จบในสัปดาห์นี้ ไม่มีพรรค2ลุง รอรับรายบุคคล ‘เศรษฐา’ไม่ทนฟ้องชูวิทย์หมิ่น ‘เด็จพี่’งัดรูปแฉ

เพื่อไทยมัดแน่นภูมิใจไทย ผนึกตั้งรัฐบาลด้วยเสียงตั้งต้น 212 เสียง ย้ำอีกไม่มีพรรค 2 ลุง แต่ไม่ปิดช่องทางสส.เข้ามาหนุนเป็นกลุ่ม-รายบุคคล ปิดทางสมการ 188 เสียง ‘อนุทิน’ ชี้จำเป็นต้องเร่งตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกินสิ้นเดือนส.ค. ‘จุรินทร์’ ฟันธงตั้งรัฐบาลมีพลิกอีกหลายตลบ จะลงตัวได้สิ้นส.ค.นี้หรือไม่ยัง 50:50 ‘ชัยธวัช’ รับกังวลได้นายกฯ จากขั้วอำนาจเก่า ชี้เป็นไปได้ เพื่อไทย-ก้าวไกลหวนจับมือกันเป็นรัฐบาล ‘สว.กิตติศักดิ์’ ไม่เลิกเชียร์ ‘หนู-ป้อม’ ฟันธงนายกฯ คนที่ 30 ไม่ได้มาจากพท. ‘เศรษฐา’ ยื่นฟ้อง ‘ชูวิทย์’ หมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 500 ล้าน เปิดปมซื้อที่ดินมีวาระซ่อนเร้น ‘พร้อมพงศ์’ แฉโกรธแค้นที่ติดต่อขายที่ให้แสนสิริก่อนหน้านี้แล้วถูกปฏิเสธ

เศรษฐามอบทนายฟ้องชูวิทย์
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายเศรษฐามอบอำนาจให้ตนฟ้องและดำเนินคดีกับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณาในกรณีกล่าวหาว่าแสนสิริ โดยนายเศรษฐาซื้อที่ดินและมีการหลีกเลี่ยงภาษี

มีสาระสำคัญว่า เมื่อ 3 ส.ค.จำเลยทราบอยู่แล้วว่า 4 ส.ค.รัฐสภา ประชุมรัฐสภาคาดหมายการเสนอผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ แต่จัดแถลง “แฉเพื่อชาติ EP 1” ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ลักษณะใส่ความโจทก์ต่อบุคคล ที่สาม ให้คนทั่วไป

และก่อนแถลงแสนสิริเผยแพร่แถลงการณ์ชี้แจงซื้อที่ดินถูกต้องตามหลักกฎหมาย และธรรมาภิบาล จำเลยสามารถตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ที่ถูกต้องได้ แต่ไม่ตรวจสอบก่อนแถลงทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ เป็นการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายข้อความ ซึ่งฝ่าฝืนความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์

เรียกค่าเสียหาย 500 ล้าน
“ผมขอตั้งข้อสังเกตว่านายชูวิทย์มีเจตนาพูดไม่ครบถ้วน ให้ข้อเท็จจริงลักษณะให้เกิดความเข้าใจผิด มีวาระซ่อนเร้นที่จะกลั่นแกล้งโจทก์หรือไม่ การใส่ความนายเศรษฐาให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาเชื่อว่านายเศรษฐาทำผิดกฎหมาย ขัดธรรมาภิบาล เพื่อหวังผลทาง การเมือง โจทก์ได้ยื่นฟ้องพร้อมเรียกค่า เสียหายจากนายชูวิทย์เป็นเงิน 500 ล้านบาทถ้วน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี” นายวิญญัติกล่าว

ทราบว่านายชูวิทย์กำลังป่วย จึงให้กำลังใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่ที่บอกป่วย ใกล้ตาย มีเวลาไม่นาน แต่สิ่งที่พูดต้องจริง เมื่อยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาแล้วอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าคดีอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรนำไปขยายประเด็นหรือใส่ความอีก เพราะจำเป็นต้องมีการฟ้องดำเนินคดีตามสิทธิ์

ขณะที่นายเศรษฐาโพสต์ทวิตเตอร์ว่า “จากกรณีคุณชูวิทย์เปิดประเด็นธุรกรรมซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่ง ของบมจ.แสนสิริ และพาดพิงเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมของผม ขอยืนยันว่าแสนสิริขับเคลื่อนภายใต้หลัก ธรรมาภิบาล การปฏิบัติหน้าที่ของผมใน ขณะนั้นเป็นไปตามกรอบกฎหมาย เพื่อความ เข้มแข็งขององค์กร ผู้ถือหุ้น ด้วยจิตสำนึก รับผิดชอบต่อสังคม กรณีนี้เป็นการกล่าวหาให้เกิดความเสียหาย ผมจึงขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ให้ทนายความฟ้องร้องดำเนินคดีกับคุณชูวิทย์ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตาม ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน”

สวนชูวิทย์ – นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ซึ่งเคยร่วมเรือนจำเดียวกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงตอบโต้สาเหตุที่ออกมาแฉนายเศรษฐา ทวีสิน อย่างต่อเนื่อง พร้อมโชว์ภาพนายชูวิทย์เคยติดต่อขายที่ดินให้แต่ดีล ไม่สำเร็จ เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา

เด็จพี่สวนกลับชูวิทย์
เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ คณะทำงานด้านกฎหมายที่ได้รับมอบอำนาจจากนายเศรษฐา กล่าวกรณีนายชูวิทย์ระบุนายเศรษฐาฟ้องเพื่อปิดปากว่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่มีใครไปปิดปากคนอย่างนายชูวิทย์ได้ 3 ส.ค.ที่แถลงกล่าวหานายเศรษฐาทำนิติกรรมอำพราง ทำให้รัฐเสียหายกว่า 500 ล้านบาท เป็นการจับแพะชนแกะ พูดความจริงครึ่งเดียว

การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบ คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.100/2543 ลงวันที่ 24 พ.ย. พ.ศ.2543 ข้อ 4 (2) นายชูวิทย์ เป็นนักธุรกิจอสังหาฯ มีทีมกฎหมายเป็นที่ปรึกษา ก่อนแถลงคงศึกษารายละเอียดมาหมดแล้วแต่จงใจพูดข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน ผู้ซื้อเป็นนิติบุคคล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้บริหารหลายคนเหตุใดตั้งใจโจมตีดิสเครดิตนายเศรษฐาเพียงคนเดียว หากไม่มีวาระ ซ่อนเร้นทำไมบังเอิญเช่นนี้

แฉเคยขายที่ดินแต่แสนสิริไม่ซื้อ
“ขอตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมนายชูวิทย์ ที่ปฏิเสธไม่มีความเจ็บแค้น ไม่มีปัญหาและไม่ได้ขายที่ดินให้บมจ.แสนสิริ ไม่มีวาระ ซ่อนเร้นนั้น นายชูวิทย์อาจความจำสั้น วันนี้ผมจะมาจับโกหก ผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายว่านายชูวิทย์เคยไปพบผู้บริหารบมจ.แสนสิริ พร้อมนายเศรษฐา เมื่อ 8 ก.ย.2565 ภาพจากกล้องวงจรปิดก็มี เพื่อเสนอขายที่ดินแปลงของตนเอง แต่ท้ายที่สุดทางแสนสิริปฏิเสธเป็นเหตุให้นายชูวิทย์โกรธ และดำเนินการในลักษณะนี้ใช่หรือไม่” นายพร้อมพงศ์กล่าวและว่า จริงหรือไม่ก่อนแถลงได้พยายาม เสนอขายที่ดินให้บมจ.แสนสิริอีกครั้ง โดยเสนอราคาเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาทแต่ถูกปฏิเสธอีกครั้ง ประเด็นที่ทำให้นายชูวิทย์ไม่พอใจใช่หรือไม่ ภาพทั้งหมดเกิดขึ้นที่บมจ.แสนสิริ

วันนี้นายชูวิทย์แฉเพื่อใครกันแน่ ใครๆ ก็รู้ว่านายชูวิทย์สนิทกับใคร ผู้มีอำนาจกลุ่มไหน ที่ออกมาเป็นหัวขบวนเปิดเกมเขี่ยบอลสาดโคลนเป็นคนแรก เพื่อดิสเครดิตนายเศรษฐาก่อนโหวตนายกฯ เพียงไม่กี่วัน เป้าหมายเพื่อทำให้นายเศรษฐาขาดคุณสมบัติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4) เรื่องจริยธรรม นายชูวิทย์รับงานใครมา หวังผลทางการเมืองเพื่อให้ใครกลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่ นี่เป็นคำถามให้นายชูวิทย์ต้องตอบ

เทียบเป็นโมฆบุรุษ
นายชูวิทย์กล่าวหานายเศรษฐามีพฤติกรรมอำพราง แต่ตนเห็นว่าคนที่มีพฤติกรรมอำพรางน่าจะเป็นนายชูวิทย์มากกว่า เพราะเวลานี้มีประเด็นที่ กทม.ร่วมกับอัยการประชุมกันในสิ่งที่นายชูวิทย์อำพรางไว้กรณีต้อง ติดคุก 5 ปี แลกการยกที่ดินเป็นสวนสาธารณะ แต่นายชูวิทย์กลับสู้กับ กทม.และอัยการว่าเป็นที่ของบริษัทตัวเอง จะยกให้สาธารณะอย่างไรและยังเสียภาษีอยู่ตลอด แถมกำหนดเวลาเปิด-ปิดสวนจน กทม.เข้าไปดำเนินการอะไรไม่ได้เลย ใครมีพฤติกรรมอำพรางกันแน่ ลักษณะน่าจะเป็นโมฆบุรุษใช่หรือไม่

หลังแถลงนายพร้อมพงศ์เรียกพนักงานจัดส่งเอกสาร ส่งภาพวันที่นายชูวิทย์เข้าเจรจาขายที่ดินต่อบมจ.แสนสิริ เป็นภาพที่ทั้ง 2 จับมือกันอย่างชื่นมื่น ไปให้นายชูวิทย์ถึงที่ โรงแรมเดวิส

เรืองไกรยื่นสว.สอบเศรษฐา
ที่รัฐสภา กมธ.การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา โดยนายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สว. ในฐานะรองประธาน, ว่าที่ ร.ต.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี สว.และเลขานุการกมธ., นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. และกมธ. รับหนังสือจาก นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ที่ขอให้ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอชื่อให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบให้เป็นนายกฯ กรณีบมจ.แสนสิริ ซื้อที่ดินย่านถนนสารสิน มีพฤติกรรมเข้าข่ายเลี่ยงภาษีหรือไม่ นายเศรษฐาส่ออาจขาดคุณสมบัตินายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(4) ว่าด้วยมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ ขอให้กมธ.ตรวจสอบก่อนจะมีการเสนอชื่อและโหวตให้เป็นนายกฯ

สว.อ้างต้องรับฟังรอบด้าน
ด้านนายดิเรกฤทธิ์กล่าวว่า การตรวจสอบของ สว.จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เหลือเวลาก่อนจะโหวตนายกฯอีก 10 วัน เชื่อว่าเงื่อนเวลาดังกล่าวจะเร่งรัดให้กมธ.พิจารณาศึกษา รวมถึงฟังผู้เกี่ยวข้องให้มากที่สุด ก่อนหน้านี้บริษัทแสนสิริ เคยมีคำชี้แจงว่า นายเศรษฐาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาและซื้อที่ดินนั้น ตนมองว่าเป็นประเด็นที่รับฟังได้ นอกจากนั้นต้องรับฟังความรอบด้านให้ครบถ้วนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. เป็นประธาน นัดประชุมกมธ. 8 ส.ค. เวลา 09.30 น. วาระพิจารณาสำคัญคือการได้มาซึ่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ โดยเชิญเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายสติธร ธนานิธิโชติ ผอ.สํานักนวัตกรรม เพื่อประชาธิปไตยเข้าร่วมประชุม ต้องจับตาว่า กมธ.จะรับ คำร้องของนายเรืองไกรหรือไม่

กิตติศักดิ์ย้ำนายกฯไม่ใช่พท.
ที่รัฐสภา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว.ให้สัมภาษณ์ว่า ตนหนักใจแทนนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอชื่อต่อรัฐสภา เพื่อให้โหวตเป็น นายกฯ หลังถูกตรวจสอบกรณีการซื้อขายที่ ทั้งจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และนาย เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ยื่นให้ กมธ.การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ตรวจสอบ ว่าเรื่องดังกล่าวมีประเด็นที่เกี่ยวกับจริยธรรมหรือไม่

“ผมเอาใจช่วยนายเศรษฐาและขอให้ชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจน เพราะหากชี้แจงไม่ชัดเจนอาจไม่ได้รับเลือก ผมมั่นใจการโหวตต้องได้ นายกฯ คนที่ 30 แน่นอน แต่เดาว่าคนที่เป็น นายกฯ จะไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทย” นายกิตติศักดิ์กล่าวและว่า หากโหวตนายกฯ รอบ 3 ชื่อนายเศรษฐา ถูกเสนอต่อรัฐสภา รู้สึกหนักใจแทน หากเพื่อไทยไม่ได้นายกฯต้องให้พรรคอันดับรองลงไป แคนดิเดตนายกฯ ตอนนี้ที่ตนมองเห็นมี 2 คน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ส่วนนายกฯ คนนอกมองว่าไปไม่ถึง

กก.ชี้เป็นไปได้พท.หวนคืน
ที่พรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสความต้องการพรรคเพื่อไทยกลับมา จับมือกับพรรคก้าวไกลเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า อยู่ที่การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย แต่พรรคก้าวไกลยังไม่ได้มีการพูดคุยเรื่อง ดังกล่าว ตอนนี้เราเตรียมพร้อมทำงานไม่ว่าจะในบทบาทใด

เมื่อถามว่าเป็นการผลักให้พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า มันผ่านไปแล้ว ตอนนี้เป็นห่วงว่าสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาลเพื่อเลือกนายกฯไม่ได้ราบรื่น เสียงสนับสนุนจากสว.ที่เคยคิดว่าอาจได้ก็อาจมีปัญหา ส่วนความกังวลในการจัดตั้งรัฐบาลอาจพลิกขั้วนั้น คิดว่าไม่ใช่เฉพาะพรรค ก้าวไกลที่กังวลแต่ประชาชนก็ไม่อยากเห็นการพลิกขั้วรัฐบาลที่นายกฯ มาจากขั้วอำนาจเก่า เมื่อถามว่าหลังพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยครั้งล่าสุดคือช่วงพรรคเพื่อไทยแถลงขอ ถอนตัวออกจาก 8 พรรคร่วม จนถึงขณะนี้ยังมีการติดต่อกันอยู่หรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน

ยังไม่ได้คุยเงื่อนไขการกลับ
เมื่อถามว่าการโหวตนายกฯครั้งถัดไปพรรคก้าวไกลจะดำเนินการอย่างไร นาย ชัยธวัชกล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกันในพรรคเพราะยังพอมีเวลาตัดสินใจ ไม่รู้สถานการณ์จะพลิกผันไปถึงจุดไหน เมื่อใกล้ช่วงวันโหวตนายกฯคงพูดคุยกันอีกครั้ง

เมื่อถามว่าหากมีโอกาสจะกลับไปจับมือกับไทย การกลับไปจับมืออีกครั้งมีเงื่อนไขอย่างไร นายชัยธวัช กล่าวว่า ต้องคุยกับกก.บห.พรรคและสส.ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ คงบอกล่วงหน้าไม่ได้ ส่วนท่าที สส.ก้าวไกล เช่น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชี รายชื่อ ที่บอกมีโอกาสจะถอยหลังมาจับมือกับก้าวไกลนั้น ส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลและตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานกับเพื่อไทย เพื่อพูดคุยเรื่องนี้ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปได้

ผลเลือกตั้งบ่งชี้ปชช.เลือกนายกฯ
เมื่อถามว่ามองคุณสมบัติคนจะมาเป็น นายกฯในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร นาย ชัยธวัชกล่าวว่า คุณสมบัติเป็นเรื่องพื้นฐาน พรรคที่ชนะเลือกตั้งและรวมเสียงข้างมากได้ควรเป็นนายกฯ ถ้าไปตั้งเงื่อนไขเยอะซึ่งแต่ละฝ่ายมองไม่เหมือนกันจะทำให้เกิดความขัดแย้งและวุ่นวาย ถ้ามีการพิจารณานโยบายด้วยซึ่งนโยบายและคุณสมบัติประชาชนได้ตัดสินผ่านการเลือกตั้งแล้ว พรรคไหนได้รับความนิยมเยอะแสดงว่าประชาชนเห็นด้วย ตรงนี้เป็นการหาข้อยุติและเห็นต่างทางการเมืองที่สันติที่สุดแล้ว ถ้าไม่อิงเกณฑ์นี้จะทำให้การเมืองไปต่อ ไม่ได้และสร้างปัญหาในอนาคต

เมื่อถามกรณีศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนพิจารณารับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เลื่อนกลับ เป็นนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญคงมีความ คิดเห็นที่แตกต่างกันเลยยังไม่มีมติอะไรออกมาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ส่วนเรื่องนายทักษิณคงตอบแทนไม่ได้

วิโรจน์ย้ำพร้อมรับเพื่อไทย
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีทวีตระบุ “เดินกลับแค่เสียหน้า แต่เดินหน้าจะเสีย ทุกสิ่ง” ว่าเป็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากประชาชน และเราสะท้อนกลับไปเท่านั้น เมื่อถามว่าต้องการให้เพื่อไทยกลับมาจับมือกับก้าวไกลใช่หรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า ไม่ใช่กลับมาจับมือกับก้าวไกล แต่กลับมาอยู่กับฝ่ายประชาชนมากกว่า

ส่วนที่ สส.ก้าวไกลหลายคนพูดทำนองเดียวกับตนว่าให้จับมือกันอีกครั้งนั้น เรียกว่าเป็นทางออกที่เราจะสามารถปกป้องเสียงของประชาชนได้ เป็นโอกาสเดียวที่เราจะฟื้นฟูอุดมการณ์ประชาธิปไตย คิดว่าถึงเวลาที่ต้องเคารพและปกป้องเสียงของประชาชนที่ไปเลือกตั้ง แต่ยังเป็นความเห็นส่วนบุคคล ยังไม่มีการพูดคุยภายในพรรค

ชี้เล่ห์แบ่งแยก-หลอกฝ่ายปชต.
ประวัติศาสตร์การเมืองฝ่ายอำนาจนิยมหรือฝ่ายอนุรักษนิยมเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยม แต่จุดแข็งคือเขารวมตัวกันเหนียวแน่นและใช้ยุทธวิธีเดิมๆ คือแบ่งแยกและปกครอง ฝ่ายประชาธิปไตยต้องลืมความรู้สึกในลักษณะปัจเจกบ้าง ถ้ามีอุดมการณ์ที่ใกล้เคียงกันก็ต้องใจกว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อย มองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ แตกเมื่อไรจบเลย เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทยที่จะเดินหน้าและถอยหลัง แต่มองจากภายนอกและประวัติศาสตร์การเมืองฝ่ายประชาธิปไตยถูกกระทำและถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และฝ่ายอำนาจเก่าไม่เคยแตกแถว

เมื่อถามว่ามีเงื่อนไขอะไรหากเพื่อไทยกลับมา นายวิโรจน์กล่าวว่า คงต้องมาคุยกันว่าจะกลับมาร่วมมือสู้ต่ออย่างไร ทำไมฝั่ง 312 เสียงถึงดูยากเย็น เพราะไม่ได้สู้แค่กับฝั่ง 188 เสียง แต่สู้กับ 424 เสียง คือ สว.รวมกับ ขั้วอำนาจเดิม เชื่อจริงๆ หรือว่า สว.แต่ละคนเป็นอิสระ ต้องมีคนกดปุ่ม แล้วเจ้าของปุ่มจะยอมกดปุ่มให้ฟรีๆ 312 เสียงงัดกับ 424 เสียงยังเหนื่อย ตอนนี้เหลือแค่ 141 เสียง เจอแค่ 188 เสียงยังหนาวแล้ว “ผมไม่ได้คิดไปฝ่ายเดียว ถ้าคิดในแง่ดีอย่าเอาวาทกรรมมาสาดใส่กัน หากจะกลับมาผนึกกำลังกันสู้ประชาชนก็ยินดี แต่อาจต้องชี้แจงต่อสาธารณะให้ชัดเจน หากรักๆ เลิกๆ ประชาชนก็อาจรำคาญได้ แต่ถ้ากลับมารวมกันเพราะอะไรประชาชนก็พร้อมให้พวกเราเดินหน้า”

อู๊ดด้าฟันธงพลิกอีกหลายตลบ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลว่า ขณะนี้สถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง ยังไม่มีความชัดเจน แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ข้อยุติ หากประเมินด้วยประสบการณ์การเมืองเชื่อว่าอาจมีการพลิกได้อีกหลายตลบ และจากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นขณะนี้ภาคเอกชนและภาคประชาชนต้องการให้มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด ส่วนจะมีการ จัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนส.ค.นี้หรือไม่ คิดว่า 50:50

อนุทินไม่ตอบภท.นำตั้งรัฐบาล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยว่า การหารือของทั้งสองพรรคเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นการหารือว่า ถ้ามีความจำเป็นต้องมาร่วมมือทำงานด้วยกันกับเพื่อไทย โดยเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลคิดอย่างไร พรรคภูมิใจไทยแจ้งให้ทราบว่าเรามีแนวทางอย่างไร ตามที่เคยเป็นข่าวไป

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เพราะ 2 เดือนแล้วยังตั้งรัฐบาลไม่แล้วเสร็จ นายอนุทินกล่าวว่า ควรเร่งให้เร็วที่สุด เพราะไม่น่าจะยืดเกินส.ค.นี้ ถ้าเทียบกับปี 2562 เรายังอยู่ในเวลา แต่ควรทำให้เร็วขึ้นถ้าทำได้ เชื่อว่าทุกฝ่ายต้องการให้มีผลสรุปให้เร็วที่สุดอยู่แล้ว คิดว่าไม่น่าเกินสัปดาห์หน้า เพราะสัปดาห์นี้นาย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาไปประชุมสภาอาเซียน ที่อินโดนีเซีย คงไม่มีการประชุมรัฐสภา ต้องรอสัปดาห์หน้า

เมื่อถามว่าหลายคนมองว่าอาจพลิกโผ หรือไม่ ที่พรรคอันดับ 3 อาจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้ทุกคนมีความสุข พร้อมหัวเราะ

212 เสียง – นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยแกนนำ จับมือนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและคณะ แถลงร่วมตั้งรัฐบาลตั้งต้นที่ 212 เสียง ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 7 ส.ค.

พท.จับมือภท.แถลงตั้งรัฐบาล
เมื่อเวลา 16.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯพรรค และซีกพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรค นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาฯพรรค นาย ไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ ลูกชายนาย เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย

นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยตอบรับคำเชิญจากเพื่อไทยในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล สืบเนื่องจากการหารือครั้งแรกพรรคยืนยันไม่ขัดข้องหากมาร่วมบนหลักการ 3 ประการ 1.ไม่แตะต้องมาตรา 112, 2.ไม่ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย, 3.ไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล วันนี้รับทราบจากเพื่อไทยว่าแนวทาง 3 ประการ เห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน

นับจากวันนี้เพื่อให้การบริหารและการ ขับเคลื่อนประเทศมีอุปสรรคน้อยที่สุด ภูมิใจไทยยืนยันกับเพื่อไทยถ้ายังไม่มีเชิญพรรคอื่นมาหารือ ก็ขอให้ถือว่าขณะนี้เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยให้ถือว่ามี 212 เสียง คือมี 141 เสียงของพรรคเพื่อไทย บวก 71 เสียงของพรรคภูมิใจไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้พรรคอื่นๆ ว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ได้รับการยืนยันมั่นใจการตั้งรัฐบาลพรรคร่วมในแผนของเพื่อไทย มีสส.เกินกึ่งหนึ่งแล้วแน่นอน เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเราจะร่วมกันหาเสียงสนับสนุนทั้งจากสส. และสว. ส่วนการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ พรรคปฏิบัติตามข้อเสนอของเพื่อไทย

เสียงตั้งต้น 212 เสียง
ด้านนพ.ชลน่านกล่าวว่า ขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อแก้วิกฤต โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็น เดดล็อก ที่ทำให้พวกเรายุ่งยากในการจัดตั้งรัฐบาล เงื่อนไขของภูมิใจไทย 3 ประการเรารับได้ และถือเป็นแนวทางที่แถลงและดำเนินการไปอยู่แล้ว และขอบคุณคำว่า 212 เสียง เพื่อไทย และภูมิใจไทย เป็นเสียงตั้งต้นเริ่มดำเนินการจัดตั้งรัฐบาล ประเด็นข้อสงสัย ข้อกังวลที่หลายฝ่ายกังวลคลายกังวลจะถูกตัดออกไป ไม่มีคำว่า 188 เสียง

จากนั้นนพ.ชลน่านอ่านแถลงการณ์ 2 พรรค ว่า รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นครั้งนี้แม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่ยังต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากปัญหาของชาติและพี่ประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่นี้มีความ เดือดร้อนรุนแรง การประวิงเวลายิ่งทำให้เกิดความเสียหาย จัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไรจะยิ่งแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ยึดแนวทาง 5 ข้อตั้งรัฐบาล
เราประสงค์ทำการเมืองสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความพิเศษ ท่ามกลางความขัดแย้ง จึงต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคให้มาสนับสนุนนายกฯจากพรรคเพื่อไทย ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก อาทิ เมื่อฝ่ายค้านเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รัฐบาลพร้อมสนับสนุน นอกจากนี้ จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ เห็นว่าทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

1.ยึดวาระของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและประชาธิปไตย นำความปรองดองสมานฉันท์กลับคืนสู่ประเทศ 2.จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมครม.วาระแรก จะมีมติให้ทำประชามติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้ง สสร. 3.ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ 4.จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ 5.การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เปิดกว้างให้ สส. สว.มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกฯ เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ และฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

จากนี้จะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน รวมทั้ง สส. สว. เพื่อแสวงหาความ ร่วมมือ และกำหนดเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศ จึงร้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกคน ร่วมกอบกู้วิกฤต

ตั้งรัฐบาลเสร็จในสัปดาห์นี้
เมื่อถามว่าที่ระบุไม่มี 188 เสียงแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย คำว่า 188 เสียงจึงไม่มีในสมการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อถามว่าจะจับมือกันจนกว่าจะได้นายกฯไม่เปลี่ยนขั้วแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า เราทำทุกอย่างเพื่อชาติบ้านเมือง การพูดอะไรผูกมัดเกินไปอาจทำให้เกิดทางตัน วันนี้เอาบ้านเมืองเป็นหลัก เชื่อว่าจะเดินไปได้ เมื่อถามว่าได้ถอนฟ้องกรณีพรรคภูมิใจไทยฟ้องนายเศรษฐา ที่ปราศรัยโจมตีนโยบายกัญชามอมเมาประชาชน นายอนุทินกล่าวว่า “ถอนไปแล้วครับ”

นายภูมิธรรมกล่าวว่า เกือบทุกวันของสัปดาห์นี้จะเห็นภาพเพื่อไทยจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคอื่นเพิ่มขึ้น และไม่ปิดโอกาสเสียงจากรายบุคคลที่จะสนับสนุนนายกฯ พรรคเพื่อไทย ขอให้มั่นใจว่าจะมีเสียงสส. สนับสนุนเกินครึ่ง ส่วนการขอเสียงสว.อยู่ระหว่างการดำเนินการ มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีทุกส่วน

เมื่อถามว่าจะมีพรรคไหนร่วมรัฐบาลอีกบ้าง มีเงื่อนไขอะไร นพ.ชลน่านกล่าวว่า สัปดาห์นี้จะพบปะกันทั้งหมด จะมีการทาบทามพรรคอื่นๆ มาร่วมรัฐบาล เมื่อถามว่าโฉมหน้ารัฐบาลจะเป็นรัฐบาลสมานฉันท์หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถทำตามเจตนารมณ์ประชาชนได้ การหันมาเข้าหากันตั้งรัฐบาลจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ย้ำไม่มีพรรค 2 ลุง
เมื่อถามว่าจะมีการจับมือกับพรรค2ลุง และให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า แถลงการณ์บอกชัดเจนไม่มี 2 ลุง แต่ไม่ปฏิเสธเงื่อนไข ถ้าจะมี สส. สว.เป็นรายบุคคล หรือกลุ่มบุคคลมาสนับสนุนนายกฯของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล เมื่อถามว่าภูมิใจไทยจะต่อรองขอคุมกระทรวงเดิมหรือไม่ นพ. ชลน่านกล่าวว่า ยังไม่มีการลงรายละเอียดเรื่องการต่อรองกระทรวง ส่วนการหาเสียงของสองพรรคจกระทบกระทั่งกันบ้างเช่น กรณีไล่หนูตีงูเห่า ถือเป็นวิถีการหาเสียง แต่เพื่อไทยไม่เคยประกาศเป็นศัตรูกับใคร เป็นเทคนิคการหาเสียงที่ทุกพรรคเป็นคู่แข่งทางการเมือง

เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกฯ ยังเป็นนายเศรษฐา นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ยังเป็นนายเศรษฐา เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่า2พรรคจับมือด้วยกันไปได้ตลอด นพ. ชลน่าน กล่าวว่า การตั้งรัฐบาลมีข้อกำจัดตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ยึดเอาเสียงประชาชนเป็นหลัก เพราะการเลือกนายกฯต้องอาศัยเสียง สว. ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคก้าวไกลได้ เชื่อมั่นการจับมือกับพรรคภูมิใจไทยจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ เชื่อมั่นว่ามีโอกาสสูงที่จะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ

ม็อบขวาง – กลุ่มทะลุวังเข้าขวางรถของแกนนำพรรคภูมิใจไทย ระหว่างเดินทางกลับหลังจากแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย โดยแกนนำได้ปะทะคารมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคด้วย แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 7 ส.ค.

ทะลุวังบุกค้าน 2 พรรคจับมือ
ระหว่างเพื่อไทยและภูมิใจไทยร่วม แถลงข่าวจับมือตั้งรัฐบาล กลุ่มทะลุวังนำ โดย น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และ น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือ หยก แต่งชุด พีพีอีที่ใช้ต่อสู้กับโควิด-19 พร้อมพกถังแอลกอฮอล์มาคัดค้านการจับมือตั้งรัฐบาลของสองพรรค เพื่อไทยได้นำแผงกั้นมาขวางไม่ให้กลุ่มทะลุวังขึ้นมายังบริเวณทางเข้าพรรค

กลุ่มดังกล่าวพยายามบุกเข้ามาที่ทำการพรรค แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขวางไว้ จึงโปรยใบปลิวหน้าที่ทำการพรรคโจมตี นพ.ชลน่าน ที่เคยประกาศจะลาออกหากจับมือกับสองลุง และโจมตีนายอนุทินเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19 พร้อมฉีดแอลกอฮอล์ใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

พิพัฒน์ปะทะคารมบุ้ง
เวลา 17.30 น. รถของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เจอกับกลุ่มทะลุวังโดยน.ส.เนติพร หรือบุ้ง ยืนดักหน้ารถ ทำให้รถของนายพิพัฒน์ออกไม่ได้ ซึ่งน.ส.เนติพร พูดผ่านโทรโข่งว่า รบกวนให้ลดกระจกลงหน่อย เพราะอยากรู้ว่ามีฆาตกรอยู่ในรถหรือไม่ ทำให้นายพิพัฒน์เดินลงมาจากรถแล้วพูดกับน.ส.เนติพรว่า “หลบ รถจะออก”

น.ส.เนติพรถามว่า มาจากพรรคอะไร ใช่พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบว่า พรรคภูมิใจไทย น.ส.เนติพรจึงตะโกนผ่านโทรโข่งว่า “ภูมิใจไทยอยู่ตรงนี้” ขณะที่นายพิพัฒน์บอกกับน.ส.เนติพรว่า อย่าขัดขวางการเดินทาง น.ส.เนติพร กล่าวว่า วันนี้มีปัญหา จะมาจับมือกับพรรคเพื่อไทยไม่ทราบเลยหรือว่าประชาชนตายจากโควิดไปกี่คน จากนั้นเกิดการโต้เถียงกันด้วยถ้อยคำรุนแรง แล้วมีการ จุดพลุแฟร์โยนไปบริเวณท้ายรถ นายพิพัฒน์จึงเดินกลับขึ้นรถไป โดยขบวนรถถอยกลับมาตั้งหลักใต้พรรคเพื่อไทย

นายพิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนลงจากรถเพื่อไปเจรจา ไปขอดีๆ ไม่ได้ลงไปทะเลาะ เพราะเราก็แก่แล้ว เขาก็คนวัยรุ่น มากดดันแบบนี้ไม่กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเป็นหน้าที่ ที่เราจะต้องเดินหน้า ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจก็เดินต่อไม่ได้

จากนั้น แกนนำพรรคภูมิใจไทยทยอยกลับจนหมด กระทั่งเวลา 18.30 น. กลุ่มทะลุวังกลับเช่นกัน

‘พศวัจณ์’นั่งปปช.‘ชาย’กกต.
ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. คือนายพศวัจณ์ กนกนาก ตามที่กมธ.สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบ ประวัติฯ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการประชุมและลงคะแนนลับ มีผู้ออกสียง 213 บัตร มีมติเห็นชอบ 168 เสียง ไม่ให้เห็นชอบ 25 เสียง ไม่ออกเสียง 20 เสียง ถือว่าได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. จากนั้นนายกฯ จะนำ รายชื่อนายพศวัจณ์ เพื่อทูลเกล้าฯต่อไป

และเห็นชอบให้ นายชาย นครชัย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ผู้ได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. แทนนายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย กกต.ที่พ้นตำแหน่ง เนื่องจากอายุครบ 70 ปี เมื่อ 30 ธ.ค. 2565 ตามที่กมธ.สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ พิจารณาเสร็จแล้ว มีผู้ลงคะแนน 192 คน ให้ความเห็นชอบ 126 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ 44 คะแนน ไม่ออกเสียง 22 คะแนน

ก.ต.ตั้ง‘ธานี’นั่งเลขาธิการศาล
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ครั้งที่ 18/2566 ในที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบวาระสำคัญ เช่น รับทราบการว่ากล่าวตักเตือนข้าราชการตุลาการ จำนวน 1 ราย กรณีขอไฟล์ภาพเหตุการณ์ ในศาลจากกล้องวงจรปิดเก็บไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เห็นชอบบัญชีโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการ ในวาระโยกย้าย 1 ต.ค.66 บัญชีอาวุโสสับเปลี่ยนตำเเหน่ง 65 บัญชี เเละบัญชีเเต่งตั้งอาวุโส 143 บัญชี ที่น่าสนใจ เช่น คือเห็นชอบเเต่งตั้งนายโชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ประธานศาลฎีกา เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เเละเห็นชอบ นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์ เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้โอนนายธานี สิงหนาท ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา โอนไปเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม ดำรงตำเเหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเเทน นายธีรศักดิ์ เงยวิจิตร เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ที่โอนกลับไปเป็นตุลาการ โดยมีผลวันที่ 1 ต.ค.66

สำหรับนายธานี เกิดวันที่ 24 ธ.ค.2506 อายุ 60 ปัจจุบัน ดำรงตำเเหน่ง ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเทียบเท่า นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัย รามคําแหง, เนติบัณฑิตไทย สํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 1, ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสกลนคร, ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญบุรี และรองเลขานุการศาลฎีกา

อ่านผลการประชุม ก.ต. ครั้งที่ 18/2566 ฉบับเต็มได้ที่ https://ojc.coj.go.th/th/content/category/detail/id/8/cid/13380/iid/364439

คุก‘เหรียญทอง’5ปี-แต่รออาญา
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 7 ส.ค. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.325/2565 ที่ นายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328

คำฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22-26 ธ.ค.2564 จำเลยได้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เหรียญทอง แน่นหนา” โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย รวมทั้งหมด 5 ครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกัน ทำนองว่า โจทก์ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.เพราะเคยต้องคำพิพากษาและถูกตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี และข้อความทำนองว่า บุกรุกโรงพยาบาลสนาม จนต้องเลื่อนการเปิดโรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดินออกไป จนทำให้กระทบกับผู้ป่วยโควิด-19 รวมทั้งข้อความอื่นๆ ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.

ทั้งนี้ พล.ต.นพ.เหรียญทอง จำเลย พร้อมทนายความ เดินทางมาฟังคำพิพากษาตามกำหนดนัด ขณะที่โจทก์ส่งเสมียนทนายความมาแทน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าการที่จำเลยโพสต์ข้อความลักษณะดังกล่าวลงในเฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดเป็นสาธารณะมีประชาชนเข้าไปโพสต์แสดงความคิดเห็นต่อท้าย ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 326 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไป แต่การกระทำไม่ถึงกับเป็นร้ายแรง พิพากษาจำคุกรวม 5 กระทง กระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 2 หมื่นบาท รวมจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท ทั้งนี้จำเลยได้ประกอบคุณงามความดีและเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ให้ลบข้อความหมิ่นประมาทที่โพสต์ลงในเฟซบุ๊กทั้งหมด และให้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับบหนึ่ง โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิระได้ยื่นฟ้อง พล.ต.นพ.เหรียญทอง ลักษณะหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาทั้งหมด 4 คดี ซึ่งมีคำพิพากษาแล้วรวม 3 คดี คือ คดีหมายเลขดำที่ อ 1919/2564 ศาลได้พิพากษาจำคุก 3 ปี และปรับ 3 แสนบาทโทษจำคุกให้รอลงอาญา, คดีหมายเลขดำที่ อ.1510/2565 ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปีและปรับ 2 แสนบาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา และคดีนี้ หมายเลขดำ อ.326/2565 ซึ่งได้พิพากษาจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท ส่วนคดีที่ 4 คือ คดีหมายเลขดำที่ อ.2577/2565 ศาลได้นัดสืบพยานในเดือน ก.พ. 2567

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน