ประเดิมหน้าที่รัฐบาล เปิดบ้านพิษฯครั้งแรก ถกปราบยา-รับฟรีวีซ่า ‘บิ๊กทิน’โต้ตั้งชินวัตร กก.ชนะลิ่วซ่อมระยอง

‘เศรษฐา’นำครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันแรก เพื่อไทยเย้ยฝ่ายค้าน จัดขุนพลถล่มแค่สีสัน ‘อนุทิน’ ส่ง 11 สส.โชว์ประเด็นที่เคยหาเสียง สว.พ้อได้อภิปรายแค่คนละ 5 นาที ‘สมชาย’ หวั่นแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาททำฟองสบู่แตก นายกฯ รุดเข้าบ้านพิษณุโลก ควง ‘หมอมิ้ง’ ถกป.ป.ส.-ตร. ลุยปราบยาเสพติดและมาตรการรองรับฟรีวีซ่าจีน ‘บิ๊กทิน’ โต้ตั้งตระกูลชินวัตรเป็นทีมกุนซือ ยันเอกสารว่อนโซเชี่ยลของปลอม ฝีมือผู้ไม่หวังดี ก้าวไกลชนะปชป.ขาดลอยเลือกตั้งซ่อมสส.ระยอง เขต 3

‘เศรษฐา’ถกเลขาฯปปส.-บิ๊กโจ๊ก
เมื่อวันที่ 10 ก.ย. เวลา12.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง สวมใส่ชุดลำลอง เข้าห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ใช้เวลากว่า 30 นาที จากนั้นเดินทางมาบ้านพิษณุโลก ที่อยู่ห่างกันราว 2 กิโลเมตร เมื่อมาถึงได้วางพวงมาลัย สักการะประติมากรรมนารายณ์บรรทมสินธุ์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูบ้านพิษณุโลก ถือเป็นการเข้าทำงานที่บ้านพิษณุโลกครั้งแรกหลังจากรับตำแหน่งนายกฯ นอกจากนี้ ยังได้เดินชมภูมิทัศน์บริเวณบ้านพิษณุโลก ก่อนเข้าไปภายในตัวบ้าน

เวลา 13.00 น. นายเศรษฐา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หรือหมอมิ้ง เลขาธิการนายกฯ เข้าร่วมประชุมกับนายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติดและฟรีวีซ่าของนักท่องเที่ยวจีน

เวลา 13.25 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ให้สัมภาษณ์หลังหารือว่า นายเศรษฐา ได้ให้แนวทาง 2 เรื่อง การท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล จะให้ฟรีวีซ่ากับนักท่องเที่ยวจีน ลดความยากลำบากในการเข้าประเทศ ลดคอร์รัปชั่น สิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะต้องเพิ่ม คือมาตรการรักษาความปลอดภัย รองรับข้อมูลหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่าง เข้มงวด เพื่อรองรับนโยบายฟรีวีซ่า ทำให้ธุรกิจฟื้นรวดเร็ว ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย

ต่อมาเวลา 14.40 น. นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ว่า มีการพูดคุยหารือกันหลายเรื่อง ได้รับฟังข้อมูลจากผู้เข้าร่วมประชุม ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้สั่งการอะไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ยังสั่งการอะไรไม่ได้ เป็นการมารับฟังข้อมูลเฉยๆ วันนี้ได้มีการ เดินดูภูมิทัศน์บ้านพิษณุโลก ถือว่าดี สะอาดสะอ้าน การดูแลรักษาดี จะมาใช้บ้านพิษณุโลกประชุมบ้างจัดเลี้ยงบ้าง แต่จะไม่ได้นอนที่นี่

เข้าบ้านพิษฯ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง เดินทางเข้าบ้านพิษณุโลก เป็นครั้งแรก โดยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือปราบยาเสพติด และเตรียมมาตรการรับมือฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีน เมื่อวันที่ 10 ก.ย.

แถลงนโยบายจบ-ถกครม.ด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมรัฐสภามีการประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 2 วัน คือวันที่ 11-12 ก.ย. รวมเวลา 30 ชั่วโมง แบ่งเป็นเวลาของประธานรัฐสภา 1 ชั่วโมง ฝ่ายคณะรัฐมนตรี (ครม.) 5 ชั่วโมง สส.ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง สว. 5 ชั่วโมง และสส.ฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง โดยการประชุมวันที่ 11 ก.ย. เริ่มเวลา 09.00 น. ไม่ให้เกิน 24.00 น. วันเดียวกัน และการประชุมวันที่ 12 ก.ย. ให้เลิกไม่เกินเวลา 23.00 น. เพราะครม.แจ้งว่าวันพุธที่ 13 ก.ย. จะประชุมครม.

สำหรับการประชุมครม.นัดแรกอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 13 ก.ย. จะพิจารณาเรื่องเร่งด่วนสำคัญ อาทิ การลดราคาค่าไฟกับค่า น้ำมันดีเซล เรื่องการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เรื่องการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ก.ย. ระหว่างที่นายเศรษฐา อยู่ระหว่างลงพื้นที่ภาคอีสาน มีซินแสชื่อดังเข้าไปดูฮวงจุ้ยและฤกษ์การเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรมว.คลัง ของนายเศรษฐา ซึ่งนายเศรษฐาจะเข้ากระทรวงการคลังในวันพฤหัสฯที่ 14 ก.ย. เป็นครั้งแรก จากเดิมที่จะเข้าวันที่ 13 ก.ย.ภายหลังเสร็จสิ้นประชุมครม.

พท.เย้ยฝ่ายค้านรอถล่มแค่สีสัน
นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงความพร้อมของฝ่ายรัฐบาลในการรับมือฝ่ายค้านที่เตรียมขุนพลมาชำแหละแต่ละนโยบายที่รัฐบาลเตรียมมาว่า ตามสบาย อ้างว่าเป็นขุนพล ข่มขวัญบ้างอะไรบ้าง ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องสีสันการเมือง ฝ่ายค้านและรัฐบาลเป็นกระจกเงา ตรวจสอบ แนะนำ เพราะนายกฯ และครม.ยังปฏิบัติงานไม่ได้แม้แต่วันเดียว ยังไม่ได้ทำอะไร อย่าไปไกลจนเกินกรุงลงกา เนื้อหาของนโยบาย ตนว่าไม่น่าจะหนักใจอะไร จะให้ราบเรียบมันไม่สนุกหรอก ต้องมีการพูดวาจาโอหังไป จะทำโน่นจะทำนี่ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสีสัน ไม่มีอะไร เพราะเรายังไม่ได้ทำอะไรแม้แต่วันเดียวเลย

ต่อข้อถามว่ากังวลหรือไม่ เพราะประเด็นที่ฝ่ายค้านนำมานั้นมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจและการเมือง นายอดิศรกล่าวว่า ไม่ได้กังวล แต่กังวลแทนฝ่ายค้าน เพราะฝ่ายค้านเท่าที่รู้ผิดหวังมาซ้ำซากแล้ว อารมณ์อาจจะตกค้างฟุ้งซ่านบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ถือเป็นกฎอนิจจัง ไม่มีปัญหาเมื่อถามว่า การอภิปรายจะส่งผลกระทบกับทั้งสองฝ่ายหรือไม่ นายอดิศรกล่าวว่า ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลเห็นไม่ตรงกันอยู่แล้ว พูดเป็นชาติๆ ร้อยวัน ไม่มีทางตรงกันอยู่แล้ว มองกันคนละมุมอยู่แล้ว

อย่าขู่มาก เอาตัวให้รอดก็แล้วกัน เอาเฉพาะหาผู้นำฝ่ายค้านในสภาให้ผมหน่อย ถามจริง เขาไม่สนใจผู้นำฝ่ายค้านเหรอ ผู้นำฝ่ายค้านต้องมานำการอภิปราย แต่วันนี้ไม่มีผู้นำฝ่ายค้านเลย จะอธิบายต่อประชาชนอย่างไร จะทำอย่างนู้นทำอย่างนี้รัฐบาล แต่ตัวเองไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน น่าอายเขาไหม หาผู้นำฝ่ายค้านให้ผมหน่อยจะได้รับมือกันถูกคน

‘หนู’ส่ง 11 สส.โชว์
เมื่อเวลา 16.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีการประชุมสส.พรรค และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ก่อนแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานการประชุม

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบได้ ต่อเมื่อ นายกฯ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต้องถือว่ารัฐบาลชุดนี้มีการเตรียมตัวในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาด้วยความรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเพิ่งมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งครม. เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในวันที่ 11 ก.ย. สามารถที่จะแถลงนโยบายได้แล้ว

“รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้อธิบายแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยต้องใช้โอกาสนี้อภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่พรรคเคยหาเสียงไว้หลายๆ เรื่อง พรรคได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ทั้งสิ้น 11 คน แม้ว่าสส.ของพรรคมีความประสงค์อภิปรายมากกว่านี้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำให้พรรคจัดผู้อภิปรายไว้ 11 คน เฉลี่ยคนละ5-6 นาทีเท่านั้น” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ได้มอบหมายให้สส.พรรคภูมิใจไทยไปศึกษา รายละเอียดนโยบายรัฐบาล ส่วนไหนที่เป็นนโยบายของพรรค ให้ช่วยกันอภิปรายสนับสนุนถึงเหตุผลของนโยบาย และคอยช่วยชี้แจงกรณีหากมีความเข้าใจผิดในนโยบายของพรรคหรือพูดในทางเสียหาย ใน

‘ธรรมนัส’ไม่จัดขุนพลตอบโต้
ที่ จ.เชียงราย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่า นายกฯ จะเป็นผู้แถลงเพียงผู้เดียว ก่อนหน้าที่จะออกมาเป็นนโยบาย ได้เชิญฝ่ายนโยบายของแต่ละพรรคไปประชุมหารือกันจนออกมาเป็นนโยบายที่จะแถลงในวันดังกล่าว แต่เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงในกำกับดูแลของพรรคพลังประชารัฐ ต้องให้ข้อมูลนายกฯ หรืออาจลุกขึ้นพูดเอง แล้วแต่สถานการณ์

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้จัดขุนพลเพื่อเตรียมตอบโต้ฝ่ายค้านหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า การแถลงนโยบายไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากให้ฝ่ายรัฐบาลรับฟังแนวความคิดที่ฝ่ายค้านนำเสนอเพื่อให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมืองและประชาชน อะไรที่ชี้แจงได้ก็ชี้แจง อะไรที่ไม่สามารถชี้แจงได้ต้องกลับมาทําการบ้าน เพื่อมาชี้แจงทีหลัง

ต่อข้อถามถึงการประชุมครม.นัดแรก จะเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมืองหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ในส่วนพรรคพลังประชารัฐยังไม่มี แต่พรรคอื่นไม่ทราบ เมื่อถามถึงการแต่งตั้งรองโฆษกรัฐบาล จะมีโควตาของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ต้องหารือว่าจะเอาอย่างไร ต้องถามนายกฯ และครม.ว่าจะตั้งรองโฆษกรัฐบาลกี่คน เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน ส่วนโควตาดังกล่าวมีความจําเป็นต่อพรรคพลังประชารัฐหรือไม่เดี๋ยวค่อยหารือกัน เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สว.ติงไม่สกรีนแจก 1 หมื่น
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. กล่าวว่า การอภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า ไม่รู้ว่าจะพูดได้เนื้อหามากแค่ไหน เพราะรอบนี้มีสว.ขออภิปราย 59 คน แต่สว.ได้รับจัดสรรเวลา 5 ชั่วโมง เฉลี่ยแล้วได้พูดคนละ 5 นาทีเท่านั้น ส่วนตัวเตรียมข้อมูลไว้มาก แต่เวลาที่ได้น้อยไป พูดออกไปอาจไม่รู้เรื่อง ต้องไปคุยหน้างานจะหาวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งเนื้อหาที่เตรียมไว้จะพูดเรื่องเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ยั่งยืนหรือไม่ ยังไม่รู้จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน ไม่ใช่เงินหมดแล้วก็กลับมาทุกข์เหมือนเก่า จะเกิดผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศหรือไม่

ด้าน นายสมชาย แสวงการ สว.กล่าวว่า ไม่ได้ร่วมอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรอบนี้ เพราะเวลาที่สว.ได้รับคนละ 5 นาที คงไม่พอ แต่อยากฝากข้อเป็นห่วงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ที่มีคนได้รับอานิสงส์ 56 ล้านคน ใช้เงิน 5.6 แสนล้านบาท เหตุใดไม่แยกแยะคนรวยออกมา แต่ให้หมดทุกคน ทั้งคนเล่นหุ้น สส. สว. ครม. นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการประจำ ตำรวจ ทหาร พนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนสูงๆ ไม่สกรีนกันเลย คนเหล่านี้มีเป็นล้านๆ คน

นอกจากนี้ ทำไมต้องให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องทำแค่ตามสมควรก็ทะยานได้ ไม่ต้องจ่าย 5.6 แสนล้านบาท รวดเดียว คนรวยไม่เคยเอาเงินตัวเองมาแจก แต่เอาเงินภาษีประชาชนมาแจกประชาชน ถ้ากระตุ้นสำเร็จก็เป็นเรื่องดี ถ้าไม่สำเร็จอาจเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ฟองสบู่แตก เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งได้

ฝากปลุกเชื่อมั่นระบบยุติธรรม
นายสมชายกล่าวว่า อีกเรื่องที่อยากฝากคือ ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีเขียนในนโยบายรัฐบาล กรณีนายทักษิณ ชินวัตร จะเป็นตัวอย่างที่ประชาชนกำลังจับจ้องว่า รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ นายทักษิณได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษ เหลือโทษจำคุก 1 ปี ขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ

เมื่อรักษาตัวจนอาการดีขึ้น จะต้องถูกนำกลับไปรักษาตัวที่อยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตาม ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมปกติ ที่มีขีดความสามารถในการรักษาเพียงพอ รับโทษอยู่ที่ โรงพยาบาลราชทัณฑ์จนครบ 1 ปี โดยไม่มีการขอรับการอภัยโทษเพิ่มเติมอีก จึงจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมว่า นายเศรษฐา วางหลักกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค มีความเท่าเทียมกันทุกคน จะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การสร้างความปรองดองได้สำเร็จ

ปชป.ชี้คำแถลงอ่อนกว่าเดิม
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 11-12 ก.ย.ว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลคือสัญญาประชาคม เข็มทิศในการทำงานตลอด 4 ปี นับจากนี้ไป โดยมีพื้นฐานมาจากนโยบายสาธารณะที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเคยนำเสนอนโยบายมาหาเสียงเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง ฉะนั้นการแถลงนโยบายของรัฐบาลจึงควรทำให้เห็นเป้าหมายและแผนปฏิบัติการเบื้องต้นที่พอจะทำให้ประชาชนคาดหวังได้ว่ารัฐบาลจะทำนโยบายให้สำเร็จได้แบบไหนอย่างไร

เมื่อพิจารณาร่างคำแถลงนโยบายของ นายกฯ ที่จะนำเสนอสมาชิกรัฐสภาในที่ประชุมสภาแล้วเห็นว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยชุดนี้ ซึ่งมีที่มาจากพรรคไทยรักไทยมีมาตรฐานการทำนโยบายต่ำกว่าเดิม ต่ำกว่าสมัยนายทักษิณ ชินวัตร และสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในสมัยนายทักษิณ หลายนโยบายมีความชัดเจน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค แม้แต่ในสมัยน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็พูดชัดว่า ในหนึ่งปีจะมีนโยบายอะไรที่ทำบ้าง แต่นโยบายของรัฐบาลนี้จะแบ่งเป็นนโยบายระยะสั้น นโยบายระยะยาว ไม่รู้ว่าสั้นยาวกี่ปีกี่เดือนกี่วัน

นายกฯ จึงควรชี้แจงในสภาเพื่อความชัดเจนก่อนที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติดังนี้ 1.นโยบายส่วนมากยังขาดเป้าหมาย และไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่พอจะทำให้เห็นความสำเร็จของนโยบาย 2.ไม่มีนโยบายที่เคยประกาศ หาเสียงไว้หลายเรื่อง บางเรื่องคลุมเครือจน ไม่เห็นทิศทางที่แน่ชัดว่าจะทำอย่างไร 3.นโยบายหลายเรื่องตอนหาเสียงบอกว่าจะลงมือทำทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่มีปรากฏในนโยบายว่าจะทำทันที และ 4.รายละเอียดของแผนปฏิบัติการที่พอทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำนโยบายไปทำให้เกิดผลได้ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรีชี้แจงจนสับสนอลหม่านก่อให้เกิดความไม่มั่นใจว่าจะทำได้

นายกฯ ควรใช้โอกาสของการแถลงนโยบายนี้ชี้แจงทำความเข้าใจให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ประชาชนคาดหวังต้องการต่อไป

ทสท.หนุนเงินดิจิทัล-แก้รธน.
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) กล่าวว่า พรรคไทยสร้างไทยได้รับการจัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภารวม 50 นาที จากเวลาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้รับรวม 14 ชั่วโมง โดยตนเป็นหัวหน้าทีมของพรรคเพื่อนำการอภิปรายในภาพรวม และมีสส.ของพรรคร่วมอภิปรายในนโยบายระดับพื้นที่ การแถลงนโยบายรัฐบาลนายเศรษฐา ตนไม่ถือว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจดังนั้นสิ่งที่เห็นว่าควรจะเสนอแนะให้รัฐบาลไปดำเนินการเพื่อให้นโยบายในภาคปฏิบัติดีขึ้น พร้อมจะเสนอแนะและสนับสนุน เช่น แจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท หากมีปัญหาจะแก้ไขอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงรายละเอียดการตั้งวอร์รูมพรรคที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคนั่งหัวโต๊ะ เพื่อเตรียมอภิปราย นายฐากรกล่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์ให้นโยบายว่า แม้เป็นฝ่ายค้าน แต่ไม่ค้านทุกเรื่อง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเร่งสนับสนุน ยกมือให้ เพื่อให้รัฐบาลเร่งทำประชามติตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) หรือการแจกเงินดิจิทัล เชื่อมกับรายได้ของประชาชน สู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงนโยบายด้านสาธารณสุข ที่พรรคเตรียมเสนอแนะให้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ดำเนินการบัตรประชาชนรักษาได้ทุกโรงพยาบาล โดยมีข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม ผ่านฐานข้อมูลประวัติคนไข้กลาง ซึ่งทำได้สำเร็จและรวดเร็ว

สำหรับ 6 สส.ของพรรค จะอภิปรายในประเด็นเชิงพื้นที่ เช่น แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ผ่าน ส.ป.ก.ที่ออกโฉนดได้ ขณะเดียวกันในช่วงที่นายเศรษฐาเตรียมเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 78 ช่วงวันที่ 18-26 ก.ย. นี้ ที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐตนจะเสนอประเด็นการนำเข้าแรงงานถูกกฎหมายเพื่อไม่ให้ยูเอ็นแบนสินค้าไทยที่ผลิตโดยแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายหรือแรงงานทาสด้วย

พรรคเป็นธรรมชำแหละ 4 ปม
นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม(ปธ.) กล่าวว่า พรรคเป็นธรรมได้รับการจัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาล ต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 11-12 ก.ย. รวม 20 นาที จากเวลาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้รับรวม 14 ชั่วโมง เนื่องจากพรรคเป็นธรรมมีตนทำหน้าที่ สส.เพียงคนเดียว สำหรับประเด็นที่จะเน้นอภิปราย 4 เรื่อง ได้แก่ ผู้ว่าฯ ซีอีโอ สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การทูตระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมองว่าในรายละเอียดของคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่เผยแพร่นั้นมีเพียงสั้นๆ เช่น กรณีผู้ว่าฯ ซีอีโอ จะเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจจะเป็นการรวบอำนาจมากกว่า ดังนั้นรัฐบาลต้องชี้แจง พร้อมกันนั้นจะมีข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลนำไปดำเนินการเพื่อให้นโยบายกระจายอำนาจทำได้จริง

สำหรับประเด็นจุดยืนทางการทูต สิทธิเสรีภาพ รวมถึงสันติภาพปาตานี จากรายละเอียดของนโยบายรัฐบาลพบว่า ทั้ง 3 เรื่อง มีเนื้อหาเพียงพารากราฟเดียว ทำให้เป็น ข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลถึงให้ความสำคัญน้อย โดยเฉพาะการทูตต่างประเทศ รวมถึงการสร้างสันติภาพ ทั้งที่ควรยกให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญ หากรัฐบาลใหม่จะยึดมั่นในข้อปฏิบัติเดิมๆ เหมือน 9 ปีที่ผ่านมา ผมว่าไม่มีความชอบธรรม ในแนวทางการสร้างสันติภาพใต้ เม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทที่ทุ่มลงไป แต่ทำงานเหมือนเดิม แบบนี้สันติภาพใต้ไม่เกิดขึ้นแน่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะโฟกัสไปยังพรรค การเมืองใดเป็นหลักหรือไม่ นายกัณวีร์กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาลเป็นหลัก เพราะแม้รัฐบาลปัจจุบันจะประกอบด้วยหลายพรรค แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ดังนั้นจำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะ แต่พรรคประชาชาติ(ปช.) หรือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม แต่คือนายกฯ ที่ต้องใช้อำนาจ ฐานะประธานสภาความมั่นคงที่มีอำนาจชี้ขาดการแก้ปัญหาในภาวะปัจจุบัน

‘สุทิน’จ่อชง 2 บิ๊กร่วมทีม-คุย 2 ป.
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าในการประชุม ครม.วันที่ 13 ก.ย. นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม จะเสนอชื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือบิ๊กเล็ก เป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม และ พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา หรือบิ๊กอั๋น เป็นที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ซึ่งทั้ง 2 คนเคยเป็นเลขาธิการสภา ความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

สำหรับ พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก หรือ บิ๊กแป๊ะ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ปรึกษา ผู้ว่าฯ กทม. เดิมมีชื่อจะนั่งเก้าอี้ผู้ช่วย รมว.กลาโหมนั้น ล่าสุดมีรายงานว่าจะไปรับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกฯ แทน เนื่องจากมีความเหมาะสมและยังสามารถประสานงานระหว่างนายกฯ กับกระทรวงกลาโหมได้ดี

นอกจากนี้ นายสุทินมีแนวคิดเตรียมหารือเพื่อขอคำแนะนำจาก พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หลังจากทำงานไปสักระยะหนึ่ง และตามแผน นายสุทินจะเข้าปฏิบัติงานที่กระทรวงกลาโหม เพื่อพบกับข้าราชการ และมอบนโยบายการทำงานในวันที่ 13 ก.ย. หลังการประชุม ครม.นัดแรกเสร็จแล้ว

โต้ตั้งตระกูลชินวัตรนั่งกุนซือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเอกสารร่างคำสั่งกระทรวงกลาโหม หลุดว่อนเน็ต เรื่อง แต่งตั้งประธานที่ปรึกษา รมว.กลาโหม เลขานุการประจำตัว รมว.กลาโหม หัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม รองหัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม และคณะที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

อาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 มาตรา 8 วรรคสอง ซึ่งให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดด้วยความเห็นชอบของครม. แต่งตั้งบุคคลซึ่งเห็นสมควรตามเหตุผลในทางการเมือง จึงมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคล 6 นาย ดังนี้

1.นายพายัพ ชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทยที่ดูแลภาคอีสาน น้องชายนายทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

2.นายพอพงษ์ ชินวัตร บุตรชายนายพายัพ เป็นเลขานุการประจำตัว รมว.กลาโหม 3.พล.ท.เดชนิธิศ เหลืองงามขำ เจ้ากรมการเงินกลาโหม เป็นหัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม จากเดิมที่เป็นชื่อ พล.อ.เลิศฤทธิ์ ช่องวารินทร์ 4.พล.ท.เพชรรัตน์ ลิ้มประเสริฐ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น รองหัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม 5.พล.อ.ต.วรชาติ ฟองชล ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.กลาโหม 6.พล.ต.อัครภณ ทองสุทธิ์ ผู้ชำนาญการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.กลาโหม อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวยังไม่พบการลงนามโดย รมว.กลาโหม

ต่อมานายสุทินโพสต์เฟซบุ๊ก “สุทิน คลังแสง” ว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่าผมแต่งตั้งบุคคลรับตำแหน่งต่างๆ นั้น ขอเรียนว่า ยังไม่มีการแต่งตั้งหรือเตรียมแต่งตั้งใครเลย เพราะ ณ เวลานี้ผมยังไม่สามารถสั่งราชการได้ ต้องรอ กระบวนการตามกฎหมายคือ ต้องหลังจากการแถลงนโยบายต่อสภาเสร็จสิ้นสมบูรณ์ “เอกสารเรื่องการแต่งตั้งหรือการ เตรียมแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ เป็นของปลอมที่เกิดจากผู้ไม่หวังดี”

โพลหนุนก.ก.เลือกผู้นำฝ่ายค้าน
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “พรรคก้าวไกลควรเลือกอะไร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-7 ก.ย. 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพและรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง

เมื่อถามประชาชนเกี่ยวกับพรรคก้าวไกลในเรื่องตำแหน่งที่คิดว่าสำคัญระหว่างรองประธานสภาผู้แทนราษฎรกับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตัวอย่าง ร้อยละ 38.40 ระบุว่า สำคัญพอๆ กัน รองลงมา ร้อยละ 29.85 ระบุว่า ผู้นำฝ่ายค้าน สำคัญกว่า ร้อยละ 28.55 ระบุว่า รองประธานสภา สำคัญกว่า ร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่สำคัญทั้งสองตำแหน่ง และร้อยละ 1.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อตำแหน่งที่พรรคก้าวไกลควรเลือกระหว่างรองประธานสภาหรือผู้นำฝ่ายค้าน ตัวอย่าง ร้อยละ 56.11 ระบุว่า ควรเลือกตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน รองลงมา ร้อยละ 39.08 ระบุว่า ควรเลือกตำแหน่ง รองประธานสภา และร้อยละ 4.81 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อ การทำงานร่วมกันของพรรคก้าวไกลกับพรรคประชาธิปัตย์ในการเป็นฝ่ายค้าน ตัวอย่าง ร้อยละ 37.25 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะทำงานร่วมกันได้ค่อนข้างดี รองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี ร้อยละ 17.79 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะทำงานร่วมกันได้ไม่ค่อยดี ร้อยละ 12.82 ระบุว่า ทั้งสองพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เลย และร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ใช้สิทธิ์ – ชาวระยองเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อม สส.ระยอง เขต 3 ที่หน่วยเลือกตั้ง ในสมาคมพุทธศาสตร์สงเคราะห์ ต.ทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อ วันที่ 10 ก.ย.

ซ่อมสส.ระยอง-กก.ชนะขาด
วันเดียวกัน มีการเลือกตั้งซ่อมสส.ระยอง เขต 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งมีหน่วยเลือกตั้งทั้งสิ้น 207 หน่วย ของอ.แกลง และอ.เขา ชะเมา มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 122,582 คน ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทยอยมาลงคะแนนตั้งแต่เปิดหีบเวลา 08.00-17.00 น.อย่างคึกคัก โดยมีผู้สมัคร 3 คน ประกอบด้วย นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ พรรคก้าวไกล เบอร์ 1, นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 2 และร.ต.ต.เรืองชัย สมบัติภูธร พรรคแรงงานสร้างชาติ เบอร์ 3

นพ.บัญญัติ ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 5 บ้านแหลมยาง ต.ทางเกวียน อ.แกลง ตั้งแต่เช้า โดยมาลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งดังกล่าวเป็นคนที่ 2 หลังลงคะแนนเสียง เดินทางกลับทันที เพื่อไปรอฟังผลการนับคะแนนที่บ้าน

นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ ผู้สมัครสส.เบอร์ 1 พรรคก้าวไกล กล่าวว่า ตนไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะทะเบียนบ้านอยู่นอกเขตเลือกตั้ง

เวลา 18.37 น. นายใจเพชร สาครพานิช ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดระยอง (กกต.ระยอง) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมหลังปิดหีบเลือกตั้งซ่อมว่า ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกว่า 50% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งตามเป้าตั้งไว้ 60% แต่เมื่อได้เท่านี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นการเลือกตั้งซ่อม คงไม่คึกคักเหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปปกติ และขณะนี้ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเเละเรื่องร้องคัดค้าน จากนี้กกต.ระยองจะรวบรวมผลคะเเนนจากหน่วยเลือกตั้ง ทำสรุปรายงานผลต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนว่ามีหรือไม่ และนำผลคะเเนนนำส่งไปให้ กกต.วันที่ 11 ก.ย. เพื่อให้พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งต่อไป

เวลา 19.00 น. หลังนับคะแนนเสร็จ 201 หน่วยปรากฏว่า นายพงศธร ได้ 39,296 คะแนน นพ.บัญญัติ ได้ 26,466 คะแนน ร.ต.ต.เรืองชัย ได้ 881 คะแนน และคาดว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ เลือกตั้ง 69,284 คน คิดเป็น 56.52%

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน