เสียหายหมื่นล. ตร.เตือนภัยใหม่ อย่าเชื่อ-ลงทุนกำไรสูงเกินจริง ชี้แนะวิธีรับมือ
ตร.ห่วง ‘ตุ๋นลงทุนออนไลน์’ ระบาดหนักเสียหาย 11,550 ล้าน แค่ปีเศษแจ้งความแล้ว 23,616 คดี มีทั้งหลอกเทรดเหรียญดิจิทัล ลงทุนคริปโต แลกเปลี่ยนเงินตรา ลงทุนบริษัท-ปล่อยกู้ ย้ำต้องมีสติ ‘ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน’ สอบสวนกลางจับสาวแสบตุ๋นเล่นแชร์ออนไลน์ อ้างเป็นพนักงานแบงก์สร้างความน่าเชื่อถือ เหยื่อสูญเงินกว่า 32 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติ พ.ต.ท.หญิง ดร.ณพวรรณ ปัญญา รองโฆษก ตร. เปิดเผยสถิติคดีออนไลน์ที่ประชาชนแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com โดย คดีหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ 1 มี.ค.65-30 มิ.ย.66 มีการแจ้งความสูงถึง 23,616 คดี ยอดความเสียหายรวม สูงกว่า 11,550 ล้านบาท สำหรับเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มียอดการแจ้งความสูงถึง 876 คดี ยอดความเสียหายรวมสูงกว่า 600 ล้านบาท
รองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันโจรออนไลน์ใช้อุบายที่หลากหลายในการหลอกลวง เช่น เทรดเหรียญดิจิทัลผ่าน แอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์, ลงทุนเกี่ยวกับเหรียญคริปโต, ลงทุนกับบริษัทปล่อยเงินกู้ผลตอบแทนสูง, ร่วมลงทุนประมูลสินค้าเพื่อรับผลตอบแทน, ลงทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศ, และลงทุนหุ้นในเครือบริษัทชื่อดัง นอกจากนี้ โจรออนไลน์มักปลอมโปรไฟล์เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงเรื่องการเงินการลงทุนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการหลอกลวง และเข้าหาผู้เสียหายผ่านการแฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของผู้ที่สนใจด้านการลงทุน
ทั้งนี้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ที่มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.66 ผลของกฎหมายมีผลให้เจ้าของบัญชีม้าหรือเบอร์ม้า มีโทษอาญาหนัก จำคุก 3 ปี หรือปรับ 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงผู้ที่ได้เป็นธุระจัดหา โฆษณา ขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หมายเลขโทรศัพท์ ก็มีโทษอาญาหนัก เช่นกัน คือ จำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดย พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. มีความห่วงใยประชาชน จึงได้จัดทำแบบทดสอบ Cyber Vaccine เพื่อเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ให้กับประชาชน ขอให้ประชาชนต้องมีสติ “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อของโจรออนไลน์ ทั้งนี้สามารถติดตาม รูปแบบการประชาสัมพันธ์กลโกงได้ที่ www.เตือนภัยออนไลน์.com และ เพจ เฟซบุ๊ก “เตือนภัยออนไลน์” ปรึกษา-ขอคำแนะนำได้ที่ สายด่วน บช.สอท. 1441 หรือ ศูนย์ PCT 08-1866-3000 โดยผู้เสียหายสามารถติดต่อธนาคารของตนเองเพื่อทำการระงับบัญชี โดยธนาคารจะออก Bank ID ผ่าน sms และขอให้ผู้เสียหายไปแจ้งความกับตำรวจที่ใดก็ได้โดยเร็ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงท้องที่เกิดเหตุภายใน 72 ชั่วโมง หรือแจ้งความผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.com
ขณะที่น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอแจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวังมิจฉาชีพบนโซเชี่ยลมีเดีย โดยปัจจุบันยังคงพบหลอกลวงอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเปิดเพจเฟซบุ๊กปลอม แอบอ้างหน่วยงานรัฐ ธนาคารทั้งในกำกับของรัฐและเอกชน องค์กรรัฐวิสาหกิจ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทเอกชน ตลอดจนบุคคลมีชื่อเสียงแล้วเชิญชวนประชาชนร่วมลงทุน จูงใจจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่าเกินจริง โดยขอให้ใช้ความระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อ โดยง่าย เพราะอาจถูกหลอกลวงจนสูญเสียทรัพย์สินได้
สำหรับวิธีสังเกตเพจเฟซบุ๊กปลอม สามารถดูได้จากจำนวนผู้ติดตาม โดยเพจที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวง มักจะมีผู้ติดตามจำนวนน้อย ต่างจากเพจของหน่วยงาน องค์กรจริงหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงตัวจริงซึ่งตั้งมาเป็นเวลานาน จึงมีผู้ติดตามจำนวนมาก นอกจากนี้ยังสามารถสังเกตได้จากหน้า About ซึ่งในเพจจริงจะมีช่องทางการติดต่อของหน่วยงานนั้นๆ ระบุไว้อย่างชัดเจน หากพบสิ่งผิดปกติและเข้าข่ายว่าจะเป็นเพจของมิจฉาชีพให้ช่วยกันกด Report แจ้งให้เจ้าของแพลตฟอร์มทราบเพื่อดำเนินการกับเพจของมิจฉาชีพทันที
นอกจากไม่หลงเชื่อข้อมูลการหลอกลงทุนของมิจฉาชีพโดยง่ายแล้ว ขอความร่วมมือผู้พบเห็นเพจผิดปกติไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ พร้อมเตือนบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้สูงอายุให้รู้เท่าทันกลลวงในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการอ้างผลการลงทุนได้ค่าตอบแทนที่สูงเกินจริง และ ข้อสำคัญเพื่อป้องการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพคือ ต้องไม่เร่งรีบตัดสินใจเมื่อพบเห็นข้อมูลเชิญชวนต่างๆ ในโซเชี่ยลมีเดีย ขอให้ตรวจสอบตัวตนผู้มาเชิญชวนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
วันเดียวกัน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ, พ.ต.อ. พรศักดิ์ เลารุจิราลัย, พ.ต.อ.สุเทพ โตอิ้ม รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.หัตถพร ทองคำ, พ.ต.ท. ฤทธิชัย ชุมช่วย, พ.ต.ท.พงษ์พิทักษ์ เหล็กชูชาติ, พ.ต.ท.หัตถพร ทองคำ และ พ.ต.ท.หัตถพล ทองคำ รอง ผกก.5 บก.ป. สั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจ กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.ท.วาทิต จิตรจันทึก สว.กก.5 บก.ป., ร.ต.อ.ณัฐพล ผลชอบ รอง สว.กก.5 บก.ป., ร.ต.ต.ปริญญา ชุมพลี รอง สว.(ป.) กก.5 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตำรวจ กก.5 บก.ป. ร่วมกันจับกุม น.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ จ.23/2558 ลงวันที่ 15 มกราคม 2558 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ, จัดให้มีการเล่นแชร์ฯ” โดยจับกุมได้ที่สถานีรถไฟรังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

ตุ๋นเล่นแชร์ – ตำรวจกองปราบฯ รวบตัวน.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกง อ้างเป็นพนักงานธนาคารหลอกคนร่วมเล่นแชร์ออนไลน์เกือบ 100 วงแล้ว หลบหนี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 32 ล้านบาท ที่สถานีรถไฟรังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 9 ก.ค.
สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนต.ค.2562 น.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ตั้งตนเป็นเท้าแชร์ โดยจะใช้ไลน์กลุ่มตั้งวงแชร์ขึ้นมาหลายวง มีทั้งแชร์รายวัน, รายวันเว้นวัน, ราย 3 วัน, ประมาณ 15 วันถึง 3 เดือน ฯลฯ โดยจะเล่นมือละประมาณ 2,000-5,000 บาท วงละประมาณ 10-20 คน ใช้การโอนเงินให้ ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเท้าแชร์ ผ่านเข้าบัญชีธนาคารของ น.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ หลังจากนั้นได้ตั้งวงแชร์หลายมือขึ้นและเพิ่มวงเงินมากขึ้น โดยมีเกือบ 100 วงที่ยังไม่ได้เปีย ต่อมาเมื่อวันที่ 12 เม.ย.62 ผู้ต้องหาเริ่มไม่มีการเคลื่อนไหวในไลน์วงแชร์ และไม่สามารถติดต่อได้ทั้งทางเฟซบุ๊กและโทรศัพท์ ผู้เสียหายหลายคนจึงเชื่อว่าถูกฉ้อโกง และได้ไปแจ้งความไว้หลายท้องที่ ซึ่งสภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้ขออนุมัติหมายจับ น.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ และศาลได้อนุมัติหมายจับดังกล่าว
ต่อมาเมื่อวันที่ 18 เม.ย.62 ผู้เสียหายกว่า 10 คน เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อแจ้งความเอาผิดกับ น.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ เนื่องจากเข้าร่วมเล่น วงแชร์ออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์กลุ่ม และเพจเฟซบุ๊ก ของน.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ ซึ่งอ้างว่าหากนำเงินมาร่วมลงทุนแชร์วง ดังกล่าวจะได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราสูง และยังอ้างตัวว่ามีอาชีพเป็นพนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยช่วงแรกได้รับเงินค่าตอบแทนจริง กระทั่งน.ส.ณัฏฐ์วรินทร์ปิดเพจและขาดการติดต่อ ไม่สามารถเปียแชร์ได้ อีกทั้งสมาชิกผู้ที่ขอเปียเงินแชร์ออกไปก่อน 5 คนแรกนั้นก็เป็นพรรคพวกของน.ส. ณัฏฐ์วรินทร์ จึงทำให้เชื่อว่าน่าจะถูกหลอก จึงเข้าแจ้งความ เพราะได้รับความเสียหายจากเท้าแชร์คนนี้รวมกว่า 32 ล้านบาท
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. และ กก.2 บก.รฟ. ได้สืบสวนจนทราบว่า น.ส. ณัฏฐ์วรินทร์จะเดินทางอยู่บริเวณสถานีรถไฟรังสิต จ.ปทุมธานี เมื่อไปถึงได้ เฝ้าสังเกตการณ์ ต่อมาพบหญิงไทยลักษณะคล้ายกับผู้ต้องหาอยู่บริเวณสถานีรถไฟรังสิต จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และควบคุมตัวน.ส.ณัฏฐ์รินทร์นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีราชา ภ.จว.ชลบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป