‘บก.ปคบ.-อย.’ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายร้านขายยานอกรีต 14 แห่ง ลอบขายยาแก้ไอ-ยาแท็กซี่ให้เยาวชนนำไปผสมน้ำกระท่อมเป็นยาเสพติด 4 คูณ 100 ยึดของกลางเพียบทั้งยังมียาเถื่อนไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกอื้อ แฉเครือข่ายใหญ่ใช้ชื่อเจ้าของรายเดียวขอใบอนุญาตหลายแห่งให้ได้โควตายาจำนวนมาก เปิดในแหล่งชุมชนหรือใกล้อพาร์ตเมนต์ที่เป็นแหล่งมั่วสุมวัยรุ่น จ้างเด็กจบม.3-ป.ตรีดูแลร้าน ส่วนเภสัชกรมาอาทิตย์ละหนเท่านั้น ดำเนินคดีข้อหาหนักทั้งเจ้าของ ยึดใบอนุญาตร้าน เภสัชกรโดนพักใบประกอบวิชาชีพด้วย

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เภสัชกร วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., เจ้าหน้าที่ ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) แถลงข่าวการรวบเครือข่ายร้านขายยาที่ไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมาย ลักลอบขายยาแก้ไอและยาแก้ปวด ให้วัยรุ่นนำไปผสมเป็นยาเสพติด รวมถึงยาปลอม และยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

เภสัชกร วีระชัย เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนและได้รับการประสานงานจากอย.ให้ตรวจสอบ ร้านขายยาที่ใช้พนักงานขายยาที่ไม่ใช่เภสัชกรขายยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ยาทรามาดอล (Tramadol) มีลักษณะเป็นแค็ปซูล สีเขียว เหลือง บางคนจะเรียกว่า ยาแท็กซี่ หรือ ยาว้าบ) ให้กลุ่มวัยรุ่น เพื่อเป็นส่วนผสมยาเสพติดชนิด 4 คูณ 100 โดยระหว่างวันที่ 24 ก.ค.-9 ส.ค.ที่ผ่านมา ร่วมกันตรวจสอบเครือข่ายร้านขายยาที่ทำผิดกฎหมายรายใหญ่ในพื้นที่ กทม. 14 จุด ประกอบด้วย 1.ร้านขายยาไทยฟาร์มาซี 5 สาขา 2.ร้านคลินิกยา 4 สาขา 3.ร้านพูนทรัพย์ฟาร์มาซี 2 สาขา 4.ร้านขายยาพาดา เจริญเภสัช 2 สาขา และ 5.ร้านบ้านยาของขวัญ

จับกุมพนักงานขายยาซึ่งไม่ใช่เภสัชกร ไม่มีความรู้ด้านเภสัชกรรม รวมทั้งสิ้น 13 ราย โดยผู้ต้องหาจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ราย มัธยมศึกษาตอนปลาย 2 ราย และปริญญาตรี 8 ราย ดำเนินคดีข้อหาประกอบ วิชาชีพเภสัชกรรมฯ โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ทั้งหมดให้การว่า รับจ้างเป็นพนักงานขายยาอยู่ประจำร้านทุกวัน ได้รับค่าจ้าง เดือนละ 12,000-18,000 บาท และมีเภสัชกรเข้ามาดูแลร้านเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ถือว่าผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จับร้านยา – ตำรวจปคบ.และเจ้าหน้าที่อย.ตรวจค้นร้านขายยา 14 แห่งทั่วกทม. จับกุมเภสัชกรเถื่อน 13 คน พบบางรายจบแค่ ม.3 ยึดของกลางจำนวนมาก มูลค่ากว่า 1.4 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ส.ค.

จากการสืบสวนขยายผลพบว่าร้านขายยาดังกล่าวข้างต้นมีรูปแบบการกระทำความผิดลักษณะที่เจ้าของผู้ดำเนินกิจการรายเดียวยื่นขอ อนุญาตเปิดร้านขายยาหลายแห่ง เพื่อรับโควตาซื้อยาแก้แพ้ ยาแก้ไอในปริมาณมาก เครือข่ายดังกล่าวมีเจ้าของ ประกอบด้วย น.ส.อุมาพร (สงวนนามสกุล) 8 ร้าน, น.ส.วนิดา (สงวนนามสกุล) 3 ร้าน, นายพัทธนนท์ (สงวนนามสกุล) 2 ร้าน และน.ส.นวรัตน์ 1 ร้าน สถานที่ตั้งร้านเลือกทำเลอยู่ในแหล่งชุมชนหรืออพาร์ตเมนต์มีกลุ่มวัยรุ่นพักอาศัยอยู่มาก ทำให้สะดวกต่อการซื้อนำไปผสมกับน้ำกระท่อมดื่มเพื่อความมึนเมาและเสพติดเป็นจำนวนมาก

เภสัชกร วีระชัย กล่าวว่า กรณีผู้รับอนุญาตหรือผู้ดำเนินกิจการร้านขายยาที่ขออนุญาตเปิดร้านขายยาที่มียาปลอมและยาไม่มีทะเบียน ขายยาแก้แพ้แก้ไอและยาเขียวเหลืองให้เยาวชน มีความผิดตาม พ.ร.บ.ยา ฐานไม่จัดทำบัญชียา ที่ซื้อและขายตามที่กำหนดฯ ระวางโทษปรับ 2,000-10,000 บาท, ขายยาอันตรายในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ระวางโทษปรับ 1,000-5,000 บาท, ขายยาที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขายยาปลอม ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท อย.จะเสนอ คณะกรรมการยาพักใช้ใบอนุญาต

สำหรับผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ (เภสัชกร) มีความผิดฐานไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาทำการ ไม่ควบคุมการขายยา ควบคุมการส่งมอบ ยาอันตราย และควบคุมการทำบัญชีซื้อและขายยาตามที่กำหนด ระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000-5,000 บาท

“อย. มีมาตรการกำกับดูแลการจำหน่ายยา กลุ่มเสี่ยง ตั้งแต่การผลิต/นำเข้า การขายให้ร้านขายยา และจ่ายยาให้ผู้ป่วย กรณีตรวจพบการซื้อขายยาในทางที่ผิด นอกจากดำเนินคดีแล้ว ยังถูกพักใช้ใบอนุญาต 120 วัน หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต ตั้งแต่ปี 25-ปัจจุบัน มีร้านขายยาที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตไปแล้วกว่า 78 ร้าน, โรงงานผลิตยาถูกพักใช้ใบอนุญาต 2 แห่ง และบริษัทขายส่งยาถูกเพิกถอน ใบอนุญาต 1 แห่ง สำหรับเภสัชกรที่ไม่อยู่ปฏิบัติ หน้าที่ในช่วงเวลาทำการ หรือไม่ควบคุมการจัดทำบัญชีซื้อและขายยาโดยเฉพาะยาอันตราย กลุ่มเสี่ยง อย. จะดำเนินคดีตามกฎหมายและส่งเรื่องให้สภาเภสัชกรรมพิจารณาจรรยาบรรณ ต่อไป” รองเลขาฯ อย. กล่าว

ขณะที่ เภสัชกร ปรีชา พันธุ์ติเวช อุปนายกสภาเภสัชกรรมคนที่ 2 กล่าวว่า ปัจจุบันยังพบว่า มีการจับกุมร้านขายยาที่ลักลอบขายยาแก้ไอ, ยาทรามาดอลให้กับเยาวชนเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เอาไปใช้เสพติด และผู้ขายยาไม่ใช่เป็นผู้มีความรู้เรื่องยาโดยตรง ผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ.2537 คือประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตโทษสูง ปรับ 30,000 บาท หรือจำคุก 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ส่วนเภสัชกรปฏิบัติการในร้าน หากไม่ได้ อยู่ปฏิบัติการตลอดเวลาที่เปิดทำการ แม้จะไม่ได้ เป็นผู้ขายยากลุ่มเสี่ยง แต่ในฐานะผู้ควบคุมกำกับ เกี่ยวกับการขายยา ส่งมอบยาอันตราย ยาควบคุม พิเศษ มีการปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมหรือไม่ หรือเข้าข่ายส่งเสริมสนับสนุนให้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมโดยผิดกฎหมาย ถือว่าเป็นความผิดทางจรรยาบรรณได้ มีโทษพักใช้ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม 2 ปี ขอให้เภสัชกรที่ไม่ได้อยู่ประจำตลอดเวลา ต้องระมัดระวัง สอดส่องกำกับดูแลให้มีการขายยาให้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนจากการใช้ยา” เภสัชกร ปรีชา กล่าว

ด้านพ.ต.อ.ชัฏฐ นากแก้ว รองผบก.ปคบ. กล่าวว่า จากการตรวจสอบในครั้งนี้ พบยาไม่มีทะเบียน และยาปลอม ตำรวจเฝ้าระวังและจะขยายผลถึงต้นตอของยาไม่มีทะเบียนและยาปลอมที่ตรวจพบต่อไป ขอความร่วมมือ ร้านขายยาปฏิบัติตามกฎหมาย และร้านที่ไม่ได้ รับอนุญาตจะดำเนินการกวาดล้างต่อไป ขอประชาชนทราบว่ายาคือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่ใช้ เพื่อรักษาโรค บรรเทาอาการเจ็บป่วย ต้องใช้อย่างถูกวิธี ได้รับคำแนะนำการใช้อย่างละเอียด จากผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม โดยเฉพาะยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษต้องใช้อย่างระมัดระวังตามใบสั่งของแพทย์ หากพบเห็นร้านขายยาใดมีพฤติกรรมใช้พนักงานขายยา ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือกระทำ ความผิดกฎหมายอื่นใด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ.1135 หรือ เพจเฟซบุ๊ก “ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค” ได้ตลอดเวลา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน