เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวภายหลังเปิดการประชุมสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2566 “ภาคีความร่วมมือ สร้างสังคมผาสุก หยุดทุกความรุนแรง” ว่า แม้การระบาดของโควิด-19 จะลดลงไปมากแล้ว แต่ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจยังเกิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเครียด อารมณ์เศร้า ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและความรุนแรงในระดับต่างๆ ก็ยังไม่ทุเลา อาจจะเนื่องจากสภาพสังคม เศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงสภาวะแวดล้อมต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดังนั้นการเข้าใจปัญหาความรุนแรงที่เป็นพลวัต การเรียนรู้จากประสบการณ์ในการจัดการแก้ไขปัญหา การเสริมสร้างภูมิต้านทานในการขจัดความรุนแรงในมิติต่างๆ ในสังคม โดยการระดมความร่วมมือทุกภาคีเครือข่าย เป็นกลไกสำคัญในการลดความรุนแรง สร้างสังคมมีความสงบสุขอย่างยั่งยืน

พญ.อัมพรกล่าวว่า กรมได้วางแนวทางป้องกันและแก้ปัญหาหลากหลายรูปแบบ กระจายทุกมิติ กรณีเป็นความเจ็บป่วยได้ป้องกันไม่ให้เกิดโรคจิตเวชมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ไปเสริมให้เกิดความรุนแรง โดยดำเนินการเชิงรุกเข้าไปดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื้อรังทำให้มีสุขภาพจิตที่ดี ดูแลผู้ที่เจ็บป่วยทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ โดยร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดูแลทั้งสุขภาพทางสังคม สุขภาพทางการเงิน รวมถึงกลุ่มผู้ต้องหาและผู้ที่ก้าวพ้นจากเรือนจำ และกลุ่มเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจ โดยทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมดูแลสภาพจิตกลุ่มเป้าหมาย แทรกซึมเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันปัญหาที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งการดำเนินการทุกอย่างยังไม่สมบูรณ์แบบแต่กำลังเร่งรัดทำให้ดีที่สุด

“นอกจากนี้ ยังได้หารือกับ สปสช.ดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนที่มีมากขึ้น เนื่องจากปัญหายาเสพติด โดยสนับสนุนให้ได้รับบริการยาเวชภัณฑ์ที่ทันสมัยขึ้น ออกฤทธิ์ยาวนานขึ้น เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ป่วย อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่ในการดูแลควบคุมผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ก่อความรุนแรง สร้างปัญหามากขึ้น” พญ.อัมพรกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน