เหยื่อไฮบริดสแกม ลงทะเบียน เฉลี่ยเงินคืนภายใน 90 วัน ไซเบอร์จับมือปปง. นำทรัพย์สินที่ยึดจากแก๊ง ‘เชาเซียน ชู’ มากระจายคืนก่อนกว่า 600 ล้าน เผยให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 15 ก.ย.ถึง 13 ธ.ค. แค่วันแรกยื่นเอกสารขอความคุ้มครองแล้ว กว่า 1.2 พันราย
เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาฯ สำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ และพล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. พร้อมด้วยผู้แทนฝ่ายกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (Homeland Security Investigations Attache) เจ้าหน้าที่บช.สอท.และเจ้าหน้าที่ปปง. ร่วมแถลงข่าวการรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์เพื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนผู้เสียหายคดี ไฮบริดสแกม (Hybrid Scam) จากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565 ถึง วันที่ 12 ก.ย.2566 มีคดีที่ได้รับแจ้งความแล้วกว่า 326,992 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 45,245 ล้านบาท โดยมีคดีไฮบริดสแกม ที่หลอกให้ เชื่อใจ ไว้ใจแล้วชักชวนลงทุน 3,280 คดีมีมูลค่า 2,700 ล้านบาท
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวว่า คนร้ายใช้วิธีการชักชวนผู้เสียหายให้ลงทุนสกุลเงินดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มปลอม BCHGLOBALLTD .com จากนั้นให้ผู้เสียหายซื้อเงินสกุล USDT และโอนไปตามเลขกระเป๋าเงินดิจิทัลตามที่คนร้ายระบุ ก่อนที่จะถูกโอนเข้าบัญชีของแพลตฟอร์มสำหรับเทรดเงินดิจิทัล และยังพบว่าการกระทำความผิดดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับคดีอื่นอีกหลายพื้นที่จึงได้มีการประสานความร่วมมือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา รวมถึงหน่วยงานต่างประเทศและภายในประเทศ กระทั่งได้ข้อมูลที่เชื่อมโยงไปสู่คนร้ายตัวจริงที่ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลดังกล่าว คือนายเชาเซียน ชู สัญชาติจีนกับพวก และยังพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงนอมินีนิติบุคคลสัญชาติไทยที่เชื่อว่าจดทะเบียนเพื่ออำพรางการทำธุรกรรมเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการ กระทำความผิดซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น

ลงทะเบียน – พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. นำตำรวจไซเบอร์และปปง. เปิดลงทะเบียนคำร้องขอคุ้มครองสิทธิสำหรับผู้เสียหายคดีไฮบริดสแกม เตรียมเฉลี่ยคืนเงินเหยื่อ หลังยึดทรัพย์ได้กว่า 600 ล้าน วันแรกมีผู้ลงทะเบียนกว่าพันคน ที่บช.สอท. เมื่อวันที่ 18 ก.ย.
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวต่อว่า ภายใต้ปฏิบัติการ ‘Trust No One’ EP.1-5 มีการตรวจค้นกว่า 72 จุดทั่วประเทศ ผลการปฏิบัติสามารถจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติจีน 3 ราย ตรวจยึดอายัดอสังหาริมทรัพย์คอนโดฯ หมู่บ้านหรู รถยนต์ สินค้าแบรนด์เนม เงินสด และของกลางอื่นอีกหลายรายการ รวมมูลค่ารวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งในคดีนี้ได้ร่วมสอบสวนกับพนักงานอัยการของสำนักงานอัยการสูงสุด และส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดย แสดงตนเป็นคนอื่น โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง”
ต่อมาปปง.มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว เบื้องต้นพบว่ามี 15 รายการ รวมมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท และได้ลงประกาศสำนักงาน ปปง. เรื่อง ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์จากการกระทำความผิดมูลฐาน คดี นายเชาเซียน ชู กับพวก มายื่นเอกสารเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์คืน โดยมีขั้นตอนและวิธีการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์สำหรับผู้เสียหาย ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2566 ถึงวันที่ 13 ธ.ค. 2566 เวลา 08.30-16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยผู้เสียหายสามารถเตรียมเอกสาร มาลงทะเบียนได้ที่ บช.สอท. หรือหากใครไม่สะดวกมาลงทะเบียนด้วย ตัวเอง สามารถส่งหลักเอกสารผ่านทางไปรษณีย์ได้เหมือนกัน
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวอีกว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์หรือเป็นครั้งแรกที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยึดทรัพย์ผู้ที่กระทำความผิด เกี่ยวกับไฮบริดสแกม หรือหลอกลวงให้ ผู้เสียหายร่วมลงทุน ซึ่งนับว่ามีมูลค่ามากที่สุดในบรรดาคดีอาญากรรมไซเบอร์ เพราะแค่มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่ารายละ 100,000 บาท ดังนั้น จึงถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ และ มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ในส่วนของตนถือว่าเป็นนโยบายหลัก และจะมอบหมายและสานต่อให้ผบ.ตร.คนใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการคืนความสุขให้กับประชาชน อีกทั้งนอกเหนือจากคดีการหลอกให้ลงทุนแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีนโยบายนำคดีอื่น เช่น คดีการดูดเงิน ที่มี ผู้เสียหายหลงเชื่อ จนทำให้เสียทรัพย์จำนวนมาก คืนให้กับประชาชนอีกด้วย
นายเทพสุกล่าวว่า จะรวบรวมพยาน หลักฐาน เพื่อคืนทรัพย์ให้กับประชาชนให้เร็วที่สุด โดยขั้นตอนทางปปง. ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการธุรกรรมการเงิน ส่งสำนวนให้อัยการ ก่อนที่จะส่งเรื่องไปให้ศาลแพ่งพิจารณาคำพิพากษาเพื่อเฉลี่ยทรัพย์ให้ กับผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงประชาชนว่าให้เข้ามายื่นคำร้องตามวันเวลาที่กำหนด ซึ่งการแบ่งทรัพย์อาจจะไม่ได้ตามจำนวนที่เสียหายจริง เพราะมีผู้เสียหายจำนวนมาก แต่ทรัพย์อาจจะไม่เพียงพอ ดังนั้น ขอให้ผู้เสียหายแจ้งความเสียหายตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ส่วนทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดไว้อีกหลายรายการ รวมมูลค่าประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะนี้ปปง.อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าวเพื่อนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้เสียหายล็อตแรกที่เดินทางมาลงทะเบียนเพื่อยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์สำหรับผู้เสียหายในคดีในวันนี้มีมากกว่า 1,200 ราย ในจำนวนนี้มีทั้ง นักธุรกิจ, ทหาร, หมอ, พยาบาล, พระสงฆ์ รวมอยู่ด้วย ซึ่งหลังจากวันนี้ทางบช.สอท. จะใช้ห้องรับเรื่องราวร้องทุกข์ ภายในอาคารที่ทำการ 30 ชั้น เป็นวอร์รูมในการรับลงทะเบียนต่อไป