มั่นใจ314สส.-สว.ม้วนเดียวจบ ปชป.ประชุมหาข้อสรุปยกมือ อิ๊งขอพรวันเกิด-พ่อปลอดภัยแดงแห่เข้ากรุงรับ‘ทักษิณ’กลับ
เพื่อไทยแถลงโชว์ปึ้ก 11 พรรคร่วมวันนี้ ก่อนโหวต ‘เศรษฐา’ นายกฯ 22 ส.ค. ย้ำความมั่นใจม้วนเดียวจบ ‘อุ๊งอิ๊ง’ ทำบุญวันเกิด ไหว้ศาลหลักเมือง-พระแก้วมรกต ขอพรให้พ่อกลับบ้านปลอดภัย ด้าน ‘ทักษิณ’ มีกำหนดถึงไทย 9 โมงเช้า 22 ส.ค. เสื้อแดงแห่รับที่สนามบินดอนเมือง จับตาปชป. ประชุมสส.เคาะทิศทางเลือกนายกฯ นิด้าโพล ระบุประชาชน 64.5% ไม่เห็นด้วยเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลสลายขั้ว ‘หมออ๋อง’ยันใช้งบรับรองรองประธานสภาเลี้ยงหมูกระทะแม่บ้านสภาได้ ‘สมชัย’แนะควักเงินส่วนตัวจ่ายคืน เลี่ยงผิดอาญา-แพ่ง-วินัย
‘อิ๊ง’ทำบุญวันเกิด-ขอพ่อปลอดภัย
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า พรุ่งนี้ (21 ส.ค.) ครบ 37 ปี เลยถือโอกาสมาขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมือง ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร สักการะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) และสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ณ ปราสาทพระเทพบิดร และขอพรพระให้การกลับบ้านของคุณพ่อ ราบรื่น เรียบร้อย และปลอดภัย

ขอพรให้พ่อ – น.ส.แพทองธาร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ อดีตนายกฯ พร้อมครอบครัว ไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้บิดาเดินทางกลับไทยด้วยความราบรื่นปลอดภัย ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 ส.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร เดินทางไปทำบุญและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ร่วมกับนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี น.ส. พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ พี่เขย รวมทั้งกลุ่ม เพื่อนสนิท เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตนเอง ครอบครัว เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี่ วู้ดซัม บิดามีกำหนดการกลับไทยในวันที่ 22 ส.ค. เวลา 09.00 น. ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่การทำบุครั้งนี้น.ส.แพทองธาร ไม่ได้แจ้งกำหนด การให้กับสื่อมวลชนรับทราบ และในวันที่ 21 ส.ค.ซึ่งจะมีการประชุมสส.พรรคเพื่อไทยในช่วงบ่าย คาดว่าแกนนำพรรค และสส.จะร่วมอวยพรวันเกิดให้กับน.ส.แพทองธารด้วย
ถึงไทย-ไปศาลฎีกานักการเมือง
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์ถึงการ กลับไทยของนายทักษิณถือเป็นของขวัญวันคล้ายวันเกิดให้กับตัวเองหรือไม่ว่า ปกติเวลาพูดคุยกันเองในครอบครัว พูดเสมอว่าถ้าพ่อกลับเมื่อไร ถือเป็นของขวัญของทุกคนในบ้าน และเป็นวันเกิดของตนเองถือเป็นของขวัญ วันเกิดด้วยแน่นอน ต่อข้อถามถึงข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางกลับ น.ส. แพทองธารกล่าวว่า ความปลอดภัย ขอรวมถึงเรื่องการเดินทางมาถึงแล้ว เรื่องสุขภาพ ที่ ตนอยากให้ท่านปลอดภัยและสุขภาพแข็งแรง เพราะเมื่อเดินทางมาถึงยังไม่ได้เข้าบ้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการตรวจสุขภาพของพ่อถือว่าตอนนี้โอเคแล้วหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า คุณพ่อตรวจสุขภาพทุกปี บางครั้งมีปัญหาบ้าง ต้องมีการฟอลโลว์อัพกัน ตอนนี้คุณพ่ออายุ 74 ปีแล้ว ความจริงท่านเป็นคนแข็งแรง อยู่ต่างประเทศท่านมีผ่าตัดเล็กน้อยบ้าง แต่พอตอนนี้อายุเข้า 74 ปีต้องตรวจสุขภาพปีละ 2 ครั้ง เมื่อถามถึงดีลกับฝ่ายผู้มีอำนาจจบแล้วใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “ดีลอะไร ดีลฝ่ายไหน ยืนยันว่า ไม่ได้ดีลกับใครเลย”
ส่วนขั้นตอนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม น.ส.แพทองธารกล่าวว่า คุณพ่อจะกลับมาที่สนามบินดอนเมืองในเวลา 09.00 น. โดยเครื่องบินส่วนตัว ซึ่งครอบครัวมารอรับ จากนั้นจะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากนั้นต้องมาดูต่อว่าต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งจะไม่มีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวถามถึงการขอพระราชทานอภัยโทษ ครอบครัวได้ดำเนินการอะไรไว้หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ต้องถามคุณพ่อก่อนว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าครอบครัวต้องเคารพการตัดสินใจของคุณพ่อว่าจะให้ทำอย่างไร เดี๋ยวคงจะได้ทราบกัน
ต่อข้อถามว่ากระบวนการยุติธรรมล่าสุดมีการเปิดเผยว่าต้องถูกจำคุกประมาณ 5 ปี น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เรื่องของคดีตนขอ ไม่ไปแตะ เพราะกลัว จะพูดข้อมูลไม่ตรงหรือไม่ถูกต้องออกไป ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินการเรื่องนี้ น.ส. แพทองธารกล่าวว่า “ยังค่ะ” เมื่อถามว่ายอมรับได้ใช่หรือไม่ที่นายทักษิณ พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม น.ส.แพทองธากล่าวว่า “ยอมรับค่ะ คิดว่าคือการตัดสินใจของคุณพ่อ ถ้าคุณพ่อยอมรับได้ ครอบครัวซัพพอร์ตเต็มที่แน่นอน”
ดูฤกษ์ดี-ไม่เกี่ยวการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่านักวิชาการวิเคราะห์กันว่าการเดินทางกลับของนายทักษิณ ถือเป็น ตัวประกันทางการเมือง และเชื่อมโยงไปถึงการโหวตแคนดิเดตนายกฯ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เข้าใจว่าคุณพ่อถูกแยกออกจากการเมืองได้ยาก แต่การกลับมาของคุณพ่อถือเป็นการกลับมาของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่มีสิทธิ์กลับมาในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ผ่านมา 17 ปีแล้วทุกครั้งที่คุยโทรศัพท์กัน ท่านจะพูดเสมอว่าหลาน 7 คนแล้วอยากกลับมาเลี้ยง ตนเข้าใจในบทบาทของคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อไม่ได้คิดถึงเรื่องการเมืองหรือเรื่องเป็นตัวประกัน ท่านคิดว่ากลับมาแล้วปลอดภัยรอวันที่จะได้กลับมาอยู่กับลูกหลาน
ต่อข้อถามว่ามีการพูดว่าจะถูกหลอกหรือเป็นเหยื่อทางการเมือง น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “ถูกใครหลอก จริงๆ แล้วคุณพ่อออกไป 17 ปีแล้ว จะมีหลายข้อมูลที่ได้รับ ทั้งข้อมูลที่ผิดและข้อมูลที่ถูกถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว 17 ปีผ่านอะไรมากันเยอะมาก การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจของท่านเองไม่ได้มีใครหลอก หรือท่านไม่ได้หลอกใคร เป็นการตกลงกันภายในครอบครัว ท่านถึงตัดสินใจกลับมา”
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการประเมินว่าหากการโหวตนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยไม่ผ่าน อาจมีการเสนอชื่อน.ส.แพทองธาร แทนซึ่งอาจกลายเป็นตัวประกันทางการเมือง น.ส.แพทองธารกล่าวว่า อยากให้มองการเมืองสร้างสรรค์ขึ้น การที่คุณพ่อกลับมา เพราะอยากกลับมาอยู่กับครอบครัว นี่คือเรื่องที่ชัดเจนมากๆ ส่วนเรื่องการเมืองขอให้เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย การกลับมาของคุณพ่อไม่ได้เกี่ยวกับการเมืองหรือพรรคเพื่อไทยและคดีของคุณพ่อต่างๆ ไม่ได้เกี่ยวกับการโหวตนายกฯ อยากให้แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน
ต่อข้อถามว่านายทักษิณเดินทางกลับ 22 ส.ค. ตรงกับวันโหวตนายกฯ ไม่สามารถปฏิเสธความเชื่อมโยงนี้ได้ น.ส. แพทองธารกล่าวว่า ไม่ใช่ความเชื่อมโยงทางการเมืองใดๆ เลย คุณพ่อประกาศจะกลับมาก่อนที่มีการประกาศโหวตนายกฯ และส่วนตัวนับวันแล้วยังคิดว่าจะโหวตนายกฯ เมื่อ 18 ส.ค. ด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้คุณพ่อบอกจะกลับ 31 ก.ค. ซึ่งตรงกับวันหยุด คุณพ่อเลยเปลี่ยน ตนได้ ช่วยดูปฏิทินวันไหนฤกษ์ดี คือวันที่ 10 ส.ค. ที่ประกาศไป แต่คุณพ่อต้องไปตรวจสุขภาพ แต่ละส่วนในร่างกาย ในแต่ละสถานที่กัน ทำให้เลยวันที่ 10 ส.ค.ไป จึงหาวันฤกษ์ดี วันใหม่ ซึ่งตรงกับ 22 ส.ค. ทางครอบครัวรู้กันก่อนที่จะมีวันประกาศวันโหวตนายกฯ เมื่อถามว่าแสดงว่าต้องมีการดูฤกษ์ยามในการ เดินทางกลับ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ต้องดูนิดนึง ดูไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี วันฤกษ์ดี ทุกคนอยากให้ทุกวันเป็นวันที่ดี ผู้สื่อข่าวถามว่ามีโอกาสเลื่อนกลับอีกหรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ไม่มี ย้ำว่าวันที่ 22 ส.ค.นี้แน่นอน
มั่นใจโหวต‘เศรษฐา’ม้วนเดียวจบ
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า สำหรับการโหวตนายกฯ พรรคเพื่อไทยพยายามเต็มที่ ซึ่งมี มติเสนอชื่อนายเศรษฐา เป็นแคนดิเดต นายกฯ พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเรามั่นใจและอยากตั้งรัฐบาลให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่จะให้พรรค เพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และใช้นโยบายพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาให้กับประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่าหากนายเศรษฐา โหวตไม่ผ่านจะมาถึงคิวของน.ส.แพทองธาร น.ส.แพทองธารกล่าวว่า อยากให้โฟกัสที่นายเศรษฐาก่อน อย่าเพิ่งโฟกัสที่ตนเอง หากเราโฟกัสหลายจุด จะไม่มั่นคง ดังนั้นเราทำเต็มที่เสนอชื่อนายเศรษฐา และหวังว่าจะสำเร็จ และตั้งรัฐบาลให้กับประชาชนได้ ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าการโหวตนายกฯ จะม้วนเดียวจบภายใน 22 ส.ค.นี้ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “ก็หวังเป็นอย่างยิ่งค่ะ”
ส่วนกระแสวิจารณ์ในการหาเสียงก่อนหน้านี้ ทั้งของนายเศรษฐา น.ส.แพทองธาร และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคว่าจะไม่จับมือกับพรรค 2 ลุง แต่วันนี้กลายเป็น กระแสโจมตีพรรคเพื่อไทยหนักมาก น.ส. แพทองธารกล่าวว่า ขอพูดตรงๆ เลยว่าอย่างวันนั้นที่เขาบอกว่าเราไม่ชัดเจน เราหาเสียงและพยายามทำโพลทุกอย่าง เพื่อเราอยากได้แลนด์สไลด์ แต่เราทำแลนด์สไลด์ไม่สำเร็จ ดังนั้นที่ยังไม่ชัดเจนเพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 มีเรื่องของสว.อยู่ ซึ่งเราเคยผ่านมาก่อนคือชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ขอโทษที่จับมือพรรคสองลุง
เราทราบดีว่าการไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลสามารถเกิดขึ้นได้ บางคนอาจมีความชัดเจนหรือไม่ชัดเจนในบางที แต่เรามีความตั้งใจ แล้ววันนี้เมื่อไม่เป็นอย่างที่เราคิด ไม่เป็นไปตามที่เราแพลนไว้ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้ประเทศชาติไปต่อ แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยมีต้นทุนที่จะต้องจ่าย นั่นคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน เราขอน้อมรับและต้องขอโทษที่ทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจ แต่หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เราทำเต็มที่เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนที่มีอยู่มากมาย และเราจะก้าวข้ามผ่านสนามอารมณ์นี้ไปให้ได้ด้วยความเข้มแข็ง ด้วยการเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง
ผู้สื่อข่าวว่าหลายฝ่ายข้อกังขาในตัวนายเศรษฐา ได้มีแผนสำรองอะไรหรือไม่ น.ส. แพทองธารกล่าวว่า เราเช็กตามข้อกฎหมาย ทุกอย่าง ถ้าเราจะดูตามเสียงของคนที่พูดว่าผิดอย่างนั้น อย่างนี้ โดยหลักฐานไม่มี ซึ่งหลักฐานที่นายเศรษฐาเอามาเปิดเผยก็ชัดเจน ดังนั้น จะต้องมีหลักฐาน ซึ่งบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าสามารถตรวจสอบได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อยากให้ฟังข้อมูลเป็นตัวสำคัญในการตัดสินใจ เมื่อถามว่าน.ส.แพทองธารสนใจตำแหน่งรัฐมนตรีหรือทำงานในพรรคมากกว่า น.ส. แพทองธารกล่าวว่า ตอนนี้เน้นทำงานพรรค เห็นสื่อต่างๆ มอบตำแหน่งให้ตนหลายตำแหน่ง ทั้งรองนายกฯ และรัฐมนตรี รู้สึกดีใจมาก ต้องขอขอบคุณ
กลุ่มเสื้อแดงแห่รับ‘ทักษิณ’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มคนเสื้อแดงในหลายจังหวัด เดินทางเข้ากทม.เพื่อต้อนรับการกลับมาของนายทักษิณ
ที่จ.ปราจีนบุรี นายมณเฑียร รอดมาลี หรือ “ดำ-ผัดไทย” อายุ 51 ปี ผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ปราจีนบุรี (นปช.ปราจีนบุรี) กล่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงของปราจีนบุรี ในแกนนำของแต่ละอำเภอประสงค์ไปต้อนรับนายทักษิณที่จะกลับประเทศไทยในเวลา 09.00 น. ที่สนามบินดอนเมือง ตามความพร้อมและความว่างของแต่ละคน อาจไปทั้งรถส่วนตัว รถตู้เหมา
“รู้สึกดีใจที่นายทักษิณเดินทางกลับมาประเทศไทยจริงๆ สักที มวลชนในพื้นที่ปราจีนบุรีสอบถามกันมาอย่างมาก และต่างรอรับกันในบางพื้นที่ของ นปช.ปราจีนบุรี ตื่นเต้นมาก เดินทางล่วงหน้ากันไปก่อน 1 วัน ตั้งแต่เช้าในการไปพบกลุ่มก้อนกันล่วงหน้า อาทิ ไปร่วมงานวันเกิดน.ส.แพทองธาร ที่จัดวันที่ 21 ส.ค.ก่อน แล้วจึงจะมาพบกันตาม นัดหมาย เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณที่สนามบินต่อไป แล้วเดินทางกลับ”นายมณเฑียรกล่าว
ภาคอีสาน-กลางรวมพล
ด้านนางพรรณวดี ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาเครือข่ายบทบาทสตรีเสื้อแดงภาคอีสาน เปิด เผยว่า ในส่วนของภาคประชาชนนั้น ทุกคนต่างรอคอยการกลับมาของนายทักษิณ มา เป็นเวลา 17 ปีแล้ว เมื่อทราบข่าวการกลับมาทุกคนต่างดีใจ ภาคประชาชนคนเสื้อแดงขอนแก่น และภาคอีสาน จะเดินทางเข้ากทม. โดยจัดเตรียมรถบัส 10 คัน รถตู้ประมาณ 15 คัน มีการนัดรวมพลกัน เพื่อเคลื่อนขบวนออกเดินทางจากตัวเมืองขอนแก่นในเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 21 ส.ค.
นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าวว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจาก จ.พระนคร ศรีอยุธยา ที่มีการประสานและไปดอนเมืองในวันที่ 22 ส.ค. มีประมาณ 500-800 คน ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงจากจ.นครพนม จะมีประมาณ 200-300 คน ที่จะมาสมทบกับคนเสื้อแดง จาก จ.พระนครศรีอยุธยา คนเสื้อแดงรอวันที่นายทักษิณจะเดินทางกลับไทยมาตลอด และการเดินทางกลับมาจริงๆ ครั้งนี้ คนเสื้อแดง อยุธยาดีใจมาก เพราะรัฐบาล สมัยนายทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ได้ช่วยชาวบ้านให้ลืมตาอ้าปากได้
จับตารัฐสภาโหวตนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันอังคารที่ 22 ส.ค. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีคำสั่งให้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา โดยมีวาระการประชุม สำคัญเรื่องด่วนที่ 1 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดเวลา 5 ชั่วโมง แบ่งเป็นของ สว. 2 ชั่วโมง สส.ไม่เกิน 3 ชั่วโมง คาดว่าจะลงมติในเวลา 15.00 น. และเสร็จสิ้นภายในเวลา 17.30 น.
เรื่องด่วนที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. (ยกเลิกมาตรา 272) โดยนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับคณะ เป็นผู้เสนอ
ทั้งนี้ คณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย มีมติว่าผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาไม่ได้กำหนดไว้ แต่สว.บางคนยังต้องการให้ผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ มาแสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐสภา
เพื่อไทยโชว์ปึ้ก 314 เสียงในมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า วันที่ 21 ส.ค.เวลา 13.00 น. พรรคเพื่อไทยได้นัดแกนนำพรรคร่วมที่จะสนับสนุนแคนดิเดต นายกฯพรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภา วันที่ 22 ส.ค.แถลงข่าวร่วมกันที่อาคารรัฐสภา ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าและเลขาธิการพรรค ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) 40 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) 36 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) 10 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง(พทล.) 2 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย(สร.) 1 เสียง พรรคพลังสังคมใหม่(พสม.) 1 เสียง พรรคท้องที่ไทย(ท.) 1 เสียง รวมเป็น 314 เสียง
โดยพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคจะไม่ร่วมแถลงข่าว แต่ให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ทำหน้าที่แทน ขณะที่นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยจะไม่ร่วมแถลงข่าวเช่นกัน แต่นายเศรษฐา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทยจะเข้าร่วมการประชุมสส.ของพรรคที่จะมีขึ้นเวลาไล่เลี่ยกัน
คุยประสานสส.-สว.ราบรื่น
นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการโหวตนายเศรษฐา เป็นนายกฯ ว่า คิดว่าจากการทำงาน และการประสานงานทุกฝ่ายที่ราบรื่นดี ไม่ว่าจะฝ่าย สว.หรือพรรค การเมือง เราพยายามทำตามข้อประสงค์ของทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างสบายใจ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมีการปฏิเสธนายเศรษฐา นอกจากนี้ นายเศรษฐา ถือว่าเป็นแคนดิเดตนายกฯ ที่มาตามระบบของกฎหมายทุกประการ ทั้งผ่านการคัดกรองจากพรรคเพื่อไทย ผ่านการตรวจคุณสมบัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และผ่านการเลือกตั้งมา
ส่วนประเด็นที่หลายคนวิตกหรือที่มีการพยายามสร้างให้เกิดความวิตกโดย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองที่พยายามกล่าวหานั้น ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ทุกประเด็นพรรคมีคณะทำงานตรวจสอบเรื่องนี้อย่างรอบด้านทุกเรื่องที่ถูกนายชูวิทย์กล่าวหา จากการที่ได้ตรวจสอบมาทั้งหมดจนถึงวันนี้ คณะทำงานเล็งเห็นว่าเรื่องนี้สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ และนายเศรษฐาไม่น่าจะเป็นอย่างที่นายชูวิทย์กล่าวหา มองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบกันส่วนตัวของนายชูวิทย์ และมีความพยายามดิสเครดิตกัน ซึ่งเรื่องนี้นายเศรษฐา และทางบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้แถลงชี้แจงแก่ประชาชนอย่างละเอียดให้เข้าใจแล้ว
อัด‘ชูวิทย์’ดิสเครดิต
ผู้สื่อข่าวถามว่ากระบวนการที่ผ่านมา ของนายชูวิทย์จะไม่กระทบการโหวตนายกฯ ใช่หรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า เข้าใจว่ากระบวนการทั้งหมดของนายชูวิทย์ คือต้องการไม่ให้นายเศรษฐาเป็นนายกฯ นี่เป็นสิทธิพลเมืองของนายชูวิทย์ แต่คนที่จะเลือกนายเศรษฐาในสภา จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เขาจะเลือกเพื่อประชาชน ไม่ใช่เลือกเพื่อให้ถูกใจใครคนใดคนหนึ่ง และคงไม่มีใครเอาปัญหาไม่ชอบกันส่วนตัวมาเป็นปัญหาของประเทศ
“ผมเชื่อว่าวันที่ 22 ส.ค.นี้ได้นายกฯ ชื่อเศรษฐา เพราะวันนี้สมาชิกรัฐสภาฟังเสียงสังคมอยู่ ซึ่งสังคมวันนี้อยากให้ได้นายกฯ เราผ่านการเลือกตั้งมา 3 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มี นายกฯ และรัฐบาลมาทำงานเสียที ไม่มีใครที่คนจะชอบตรงกันหมดทั้ง 100% แต่วันนี้ที่สังคมไทยอยากได้ คืออยากให้มีนายกฯ และรัฐบาลที่เข้ามาแก้ปัญหาประเทศ เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อไปไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศและประชาชน” นายสุทินกล่าว
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตสส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่นายชูวิทย์ ออกมา กล่าวหาโจมตีนายเศรษฐา ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายเศรษฐา ซึ่งนายเศรษฐาได้ย่างก้าวจากนักธุรกิจมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว ที่พร้อมรับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ตามกระบวนการยุติธรรม รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 29 ระบุ “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษา อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”
ดังนั้น ยังต้องถือว่าขณะนี้ นายเศรษฐาเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาที่สุดออกมา ซึ่งขณะนี้พรรค เพื่อไทยได้มีมติเสนอชื่อนายเศรษฐาเป็นนายกฯ ต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 22 ส.ค. จึงไม่จำเป็นต้องกังวลใดๆ เพราะตามกฎหมายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ประชาธิปัตย์ยึดมติพรรค
นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ทางพรรคนัดสส.ของพรรคทั้งหมดประชุมร่วมกันในวันที่ 21 ส.ค.เวลา 14.30 น. เพื่อหารือเรื่องการโหวตลงมติเห็นชอบบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ มติที่ออกมาคงรู้กันไม่หลังประชุมวันที่ 21 ส.ค.ก็อาจเป็นเช้าวันที่ 22 ส.ค.เมื่อพรรคมี มติอย่างไรคงต้องลงมติไปตามนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ของ สส.มีมติอย่างไรหากมีบางคน ไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องดุลพินิจแต่ละคนหรือไม่ นายร่มธรรมกล่าวว่าเท่าที่เข้าใจ หากมีมติอย่างไรควรต้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ต้องเคารพทุกความเห็น ต้องมีการพูด คุยกัน โดยต้องคำนึงถึงหลายๆ ด้านเหมือนกัน เช่น ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ประชาชน จะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง แต่ตอนนี้ยัง ไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีมติอย่างไร ส่วนตัวเข้าใจดีว่าเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญ ทุกพรรคการเมืองอยากเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเพราะจากการลงพื้นที่ จ.พัทลุง ประชาชนสะท้อนว่าอยากให้มีการตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว
ต่อข้อถามว่าประชาชนอยากเห็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง การปรองดอง หากประชา ธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทย นายร่มธรรมกล่าวว่า คิดว่าสิ่งสำคัญคือการแก้ปัญหาประชาชน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ หากสถาน การณ์การเมืองในปัจจุบัน ถ้าจำเป็นต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนก็เป็นเรื่องที่โอเค และ เราน่าจะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ว่า เราจำเป็นที่ต้องเดินหน้า

หาเสียง – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นำสมาชิกพรรคช่วยนายพงศธร ศรีเพชรนรินทร์ ผู้สมัครส.ส.ระยอง เขต 3 หาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ดอนมะกอกล่างและปากน้ำประแส จ.ระยอง เมื่อวันที่ 20 ส.ค.
ก.ก.เชื่อต้องลุ้นรายชั่วโมง
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันโหวตนายกฯ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันชั่วโมงต่อชั่วโมง เนื่องจากการเจรจายังอยู่ ในช่วงสับสนอลหม่านกันอยู่ ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์วันที่ 22 ส.ค.จะรอดหรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า รอดไม่รอดตนไม่รู้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้คือโคม่า จะ รอดก็อาจจะรอด จะตายก็อาจจะตาย ไม่สามารถตอบได้ ตอนนี้ไม่มีหมอดูคนไหนที่กล้าแทงว่าแม่น ถ้าเป็นคนไข้คงจะเรียกว่าอาการตรีทูต ไม่ได้หมายความว่าตาย แต่หมายความว่าอาจจะรอดหรืออาจจะตายก็ได้ คาดการณ์ได้ยาก
ต่อข้อถามกรณีที่นายเศรษฐาโดนโจมตีเรื่องคุณสมบัติและยังโดนโจมตีอยู่ต่อเนื่องนั้น มองว่านายเศรษฐาเป็นปัญหาที่จะทำให้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้หรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า จริงๆ ตนเห็นใจนายเศรษฐาเป็นอย่างมาก เพราะตนรู้ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมหาเรื่องที่จะทำลายแคนดิเดตนายกฯ อยู่แล้วเพื่อให้นายกฯ เป็นของคนที่เขาต้องการ ดังนั้น ถ้านายเศรษฐาเคลียร์ประเด็นนี้ได้ก็จะเจอประเด็น 2 และประเด็น 3 ต่อให้ไม่ใช่ นายเศรษฐา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะถูกกลุ่มอนุรักษนิยมหรือกลุ่มอำนาจเก่าที่มาจากเผด็จการรัฐประหารทำร้ายอยู่เรื่อยไป ด้วยข้ออ้างต่างๆ ตนจึงคิดว่าควรให้กำลังใจนายเศรษฐา
อัดเกมดึงพรรค 2 ลุง
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าพรรคเพื่อไทยจะดันนายเศรษฐาเป็นนายกฯ ได้หรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย คงไม่สามารถตอบแทนได้ รวมถึงความชัดเจนแถลงจับมือกันกับใครบ้าง ตนมองว่าทุกวันนี้ประชาชนต้องการความชัดเจนที่มาจากพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ตอนนี้ความชัดเจนกลายเป็นว่ามาจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังไม่มีความชัดเจน แต่เป็นการตกลงกันไว้ว่าอย่าเพิ่งพูดแต่คุมไว้ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องออกมาพูด แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องออกมาพูด คือเขาต้องการที่จะมัดไว้เลย ให้ดิ้นไม่หลุด สลัดไม่ออก
“ไม่เรียกว่าเหนียมแล้ว ไม่มีเหนียมแล้ว ยุคนี้ คิดว่าเขาพยายามที่จะเล่นเกม แต่ตนว่าต้องเลิก เพราะยุคนี้ประชาชนมองออกกันหมดแล้ว ที่บอกว่าจะไม่มีลุงนะ แต่เขาก็คำนวณกัน คณิตศาสตร์ไม่เคยหลอกใคร ถ้าไม่เอาลุง ไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ ก็ 230 กว่าเสียง ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ได้ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล พูดไว้อยู่แล้วว่ารัฐบาลเสียง ข้างน้อยเขาไม่ร่วม คราวนี้บอกว่าจะรวมพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์บอกว่ายังไม่มีการติดต่อเข้ามา หรือถึงติดต่อเข้ามาก็รวมเสียงได้ 260 เสียงนิดๆ ซึ่งรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่มีเสถียรภาพอยู่แล้ว สุดท้ายต้องรวมพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลัง ประชารัฐ เพียงแต่จะใช้เทคนิคกลไกยังไงในการดึงเข้ามา” นายวิโรจน์กล่าว
พลังบูรพาจี้สส.-สว.อย่าถ่วง
นายสุระ เตชะทัต เลขาธิการพรรคพลังบูรพา กล่าวว่า นับจากเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 ถึงวันนี้กว่า 3 เดือน ประชาชนยังไม่ได้ นายกฯ คนใหม่ รัฐบาลใหม่ ต่างชาติเฝ้าจับตามองสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศ ต่างประเทศ คงอยากเห็นรัฐบาลใหม่ เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ที่รอวันแก้ไขให้ประชาชนมากมายหลายเรื่อง โดยเร็ว
ท่ามกลางการจับตามอง เรากำลังจะมีรัฐบาลพิเศษหรือไม่ กระบวนการจากนี้ อยากให้ สส.และ สว.พิจารณาหาทางออก ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไป ไม่อยากเห็นการเลือก นายกฯ การได้รัฐบาลใหม่ ต้องทอดยาวออกไปอีก เพราะจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น อย่างแน่นอน ส่วนเมื่อได้รัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้วจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายต่างๆ ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยต้องจับตาและร่วมกันตรวจสอบ
‘นิด้าโพล’ชี้ปชช.ค้าน‘สลายขั้ว’
วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เรื่องวุ่นๆ ของพรรคเพื่อไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-17 ส.ค.2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง ดังนี้
จากการสำรวจถึงการเลือกพรรคเพื่อไทยตั้งแต่มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 39.62 ระบุว่า ไม่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย (หรือพรรคไทยรักไทย หรือพรรคพลังประชาชน) รองลงมา ร้อยละ 33.13 ระบุว่า เคยเลือก รวมถึงในการเลือกตั้ง เมื่อ 14 พ.ค.2566 ส่วนร้อยละ 26.72 ระบุว่า เคยเลือก แต่ไม่ได้เลือกในการเลือกตั้งเมื่อ 14 พ.ค.2566 และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ยังไม่เคยไปเลือกตั้งเลย
ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษ “สลายขั้ว” ของพรรค เพื่อไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 47.71 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย รองลงมา ร้อยละ 19.47 ระบุว่า เห็นด้วยมาก ร้อยละ 16.79 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 15.11 ระบุว่าค่อนข้างเห็นด้วย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ทราบ/ ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ตัวอย่าง ร้อยละ 38.63 ระบุว่าเป็น น.ส. แพทองธาร ชินวัตร รองลงมา ร้อยละ 36.56 ระบุว่าเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 8.47 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ และร้อยละ 16.34 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลในขณะนี้ ตัวอย่าง ร้อยละ 49.85 ระบุว่า เป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญต่อกัน รองลงมา ร้อยละ 27.33 ระบุว่า เป็นแค่คนรู้จักกัน ร้อยละ 20.99 ระบุว่า เป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
‘ซูเปอร์โพล’เผยตั้งรบ.ใหม่รอได้
สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจเรื่อง สุดขั้วการเมือง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศอายุ 18 ปีขึ้นไป ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยเชิงคุณภาพ รวม 1,150 ตัวอย่างในการวิเคราะห์ทางสถิติ ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15-19 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี ค่าความคลาดเคลื่อนจากขนาดตัวอย่างบวกลบร้อยละ 5 ในช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95
ผลสำรวจถึงการรอคอยการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.5 ระบุ เป็นเรื่องที่รอได้ เพราะต้องการรัฐบาลที่ดี ไม่มีปัญหา ต้องการรัฐบาลที่ทำงานได้ดีมีผลงาน แก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนได้แท้จริง บางส่วนระบุว่า จะตั้งได้ตั้งไม่ได้ ตั้งเร็วตั้งช้าไม่ใช่เรื่องไม่เกี่ยวอะไรด้วย ไม่มีผลอะไร ไม่เห็นว่ามีอะไรดีขึ้น มีหรือไม่มีก็เหมือนเดิม เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่รีบ เป็นต้น ขณะที่ร้อยละ 31.5 ควรเร่งจัดตั้งโดยเร็ว เพราะชาวบ้านกำลังเดือดร้อน เศรษฐกิจจะพังไปมากกว่านี้ ขาดความ เชื่อมั่น เป็นต้น
ถามถึงกรอบระยะเวลาที่รอการจัดตั้งรัฐบาลได้ พบว่า ร้อยละ 25.9 ระบุภายในเดือนส.ค. ร้อยละ 20.4 ระบุ ภายในเดือนก.ย. ร้อยละ 24.1 ภายในต.ค. และร้อยละ 29.6 ระบุ รอได้ไปเรื่อยๆ เมื่อถามถึงคุณสมบัติของนายกฯ คนใหม่ที่ต้องการ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.2 ระบุ เข้าถึงประชาชน แก้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชน แม้ในถิ่นทุรกันดาร รองลงมาคือร้อยละ 63.0 ระบุ เป็นคนดีต่อเนื่อง ไม่มีประวัติด่างพร้อย ร้อยละ 51.9 ระบุ เคยมีประสบการณ์ แก้วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตธุรกิจของตนเอง แก้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้ ร้อยละ 42.6 ระบุ เป็นคนที่ไม่สนับสนุนแนวคิดของกลุ่มแบ่งแยก แตกแยกของคนในชาติ และร้อยละ 42.5 ระบุมีประสบการณ์การเมืองและบริหารราชการตามลำดับ
ที่น่าเป็นห่วงคือความกังวลของประชาชน หลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.5 ระบุ ปัญหาวิกฤตของประชาชนไม่ถูกแก้ไข ประชาชนถูกหลอกเหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 74.1 ระบุ ทุจริต คอร์รัปชั่น ร้อยละ 63.0 ระบุ ความขัดแย้ง แตกแยกของคนในชาติ ร้อยละ 61.1 ระบุ ความวุ่นวายของ บ้านเมือง และร้อยละ 7.4 ระบุอื่นๆ เช่น ไม่กังวลอะไร เป็นต้น
‘หมออ๋อง’แจงเลี้ยงหมูกระทะ
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ กรณีใช้งบประมาณสำหรับเลี้ยงรับรอง เลี้ยงหมูกระทะแม่บ้านอาคารรัฐสภา 370 คน จำนวน 99,530 บาท เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาว่า กรณีที่มีชื่อตนปรากฏบนคูปองนั้น ไม่แน่ใจว่าฝ่ายไหนเป็นคนทำ แต่เข้าใจว่าทำขึ้นเพื่อให้ง่ายต่อการจ่ายเงินให้แก่ทางร้าน เพราะแม่บ้านรัฐสภามี 370 คน วันจริงอาจจะไปไม่ครบ จึงต้องเอาจำนวนให้ชัด ส่วนประเด็นที่ถูกวิจารณ์ว่าผิดกฎหมายถึงขั้นติดคุกเนื่องจากปรากฏชื่อตนเองอยู่บนคูปองนั้น ไม่กังวล พร้อมชี้แจงเพราะทำตามระเบียบราชการทุกอย่าง ทำอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเปิดข้อมูลของหลายหน่วยงาน น่าจะติดคุกก่อนตนเยอะ
งบนี้ใช้อย่างไรก็ได้ ขอให้มีประโยชน์ แต่ที่ผ่านมาไม่รู้คนอื่นใช้มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ตนมองว่าการที่เอางบนี้มาเพื่อเลี้ยงแขกซึ่งเวลาไปเจอทูต เจอนักการเมือง ก็เลี้ยงอาหารด้วยเงินส่วนนี้ใช่ไหม เพียงแต่ไม่เคยมีการเลี้ยงใหญ่ ตนอยากเลี้ยงแม่บ้าน เลยบอกเจ้าหน้าที่ลองไปเช็กยอดให้หน่อย ปรากฏว่ามี 370 คน ตนเลยบอกว่างั้นเลี้ยงให้หมด ถ้าเลี้ยงนายทุนในห้องรับรองหรูๆ ใช้งบ 2-3 แสน แต่พอมาเลี้ยงแม่บ้าน กลายเป็นเรื่องเป็นราวเพราะแม่บ้านดูไม่สมควรหรือ หรือว่าตนจะได้หน้าหรือ
ด้านนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ทวีตสอบถามโซเชี่ยลว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ มาร่วมกันเรียกร้องให้เปิดเผย “งบรับรอง” ของนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ประธานสภา รองประธานสภาประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ฯลฯ ที่ผ่านมาทั้งหมดเถอะว่าใช้ไปปีละเท่าไหร่ เลี้ยงใคร เลี้ยงอะไร บางทีเห็นแล้วอาจจะร้องเฮ้ยยยยยยย!!! กันยาวๆ ก็ได้นะ
‘สมชัย’แนะทางออก-‘พี่ศรี’ยื่นสอบ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า งบรับรองมีวัตถุประสงค์การใช้ชัดเจน ต้องเป็นเพื่องานราชการไม่สามารถใช้ตามใจชอบได้ ระเบียบราชการมีอยู่ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสมควรทักท้วง หากใช้ไปแล้วก็ยังไม่จบ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ เพราะเป็น เงินหลวงการแก้ไข ไม่ยาก เอาเงินส่วนตัวมาจ่ายคืน ไม่ถือเป็นความผิด
เวลาทำงานที่ต้องใช้เงินราชการ เขาทำกันแบบนี้ งบมี เจ้านายอยากใช้รายการสร้างสรรค์เพื่อรับรองสักแสนนึงก็บอกลูกน้องที่เป็นหน้าห้องให้ดำเนินการ หน้าห้องต้องถามทางการเงินว่า ใช้เงินก้อนดังกล่าวได้หรือไม่ การเงินตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ต้องถามหัวหน้า ไล่ขึ้นไปถึงรองเลขาฯ หรือเลขาธิการ หากไม่ได้ ต้องแจ้งให้เจ้านายทราบเป็นลายลักษณ์อักษร หากเจ้านายยังอยากทำ ก็รับผิดเอง แต่หากยังไม่มีการสอบถามแต่ใช้โดยพลการไปก่อน ถ้าจ่ายเงินส่วนตัวก็เบิกไม่ได้ (ไม่เป็นความผิด) แต่หากเป็นเงินยืมของราชการไปใช้ ก็เบิก ไม่ได้ ต้องเอาเงินส่วนตัวมาคืนเงินยืม (ไม่มีความผิด) หากส่งหลักฐานเบิกแล้ว เบิกได้ รอ สตง. เข้ามาตรวจเป็นเรื่องเป็นราวหากพบ ว่าผิด ถือเป็นความผิดทั้งอาญา แพ่ง และวินัย ต่อทั้งเจ้านายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ระบุว่า วันที่ 21 ส.ค. องค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวน ตรวจสอบ วินิจฉัยว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติห้ามไว้หรือไม่ เพราะกระทำการที่อาจขัดรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับผลประโยชน์ขัดกัน ประกอบมาตรฐานจริยธรรม
‘เด็กชวน’โต้อย่าเบี่ยงเบน
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ อดีตสส.บัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานนายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาตอบโต้ กรณีมีการนำเสนอข้อมูล การมอบกล่องข้าวเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับแม่บ้านรัฐสภาของนายชวน เมื่อครั้งทำหน้าที่ประธานสภา และอ้างว่ามีการใช้งบเช่นเดียวกับกรณีของนายปดิพัทธ์ว่า ของนายชวน เป็นการมอบของขวัญที่มีผู้บริจาคกล่องพลาสติกสำหรับใส่อาหาร 500 ใบ (กล่องเปล่า) ให้นายชวน ไว้สำหรับให้ใครก็ได้เป็นของขวัญปีใหม่ นายชวนจึงตัดสินใจมอบให้แม่บ้านรัฐสภา เพราะเห็นว่าได้ใช้ประโยชน์ที่ต้องแพ็กข้าวมาทานเองทุกวัน และไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เป็นการมอบในสภาที่เขาทำงานอยู่ ไม่ได้จัดอีเวนต์หาพื้นที่ข่าวอะไร
ส่วนน.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รักษาการรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตคณะทำงานนายชวน กล่าวว่า ขออย่าพยายามเอาประธานชวนไปเปรียบเทียบกับรองประธานอ๋องเพื่อปกป้องพรรคก้าวไกล นายชวนแจกของขวัญปีใหม่ให้กับ แม่บ้านสภาทุกปีจริง ไม่ว่าจะเป็นกล่องข้าวพลาสติก กระบอกน้ำ แต่ของที่นายชวน นำไปแจกให้กับแม่บ้านสภาในวันปีใหม่ทุกปีนั้นไม่ได้ใช้เงินรับรองประธาน
“หากไปดูย้อนหลัง เงินรับรองท่านชวนใช้อย่างประหยัด และเท่าที่จำเป็น เหลือเท่าไหร่คืนรัฐหมดทุกบาททุกสตางค์ แม้กระทั่งเงินราชการลับ สมัยท่านชวนเป็นรมว.กลาโหม 7.5 ล้านบาท ก็ไม่ได้ใช้ แต่คืนให้กับรัฐทุกบาททุกสตางค์ และหวังว่ารองประธานอ๋องจะทำ open data ของรัฐสภา ให้สำเร็จตามที่ได้เสนอไว้ เพื่อให้เห็นทุกการทำงานของรัฐสภา อย่างโปร่งใส ตลอดจน การเบิกจ่ายเงินของแต่ละกรรมาธิการด้วย เช่นกัน เพื่อประชาชนจะได้ตาสว่างจาก พฤติกรรมของสส.พรรคท่านเองด้วย” น.ส.ศิริภากล่าว
บช.น.ประกาศห้ามชุมนุมรอบสภา
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ลงนามคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ 361/2566 เรื่อง ประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 5 เมตร รอบรัฐสภา ตามมาตรา 7 วรรคท้าย แห่งพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ตามที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ 0015(บก.น.1)15/7657 ลงวันที่ 17 ส.ค.2566 ขอให้ออกประกาศห้ามการชุมนุมรอบรัฐสภาในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร โดยในวันที่ 22 ส.ค.2566 กำหนดให้มี การประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาลงมติเลือกนายกฯ และจะมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ เป็นจำนวนมาก อันส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน นั้น
เพื่อประโยชน์แห่งการรักษาความปลอดภัยสาธารณะและความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมถึงเพื่อให้การบริหารการจัดการชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 วรรคท้าย แห่งพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ประกอบกับ คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 424/2566 ลงวันที่ 17 ก.ค.2566 และคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ 196/2566 ลงวันที่ 12 เม.ย.2566 จึงประกาศห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบรัฐสภา รายละเอียดกำหนดพื้นที่ห้ามชุมนุมและพื้นที่ชุมนุมรอบรัฐสภา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.2566 เวลา 08.00 น. ถึงวันที่ 24 ส.ค.2566 เวลา 24.00 น.