‘ทวี’แย้มดีเอสไอเตรียมลุยสอบเส้นทางเงินกำนันนก เค้นช่างติดกล้องวงจรปิด ต่อศักดิ์ร่ำไห้เผาพตอ.เบิ้ม

โอนคดีกำนันนกให้กองปราบฯ รับไม้ต่อ จ่อฟัน 14 ตำรวจ ผิดมาตรา 157 และให้การเท็จฯ เรียกสอบช่างวงจรปิดที่ติดตั้งภายในบ้านกำนัน ขอข้อมูลประเด็นการปิดสวิตช์กล้องและการกู้ข้อมูลภาพ แน่นวัดอาลัยผกก.เบิ้ม รองต่อศักดิ์ร่ำไห้สวมกอดครอบครัว รมว.ยุติธรรมแย้ม ‘ดีเอสไอ’ เตรียมรับเป็นคดีพิเศษ เร่งขยายผลสอบเส้นทางการเงิน ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลตำรวจ โยงฮั้วประมูลงานรัฐ ‘นิด้าโพล’ เผย ผลสำรวจ ‘ผู้มีอิทธิพลกับเจ้าหน้าที่รัฐ’ ชี้ 60.30% ประชาชนไม่กล้ามีปัญหากับผู้มีอิทธิพล สยามเทคโนโพลเผยผลสำรวจร้อยละ 92.2 หดหู่ใจ เชื่อขัดขวางส่วย ร้อยละ 93.9 ชี้เร่งปฏิรูปตร.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 ก.ย. พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีกับตำรวจร่วมงานเลี้ยงกำนันนก ว่า จากการประชุมสรุปผลการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดประกอบสำนวนคำให้การของตำรวจทุกนายที่เข้าร่วมงานเลี้ยงและประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ ทำให้สามารถสรุปได้ว่ามีข้าราชการตำรวจที่เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 และให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่ละอายใจต่อเกียรติภูมิความเป็นตำรวจ จึงต้องดำเนินคดีกับตำรวจทุกนายที่มีพฤติกรรมกระทำผิด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีตำรวจที่เข้าข่ายกระทำความผิดรวม 14 นาย เป็นกลุ่มตำรวจที่ไม่ให้การช่วยเหลือสารวัตรแบงก์และรอง ผู้กำกับวศิน อาทิ พ.ต.อ.กฤษฎาพร จงอักษร ผกก.สน.พญาไท ถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จหรือให้การเท็จนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา รวมถึง พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ หรือผู้กำกับเบิ้ม ก็ถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากเสียชีวิตไปแล้วพนักงานสอบสวนจะระบุท้ายสำนวนว่าเสียชีวิตแล้ว ส่วนพ.ต.ท.วศิน หรือรองผู้กำกับวศิน รองผกก.ทล.2 ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เป็นหนึ่งในผู้ที่จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาฐานแจ้งความเท็จ แต่ล่าสุดจากการตรวจสอบสำนวนคำให้การและภาพประกอบวงจรปิด พบว่าคำให้การนั้นตรงกันและอยู่ในฐานะผู้เสียหายจึงไม่ถูกดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาตำรวจทั้ง 14 นาย เป็นอำนาจหน้าที่ ของตำรวจสอบสวนกลางซึ่ง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. มอบหมายให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม นำโดย พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ เป็นหัวหน้าชุดในการดำเนินการ แจ้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้ โดยจะเรียกตำรวจทั้ง 14 นาย มารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันนี้ (17 ก.ย.) สำหรับตำรวจ ที่จะถูกดำเนินคดี 14 นาย ประกอบด้วย 1.พ.ต.อ.ภาณุทัต เหลืองสัจจกุล ผกก.สส.ภ.จว.นครปฐม 2.พ.ต.อ.กฤษฎาพร จงอักษร ผกก.สน.พญาไท 3.จ.ส.ต.พิสิฐ ชิวปรีชา ผบ.หมู่ ส.ทล. กก.2 4.ร.ต.อ.นุชิต บรรณชัย รอง สว.ปทส.5 5.จ.ส.ต.อภิรักษ์ โรจน์พวง ผบ.หมู่ กก.5 ปคม. 6.ส.ต.ท.สุทธิกานต์ แซ่ล้อ ผบ.หมู่ คฝ.ภ.จว.นครปฐม 7.ส.ต.ต.ธนทัต ท่าน้ำตื้น ผบ.หมู่ คฝ.ภ.จว.นครปฐม 8.ร.ต.อ.ประสมมาศ แสงสุขมี รอง สว.จร.สภ.กำแพงแสง 9.ด.ต.ถนอม ศักดิ์มีศรี ผบ.หมู่ สภ.สามควายเผือก 10.ส.ต.ต.สรรเสริญ ศรีอุบล ผบ.หมู่ คฝ.ภ.จว.นครปฐม 11.ด.ต.สมโชค บัวไชย บก.สส. ภาค 7 12.ร.ต.อ.จตุรวิทย์ ชวาลเกียรติธนา รองสารวัตรปราบปราม สภ.เมืองนครปฐม 13.ร.ต.ท.มนัส จันทร์มีทรัพย์ (น้าไก่) รอง สว.จร.สภ.นครชัยศรี และ 14.ร.ต.อ.ศิริชัย รูปสวย บก.ป.

วันเดียวกัน ที่หน้าห้องประชุม เสสะเวช กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เผยว่าขณะนี้ได้รับโอนคดีมายังกองปราบปรามแล้ว สำนวนคดีกรณีมีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมอยู่ในงานวันเกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ในการยิงกันด้วยนั้น สำนวนเดิมแต่ละสำนวนยังไม่ครบถ้วน อยู่ในขั้นตอนระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะพยาน หลักฐานจากกล้องวงจรปิด ซึ่งต้องค่อยๆ ดูรายละเอียดอย่างรอบคอบครบถ้วน ว่าในวันที่เกิดเหตุเกิดอะไรขึ้นบ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำอะไรกันบ้าง

พ.ต.อ.เอนกกล่าวต่อว่า คำให้การในชั้นแรก จะมีข้อเท็จจริงอย่างไรจริงหรือเท็จ มองว่าบางรายให้การในส่วนที่รับรู้รับทราบ แต่ภายหลังได้ให้การเพิ่มเติมในส่วนข้อเท็จจริง ก็อาจไม่เข้าข่ายให้การเท็จ ต้องตรวจสอบดูอย่างละเอียดในแต่ละรายไป เช่น บางรายให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรก ว่า ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย แต่ภายหลังมาให้การเพิ่มเติม กลับบอกว่ามองเห็นเหตุการณ์หรือ พิสูจน์ได้จากกล้องวงจรปิด ก็อาจจะเข้าข่ายให้การเท็จได้

ส่วนกรณี ผกก.สน.พญาไท ที่มีกระแสว่าให้การไม่ตรงกันนั้น ทีมคณะสอบสวนคงต้องตรวจสอบในข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ต้องตรวจสอบคำให้การตั้งแต่วันแรก ที่ให้การกับเจ้าหน้าที่ชุดสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ว่าให้การอย่างไร ครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งตามรายละเอียดก็พบว่าให้การในชั้นสอบสวนครั้งแรกเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเป็นอย่างมาก ไม่ได้มีการปิดบังเรื่องใด บางครั้งคำให้การของผกก.พญาไท อาจเกิดจากมุมที่ไม่ได้รับรู้ ก็อาจจะไม่เข้าข่ายว่าให้การเท็จ ส่วนกรณีที่ทาง ผกก.สน.พญาไท เปิดเผย ต่อสื่อมวลชนว่าได้บอกลูกน้องให้เข้าไป ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั้ง 2 รายนั้น รายละเอียดเรื่องนี้คงต้องขอให้อยู่ในสำนวนคดี

พ.ต.อ.เอนกกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการดำเนินคดี กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในวันที่เกิดเเหตุ และขณะเกิดเหตุ ว่าจะถูกดำเนินคดีอย่างไรบ้างนั้น แต่ละรายอาจถูกแจ้งข้อกล่าวหาแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนรายที่พบว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ชัดเจน ก็ต้องถูกดำเนินคดีในทันที กรณี จ.ส.ต.พิสิฐ ชิวปรีชา หลานกำนันนก ได้เรียกมาสอบสวนตั้งแต่ต้น ที่ผ่านมาได้แจ้งข้อกล่าวหากับพลเรือนที่เกี่ยวข้องกับคดีการยิง สว.แบงก์ ไปแล้วได้แก่แม่บ้านของกำนันนกจำนวน 3 ราย นายเก่ง คนนำอาวุธปืนไปฝัง และนายโบ๊ทคนที่นำเซิร์ฟเวอร์ไปทิ้ง ส่วนนายเด้งและนายต๋องนั้น ถูกดำเนินคดี ในส่วนของครอบครองอาวุธปืน การดำเนินการของคณะทำงานในครั้งนี้ เป็นการร่วมกันของเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กองบังคับการปราบปราม กองกำกับการสืบสวนภาค 7 และสถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม พ.ต.อ.เอนกกล่าว

สอบช่างกล้อง – ตำรวจเชิญตัวช่างติดตั้งกล้องวงจรปิดบ้าน ‘กำนันนก’ นายประวีณ จันทร์คล้าย มาให้ข้อมูลกรณีปมปิดสวิตช์กล้องวงจรปิดหรือกล่องเซิร์ฟเวอร์ ว่ามีขั้นตอนอย่างไร ที่บช.ภาค 7 จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 17 ก.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าวานนี้ (16 ก.ย.) พนักงานสอบสวนจากกองบังคับการปราบปรามได้เชิญตัวช่างที่เป็นผู้ชำนาญและเป็น ผู้เดินสายกล้องวงจรปิดให้กับบ้านกำนันนกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบของเซิร์ฟเวอร์ ที่มีการบันทึกภาพรวมถึงการติดตั้งตามจุดต่างๆ รายงานข่าวแจ้งว่า บ้านกำลังนกมีกล้องวงจรปิดอยู่ไว้จำนวน 8 ตัวแต่เสีย 2 ตัว โดยทางร้านได้เข้าไปติดเพิ่มจำนวน 7 ตัวรวมเป็น 15 ตัว มีการรองรับภาพด้วยระบบ LAN และส่งสัญญาณภาพกล้องมาที่เครื่องบันทึกโดยบางช่วงใช้ระบบไร้สาย การเชิญตัวช่างมาเพื่อเป็นการขอข้อมูลจากช่าง ที่มีการแถลงข่าวว่าอาจเป็นการปิดสวิตช์ หากมีการปิดสวิตช์ผู้ที่ไม่ชำนาญสามารถปิดเองได้หรือไม่ หรือเครื่องบางรุ่น เป็นการปิดสวิตช์หรือเป็นการดึงสายออกจากกล้อง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่ากล้อง 2 ตัวที่ไม่ได้มีการบันทึกภาพหรือถูกปิดสวิตช์นั้น จะสามารถเปิดภาพขึ้นได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานมาจากจังหวัดนครปฐมว่า นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าฯ นครปฐม มีหนังสือสั่งการให้ นายประวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก พ้นจากตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศาสนาหรือวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐมอีกตำแหน่งหนึ่งภายหลังขาดคุณสมบัติในการเป็นคณะกรรมการ ตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัดนครปฐม

ส่ง‘ผกก.’ – พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผบ.ตร. เป็นประธานพิธีฌาปนกิจ ‘ผกก.เบิ้ม’ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ ผกก.2 บก.ทล. ที่ยิงตัวเองเสียชีวิตจากเหตุสารวัตรแบงก์ถูกยิงตายคาบ้านกำนันนก ณ เมรุวัดใหญ่ท่าเสา จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.

ส่วนที่วัดใหญ่ท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ในเวลา 14.00 น. มีพิธีฌาปนกิจ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ หรือ ผกก.เบิ้ม ผกก.2 บก.ทล. โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธาน ท่ามกลางครอบครัว เจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนมาร่วมงานด้วยความอาลัยจนแน่นวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานช่วงที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธี เดินทางมาถึงบริเวณงาน ได้เข้าสวมกอดครอบครัวยาวไทยสงค์ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวางดอกไม้จันทน์ ครอบครัวยาวไทยสงค์ได้มอบรูปหล่อท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหักให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ได้ก้มลงกราบ พ.อ.วินัย ยาวไทยสงค์ พ่อของ ผกก.เบิ้ม จากนั้นได้สวมกอดร้องไห้ เสียใจกับการจากไปของ จนท.ตำรวจฝีมือดี

พ.อ.วินัยกล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว แม้จะเอาคืนไม่ได้ มันเป็นบาดแผลที่สูญเสียแก้วตาดวงใจ โดนพิพากษาจากสังคม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตนก็ไม่สามารถได้ลูกชายคืนมา ตนสร้างลูกเป็นนักรบเป็นความภาคภูมิใจของ สนง.ตำรวจแห่งชาติ เป็นพรานเวหาที่เก่ง เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ลูกชายเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว ตนเป็นนายทหารร้องไห้เสียใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ทราบข่าว คิดถึงตลอดเวลา ขอให้ดวงวิญญาณจงสู่สุคติ เกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันอีกหลายๆ ชาติ ตนจะรอเขา

พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวว่า เรื่องของคดีนั้นตนไม่ได้แตะ มีการแบ่งหน้าที่ตามความรับผิดชอบ ตนมาในฐานะ ผกก.เบิ้ม เป็นน้องชายที่ทำงานด้วยกันมานาน เราอยู่กันแบบพี่ๆ น้องๆ ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เบิ้มเต็มที่ เราจะดูแลครอบครัวของเบิ้ม ดูจากผู้มาร่วมงาน นั่นคือ มีคนรักครอบครัวยาวไทยสงค์และ ผกก.เบิ้มเป็นจำนวนมาก ขอสื่อมวลชนเสนอข่าวห่วงความรู้สึกของครอบครัวด้วย

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้า “คดีกำนันนก” ว่า ตำรวจเขาทำเต็มที่ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐเรื่องฮั้วประมูล ซึ่งคงจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพราะอำนาจในการดำเนินคดีอย่างเช่นหากเป็นข้าราชการกระทำความผิดทุจริตหรือประพฤติมิชอบก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้งนี้ เบื้องต้นขอขอบคุณตำรวจที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน และทราบว่ามีความคืบหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ และที่สำคัญกระทบต่องบประมาณของรัฐ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เร่งดำเนินการอยู่ คงจะนำเป็นคดีพิเศษด้วย ซึ่งทราบว่าขณะนี้ได้ข้อมูลหลักฐานมาเยอะแล้ว ซึ่งคงไม่ได้ทำแค่จุดเดียว แต่จะต้องขยายไปในส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ผู้มีอิทธิพลกับเจ้าหน้าที่รัฐ” จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงกลุ่มของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.54 ระบุว่า ในเขตพื้นที่ไม่มีผู้ใด เป็น ผู้มีอิทธิพล รองลงมา ร้อยละ 26.34 ระบุว่า นักการเมืองท้องถิ่น ร้อยละ 15.95 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 15.80 ระบุว่า ตำรวจ ร้อยละ 13.21 ระบุว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 12.14 ระบุว่า พ่อค้า นักธุรกิจ นายทุนสีเทา ร้อยละ 6.03 ระบุว่า พ่อค้า นักธุรกิจ นายทุนทั่วไป ร้อยละ 5.95 ระบุว่า นักการเมืองระดับชาติ ร้อยละ 5.04 ระบุว่า นักเลงหัวไม้ มือปืน ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 2.44 ระบุว่า ประธาน กรรมการชุมชน ร้อยละ 0.76 ระบุว่า สื่อมวลชน คนวงการบันเทิง และ ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ ไม่สนใจ

ด้านความกล้าของประชาชนที่จะมีปัญหาหรือมีข้อขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 60.30 ระบุว่า ไม่กล้าเลย รองลงมา ร้อยละ 16.34 ระบุว่า ไม่ค่อยกล้า ร้อยละ 12.75 ระบุว่า กล้าอยู่แล้ว ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ค่อนข้างกล้า และร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการปกป้องคุ้มครองและให้ความยุติธรรมของตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อประชาชนมีปัญหาหรือมีข้อขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.93 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 9.92 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 0.54 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่มีตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนทำตัวเป็นลูกน้อง ผู้ปกป้องคุ้มครองผู้มีอิทธิพล พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.77 ระบุว่า เชื่อมาก รองลงมา ร้อยละ 26.49 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ ร้อยละ 8.32 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนสำนักวิจัย สยาม เทคโน โพล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เสนอผลสำรวจ เรื่อง เสียงประชาชน ต่อการปฏิรูปตำรวจ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในย่านฝั่งธนบุรีและต่างจังหวัด จำนวน 1,098 คน เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกต่อเหตุการณ์งานเลี้ยงของกำนันนก พบว่าร้อยละ 92.2 หดหู่ใจ สะเทือนใจ ร้อยละ 88.0 เชื่อว่าเพราะขัดขวางผลประโยชน์ขบวนการส่วย ร้อยละ 87.3 เห็นด้วยกับการปฏิรูปตำรวจ หยุดยั้ง มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล และขบวนการส่วย ร้อยละ 87.1 เชื่อว่าปัญหาตำรวจทุกวันนี้ เพราะการแทรกแซงจากนักการเมืองที่แย่ ข้าราชการขี้ฉ้อ และมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ร้อยละ 87.0 ต้องการเห็นการระดมกวาดล้าง มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ทั่วประเทศโดยเร็ว และร้อยละ 84.4 กังวล ตำรวจน้ำดีเสียชีวิต สูญเปล่า ไฟไหม้ฟาง ไม่มีปฏิรูปตำรวจจริงจัง

ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามถึงประเด็นปฏิรูปตำรวจที่ต้องการ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.9 ระบุปฏิรูปตำรวจ กอบกู้ศักดิ์ศรีตำรวจ ร้อยละ 89.5 ระบุ ปฏิรูปตำรวจ ยกระดับความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ร้อยละ 88.4 ระบุ ปฏิรูปตำรวจ ยกระดับ ความเป็นตำรวจมืออาชีพ ได้มาตรฐานสากล ร้อยละ 87.1 ระบุ ปฏิรูปตำรวจ ยกระดับความเป็นกลาง เป็นมาตรฐานเดียวกันในหน้าที่ตำรวจ และร้อยละ 82.7 ระบุ ปฏิรูปตำรวจ ยกระดับความร่วมมือจากภาคประชาชน ร่วมงานตำรวจ เชื่อฟังทำตามกฎหมาย อัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ประชาชนรู้สึกหดหู่ใจ สะเทือนใจต่อเหตุการณ์และน่าจะเป็นความรู้สึกเดียวกันกับข้าราชการตำรวจส่วนใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หวังว่าท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่จะสานต่อนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน ปฏิรูปตำรวจกอบกู้ศักดิ์ศรีตำรวจกลับคืนมา โดยเสนอให้ดำเนินมาตรการแบบ “เงียบ เฉียบ สยบหมู่มาร” มาเฟียผู้มีอิทธิพล ไม่มีโผล่โดดเด่นในสังคมได้ ดึงความเชื่อมั่นศรัทธาและความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในหมู่ประชาชนกลับคืนมาโดยเร็ว มากกว่าการทำพิธีกรรมแบบวันเปิดคือวันปิด ทำกันแบบไฟไหม้ฟาง ไม่ก่อประโยชน์อะไรที่ยั่งยืนต่อประเทศชาติและประชาชน

เวลา 16.00 น. ที่ศปก.ภ.7 ห้องเสสะเวช ตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.เผยว่าจากนี้ไปคดีกำนันนก ผบ.ตร.ให้ บช.ก.ทำคดี ซึ่งส่วนของตนหมดหน้าที่แล้ว ดูแลด้านสืบสวน เมื่อสืบสวนได้แล้ว ก็จบหน้าที่ ประกอบกับ ผบ.ตร.ให้โอนคดีนี้ให้สอบสวนกลางดำเนินการทำคดี ซึ่งส่วนของตนก็จะสืบสวนเรื่องของธุรกิจ และธุรกรรมการเงินของครอบครัวกำนันนกและเครือข่าย

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า จากการดูกล้องทั้งหมด คำให้การขัดแย้งไม่ตรงกับกล้อง โอนสำนวนไปสอบสวนกลางจะแจ้งข้อกล่าวหาผู้ใดบ้างสอบสวนกลางจะไปพิจารณา ส่วนเรื่องเส้นทางการเงิน ภาษี ฮั้วประมูล การยึดทรัพย์ต่างๆ ทางภาค 7 และตนจะดูแลต่อ ซึ่งคดีอาญานั้นผบ.ตร.ให้ไปแจ้งข้อกล่าวหาที่กองปราบปราม ตอนนี้ในส่วนงานสืบสวนจะทำข้อมูลสนับสนุนให้กองปราบปรามแล้ว ส่วนจะแจ้งใครบ้างจะพิจารณาร่วมกันให้ไปตามต่อที่กองปราบปราม วันนี้ยังไม่มีการแจ้งใครทั้งสิ้น อำนาจในการทำงาน ทำหน้าที่ของตนหมดแค่นี้ โดยเรื่องนี้มีการแยกเป็น 2 คดี เป็นคดีฆ่า ทำลายพยานหลักฐาน ผู้ต้องหา 7 คน พรุ่งนี้ (18 ก.ย.) จะมีการหารือหาข้อยุติ วันอังคารที่ 19 ก.ย. จะมี 7 หน่วยงาน มาประชุมพิจารณาเอกสารที่ตรวจยึดจากบ้านกำนัน ต้องขยายไปสู่เรื่องทำไมร่ำรวยผิดปกติ เส้นทางการเงินว่าโอนไปไหนบ้าง พนันออนไลน์ ฮั้วประมูล

“ไม่น้อยใจที่ไม่ได้ทำคดีต่อ ในเมื่อ ผบ.ตร.ให้โอนคดีไปสอบสวนกลาง กองปราบฯ ก็ต้องหยุด แต่ยังคงทำเรื่องที่มาของเงิน ที่รวยผิดปกติ ว่ามีฮั้วประมูลไหม มีการพนันออนไลน์ไหม เรื่องการเสียภาษี ซึ่งก็ต้องทำต่อไป” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อพยายามถามเกี่ยวกับการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล กล่าวว่าให้ไปถามจากกองปราบฯ และส่วนที่ว่าทำไมต้องโอนคดี ก็ให้ไปถาม ผบ.ตร. ณ จากนี้หมดหน้าที่แล้ว และในเรื่องปลดนายประวีณ จันทร์คล้าย ออกจากตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นการเฉพาะราย ของนายประวีณ จันทร์คล้าย นั้นเป็นการเสนอจาก ผบก.ภ.จว.นครปฐม เพื่อให้ ผวจ.ลงนาม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน