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและ ร่วมกันฟอกเงิน” จับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 21 ราย อยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี 4 ราย กระทั่งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2566 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาเสนอไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาตามกฎหมายต่อไปแล้ว
โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่าตามนโยบายรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ให้ความสำคัญและห่วงใยประชาชนจากภัยการหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการแอบอ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ หลอกลวงให้ประชาชนติดตั้งแอพพลิเคชั่นปลอมเอาทรัพย์สินของประชาชน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยกำชับ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนและปราบปรามการ กระทำความผิด บังคับใช้กฎหมาย อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และแก้ไข ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม กำชับไปยัง พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดสืบสวนสอบสวน ขยายผลหาความเชื่อมโยงในคดี ปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุก รูปแบบ มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา บช.สอท. เร่งระดมกวาดล้างจับกุม ผู้กระทำความผิด ตัดวงจรการก่ออาชญากรรมที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงเร่งรัดการสอบสวน และการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ด้วยความรอบคอบและรัดกุม พร้อมขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว เมื่อได้รับข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) แนบลิงก์อ้างว่ามาจากหน่วยงานต่างๆ ให้ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะเป็นข้อความที่ส่ง ไปยังกล่องข้อความเดียวกับหน่วยงานจริง เนื่องจากมิจฉาชีพสามารถปลอมแปลงชื่อผู้ส่งได้ ปัจจุบันทุกธนาคารยกเลิกการส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) แนบลิงก์ไปยังประชาชนแล้ว หากได้รับ ข้อความใดๆ เชื่อได้ว่าเป็นมิจฉาชีพแน่นอน และไม่ว่ามิจฉาชีพจะมาใน รูปแบบใดก็ตามให้ระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ หากพบเห็นข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) แนบลิงก์เข้ามาในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเตือนไปยังบุคคลใกล้ชิด หน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานนั้นๆ ให้ช่วยตรวจสอบทันที เพื่อลดการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
โฆษก บช.สอท. กล่าวประชาสัมพันธ์ ให้ทราบถึงแนวทางการป้องกัน ดังนี้ 1.ไม่กดลิงก์ที่เเนบมากับข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) หรือที่ส่งมาทางสื่อสังคมออนไลน์ ไม่กดลิงก์ติดตั้งแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพราะอาจเป็นการดักรับข้อมูล หรือการฝังมัลแวร์ของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาพร้อมข้อความในลักษณะทำให้ตกใจหรือเป็นกังวล เช่น ข้อมูลท่านรั่วไหล มีการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือผิดปกติ 2.หากได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย และมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ให้ขอชื่อนามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับ โดยให้แจ้งว่าจะติดต่อกลับไปภายหลัง 3.ตรวจก่อนว่ามาจากหน่วยงานนั้นๆ จริงหรือไม่ โดยการโทรศัพท์ไปสอบถามผ่านหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ หรือผ่านเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานนั้นโดยตรง รวมถึงตรวจสอบว่ามีการประกาศแจ้งเตือนการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวหรือไม่
4.ระวัง LINE Official Account ปลอม โดยสังเกตบัญชีที่ผ่านการรับรองจะมีสัญลักษณ์โล่สีเขียว หรือโล่สีน้ำเงิน หากเป็นโล่สีเทาหรือไม่มีโล่เลย จะเป็นบัญชีทั่วไป ยังไม่ผ่านการรับรอง ต้องตรวจสอบยืนยันให้ดีเสียก่อน 5.ไม่ติดตั้งโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นที่ผู้อื่นส่งมาให้โดยเด็ดขาด แม้จะเป็นโปรแกรม ที่รู้จักก็ตาม เพราะอาจเป็นแอพพลิเคชั่นปลอม หากต้องการใช้งานให้ติดตั้งผ่าน App Store หรือ Play Store เท่านั้น 6.ไม่อนุญาตให้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ไม่รู้จัก หรือไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย ไฟล์นามสกุล .Apk หรือซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย 7.ไม่อนุญาตให้เข้าถึงอุปกรณ์และควบคุมอุปกรณ์หรือโทรศัพท์มือถืออย่างเด็ดขาด 8.ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินใดๆ ลงในลิงก์ หรือแอพพลิเคชั่นในลักษณะดังกล่าวโดย เด็ดขาด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งรหัสผ่าน 6 หลัก ที่ซ้ำกับรหัสแอพพลิเคชั่นของธนาคารต่างๆ
9.หากเชื่อว่าติดตั้งแอพพลิเคชั่นปลอม แล้วให้รีบ Force Reset หรือการบังคับให้อุปกรณ์นั้นรีสตาร์ต (ส่วนใหญ่ เป็นการ กดปุ่ม Power พร้อมปุ่มปรับเสียง ค้างไว้) ในกรณีเกิดอาการค้างไม่ตอบสนอง หรือเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) หรือปิดเครื่องเพื่อตัดสัญญาณไม่ให้โทรศัพท์เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ ถอดซิมการ์ดโทรศัพท์ออก หรือปิด Wi-fi Router 10.อัพเดตระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ