‘กำนันนก’ผวา-ขอนอนคุก ‘โจ๊ก’ยันชัด-ออกคำสั่งตาย จเรหินฮึ่มโทษไล่ออก25ตร.
6 สีกากี พ.ต.ต.-ร.ต.อ.-ร.ต.ท.-ร.ต.ต.หลักฐานชัดช่วยผู้ต้องหาคดีฆ่าสารวัตรทางหลวงคาวง โต๊ะจีนบ้าน ‘กำนันนก’ และเป็นเจ้าของปืน 9 ม.ม.ทูตมรณะ จ่อออกหมายจับ ส่วนกำนันคนดังผวาหนัก ขอนอนคุกไม่ยื่นประกันตัว หลังตำรวจกองปราบฯ ส่งฝากขังศาลอาญาผัดแรก ‘บิ๊กโจ๊ก’ลั่นรู้ตัวหมดแล้วใครช่วยหนี-ทำลายหลักฐาน รอดูว่าตำรวจทั้ง 25 นายใครโกหก ใครเล่าความจริง จเรตำรวจตั้งกก.สอบวินัย จ่อฟันหนักถึงไล่ออก นอภ.นครปฐมถอน ใบปืนกำนันฉาว
ฝากขัง‘กำนันนก’
เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่กองบังคับการ ปราบปราม (บก.ป.) พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ หนุมานกองปราบ เบิกตัว นายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ กำนันนก อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ในความผิดฐาน “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น” ซึ่งเป็น 1 ในผู้ต้องหาคดี ยิง พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ทล.1 กก.2 บก.ทล. เสียชีวิต ออกจากห้องคุมขังนำไปขอฝากขังผัดแรกต่อศาลอาญา
รายงานข่าวแจ้งว่า นายประวีณอยู่ในสภาพที่อิดโรย และยังมีอาการเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด และยังไม่ยอมเปิดเผยเรื่องใดๆ เบื้องต้นยังยืนกรานปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ ในชั้นสอบสวน อ้างเพียงว่า ไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้นายธนัญชัย หรือ หน่อง หมั่นมาก มือปืน ก่อเหตุยิง พ.ต.ต.ศิวกร เสียชีวิตแต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่มั่นใจในพยานแวดล้อม และ หลักฐานที่มีอยู่
รายงานข่าวแจ้งเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่สอบสวนนายประวีณตลอดทั้งคืน ระหว่างนั้นนำอาหารให้รับประทาน แต่เจ้าหน้าที่สอบสวนนายประวีณเลือกที่จะปฏิเสธ โดยมีอาการเคร่งเครียดและกังวลอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งหลังตำรวจแจ้งว่าวิสามัญฆาตกรรม (จับตาย) นายธนัญชัยแล้ว นายประวีณเคร่งเครียดกว่าเดิม แต่ไม่พูดถึงลูกน้องที่ถูกจับตายแต่อย่างใด ขณะที่ทนายความส่วนตัวของนายประวีณระบุว่า ลูกความไม่ได้หนักใจใดๆ ส่วนเรื่องการจัดเลี้ยงนั้น เป็นเรื่อง เกี่ยวกับงานประสานงานตำรวจในพื้นที่ หรือเป็นการสอดส่องดูแลเรื่องการปกครอง ทำให้นัดกินข้าวกันปกติ

นอนคุก – พนักงานสอบสวน กองปราบปราม นำตัวนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก ส่งศาลอาญาฝากขังผัดแรก พร้อมคัดค้านการประกันตัว โดยเจ้าตัวมีสีหน้าเคร่งเครียดและ ไม่ได้ยื่นขอประกัน จึงถูกคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.
ข้อหาหนัก-สั่งฆ่าตร.
วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.สุชาติ อิ่มสวัสดิ์ พนักงานสอบสวน บก.ป. นำตัว นายประวีณ จันทร์คล้าย หรืออดีตกำนันนก ผู้กว้างขวางย่าน จ.นครปฐม อายุ 34 ปี ผู้ต้องหา กระทำความผิดฐาน เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น มาฝากขังเป็นครั้งแรก พฤติการณ์แห่งคดีคือ ก่อนเกิดเหตุ วันที่ 5 ก.ย. พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ผู้ตาย และพ.ต.ท.วศิน พันปี รอง ผกก.6 บก.ทล. ผู้บาดเจ็บ กับพวก เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนายได้รับเชิญจากนายประวีณผู้ต้องหาให้ไปร่วมรับประทานอาหารที่บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 2 ต.ตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม
ต่อมาเวลา 21.00 น. ผู้ต้องหามีปากเสียงกับผู้ตาย จากนั้นใช้ให้นายธนัญชัย หรือหน่อง หมั่นมาก ลูกน้องคนสนิทใช้อาวุธปืนพกสั้น ชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 ม.ม. จ่อยิงผู้ตาย จำนวนหลายนัด บริเวณลำตัวด้านขวาได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วนพ.ต.ท.วศินที่นั่งอยู่ข้างผู้ตายขณะเกิดเหตุ กระสุนปืนพลาดไปถูกที่บริเวณแขนข้างขวา จำนวน 1 นัด เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ จากนั้น ผู้ต้องหาและนายธนัญชัยหลบหนีออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไป
ต่อมาวันที่ 7 ก.ย. พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดนครปฐม และศาลจังหวัดนครปฐมอนุญาตตามขอ ตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ 427/2566 ลงวันที่ 7 ก.ย. 2566 ในวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณ 18.31 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ดำเนินคดี
การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 84 ชั้นสอบปากคำและจับกุม ผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องมีพยานมากถึง 30 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา อื่นๆ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว จึงขอหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวน มีกำหนด 9-20 ก.ย.
กำนันผวาไม่ขอประกัน
ท้ายคำร้องหากผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนขอคัดค้านเนื่องจาก ผู้ต้องหาเป็นกำนัน ต.ตาก้อง อ.เมือง จ.นครปฐม มานานประมาณ 9 ปี ซึ่งเป็น เจ้าพนักงานปกครองมีอำนาจหน้าที่จับกุม ผู้กระทำความผิดและมีอำนาจสืบสวนเฉพาะในเขตพื้นที่ของตน แต่กลับกระทำตนเป็นผู้มีอิทธิพลมีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ สามารถโน้มน้าวชักชวนให้ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่และระดับต่างๆ รวมถึงข้าราชการอื่นมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในโอกาสต่างๆ เพื่อเสริมสร้างบารมีของตน บางนายอยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์
อีกทั้งสนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ มีการใช้อำนาจบารมีขอให้ผู้ตายย้ายข้าราชการ ตำรวจที่ ตนรู้จัก เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง จึงมีพฤติกรรมอุกอาจใช้ให้ผู้อื่นยิงผู้ตายซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหลายนาย เป็นพฤติกรรมที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ภายหลังเกิดเหตุยังได้มีการสั่งให้ทำลายพยานหลักฐาน โดยการล้างคราบเลือด เก็บปลอกกระสุนปืน ถอดเซิร์ฟเวอร์ของกล้องวงจรปิดและหลบหนีไป ประกอบกับเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึงประหารชีวิต และพนักงานสอบสวน จำต้องทำการสอบสวนสอบพยานที่ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหลายปาก หากมีการปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าจะเป็นอุปสรรค หรือเกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงหรือข่มขู่พยาน หรือ ก่อเหตุอันตรายประการอื่น ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ฝากขังได้
ด้านนายเชาว์ แก่นสวาท ทนายความส่วนตัวของนายประวีณ เผยว่า ไม่มีการยื่นขอประกันตัวลูกความ เพราะเจ้าตัวไม่ประสงค์จะขอประกัน โดยไม่ระบุเหตุผล
ตร.ช่วยหนี-ทำลายหลักฐาน
วันเดียวกัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า คดีมีความคืบหน้า การสืบสวนสอบสวนไปเยอะมาก เนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลอนุมัติหมายค้นและเข้าตรวจค้นบริเวณบ้านพัก, จุดเกิดเหตุหรือออฟฟิศต่างๆ ปัจจุบันจึงสามารถแยก เป็น 2-3 กลุ่ม ว่าตำรวจกลุ่มไหนเข้าไปทำลายหลักฐานโดยการเก็บกล้องวงจรปิด หรือตำรวจกลุ่มไหนช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหนี และตำรวจกลุ่มไหนที่เกิดเหตุแล้วหนีไปเลย
เพราะฉะนั้นจะมีการเรียกตำรวจทั้ง 25 นาย มาสอบปากคำทั้งหมด แต่ว่าข้อมูลจากการสืบสวนนั้นมีครบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าตำรวจทั้ง 25 นายจะให้การโกหกอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น วันนี้เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วหากพบว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อย เพียงใด เช่นช่วยเหลือผู้ต้องหาในการหลบหนี หรือช่วยในการทำลายพยานหลักฐานก็จะขออนุมัติหมายจับต่อศาล ในส่วนสำนวนหลักนั้น กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จะเป็นผู้ดำเนินการส่วนของสำนวนของการช่วยเหลือผู้ต้องหา การละทิ้งที่เกิดเหตุหรือไม่ทำหน้าที่ เป็นความผิดในฐาน 157 ก็จะสอบให้สิ้นกระแสความ และหากพยานหลักฐานเพียงพอจะขอหมายจับจากศาลได้
“ส่วนในเรื่องวัตถุพยานหรือมูลเหตุในที่เกิดเหตุว่ากำนันนกนั้นเป็นคนสั่งยิงหรือไม่ จากการเร่งสอบปากคำ เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา ตำรวจมีพยานหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่าผู้ที่สั่งยิง พ.ต.ต.ศิวกร ก็คือ กำนันนก นี่เป็นประเด็นในสำนวนที่สำคัญ แต่ยังขอออกตัวไว้ก่อนว่าต้องให้ความเป็นธรรม ตราบใดที่ศาลยังไม่ได้พิพากษาก็ถือว่าเป็น ผู้บริสุทธิ์ แต่การรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเข้าสู่ศาลก็เป็นหน้าที่ของตำรวจ คดีนี้ไม่มีอะไรที่ซับซ้อน เพราะว่าทั้งพยานหลักฐานและตัวผู้ต้องหานั้นนิ่งอยู่แล้ว และสิ่งสำคัญที่ทำอยู่ก็คือ การไล่ข้อมูลทั้งหมด เพื่อขยายผลการสืบสวนว่ายังมีใครอีกบ้างที่เป็นเครือข่ายของกำนันนก เพื่อที่จะได้ถอนรากถอนโคน ให้สิ้นซาก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว
ส่วนกระแสข่าวว่าหลังจากเกิดเหตุมี ชายชุดดำเข้าไปทำอะไรบางอย่างและปล่อยให้ผู้ต้องหาหนีไปนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า มีจริง สอบสวนและรู้ตัวจริงแล้วว่าใครได้เข้าไปทำอะไรบ้าง สรุปได้ว่ามีการช่วยแน่นอน แต่ใครช่วยบ้างนั้นทางตำรวจรู้ อยู่แล้วและจะดำเนินคดีทั้งหมด สรุปได้ว่า ที่มีการหลบหนีได้เพราะมีการช่วย ละทิ้งที่เกิดเหตุ บางส่วนก็หนีไป ก็คือไม่ได้ทำหน้าที่ของตำรวจ และยังไปช่วยผู้ต้องหาอีก ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการกฎหมาย
จเรตร.ตั้งกก.ฟันดาบสอง
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ เผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ยัง ไม่มีคำสั่งที่เป็นทางการ แต่ให้เตรียมการในเบื้องต้นไว้แล้ว ในส่วนการสอบสวนคดีอาญา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ควบคุมสั่งการอยู่แล้ว แต่ในส่วนจเรตำรวจเป็นเรื่องทางวินัยจะออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ จเรตำรวจเข้าไปสอบวินัยตำรวจทั้ง 25 นาย ที่ร่วมเหตุการณ์ และมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่ ศปก.ตร. โดยจะมีการประสานข้อมูลกับพนักงานสอบสวนคดีอาญาอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเหตุการณ์เดียวกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้คนร้ายหลบหนี ปล่อยให้มีการทำลายที่เกิดเหตุ ทำลายพยานวัตถุ ทำลายหลักฐาน ทำลายระบบการบันทึกระบบวงจรปิดในที่เกิดเหตุ
“นอกจากนั้น จะสืบสวนข้อมูลให้ลึกลงไปด้วยว่า ตำรวจทั้ง 25 นาย มีการประพฤติตนอันไม่สมควรอื่น ๆ ที่เอื้อต่อกำนันรายนี้อย่างไร เช่น การเรียกรับส่วย การรับผลประโยชน์ และการเอื้อผู้มีอิทธิพลที่กระทำผิดกฎหมายอื่นๆ อันเป็นที่มาของการกล้ากำเริบเหิมเกริมก่อเหตุสังหารตำรวจระดับสารวัตรต่อหน้าตำรวจที่นั่งกันอยู่เต็มงาน แถมยังมีตำรวจผู้ใหญ่ระดับ ผกก.นั่งอยู่ด้วยถึง 3 นาย โดยไม่มีตำรวจคนใดกล้าจับกุมหรือขัดขวางการหลบหนี ปล่อยให้เพื่อนตำรวจถูกยิง เสียชีวิตคาตา ยืนยันว่า จะดำเนินการใน เรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ตรงไปตรงมา ตามพยานหลักฐานไม่มีการละเว้น และความผิดทางวินัยในเรื่องนี้ มีโทษขั้นสูงสุดคือไล่ออกจากราชการ” จเรตำรวจแห่งชาติ
เค้น 25 ตร.-คนงาน
ส่วนที่ห้องเสสะเวช บช.ภาค 7 อ.เมือง จ.นครปฐม พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย ผกก.ตม. จว.จันทบุรี ชุดทำงานของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เผยความคืบหน้าของคดีว่า ล่าสุดเชิญ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำ เพื่อให้การถึงในเหตุการณ์วันดังกล่าว โดยแยกการทำงานและพิจารณาความสำคัญ แบ่งเป็น 3 ส่วน มีคณะทำงานสืบสวนตาม คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งออกมาแล้ว
อีกส่วนหนึ่งเป็นชุดคณะทำงานของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่รับผิดชอบด้านงานสืบสวนสอบสวน ได้สั่งการลงมา ในกรณีนี้แยกออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เรื่องยิงจนมีผู้ได้รับ บาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนที่ 2 เรื่องของการอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 2 คน คือเข้ามอบตัวและถูกดำเนินคดี 1 ราย อีกรายถูกวิสามัญฆาตกรรม และส่วนที่ 3 พิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุมีการร่วมกันกระทำความผิดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีประเด็นใดต้องทำความชัดเจนให้เกิดขึ้น
“ขณะนี้การสอบสวนเพิ่งเริ่มขึ้น โดยมีการแยกกันสอบ จากนั้นจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อนำข้อมูลมาสรุป ว่า มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากการซักถาม ส่วนเรื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกถอดออกไปนั้น อยู่ระหว่างการทำงานยังไม่พบว่าใครเป็นผู้ถอดไป โดยจะแยกกันสอบสวน เพื่อให้ได้ข้อมูลและประเด็นที่มีสาระ ขณะนี้มีคนงานในบ้านของกำนันนกจำนวน 3 คน ที่ถูกเชิญตัวมาสอบปากคำ อยู่ระหว่างการสอบสวนเช่นกันและให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมาก ตอนนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก” พ.ต.อ.เขมรินทร์กล่าว
ชุดทำงานของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงกรณีภายหลังเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย พาผู้บาดเจ็บไปส่งโรงพยาบาลว่า ต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ต้องสอบสวนให้ชัดเจน แน่ชัดเพื่อดูพฤติกรรมต่างๆ ว่าเข้าข่ายความผิดหรือไม่ ทางผบ.ตร. และรองผบ.ตร.กำชับมา วันนี้มีคณะทำงานชุดใหญ่ โดยจะให้ความสำคัญและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่มองแต่เพียงว่าเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี อย่างเดียว แต่ต้องดูเรื่องของความถูกต้อง ข้อเท็จจริงตามหลักตามพยานหลักฐาน และจะใช้ความรู้สึกไม่ได้
ส่วนจะเข้าข่ายมาตรา 157 สงสัยว่า ช่วยเหลือนำผู้ก่อเหตุหลบหนีด้วยหรือไม่นั้น พ.ต.อ.เขมรินทร์กล่าวว่า ต้องดูเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐานว่ามีพฤติกรรมในลักษณะช่วยเหลือหรือไม่ ช่วยเหลือผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือไม่ มีการปฏิบัติหรือมีการละเว้นปฏิบัติตามมาตรา 157 ถือเป็นเรื่องปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติ คือต้องรวบรวมพยานหลักฐานว่า ใครอยู่ในที่เกิดเหตุ ใครทำอะไร การกระทำต้องดูว่าอยู่ในส่วนที่ต้องปฏิบัติหรือไม่ ปฏิบัติในสิ่งที่ผิดหรือไม่ ปฏิบัติในสิ่งที่ต้องปฏิบัติ นี่คือขั้นตอนที่เราต้องดำเนินการ หากมีความผิดซึ่งหน้าตามกฎหมายสามารถจับกุมได้ การจับมีการจับบุคคลตามหมายจับ และไม่มีหมายจับได้ ซึ่งหน้า แต่ต้องดูความปลอดภัยและความเหมาะสม ว่ามีผู้เกี่ยวข้องหรือผู้ใกล้เคียงจะได้รับบาดเจ็บหรือไม่สมควร หรือไม่อย่างไร

ปืนตร.ฆ่าตร. – ชุดคลี่คลายคดียิง พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. เสียชีวิต สอบปากคำนายเก่ง ลูกน้องกำนันนก จนสารภาพว่าเป็นคนนำปืนกล็อกที่ใช้ ก่อเหตุไปฝังดิน ก่อนพาไปตรวจยึด ล่าสุดพบมีชื่อนายตำรวจยศร.ต.ท.ใน จ.นครปฐม เป็นเจ้าของ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.
ที่แท้ปืนตร.-ฆ่าพตต.
รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ เชิญตัวผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ มาสอบปากคำเพิ่มเติม มีทั้งคนงานในบ้าน และตำรวจทั้ง 25 นาย นอกจากนั้นยังมี น.ส.วัฒนิกา กัณหา อายุ 41 ปี ภรรยานายธนัญชัย หรือ หน่อง มือปืนที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม เข้าให้ปากคำตำรวจด้วย เนื่องจากมีเบาะแสว่าน.ส.วัฒนิกาอยู่ในที่ เกิดเหตุด้วย แต่เจ้าตัวยืนยันคำเดิมว่า ไม่ได้ อยู่ในที่เกิดเหตุอย่างที่กล่าวอ้าง และไม่รู้ ไม่เห็นใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับงานเลี้ยงสังสรรค์ดังกล่าว ก่อนออกจากบช.ภาค 7 ไปรับศพสามีที่สถาบันนิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ
ต่อมาเจ้าหน้าที่คุมตัวนายเก่ง (นามสมมติ) คนงาน บริษัท ป.รวีกนก ก่อสร้าง สถานที่เกิดเหตุ ไปสอบปากคำอย่างละเอียด เนื่องจากขณะที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวคนงานคนดังกล่าวมีสีหน้าเครียดและร้องไห้ออกมา ก่อนสารภาพว่าเป็นผู้นำอาวุธปืนที่ก่อเหตุไปฝังดินอำพราง เจ้าหน้าที่จึงคุมตัวไปขุดหาอาวุธปืนบริเวณ กรงหมา ท้ายริมบึงข้างอ่างน้ำประปา เขตตำบลนครปฐม อ.เมือง จ.นครปฐม ใช้เวลาประมาณ 5 นาที พบอาวุธปืนกล็อก ขนาด 9 ม.ม. ยังขึ้นลำอยู่ห่อด้วยผ้าสีขาวและสีทองคล้ายๆ กับผ้าที่คลุมโต๊ะจีนในวันเกิดเหตุ
ผลการตรวจสอบหลักฐานทางนิติ วิทยาศาสตร์ พบอาวุธปืนที่นายธนัญชัยใช้ยิงสังหารพ.ต.ต.ศิวกร เป็นอาวุธปืนประจำกายของตำรวจที่อยู่ภายในงาน พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดและดำเนินการยื่นขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องทางคดีเพิ่มเติมเป็นนายตำรวจยศ พ.ต.ต.-ร.ต.อ.-ร.ต.ท.-ร.ต.ต.รวม 6 นาย เป็นตำรวจสังกัดบก.ภ.จว.นครปฐม 3 นาย และบก.ทล. อีก 3 นาย ร่วมช่วยเหลือผู้ต้องหาและเป็น เจ้าของปืนของกลาง
รายงานแจ้งว่าเพิ่มเติมว่า อาวุธปืน ของกลางกระบอกดังกล่าว เป็นอาวุธปืน กล็อก ขนาด 9 ม.ม. สีดำ มีชื่อ ร.ต.ท.นิมิต สลิดกุล รองสว.จราจร สภ.เมืองนครปฐม เป็นเจ้าของ โดยใช้ชื่อซื้อปืนสวัสดิการตำรวจให้ นายธนัญชัย หรือหน่อง ผู้ก่อเหตุ พกติดตัว เนื่องจากปืนสวัสดิการมีราคาถูกและทั้งคู่มีความสนิทสนมกัน นอกจากนี้ยังสันนิษฐานอีกประเด็นว่า ร.ต.ท.นิมิต อาจจำนำไว้กับ นายธนัญชัย เนื่องจากเป็นคนมีหนี้สินมาก
อีกทั้งยังพบว่า ในวันที่เกิดเหตุร.ต.ท.นิมิต เป็นหนึ่งในตร.ที่เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ในบ้านนายประวีณ และมักทำหน้าที่ดูแล นายประวีณ เช่นขับรถนำจนเป็นปกติ เพราะต้องการพึ่งบารมีของนายประวีณ
รายงานเพิ่มอีกว่า ร.ต.ท.นิมิต ยังเคยดูแลบุคคลบ้านใหญ่ในพื้นที่ จ.นครปฐม หากมีการเดินทางจะขับรถนำให้กับนักการเมือง รวมไปถึงขับรถนำให้กับนายตำรวจใหญ่ เช่น ผบก.ภ.จว.นครปฐม และผบช.ภาค 7 ตั้งแต่สมัยอดีต
นครปฐมถอนใบปืนกำนันฉาว
วันเดียวกัน นายยุทธนา โพธิวิหศ นายอำเภอเมืองนครปฐม ในฐานะนายทะเบียนท้องที่อำเภอเมืองนครปฐม ลงนามด่วนที่สุด ที่ นฐ 0118/4034 วันที่ 8 ก.ย. ถึง นายประวีณ จันทร์คล้าย ระบุว่า ด้วยวันที่ 7 ก.ย.2566 นายประวีณ กำนันตำบลตาก้อง อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม ถูกออกหมายจับในคดีอาญา ตามหมายจับของศาลจังหวัดนครปฐมที่ จ.469/2566 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น
อำเภอเมืองนครปฐม พิจารณาเห็นว่า พฤติกรรมของท่านเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เป็นการกระทำ ความผิดกฎหมายอาญาร้ายแรง ถือว่ามีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันอาจกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ท่านจึงเป็นผู้ต้องห้ามมิออกใบอนุญาตตามพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 13 (9) อันเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 66 นายทะเบียน นายท้องที่อำเภอเมืองนครปฐม
จึงเห็นควรเพิกถอนใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงแจ้งมายังท่านเพื่อให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานต่อนายทะเบียน ท้องที่อำเภอเมืองนครปฐม ภายใน 7 วัน นับวันที่ได้รับหนังสือ รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
ที่สถาบันนิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 50 ปี พี่ชายพร้อมด้วยครอบครัวติดต่อขอรับศพนายธนัญชัย กลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดหนองกบ ต.หนองกบ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า
ทล.พร้อมเด้งตร.พัวพัน
วันเดียวกัน ที่ศาลา 11 วัดพระศรีมหาธาตุฯ (บางเขน) สถานที่ตั้งสวดอภิธรรม พ.ต.ต. ศิวกร สายบัว สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. มีเพื่อนสนิทและผู้บังคับบัญชาเดินทางมา ร่วมงานเป็นจำนวนมาก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รรท.ผบก.ทล. เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา ถึงกรณีการออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพิ่มเติมแล้ว แต่ยังไม่เห็นเอกสารเป็นทางการ ไม่ขอยืนยันในกรณีนี้
เบื้องต้นทราบว่า เป็นตำรวจชั้นประทวน 4 นาย ในส่วนข้อหาเกี่ยวกับการช่วยเหลือและพาผู้ต้องหาหลบหนี และหากเป็นตำรวจทางหลวงจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะต้องตรวจสอบว่าทาง บก.ทล.สามารถเซ็นคำสั่งได้ทันทีหรือไม่ เนื่องจากตอนนี้ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีถูกย้ายให้เข้าไปช่วยราชการที่ ศปก.ตร.ทั้งหมด ยืนยันว่าคดีนี้จะไม่มีการปกป้องคนผิด และจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดไม่มีการละเว้น