ฝากขัง-ไม่มีญาติประกันโดนคดีเพิ่ม-เสพยาไอซ์ ตร.แจ้ง3ข้อหาแฟนสาวร่วมอำพรางศพ‘ดญ.12’แม่โฮ-เชิญวิญญาณลูก

‘มิ้นต์’เมียแจ๊บพบตร. เข้ารับทราบข้อหาคดี ด.ญ. 12 ถูกฆ่ายัดถัง โบกปูน ฐานช่วยผู้อื่น ไม่ให้ต้องโทษ ร่วมลอบฝังซ่อนเร้นทำลายศพ และอำพรางศพ

เมื่อ 6 ก.ค. ตร.สอบเครียดกว่า 4 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัว เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี นัดนำตัวฝากขังศาลวันนี้ ตร.ดำเนินคดี ‘แจ๊บ’ มือฆ่าเพิ่มอีก 1 ข้อหาเสพยาไอซ์ พร้อมนำตัวไปฝากขังต่อศาล ไม่มีญาติยื่นประกัน นำตัวเข้าเรือนจำ ด้านแม่แท้ๆ ‘น้องใหม่’ ด.ญ.12 พร้อมญาติทำพิธีเชิญวิญญาณลูกสาวกลับบ้านที่อุทัยธานี พร้อมดำเนินคดี ‘แจ๊บ-มิ้นต์’ แยกอีกสำนวน

จากกรณีตำรวจสน.บางเขนรับแจ้งพบศพ “น้องใหม่” ด.ญ.อริศสา ถิราวัฒน์ อายุ 12 ปี ถูกฆาตกรรมนำศพยัดถังน้ำแข็งโบกปูนทิ้งอำพรางคดีไว้ในบ้านทาวน์เฮาส์ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในซอยพหลโยธิน 48 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. เหตุเกิดเวลา 01.00 น. วันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ต่อมาเจ้าหน้าที่จับกุมนายยุทธนา หรือ “แจ๊บ” มาดี อายุ 29 ปี พ่อเลี้ยง ผู้ก่อเหตุใช้ไม้เบสบอลฟาด ‘น้องใหม่’ หลายครั้งจนเสียชีวิต ตามที่เสนอข่าวแล้วนั้น

ความคืบหน้าคดีนี้ เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่สน.บางเขน น.ส.นิรมล หรือมิ้นต์ พรหมคุณ อายุ 30 ปี ภรรยาของนายยุทธนา เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.กำธร นิยม รองผกก. (สอบสวน) สน.บางเขน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่สอบสวนนานกว่า 4 ชั่วโมง เบื้องต้นแจ้งดำเนินคดี 3 ข้อหา คือ 1.ช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาที่เป็นผู้กระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษเพื่อไม่ให้ต้องโทษ 2.ร่วมกันลอบฝังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิดการตายหรือเหตุแห่งการตาย 3.กระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรเสร็จสิ้นในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพ หรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไปเพื่ออำพรางคดี

หลังจากเจ้าหน้าที่พบว่าน.ส.นิรมลมีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับนายยุทธนา สามีซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ในส่วนของการปิดบังเหตุการณ์การตายและอำพรางร่างผู้ตายเอาไว้ในบ้านนานหลายชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 5 ก.ค. น.ส.นิรมลเดินทางไปร่วมงานศพด.ญ.อริศสา ผู้ตายที่จ.อุทัยธานี เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว จึงเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนสน.บางเขน โดยไม่ให้สัมภาษณ์ หลังจากพนักงานสอบสวนเสร็จแล้ว จึงปล่อยตัว เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี โดยนัดหมายเพื่อส่งตัวฝากขังที่ศาลในวันที่ 7 ก.ค.นี้ หากพบหลักฐานเพิ่มเติมในส่วนของการร่วมทำร้ายร่างกายเหยื่อด้วย ก็จะถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่สน.บางเขน พ.ต.ท. พิพัฒน์พงศ์ เพิ่มพูน สว.(สอบสวน) สน.บางเขน นำตัวนายยุทธนา ออกจากห้องขังมาพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยนายยุทธนายังคงนิ่งเงียบและปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชน ได้แต่พยักหน้ากับความรู้สึกผิดที่ลงมือก่อเหตุไป โดยเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม พร้อมแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) เพิ่มอีก 1 ข้อหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างคุมตัวนายยุทธนาไปสอบสวน ญาติของน้องใหม่ที่เดินทางมาจากจ.อุทัยธานีและยืนดักอยู่บริเวณทางเดินบนโรงพักได้ตรงเข้าไปชกหน้า 1 ครั้ง เจ้าหน้าที่ต้องเข้าห้ามปรามกันวุ่น ก่อนจะนำตัวนายยุทธนากลับเข้าไปในห้องขังก่อน และนำตัวญาติที่กระโดดชกผู้ต้องหาไปดำเนินคดีทำร้ายร่างกาย โดยเปรียบเทียบปรับ 500 บาท พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปรามมาคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกันอีก

ขณะเดียวกัน น.ส.ตรีรัตน์ มีเผ่า หรือจอย มารดาของน้องใหม่เข้ามาแจ้งความดำเนินคดีกับนายยุทธนา และน.ส.นิรมล ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายให้ผู้อื่นจนถึงแก่ความตายและปิดบังอำพรางศพ แยกอีกสำนวน

ต่อมาเวลา 11.00 น. พ.ต.ท.พิพัฒน์พงศ์คุมตัวนายยุทธนาออกจากห้องขัง ขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังของสน.บางเขน นำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ระหว่างอยู่ในรถ นายยุทธนาให้สัมภาษณ์ว่า น.ส.นิรมลร่วมก่อเหตุด้วย แต่ตนจำไม่ได้ ทุกอย่างปรากฏอยู่ในคลิปหลักฐานของตำรวจแล้ว จากนั้นรถควบคุมผู้ต้องขังได้เคลื่อนตัวออกไปทันที

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานสอบสวนสน.บางเขน คุมตัวนายยุทธนามายื่นคำร้องฝากขังครั้งเเรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งเเต่วันที่ 6-17 ก.ค. เนื่องจากยังต้องรอสอบสวนพยาน 5 ปาก เเละผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง ผลตรวจลายนิ้วมือประวัติต้องโทษผู้ต้องหา

พฤติการณ์คำร้องระบุว่าเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ขณะที่นายยุทธนา มาดี ผู้ต้องหาได้ใช้ไม้เบสบอลสีแดง ความยาวประมาณ 2 ฟุต ทุบตีทำร้ายร่างกาย ด.ญ.อายุ 12 ปี (หลานสาว) หลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ด.ญ.ถึงแก่ความตาย หลังจากนั้น ผู้ต้องหานำศพของด.ญ.ใส่ถังน้ำแข็งสีน้ำเงิน นำดินมากลบ และใช้ปูนซีเมนต์โบกทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย และซุกซ่อนไว้ที่ห้องครัว ภายในบ้านพักของผู้ต้องหา ต่อมาน.ส.นิรมล พรหมคุณ มาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.บางเขน จึงได้ดำเนินการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับนายยุทธนา ผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวนายยุทธนาได้ที่บริเวณโรงเเรมซอยอินทามระ กรุงเทพมหานคร นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ชั้นสอบปากคำและจับกุมผู้ต้องหา ชั้นรับตัวผู้ถูกจับ ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราวเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยไป เกรงหลบหนี โดยผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคัดค้านด้วย โดยให้เหตุผลว่าพฤติการณ์ผู้ต้องหาโหดร้าย หากได้ประกันเกรงหลบหนี

หลังพนักงานสอบสวนยื่นฝากขัง ไม่พบว่ามีญาติหรือผู้ใดยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะนำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

เข้าเรือนจำ – ตำรวจคุมตัวนายยุทธนา หรือแจ๊บ มาดี พ่อเลี้ยงโหดฆ่าโบกปูน ด.ญ.วัย 12 ไปฝากขังศาลอาญา ก่อนส่งเข้าเรือนจำ วันเดียวกันแม่และญาตินำอาหารและขนมทำพิธีเชิญวิญญาณในบ้านเกิดเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. ที่บ้านเช่า ซอยพหลโยธิน 48 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. น.ส.ตรีรัตน์ มีเผ่า แม่แท้ๆ ของน้องใหม่ พระรัตนญาโณ ตาของน้องใหม่ พร้อมลุงป้า และน.ส.ชลิดา พะละมาตย์ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิวินวิน ทำพิธีเชิญดวงวิญญาณของน้องใหม่ โดยถือรูปถ่าย ตะเกียง กระถางธูป และอาหาร อย่างพิซซ่า ซึ่งเป็นอาหารที่น้องใหม่อยากทาน ขนมและน้ำดื่ม มาทำพิธีเพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านในจ.อุทัยธานี บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

น.ส.ตรีรัตน์กล่าวว่า ช่วงเช้าตนเดินทางไปที่สน.บางเขน เพื่อแจ้งความเพิ่มเติมกับนายแจ๊บ และน.ส.มิ้นต์ แต่รายละเอียดเบื้องลึกขอไม่พูดถึง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ตนยังได้ขอตำรวจไปดูกล้องวงจรปิดที่หน้า ห้องขัง เพื่อจะดูว่านายแจ๊บอยู่อย่างไร ไม่ได้มีเจตนาปองร้าย เพราะไม่ได้เคียดแค้น ส่วนเรื่องข้อความแช็ตระหว่างตนกับลูกสาวที่มีการเผยแพร่ออกมานั้น ตนขอไม่ตอบประเด็นนี้ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี แต่ยอมรับว่ารู้สึกเอะใจ เพราะลักษณะการพิมพ์ ไม่เหมือนกับที่เคยตอบแช็ตกับลูกสาวก่อนหน้านี้ รวมถึงมีบางประโยคที่มันยาวผิดกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้พาดพิงว่าใครเป็นคนพิมพ์แทนลูกสาว

น.ส.ตรีรัตน์กล่าวต่อว่า ส่วนที่หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงปล่อยให้ลูกสาวอยู่กับนายแจ๊บและน.ส.มิ้นต์นั้น ก่อนหน้านี้พยายามถามลูกสาวหลายครั้งว่าอยู่ที่ไหน แต่ลูกสาวไม่ยอมตอบ จึงให้ญาติพี่น้องถามลูกสาวว่าอยากกลับมาอยู่ที่บ้านหรือไม่ แต่ลูกสาวตอบกลับว่าไม่อยากไปอยู่ด้วย ตนกับลูกสาวไม่ได้คุยกันมาแล้วเกือบ 1 ปี ก่อนหน้านี้คุยกันผ่านโทรศัพท์มือถือของน.ส.มิ้นต์เพราะลูกสาวไม่มีโทรศัพท์เป็นของตัวเอง และต้องคุยผ่านแช็ตเท่านั้น ไม่เคยวิดีโอคอล ส่วนนายแจ๊บ ตนยืนยันว่าไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน รู้จักแต่น.ส.มิ้นต์ ซึ่งเป็นญาติอดีตสามี ลูกสาวสนิทกับน.ส.มิ้นต์มาก หลังจากนี้อยากให้น.ส.มิ้นต์ไปขอขมาศพลูกสาว

จากนั้นเกือบชั่วโมง น.ส.ตรีรัตน์จุดธูป 9 ดอกบอกกล่าวกับเจ้าที่เจ้าทาง แล้วปักไว้ที่บริเวณกระถางดินหน้าบ้าน ส่วนด้านในบ้าน มูลนิธิวินวินนำพิซซ่า ขนมขบเคี้ยวขนมหวาน น้ำดื่ม นมและผลไม้จัดเรียงไว้บนโต๊ะ พร้อมกับตั้งรูปถ่าย และยังนำเสื้อผ้าที่น้องใหม่สวมใส่ตอนถูกทำร้ายมาประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณด้วย

ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินออกจากบ้าน โดยพระรัตนญาโณ ตาของน้องเป็นคนเรียกวิญญาณหลานสาวให้กลับบ้าน พร้อมโยนเหรียญโปรยทาน ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าสัมผัสได้ว่าหลานสาวรับรู้ เพราะระหว่างทำพิธีได้กลิ่นโชยเข้าจมูกตลอดเวลา

พระรัตนญาโณเปิดเผยว่า ก่อนจะทำพิธี ฝาครอบตะเกียงที่ทางญาติเตรียมมาประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณหล่นออกจากมือญาติคนหนึ่ง จนแตกลงกับพื้น ซึ่งเป็นจุดที่วางถัง 200 ลิตรที่พบศพของน้องใหม่ สร้างความประหลาดใจให้กับญาติๆ ที่เข้าไปทำพิธี

ด้านน.ส.ชลิดากล่าวว่า ขณะทำพิธีเชิญดวงวิญญาณเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เพราะครอบครัวเข้ามาอยู่ภายในบ้านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดที่น้องถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ขณะที่กำลังทำพิธีเชิญดวงวิญญาณนั้น ลุงของผู้ตายถือตะเกียงอยู่ แต่อยู่ๆ ฝาครอบตะเกียงก็ตกลงมาแตก บริเวณที่นายแจ๊บนำร่างของน้องใหม่ใส่ในถังน้ำเพื่ออำพรางศพพอดี นอกจากนี้ครอบครัวยังอยากรู้ว่าขณะที่น้องใหม่กำลังมีชีวิตอยู่ ใช้ชีวิตในบ้านนี้อย่างไร ก็ได้ขึ้นไปบริเวณชั้น 2 ของบ้าน แล้วให้คนดูแลบ้านนำกุญแจห้องมาเปิดห้องนอนด้านบน โดยห้องแรก แม่ของน้องใหม่ไม่สามารถเปิดได้ ทั้งที่มีกุญแจ จึงพูดขึ้นมาว่า “ปีใหม่ เปิดให้แม่หน่อย” จากนั้นประตูห้องก็เปิดออกเลย ซึ่งห้องดังกล่าวคาดว่าเป็นห้องนอนของนายแจ๊บและน.ส.มิ้นต์ ก็ปรากฏว่าภายในห้องนอนรกมาก มีกรงสุนัขอยู่มุมห้อง และมีอุปกรณ์เสพยาเสพติดวางอยู่บนเตียงด้วย คาดว่าน้องใหม่น่าจะไม่ได้นอนห้องนี้ จึงเดินไปอีกห้องหนึ่งที่ปิดประตูอยู่ ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ติดกัน โดยคนดูแลบ้านนำกุญแจมาเปิดห้องเหมือนเดิม แต่ก็ไม่สามารถเปิดได้ ตนต้องเป็นคนไปเปิดพร้อมพูดขึ้นมาว่า “ปีใหม่ เปิดประตูให้ป้าหน่อย ป้าอยากช่วยพาหนูกลับบ้าน” หลังจากนั้นประตูก็ถูกเปิดออก

“วินาทีแรกที่ครอบครัวได้เห็นห้องนี้ต่างพากันร้องไห้ เพราะสภาพห้องไม่เหมือนกับห้องนอน มีลังพัสดุที่เอาไว้สำหรับแพ็กของวางเต็มพื้นที่ห้องมีเศษผ้าเก่าๆ และเสื้อผ้าของน้องปีใหม่กระจัดกระจายอยู่ คาดว่าน่าจะเป็นห้องที่น้องปีใหม่ใช้นอน จากการสังเกต ไม่มีผ้าห่มและหมอนเลย ทำให้ครอบครัวต่างร้องไห้ออกมาด้วยความสงสารเพราะไม่คิดว่าลูกจะอยู่ในสภาพแบบนี้ นอกจากนี้ยังไม่เห็นชุดนักเรียนของน้องเลย ขณะทำพิธีเชิญดวงวิญญาณ เห็นเสื้อผ้าของน้องที่ใส่ในวันเกิดเหตุวางอยู่บนซิงก์ล้างจาน ก็ได้ให้แม่ของน้องเก็บเสื้อผ้าไปด้วย รู้สึกหดหู่และรับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนแรกที่เห็นข่าวนี้รู้สึกอยากช่วยเหลือครอบครัวของน้องปีใหม่ อยากเป็นส่วนหนึ่งที่พาเขาออกมาจากบ้านหลังเกิดเหตุ ได้ฝันว่าอยู่หน้าบ้านที่เกิดเหตุ และเห็นน้องปีใหม่ยืนเปลือยเปล่าอยู่หน้าบ้าน แล้วร้องไห้ จึงเป็นสาเหตุทำให้เข้ามาช่วยเหลือคดีนี้” น.ส.ชลิดากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน