เศรษฐามุ่งกระทรวงดูแลท่องเที่ยว-กีฬา ก้าวไกลซัด‘รบ.พิเศษ’ สว.แย้มโหวต22สค.หนุนเพื่อไทยฉลุย!
‘ภูมิธรรม’แจงเสียงตั้งรัฐบาลเพื่อไทยตอนนี้อยู่ที่ 278 เหตุรวมไทยสร้างชาติยังไม่ชัดเจนขอคุยภายในก่อน ระบุโผครม.ของจริงเกิดแน่หลังได้นายกฯ ‘เศรษฐา’ แย้มจองกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อขับเคลื่อนประเทศและประชาชน ‘ธนกร’ยอมรับรัฐบาล 300 กว่าเสียงมั่นคง แต่ไม่รู้พรรคจะเข้าร่วมหรือไม่ ด้านก้าวไกลซัดรัฐบาลพิเศษตรงไหน ได้นั่งร้านเผด็จการเพิ่ม ‘สว.วันชัย’ ย้ำสว.เสียงท่วมโหวตให้แคนดิเดตเพื่อไทย ส่งสัญญาณวันเลือกนายกฯ 22 ส.ค.
รอ‘วันนอร์’เคาะโหวตนายกฯ
เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่สนามหลวง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
หลังเสร็จพิธี พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธแสดงความเห็นเรื่องสถานการณ์การเมือง หลังมีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) รวบรวมเสียงสส.จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว 315 เสียง โดยขึ้นรถยนต์กลับออกไป ไม่ได้แวะทักทายรัฐมนตรีเหมือนเช่นเคย
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกำหนดประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นครั้งที่ 3 ใช่วันอังคารที่ 22 ส.ค.นี้หรือไม่ว่า คงเร็วๆ นี้ ซึ่งมีการพูดถึงวันที่ 22 ส.ค.บ้าง ขอให้รอนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กลับมาจากต่างประเทศก่อน ผู้สื่อข่าวถามว่า การไปอวยพรวันคล้ายวันเกิดพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ได้พูดคุยเรื่องการโหวตนายกฯหรือไม่ นายพรเพชรกล่าวว่า ไม่มี ตนแค่ไปอวยพร วันคล้ายวันเกิดพล.อ.ประวิตร
‘ภูมิธรรม’แจงเสียงพท.อยู่ที่ 278
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการรวบรวมเสียงที่จะโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ซึ่งล่าสุดมีทั้งหมด 315 เสียงว่า ขณะนี้หากนับเสียงที่ชัดเจนที่จะโหวตให้กับแคนดิเดต นายกฯพรรคเพื่อไทยนั้น ตัวเลขที่ชัดเจนจริงๆ ยังอยู่ที่ 278 เสียง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง
ส่วนพรรคเสรีรวมไทย (สร.) พรรคพลังสังคมใหม่ (พสม.) พรรคท้องที่ไทย (ท.) พรรคละ 1 เสียง รวมเป็น 238 เสียง รวมกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศจะยกมือให้กับพรรคเพื่อไทยอีก 40 เสียง ทำให้มีเสียง รวมกันอยู่ที่ 278 เสียง ส่วนพรรครวมไทย สร้างชาตินั้น ถือว่ายังไม่ชัดเจน เพราะนาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคให้สัมภาษณ์ว่ายังต้องขอคุยกันภายในพรรคก่อน ขณะที่พรรคประชาธิปไตยใหม่ (ปธม.) อีก 1 เสียงนั้น ขณะนี้เรายังไม่ตอบรับ
“ตัวเลข 278 เสียงสำหรับสภาล่าง ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคง และเราจะยินดีมากหากพรรคการเมืองอื่นๆ จะช่วยโหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยเพิ่มขึ้น เราเชื่อว่าหลายฝ่ายพร้อมจะให้โอกาสกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งการโหวตสนับสนุนจะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่จะพูดคุยกันต่อในการร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ยืนยันว่าหากพรรคใดไม่โหวตสนับสนุน ก็ไม่ได้อยู่ในสมการนี้” นายภูมิธรรมกล่าว
สำหรับรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เริ่มปรากฏเป็นข่าวในขณะนี้ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เป็นเพียงแค่การเสนอแนะ ความคิดเห็นหรือวิเคราะห์กันเองของแต่ละบุคคลที่ให้ข่าวเท่านั้น ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังไม่มีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีกับพรรคใดทั้งสิ้น เพราะต้องรอให้การโหวตแคนดิเดตนายกฯ เสร็จสิ้นก่อน ถึงตอนนั้นรายชื่อครม.ของจริงจะเกิดขึ้นหลังได้นายกฯแล้วอย่างแน่นอน
‘เศรษฐา’ให้เกียรติพรรคร่วม
นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า มองว่าเสียงของรัฐบาล 300 ต้นๆ ถือว่ามีเสถียรภาพ แต่ถ้าต้องบริหารเรื่องความคาดหวังของแต่ละพรรคร่วม ต้องมาพูดคุยถึงนโยบายรวมซึ่งจะเป็นนโยบายของรัฐบาล ต้องพูดคุยกันให้ดี ผู้สื่อข่าวถามว่าการเป็นนายกฯ ในขณะที่ประเทศเจอวิกฤตเช่นนี้เหนื่อยหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า การมาเป็นผู้นำรัฐบาล การทำงานการเมือง ตนมองว่าเหนื่อยตลอด คณิตศาสตร์ที่ออกมาจากการเลือกตั้ง ตัวเลขที่ออกมายิ่งทำให้เหนื่อย มันจะง่ายขึ้นถ้าพรรคเพื่อไทยได้แลนด์สไลด์ แต่ก็ ไม่ได้ ซึ่งเราต้องยอมรับ และอยู่กับความเป็นจริงว่าเราไม่ได้แลนด์สไลด์
ต่อข้อถามว่ามีเงื่อนไขไม่ให้พรรคการ เมืองขั้วรัฐบาลเดิมบริหารกระทรวงเดิม หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า มองว่าเป็นหลักการหนึ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อได้เป็นนายกฯ จะทำหน้าที่เลือกบุคคลเข้ามาเป็นรัฐมนตรีของแต่ละพรรคการเมืองหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เชื่อว่าต้องพูดคุยกัน และต้องให้เกียรติพรรคร่วมด้วย ตรงนี้มีความสำคัญ ต่อข้อถามว่าจะคัดเลือกอย่างไรให้ครม.สง่างาม นายเศรษฐากล่าวว่า ต้องให้เกียรติผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อด้วย และหากใครที่มีเรื่องคดีความต้องไปว่าตามกฎหมาย ถ้าเป็นไปได้ก็เป็นไปได้
ผู้นำต้องหล่อหลอมสู่จุดหมาย
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเป็นรัฐบาลผสมเช่นนี้จะพาประเทศออกจากหล่มที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้หรือไม่ นายเศษฐา กล่าวว่า มั่นใจว่าพรรคใดก็ตามที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ต้องเข้าใจปัญหาที่มีในปัจจุบัน ทั้งความเป็นอยู่ประชาชนที่ต้องยกระดับขึ้นมา ปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปัญหาความขัดแย้งด้านความคิด และจากการแถลงร่วมกันของแต่ละพรรค ทุกคนเข้าใจปัญหาดี ฉะนั้นการมาร่วมด้วยช่วยกันในรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้น เชื่อว่าต้องร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ต่อข้อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เสียงแลนด์สไลด์เป้าหมายอาจเป็นอย่างหนึ่ง พอเป็นพรรคร่วมเช่นนี้เป้าหมายจะเหมือนกันหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตนมั่นใจ เพราะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 3 เดือน ถือเป็นครั้งยาวนานที่สุดในการตั้งรัฐบาล นักการเมืองและพรรคการเมืองทุกพรรคตกผลึกเรียบร้อยแล้วว่ามันยากลำบาก จึงต้องร่วมด้วยช่วยกัน ปัญหาของประเทศสำคัญที่สุด ดังนั้นหน้าที่ของผู้นำรัฐบาลต้องพยายามหล่อหลอมให้ทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและไปสู่จุดมุ่งหมายได้ จะเป็นพรรคไหนก็ตามที เชื่อว่าความเป็นห่วงบ้านเมืองต้องมีอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าการมีพรรคร่วมจำนวนมาก หากได้เป็นนายกฯจะสามารถบริหารให้รัฐบาลไปรอดได้หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า นโยบายรวมเป็นเรื่องสำคัญ การพูดคุยกันก่อนที่จะ เข้ามาร่วมรัฐบาล ความคาดหวังผลงานของแต่ละกระทรวง จึงเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยและตกลงกัน และต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นจริง มีระยะเวลาของแต่ละภารกิจชัดเจน จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกัน อย่าบอกว่ารัฐมนตรีมาจากพรรค ก หรือ ข แต่เราเป็นรัฐบาลของประเทศไทย จึงถือเป็นภารกิจร่วม นายกฯมีหน้าที่หล่อหลอมให้บรรลุไปถึงจุดมุ่งหมายให้ได้
หวังได้ก.ท่องเที่ยว-กีฬา
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ก่อนเกม “รีโว่ ไทยลีก 2023/24” นัดเปิดสนามที่ “มังกรโล่เงิน” โปลิศ เทโร เอฟซี เสมอกับ “เดอะ แรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 2-2 ที่สนามบุณยะจินดา เพื่อไทยจะได้เก้าอี้รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาหรือไม่ว่า เป็นกระทรวงสำคัญ ท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่วนกีฬาช่วยจิตใจประชาชน ดังนั้น มั่นใจว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะได้อยู่ในการดูแลของพรรคเพื่อไทย แต่ไม่อยากพูดล้ำหน้าไป ให้เกียรติพรรคร่วมรัฐบาล แต่นับเป็น กระทรวงลำดับต้นๆ สำคัญทั้งเศรษฐกิจและจิตใจ บอลไทยชนะ มีแต่รอยยยิ้ม
ตอนนี้ทราบว่าทีมไทยลีก 3 ต้องหาเงินกันเอง ถ้าเพื่อไทยโชคดีได้เป็นรัฐบาล การพัฒนาบอลรากหญ้าคือสิ่งสำคัญ นโยบายกีฬาสำคัญ โดยเฉพาะฟุตบอล กีฬาที่มีคนนิยมชมชอบมากสุดในประเทศ ถึงจะเดินทางมาชมเกมไทยลีกที่อยู่บนสุดของพีระมิด แต่ที่สำคัญที่สุดคือรากฐานอย่างบอลเยาวชนต่างหาก
ในเดือนก.ย.จะมีเอเชียนเกมส์ที่จีน แต่ข่าวกลับเงียบมาก อยากฝากให้กำลังใจนักกีฬาทุกคน ส่วนซีเกมส์ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ 2025 นั้น ถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็อยากกลับมาเป็น เจ้าเหรียญทองให้ได้ ขณะที่การเป็นเจ้าภาพ เอเชียนอินดอร์และมาร์เชียลอาร์ตเกมส์ที่ไทยเลื่อนมา 2-3 ครั้งแล้วนั้น นับว่าต้องระมัดระวังสายตาของนานาชาติ คนที่มานั่งรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องให้ความสำคัญ จัดการให้แน่ชัดไม่มีการเลื่อนอีก

กระเซ้า – ครม.ส่วนหนึ่ง อาทิ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ จับกลุ่ม พูดกระเซ้าถึงตำแหน่ง รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่อย่างอารมณ์ดี ระหว่างร่วมทำบุญ ที่สนามหลวง เมื่อ 12 ส.ค.
‘ชัยวุฒิ’ยัน‘ลุงป้อม’ยังฟิต
ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิด พล.อ.ประวิตร ว่า พล.อ. ประวิตรให้ความมั่นใจกับสมาชิกว่าจะทำงานร่วมกับพรรค เพื่อให้พรรคเข้มแข็งและ เดินหน้าต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่ามีการขอให้ซื่อสัตย์กับลุงป้อม นายชัยวุฒิกล่าวว่า คงมีบางคนพูด แต่เป็นแนวทางของเราอยู่แล้วที่ต้องมีความจริงใจต่อกันในการทำงาน ตั้งใจทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพรรคและทำนโยบายของพรรคต่อไปในอนาคต
ต่อข้อถามว่า พล.อ.ประวิตรได้กำชับสมาชิกพรรคเรื่องการโหวตนายกฯ หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ประกาศจะยกทั้ง 40 สส.โหวตนายกฯ ให้แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่มีคุยกันเรื่องนี้ งานวันเกิดไม่ใช่การประชุมพรรค เดี๋ยวคงมีการประชุมพรรคเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ข่าวที่ออกมาเป็นเพียงแนวคิดของ สส.บางกลุ่ม แต่จะเป็นทางการต่อเมื่อเป็นมติพรรค และแถลงข่าวร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตรบอกหรือไม่ว่าจะวางมือในรอบนี้ นายชัยวุฒิกล่าวว่า เห็นยังฟิตทำงานอยู่ตลอดจะวางมือตอนไหน พลังประชารัฐ ทุกคนยังคงทำงานร่วมกัน โดยมี พล.อ. ประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค และดูจากวันเกิดจะเห็นว่ามีลุงก็มีเรา อย่าคิดมาก
ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของ พล.อ.ประวิตร ชัดเจนหรือไม่จะไม่รับตำแหน่งในรัฐบาล ชุดใหม่ เพราะมีข่าวว่าให้น้องชายคือ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ รับตำแหน่งแทน นายชัยวุฒิกล่าวว่า ใครบอกว่าไม่รับตำแหน่ง ท่านไม่เคยพูดสักหน่อย ตนยังไม่เคยได้ยินเลยลุงป้อมเคยพูดที่ไหน ถ้าท่านทำงานได้ท่านก็ทำอยู่แล้ว และตอนนี้ พล.อ.ประวิตรยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอยู่ ดังนั้นจะมา บอกว่าท่านจะไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลนี้ได้อย่างไร แต่โอเคอาจจะไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ทำไมสื่อชอบไปยุให้ท่านถอนตัวหรือวางมือ
เมื่อถามถึงมีกระแสคัดค้านลุงเป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้ นายชัยวุฒิกล่าวว่า มีลุงมีเรา อย่าไปคิดมาก ยังอยู่ๆ อย่าคิดว่าลุงไม่อยู่ เพราะท่านก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ยังไม่ได้วางมือทางการเมือง
รทสช.กั๊กร่วมรัฐบาล
นายธนกร วังบุญคงชนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวพรรครวมไทยสร้างชาติจะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยว่า ยัง ไม่ได้รับการติดต่อมา ตนไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนวันที่ 11 ส.ค. มีการติดต่อมาแล้วหรือไม่ ต้องถามนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค แต่เสียง 300 กว่าเป็นไปตามเป้าถือว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคพลังประชารัฐประกาศว่าจะไปทั้งพรรค หากพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ประกาศจะถือว่าตกขบวนหรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า คงไม่ เพราะหลักการของพรรค เราไปไหนไปทั้งพรรค แต่ต้องเป็นมติของพรรค หากมีอะไรหัวหน้าพรรคจะนำเข้าสู่ที่ประชุมพรรคเพื่อเป็นมติพรรคต่อไป โดยจะมีการประชุมพรรควันที่ 15 ส.ค. เวลา 16.00 น. คิดว่ายังมีเวลาอยู่ เพราะไม่มีอะไรซับซ้อน ในพรรคไม่ได้มีปัญหาอะไร ต่อข้อถามหากพรรคไปร่วมรัฐบาล โควตารัฐมนตรีต้องเป็นตำแหน่งเดิมใช่หรือไม่ นายธนกรกล่าวว่า ตรงนี้แล้วแต่การพูดคุย ตอนนี้ยังไม่ถึงตรงนั้น ทุกอย่างต้องพูดคุยกันในพรรค สส.ทั้ง 36 คนต้องมาพูดคุยกัน
‘ท็อป’แนะต้องแบ่งเค้กชัดก่อน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าหลังจากแถลงข่าวจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยว่า รายละเอียดต่างๆ เชื่อว่าเมื่อใกล้ถึงเวลาจะมีการพูดคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง เพราะมีหลายพรรคการเมืองเข้ามาทำงานร่วมกัน คงต้องมีการพูดคุยกันเยอะหน่อย ผู้สื่อข่าวถามว่ากระแสข่าวโควตารัฐมนตรีจะมีสัดส่วน 9 ต่อ 1 ใช่หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า ต้องดูว่าท้ายที่สุดแล้วพอรวมกันทั้งหมดแล้ว ฟากรัฐบาลจะมีทั้งหมดกี่ 100 เสียง ถ้าเป็น 300 กว่าเสียงอย่างที่เป็นข่าว ถ้าหารออกมา จะอยู่ที่ 8-9 เสียงต่อ 1 ตำแหน่ง ต่อข้อถามว่าต้องคุยก่อนโหวตนายกฯ ใช่หรือไม่ เพราะหลายคนมองว่าไม่น่าจะตีเช็คเปล่า นายวราวุธกล่าวว่า ตามประเพณีที่ทำมาต้องมีการพูดคุยให้ได้แนวทางที่ชัดเจนในระดับนึงก่อน แต่คงต้องรอดูในสัปดาห์หน้าอีกครั้งหนึ่ง
ต่อข้อถามว่าส่วนตัวนายวราวุธจะนั่งเก้าอี้เดิมหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า “ตอนนี้ผมโดนเปลี่ยนไป 3 เก้าอี้แล้วก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อีก” เมื่อถามถ้าเป็นเก้าอี้เดิมก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่า เดี๋ยวต้องมาดูกันก่อนเพราะยังไม่รู้อะไรเลย จะตีตนไปก่อนไข้ก็กระไรอยู่ ตอนนี้ยังมีงานทำก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ยืนยันว่าถึงเวลานี้ยังไม่ได้พูดคุยกันถึงเรื่องกระทรวง
‘วิโรจน์’ซัดรบ.พิเศษตรงไหน
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวีตข้อความหลังพรรคเพื่อไทยจับมือพรรค 2 ลุง ตั้งรัฐบาล ว่า “มาฉุกคิดดู องค์ประกอบของรัฐบาลใหม่ นี่ก็คือรัฐบาลเดิม เพิ่มเติมก็คือ มีพรรคอีกพรรคหนึ่งเข้าไปเสริมเป็นนั่งร้านให้เผด็จการเท่านั้นเอง รัฐบาลพิเศษตรงไหน ต่อแต่นี้ไป ไม่มีอีกแล้วคำลวงหลอก ที่อ้างตนว่า เป็นฝ่ายประชาธิปไตย คำพูดเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงคำโฆษณาเท่านั้น
“การเมืองนับจากนี้ จะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง พรรคการเมืองแบบเดิม ที่คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของประชาชน กับพรรคการเมืองแห่งอนาคต ที่ตระหนักว่าประชาชนต่างหากที่เป็นเจ้าของพรรค”
‘ปุ่น’อัดนักการเมืองไร้สัจจะ
ด้านน.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊ก น.ต.ศิธา ทิวารี-Sita Divari ถึงการจัดตั้งรัฐบาลว่า เคยคิดว่าเผด็จการ คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ต่อระบอบประชาธิปไตย แต่เลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมาพิสูจน์ว่า เผด็จการไม่สามารถบังคับขู่เข็ญให้คนที่รักประชาธิปไตย ไปกาบัตรลงคะแนนให้พวกเขาได้
เคยคิดว่าคนที่ใช้เงินซื้อเสียง คือผู้ที่ทำลายประชาธิปไตยลำดับรองลงมา แต่ก็พบว่า ชาวบ้านไม่ได้กินหญ้า ต่างก็รับเงินหมา-กาพรรคอื่น ที่ตนชื่นชอบกันแทบทั้งสิ้น
วันนี้ได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เลวร้ายต่อประชา ธิปไตย โดยชาวบ้านไม่รู้เท่าทัน คือการ ไร้สัจจะของนักการเมือง เพราะถึงจะรับเงินหมา-กาพรรคที่ไว้ใจ เลือกตั้งเสร็จ ฝนตก ขี้หมูไหล คะแนนถูกจับไป “เทรวม” เพื่อต่อ ยอดการสืบทอดอำนาจ ให้กับเผด็จการได้อยู่ดี
ขอแสดงความเสียใจต่อทุกคะแนนบริสุทธิ์ของผู้ที่มีใจรักประชาธิปไตย ที่ สูญเสียไปกับเทคนิคการหาเสียง จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เพี้ยนไปเป็นสืบทอดอำนาจเผด็จการด้วย
ปธ.ฉะจับมือแบ่งอำนาจ
นายพิศุทธิ์ จำเริญรวย ประธานคณะกรรมการวิสัยทัศน์ พรรคเป็นธรรม โพสต์ถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลว่า “ผมคิด…14 พฤษภาคม 66 คือวันเลือกตั้ง เพื่อเลือกว่า จะ “เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนใหม่” หรือ “อยู่ต่อ ทำต่อ แบบเดิม” ผลการเลือกตั้ง ชัดเจน “ประชาชน ต้องการการเปลี่ยนใหม่ และการเปลี่ยนแปลง”
วันนี้… “เรื่องง่าย” จาก ฉันทานุมัติ “25 ล้านเสียง” กลายเป็น “เรื่องยาก” ของ “คนบางคน” ในสภา รัฐบาลที่ “ไม่เคารพเสียง” ของประชาชน รัฐบาลที่คิดว่า การหาเสียง “ไม่ใช่คำสัญญา” คือ “รัฐบาลที่เดินสวนทางกับความต้องการของประชาชน” พวกท่าน ยิ้มแย้ม สดชื่น มีความสุข เบิกบานใจ จับมือ แบ่งอำนาจท่านได้ อยู่ต่อ ทำต่อ บน “น้ำตา ประชาชน!”
‘ลายจุด’ผิดหวังเพื่อไทย
วันเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้จัดกิจกรรม #พร้อม เผยแพร่ภาพสดผ่านทาง เฟซบุ๊ก โดยสนทนาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง หัวข้อเรื่องเยอะ Live เลยดีกว่า ว่า ตนเป็นทั้งโหวตเตอร์ของทั้งเพื่อไทยและก้าวไกล ต่อสู้ตั้งแต่ปี 2549 ยาวนานเกือบ 20 ปี ระหว่างทางที่ต่อสู้กับเผด็จการ ยืนอยู่ฝั่งเพื่อไทยมาโดยตลอด แล้วก็มาผิดหวังอย่างมาก จากการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ผมอยากให้พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล จริงๆ ไม่ใช่แค่จัดตั้งรัฐบาล เป้าหมายต้องการให้ไปต่อสู้กับเผด็จการอำนาจนิยมที่สืบทอดอำนาจกันมา นี่คือภารกิจที่ประชาชนไปโหวต เรื่องนโยบายของแต่ละพรรคก็ว่ากันไป แต่นี่คือเรื่องหลัก
เรื่องการบริหาร ฝีไม้ลายมือเกี่ยวกับการบริหารของเขา ผมมั่นใจว่าเขาได้ เขาถึง แต่ผมเห็นว่าก้าวไกลมีความมุ่งมั่น กล้าชนเรื่องที่เป็นโครงสร้าง และกล้านำเสนอเรื่องที่คิดว่าต้องเปลี่ยนแปลง คิดว่าท่วงทำนองแบบนี้ของก้าวไกลต้องได้รับการสนับสนุน แล้ว มันก็ออกมาแบบนี้ ม้าเข้าวินทั้งคู่ มันโอเค พอเขาจับมือกันทำเอ็มโอยู ผมก็ดีใจ ปลื้ม คิดว่าจะได้รัฐบาลจากประชาชน เดินหน้าประเทศไทย ขจัดอุปสรรคในช่วงหลายปี ออกไป พอมี สว.ออกมาโหวตสวน ผมก็ใส่สว. ออกมาเคลื่อนไหว
จริงๆ มีแนวทางที่จะต้องสู้กันในสภา โดยแนวทางประชาธิปไตย และใช้รัฐธรรมนูญ ในการต่อสู้ เพราะเห็นว่าคนอื่น ฝ่ายการเมือง มัวแต่ไปผสมสูตรกันตอนนี้ มีสูตรมากว่าสูตรคูณอีก ส่วนตัวผมรำคาญ ผมวิจารณ์ทุกพรรค ทำไมไม่สู้ไปตรงๆ เลย สว.ไม่มีสิทธิ แล้วก็ขยับมวลชนขึ้นมา จะเรียกว่าปลุกม็อบอะไรก็แล้วแต่ มันโคตรชอบธรรม ถ้าในต่างประเทศ สถานการณ์แบบนี้ บนถนนมีเป็นล้านแล้ว ผมคิดว่าเรามีความชอบธรรมที่จะใช้แนวทางนี้ คือหลักการฝั่งโน้นอธิบายอะไรไม่ได้เลย ยืนกระต่ายขาเดียวเลยว่า 272 ผมว่า 272 ก็ทะลุได้โดยมวลชน และใช้หลักประชาธิปไตย
‘วันชัย’ส่งซิกนัดลงมติ 22 ส.ค.
นายวันชัย สอนศิริ สว. กล่าวว่า ได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า วันที่ 22 ส.ค.ที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตพิจารณารายชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งกรณีการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 ในวันที่ 16 ส.ค. จากนั้นตามขั้นตอนรัฐสภาจะต้องแจ้งวาระการประชุมให้สมาชิกทราบล่วงหน้า 3 วัน แต่ติดเงื่อนเวลาวันเสาร์ อาทิตย์ จึงมาลงตัววันที่ 22 ส.ค มั่นใจการโหวตนายกฯ ในวันดังกล่าว ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สลายขั้ว ก้าวข้ามความขัดแย้ง หลายพรรคการเมืองที่เป็นศัตรูคู่ขัดแย้งมาตลอด แต่วันนี้เป็นสถานการณ์พิเศษ ทำให้หลายพรรคการเมืองมารวมกันได้ จะเป็นรัฐบาล 300 กว่าเสียง เหลือแค่พรรค ก้าวไกลกับบางพรรคเป็นฝ่ายค้าน
สว.จะโหวตให้บุคคลที่พรรคการเมืองเสียงข้างมากเสนอชื่อมาได้เป็นนายกฯ แบบเต็มคาราเบล ไม่ต้องกังวลสว.จะไปขัดขวางการเลือกนายกฯ ส่วนที่ชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ถูกกล่าวหากรณีคุณสมบัติที่มีปัญหาการเลี่ยงภาษีซื้อขายที่ดินนั้น อาจมีสว.บางคน ตั้งแง่เป็นประเด็นบ้าง แต่เวลาโหวตจะไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค ที่ผ่านมาสว.มีหนามตำใจมาตั้งแต่การโหวต นายกฯ รอบที่แล้ว ถูกประชาชนมองเป็นอุปสรรคตั้งรัฐบาล ดังนั้นการโหวตนายกฯ รอบนี้สว.ส่วนใหญ่อยากถอดสลักแผลที่ถูกฝังออก ให้การโหวตนายกฯ และตั้งรัฐบาลสำเร็จ
เตือนถ้าพท.ไม่สู้รอวันถูกกลืน
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่สว.จะโหวตสนับสนุนนายกฯ รอบนี้เกี่ยวกับกรณีที่มีข่าวพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติจะมาร่วมตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายวันชัยกล่าวว่า แม้ไม่มี 2 พรรคนี้ก็ประเมินว่า จะมีเสียงสว.สนับสนุนเป็นร้อยอยู่แล้ว แต่การมีพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วยอาจเป็นความมั่นใจของคนที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขอใช้คำว่าสว. 90 กว่าเปอร์เซ็นต์จะโหวตสนับสนุนให้เต็มคาราเบล
ส่วนการจับมือของพรรคเพื่อไทยกับพรรค 2 ลุง อาจทำให้เกิดความขัดแย้งของมวลชนปลุกคนลงถนนนั้น เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบ 1-2 เดือนแรก อาจขลุกขลักจากความไม่พอใจของมวลชน แต่ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยยอมเสี่ยง เมื่อกล้าเสี่ยงก็ต้องทำให้ได้ ถ้าบริหารประเทศแก่งแย่งผลประโยชน์ให้ตัวเองก็เตรียมหายนะ เมื่อกล้าเสี่ยงต้องทำงานทุ่มเทจริงจัง เอาผลงานเป็นตัวตั้ง ถ้าทำได้เรื่องๆ จะบรรเทาเบาบางลง
“ประเมินแล้วโอกาสที่จะเกิดเหตุส่งไม้ต่อให้พรรคอันดับ 3 หรือส่งต่อให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตั้งรัฐบาลนั้นยากมาก ผู้ใหญ่ ในพรรคการเมืองต่างๆ รู้ว่าสถานการณ์ ขณะนี้ต้องใช้ใคร การตกลงเช่นนี้เพราะรู้ถึงสถานการณ์บ้านเมือง หวยจึงออกให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ เพราะเป็นพรรคอันดับ 2 และทำงานการเมืองมากกว่า 20 ปี มีกำลังคน มวลชน ประสบการณ์มากมาย 17 ปี คนก็ยังเลือกพรรคเพื่อไทยมาตลอด แม้บางคนไปไกลนานแล้ว แต่ยังอยู่มาได้ ถ้าไม่ลุกมาสู้ด้วยตัวเองตอนนี้ พรรคตัวเองอาจถูกกลืนไปในที่สุด ถ้าไม่ใช่พรรคเพื่อไทยจะใช่พรรคใด” นายวันชัยกล่าว
ศาลรธน.ยืด‘พิธา’แจงคดี112
นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องพิจารณาคดีที่มีผู้ร้องว่าการกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ… เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลให้นายพิธาและพรรคก้าวไกล ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันว่า หลังครบกำหนดเวลา 15 วัน ที่ศาลให้ส่งเอกสารประกอบนั้น ล่าสุดพรรคก้าวไกลได้ขอขยายเวลาออกไปอีก 30 วัน
โดยให้เหตุผลว่าเอกสารเยอะ ต้องใช้เวลาในการรวบรวม ศาลก็อนุญาต ซึ่งเป็นเรื่องปกติ และเป็นการปฏิบัติแบบเดียวกับทุกคดีที่ขอขยายเวลา ไม่มีการเลือกปฏิบัติ กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าให้ขยายเวลาได้กี่ครั้ง ส่วนที่ถามว่าแค่ไหนถึงจะถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนั้น หากหลายครั้งเกินไป ศาลจะดูว่ามีเจตนาดึงเรื่องหรือไม่ และการพิจารณาคดีทุกคดีของศาลไม่ได้ทำตามกระแสสังคม
การร้องว่าบุคคลใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง ตามบทบัญญัติมาตรา 49 บุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไม่ได้นั้น ถ้าศาลฟังว่า เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองศาลก็จะสั่งให้หยุดการกระทำ แต่ไม่มีกรณีการยุบพรรค เพราะในคำร้องไม่มีเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ถึงมีคำร้องศาลก็ไม่สามารถสั่งได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องพิจารณาว่าผิดหรือไม่ผิด ถ้าเห็นว่าผิดค่อยส่งมา แต่ถ้าเห็นว่าไม่ผิดก็ยกคำร้องไป