บิ๊กก้องย้ำยึดหลักฐาน ทั้งฆ่าสารวัตร-ม.157 ทบทวนข้อหาผกก.เบิ้ม กรมคุกโต้-จับผิดว่อนยันตัวจริง-ลายนิ้วชัด
‘บิ๊กก้อง’ แถลงรื้อใหม่คดีกำนันนก หลังบิ๊กเด่นสั่งโอนคดีจากบช.ภาค 7 ให้กองปราบฯ ดูแลแทน ยังไม่แจ้งข้อหาตำรวจในงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่ ไม่ยอมช่วยสารวัตรแบงก์ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดยึดหลักข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานเป็นที่ตั้ง ผู้การเต่าย้ำต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้กำกับเบิ้มที่เสียชีวิตไปแล้ว กรมคุกโต้โซเชี่ยลจับผิดพิรุธรูปพรรณกำนันนก ยันตรวจสอบตำหนิ รูปพรรณ ลายนิ้วมือถูกต้องครบตั้งแต่ศาลจนเข้าเรือนจำ
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. เปิดเผยกรณีการโอนคดี พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว หรือ สารวัตรแบงก์ หรือสารวัตรศิว ให้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เป็นผู้ทำคดี ว่า คดีดังกล่าวจุดเริ่มต้นคือการที่นายธนัญชัย หรือหน่อง หมั่นมาก คนสนิทกำนันนก หรือนายประวีณ จันทร์คล้าย เป็นคนยิงพ.ต.ต.ศิวกร จากนั้นกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 (บช.ภาค 7) รวบรวมพยานหลักฐานจนออกหมายจับ ทั้งนายประวีณและนายธนัญชัย มือปืน
ต่อมาเกิดเหตุวิสามัญฆาตกรรม (จับตาย) มือปืนที่ก่อเหตุ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เสนอมาว่าในคดี ดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับผู้มีอิทธิพลและเป็นคดีสำคัญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรอบคอบในการทำคดี เพราะเมื่อใดที่ในพื้นที่นั้นมีคดีเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลอาจไม่ได้รับความไว้ใจในกระบวนการยุติธรรมจึงเห็นชอบที่จะให้มีการโอนคดีมาที่กองปราบปราม นอกจากนี้ในการทำคดีของกองปราบฯ มีทั้งในส่วนของหมายจับนายประวีณและนายธนัญชัย พนักงานสอบสวนกองปราบฯ พิจารณาแล้วว่ามี คนงานในบ้านนายประวีณช่วยเหลือ และทำลายหลักฐานในวันเกิดเหตุ ถือว่าเป็นความผิดและดำเนินคดีอาญาไปแล้ว
ต่อมาสำนวน ที่ บช.ภาค 7 สอบสวนพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี 6 คน ในข้อหา “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” ตามมาตรา 157 ในคดีนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว บช.ภาค 7 เห็นว่าในคดีนี้เป็นคดีเดียวกัน จึงเสนอขอโอนสำนวนคดีมาให้ทางกองปราบฯ ทำคดี เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงเห็นชอบในการขอโอนสำนวน ทำให้อนุมัติการโอนสำนวนไปให้กองปราบฯ ทำคดีเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ ทั้งตำรวจและพลเรือนมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีเดียวกัน ทั้งการช่วยเหลือและการทำลายหลักฐาน
“กองปราบปรามมีอำนาจและศักยภาพ การปฏิบัติงานทั่วประเทศ โดยคดีนี้มีเพียงแค่จุดเดียวไม่ได้ยุ่งยากอะไร และทางพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามมีจำนวนมาก ผมเห็นด้วยจึงให้โอนคดีไป หลังจากที่มีการโอนคดีแรกไปแล้วทางผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. เป็นหัวหน้า ผมมั่นใจว่าจะทำคดีออกมาได้ดี และการโอนคดีกำนันนกนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในการทำคดีนี้ โดยผมจะดูในภาพรวมทั้งหมด และให้ทาง บช.ก. และ บช.ภาค 7 ลงไปทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้เร็วที่สุด สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือการรวบรวมพยานหลักฐานจับกุมผู้กระทำความผิดได้เร็วจนนำไปสู่การวิสามัญคนร้าย อีกทั้งในขณะนี้ผมยังสั่งการไปว่าตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีจะต้องถูกดำเนินคดีให้ได้ ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับ ม.157 ทางพนักงานสอบสวนจะทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. โดยจะนำสำนวนส่งให้ ป.ป.ช.พิจารณาว่าจะส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่” ผบ.ตร.กล่าว
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ยังกล่าวถึงกรณีการฮั้วประมูล ถือว่าเป็นคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สามารถทำงานร่วมกับตำรวจได้ ต้องเจรจากำหนดหน้าที่อีกครั้ง ในส่วนที่นายประวีณ หรือกำนันนก เป็น กต.ตร.ภ.จว.นครปฐมนั้น ถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญ ยอมรับว่าบางจังหวัดยังมีอยู่ในเรื่องของ เครือข่ายผู้มีอำนาจในการเงิน ในเรื่องของผู้มีอิทธิพล หากมีอีกทางผู้บังคับการอาจต้องรับผิดชอบ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กต.ตร.ในตำแหน่งอยู่แล้ว หากมีการประชุมแล้วพบว่ามีคนไม่ดีเข้ามาเป็น กต.ตร. ต้องพิจารณาให้บุคคลนั้นออกจากตำแหน่ง หลังจากนี้จะต้องมีการพิจารณาและเข้มงวดในการลงสมัคร กต.ตร. หรือรวมถึงเรื่องของอาวุธปืนต้องประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกัน เพราะตำรวจไม่ได้ทำเรื่องอนุญาตอาวุธปืน ปัจจุบันจึงไม่รู้ว่ามีใครครอบครองปืนกี่กระบอก ควรมีการเชื่อมข้อมูล ร่วมกันในองค์ประกอบภาพรวม
ส่วนที่ บก.ป. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีประชุมหารือในเบื้องต้น ก่อนที่จะมีการประชุมใหญ่ร่วมกับ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ก่อนกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาตำรวจที่อยู่ในงานเลี้ยงบ้านนายประวีณว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจนายไหนเข้าข่ายกระทำความผิด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 157 หรือการให้การเท็จหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบกับพยานหลักฐาน ทั้งภาพกล้องวงจรปิดและประจักษ์พยาน เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน คาดว่าวันนี้จะมีความชัดเจนเรื่องของตำรวจที่จะถูกดำเนินคดี รวมถึงการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาด้วย
ขณะที่ พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ เผยว่า ขณะนี้หัวหน้าคณะทำงานอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลของตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นทั้งหมด ล่าสุดยังอยู่ระหว่างการทำงานของพนักงานสอบสวนในกรอบเวลา 15 วัน และเมื่อครบกำหนดเวลาจะให้หัวหน้างานงานที่สอบสวนทางวินัยต้องรายงานมายังตนเอง ส่วนจะมีความผิดทางวินัยร้ายแรงจนถึงขั้นออกจากราชการหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน แต่ความผิดทางวินัยที่ตรวจสอบไปนั้นคนละเรื่องกับความผิดทางอาญาที่สอบสวนกลางตรวจสอบ แต่การตรวจสอบควบคู่ประสานกันไป

ทำให้ชัดเจน – พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รรท.ผบก.ทล. และพล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. แถลงความคืบหน้าสอบสวนกลางรับโอนคดียิงสารวัตรแบงก์ต่อจากภาค 7 มาที่กองปราบปราม เมื่อ 18 ก.ย.
ต่อมาเวลา 14.00 น. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รรท.ผบก.ทล. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป. พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ. พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผบก.ปอท. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป พ.ต.อ.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ รอง ผบก.ปปป. และเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดี พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.กก.2 บก.ทล. ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านของนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือ กำนันนก เพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดีและวางกรอบแนวทางการทำงาน
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมที่ใช้เวลานานร่วม 3 ชั่วโมง พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ตำรวจสอบสวนกลางร่วมทำงานทีมชุดคลี่คลายคดีสำนักงานำตรวจแห่งชาติ และ ภูธรภาค 7 มาโดยตลอด ได้พยานหลักฐานพอที่จะทราบว่าใครทำอะไรในที่เกิดเหตุระดับหนึ่ง ปัจจุบันมีการรับโอนสำนวนคดีมาอยู่ในความรับผิดชอบแล้ว 2 คดี ประกอบด้วยคดีฆาตกรรม และ ความผิดตามมาตรา 157 ส่วนที่โอนสำนวนคดีมานั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะเกี่ยวผู้มีอิทธิพล มีความซับซ้อน และเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ ซึ่งเป็นหน้างานของกองปราบฯ อยู่แล้ว ตำรวจท้องที่อาจทำงานแบบนี้ลำบาก จึงจำเป็นต้องให้ส่วนกลางทำเพื่อความโปร่งใส
ส่วนเรื่องการแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในงานเลี้ยง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 นั้น ก่อนหน้ามีการแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิดไปแล้ว 6 นาย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบให้แน่ชัด อาจต้องใช้เวลาสักระยะ แต่จะเร่งทำให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ต้องยึดหลักข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานเป็นที่ตั้ง เพราะกฎหมายมาตรา 157 มีคำนิยาม หรือ มีเจตนาพิเศษ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องหารือกันพอสมควร ว่าพฤติกรรมแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดคดี 157 อาทิ บางคนอาจพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล บางคนอาจโทร.แจ้ง 191 หรือบางคนอาจไม่ทำอะไรเลย ต้องขอเวลาหารือกับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายให้ตกผลึกก่อน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อยากด่วนสรุป ซึ่งเมื่อใดที่ทราบข้อเท็จจริง หรือ หาข้อยุติทางกฎหมายได้แล้วจึงจะสามารถพิจารณาออกหมายจับ
“อย่างกรณีของ ผกก. รายหนึ่ง ซึ่งจังหวะแรกไม่มีการช่วย ก่อนที่จังหวะสองจะมาโผล่ที่โรงพยาบาล แต่การจะตัดสินว่าเป็นความผิดมาตรา 157 หรือไม่ ต้องขอดูรายละเอียดอีกให้แน่ชัดก่อน ส่วนกรณีของ ร.ต.อ.จตุรวิทย์ ชวาลเกียรติธนา รอง สวป.สภ.เมืองนครปฐม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยประครองคนเจ็บ ก่อนต่อมาจะปรากฏภาพว่าหลังเกิดเหตุได้ไปขับรถนำขบวนคุ้มกันให้กับกำนันนกนั้น ต้องแยกเป็นสองส่วน ในส่วนช่วยก็ถือว่าดี แต่ส่วนที่ไปช่วย ผู้ต้องหาก็ต้องถือว่าผิด ทั้งนี้ยืนยันไม่มี ช่วยเหลือใคร ไม่ว่าจะยศใด หากผิดดำเนินการเต็มที่ไม่มีละเว้น แต่ต้องบอกก่อนว่าการทำงานของเราอาจไม่ทันใจผู้ชม เพราะอยากตรวจสอบให้ครบทุกด้านทุกมิติ” ผบช.ก.กล่าว
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิดพื้นที่เกิดเหตุ มีทั้งหมด 15 ตัว พร้อมเซิร์ฟเวอร์ 1 ตัว เสีย 2 ตัว และอีกตัวหนึ่งเป็นกล้องตรงจุดเกิดเหตุ หยุดบันทึกไปตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ก่อนจะเกิดเหตุ อยู่ระหว่างตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุใด ส่วนกล้องที่เหลือทั้งหมดได้ดูบางส่วนบ้างแล้ว แต่เนื่องจากรายละเอียดมีค่อนข้างเยอะมาก จึงต้องขอเวลาในการพิจารณาอย่างละเอียดให้ครบทั้งหมดก่อน แม้จะไม่มีภาพเหตุการณ์บันทึกภาพขณะเกิดเหตุ ไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด เพราะมีพยานหลักฐานอื่นๆ เช่นคำให้การ พยานบุคคล พยานแวดล้อม มูลเหตุจูงใจ และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงพอที่จะดำเนินคดีกำนันนกให้ถึงที่สุดได้ ส่วนข้อสงสัยที่กระแสสังคมเชื่อว่ามีการเตรียมการลวงผู้ตายมาก่อเหตุนั้น จากข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่เชื่อว่าไม่น่าเป็นไปได้
ผบช.ก.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการดำเนินการต่อจากนี้ เบื้องต้นวางกรอบการทำงานออกเป็น 3 สเต็ป คือ 1.การขยายผลแก๊งคนร้าย เส้นทางการเงิน ข้อมูลออนไลน์ และสิ่งผิดกฎหมาย 2. ดูเรื่องการฮั้วประมูล เพื่อพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าเพราะเหตุใดทำไมกำนันนกถึงชนะการประมูลได้รับงานโครงการต่างๆ จำนวนมาก ในส่วนนี้พบความผิดปกติหลายอย่าง อาทิ ชนะการประมูลงานมากกว่าร้อยละ 80 และอื่นๆ อีกมากมาย และ 3. เร่งปราบปรามผู้มีอิทธิพล ไม่ใช่แค่ระดมกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายแล้วเลิก แต่ต้องตัดวงจรทั้งเครือข่าย ยึดทรัพย์ ซึ่งเป็นแนวทางที่กองปราบฯ ทำมาโดยตลอด
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการประสานงานร่วมกับทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และกรมสอบสวนคดีพิเศษในคดีนี้ด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า ยินดี และพร้อมที่จะประสานงานร่วมกัน อย่างที่บอกพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยงาน ขอให้ยึดข้อเท็จจริงตรงไปตรงมาเป็นหลัก ดำเนินการเป็นไปในสิ่งที่ควรจะเป็นก็พอ
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า สำหรับเรื่องการพิจารณาความผิดมาตรา 157 ในส่วนนี้ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เน้นที่ข้อเท็จจริง ต้องไล่ตามไทม์ไลน์ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างจึงจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เช่นในกรณีของ พ.ต.อ.วชิรา ยาวไทยสงค์ ผกก.2 บก.ทล. หรือผู้กำกับเบิ้ม อยากวิงวอนในส่วนนี้ว่า คนที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่สามารถออกมาพูดชี้แจงอะไรได้ แต่จากการที่ได้พูดคุยกับพยานกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์หลายๆ คน เชื่อว่าไม่ได้หนีไปไหน และยังเป็นคนที่เข้าไปช่วยประครอง พ.ต.ต.ศิวกร ในช่วงแรก ก่อนที่จะมีกลุ่มลูกน้องเข้ามาช่วยประครองต่อ ก่อนที่ตัวเองจะช่วยพาพ.ต.ท.วศินไปที่โรงพยาบาล ไม่ได้แก้ตัวให้พ.ต.อ.วชิรา แต่สิ่งที่เห็นในวันเกิดเหตุที่เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแขนของพ.ต.อ.วชิรายังมีคราบเลือดคนตายและคนเจ็บติดอยู่
“ส่วนเรื่องส่วยรถบรรทุก ยืนยันว่ายังคงกวาดล้างต่อเนื่อง จนลดน้อยลง หากพบเจออีกก็จะเร่งจับกุมให้หมดไป” รรท.ผบก.ทล. กล่าวทิ้งท้าย

คนเดียวกัน – ภาพเปรียบเทียบกำนันนก-นายประวีณ จันทร์คล้าย ผู้ต้องหาบงการฆ่าสารวัตรทางหลวง ซึ่งโซเชี่ยลอ้างว่าไม่ใช่คนเดียวกัน ล่าสุดกรมราชทัณฑ์แถลงยืนยันว่าเป็นคนเดียวกัน และถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบ ตัดผมสั้นและโกนหนวดเครา เมื่อวันที่ 18 ก.ย.
วันเดียวกัน นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่กระแสโซเชี่ยลวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตว่า นายประวีณ หรือกำนันนกที่ถูกจับไม่ใช่ตัวจริง ทำให้เกรงว่าจะมีการจับตัวปลอม ล่าสุดนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศรีวิไลย์ ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า วันจันทร์จะยื่นหนังสือถึง รมว.ยุติธรรม เพื่อให้ตรวจสอบลายนิ้วมือ 10 นิ้ว ว่ากำนันนกที่ตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าสารวัตรแบงก์ ที่ถูกควบคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เป็นคนเดียวกันหรือไม่ นั้น
นายอายุตม์กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ ได้รับการยืนยันจากนายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในกรณีดังกล่าวแล้วว่า ทางเรือนจำได้รับตัวนายประวีณ ฐานความผิด เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้อื่น เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกองปราบฯ เป็นผู้นำตัวนายประวีณส่งศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เพื่อยื่นฝากขัง จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ประจำศาลตรวจสอบข้อมูลบุคคลจากหมายขังที่ศาลออก ตรวจสอบลายนิ้วมือที่ตรงกันเรียบร้อยแล้วจึงรับตัวส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และตรวจสอบตำหนิ รูปพรรณ ด้วยการบันทึกลายนิ้วมือถูกต้องครบถ้วนตรงกันตั้งแต่ที่ศาลถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
ขณะนี้นายประวีณอยู่ระหว่าง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และจะเข้าสู่กระบวนการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังต่อไป ระหว่างที่นายประวีณถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร สามารถพบทนายได้ทุกวัน และเยี่ยมญาติผ่านระบบไลน์ตามระเบียบที่กำหนดไว้ ที่ผ่านมามีภรรยาและบุตรเข้าเยี่ยม รวมถึงความเป็นอยู่สามารถรับประทานอาหารของทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ตามปกติ
“เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัวและตรวจสอบลายนิ้วมือรูปพรรณต่างๆ ของนายประวีณ จันทร์คล้าย หรือกำนันนก ควบคุมไว้ภายในเรือนจำแล้ว ขอยืนยันว่าก่อนรับตัวนายประวีณ จันทร์คล้าย เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตรวจสอบหมายขังระหว่างสอบสวน/ใบส่งตัวและรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของศาลอาญา ซึ่งตรงกับรายงานทะเบียนราษฎร จากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบบข้อมูลผู้ต้องขังกรมราชทัณฑ์ถูกต้องครบถ้วนเรียบร้อย” อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าว