ผลพวงเลือกนายกฯ พญ.ดังคาใจเกลียดชัง กก.โต้ครหาการละคร ปมขับ‘อ๋อง’พ้นพรรค รทสช.จี้คืนโควตากมธ. พท.ชูอิ๊งเป็นดาวฤกษ์
‘หมอพรทิพย์’กลับถึงไทยตัดพ้อไม่เข้าใจคนเกลียดชัง แต่ขอใช้ธรรมะจัดการแทนกฎหมายที่ถูกไล่ออกจากร้านอาหารในไอซ์แลนด์ รับพลาดนอนทับทุ่งลาวามอส ก้าวไกลชี้เป็นการสะท้อนความรู้สึกประชาชนตอนโหวตเลือกนายกฯ ‘ชัยธวัช’ โต้ครหาก้าวไกลการละคร ปมขับ‘หมออ๋อง’พ้นพรรค รทสช.จวกก้าวไกลลักไก่โควตาประธานกมธ. เพื่อไทยยก‘อิ๊ง’เป็นดาวฤกษ์ ถ้านั่งหัวหน้าจะทวงแชมป์พรรคอันดับ 1 ได้ พีมูฟประกาศ 3 ต.ค. ปักหลักหน้าทำเนียบ ชุมนุมครั้งแรกในรัฐบาล‘เศรษฐา’ เรียกร้องนโยบายเพื่อที่ดิน เสรีภาพ ประชาธิปไตย
‘หมอพรทิพย์’ลั่นใช้ธรรมะข่ม
จากกรณีที่พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.)ไปท่องเที่ยวประเทศไอซ์แลนด์ พร้อมเพื่อนๆ ซึ่งมีสส.ฟากรัฐบาลร่วมคณะด้วย เมื่อเข้าไปร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเรคยาวิก ถูกชายไทยคนหนึ่งไลฟ์สดอ้างว่าเป็นเจ้าของร้าน ด่ากราดไล่ออกจากร้าน เพราะแค้นที่ทำกับประเทศไทย พร้อมถ่ายคลิปและนำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ขณะที่สส.ฟากรัฐบาลที่ร่วมคณะ ช่วยปกป้องและถ่ายคลิปวิดีโอด้วยเช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ส่วนพญ.คุณหญิงพรทิพย์ได้ตอบคอมเมนต์ ผู้มาให้กำลังใจในเฟซบุ๊ก ส่วนตัวว่า “ขอบคุณค่ะ ไม่รับมันมาทุกสิ่งที่ทำก็กลับเข้าตัวค่ะ” ต่อมาเกิดดราม่าขึ้นอีกเมื่อในอินสตาแกรมของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ได้โพสต์ภาพ ขณะที่ เจ้าตัวได้ไป THE LAVA FIELDS OF ICELAND หรือทุ่งมอสลาวาแห่งไอซ์แลนด์ พร้อมระบุว่า “สิ่งมหัศจรรย์สวยงามทางธรรมชาติของไอซ์แลนด์ คือ Lava Moss บางคนเรียก Lava Field ที่วันนี้แดดดีเลยได้ถ่ายรูปด้วย มองเหมือนพรมกำมะหยี่นุ่ม เป็นก้อนๆ ตามลักษณะของลาวาจากภูเขาไฟ”
เมื่อวันที่ 1 ต.ค. พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โพสต์เฟซบุ๊ก Porntip Rojanasunan ว่า กลับถึงไทยแล้ว ขออนุญาตเรียนตามที่บอกไว้เรื่องทริปนี้ ส่วนเรื่องการถูกไล่ออกจากร้านอาหารที่ไอซ์แลนด์ ได้เป็นบททดสอบธรรมะในตน ทันทีที่ทราบว่าเขาเกลียดมากจนชี้หน้าด่า หมอกลับรู้สึกเฉยและมองไปข้างหลังและข้างหน้าของเขาที่จะเป็นเช่นไร ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกคำแนะนำ แต่ขออนุญาตเลือกที่จะใช้ธรรมะจัดการมากกว่าใช้กฎหมายจัดการ ขอบคุณอีกครั้ง
ส่วนเรื่องการถ่ายภาพบนลาวามอสถือเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้ศึกษากฎระเบียบให้ชัดเจน ในบริเวณที่ลงถ่ายไม่มีป้ายจึงทำไม่ถูกระเบียบ แจ้งมาก็เพื่อให้รู้ว่าหมอผิดพลาดเอง และแก้ไขทันทีที่ทราบทันที จึงลบออกตั้งแต่ยังไม่กลับมา แต่ก็ไม่ทันสำหรับคนที่เกลียดชังนำไปขยายผล
‘ชัยธวัช’ชี้ที่มา-ปชช.โกรธสว.
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้สะท้อนความรู้สึกโกรธของประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่มีต่อบทบาทของสว. ในการเลือกนายกฯ ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ามีประชาชนที่ไม่พอใจเพราะเขารู้สึกว่าเสียงของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ไม่มีความหมาย นี่เป็นพื้นฐานที่เข้าใจได้ ปรากฏการณ์แบบนี้เเม้อาจไม่อยากเห็น แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะเกิดขึ้น มันมีที่มาที่ไป จะแยกเรื่องบทบาทของสว.กับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่เราไม่อยากเห็นการเลือกปฏิบัติจากความคิดที่แตกต่างกันในทางการเมือง ทางออกคือต้องมีการแก้ไขกฎกติกาทางการเมืองเพื่อไม่ให้มีใครจะมาใช้อำนาจได้เหนือกว่าเสียงของประชาชนได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการแชร์ภาพชายคนที่ไล่พญ.คุณหญิงพรทิพย์ เหมือนเป็นแฟนคลับพรรคก้าวไกล ส่วนนายสมชาย แสวงการ สว.จี้ให้เช็กว่าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลหรือไม่ ถ้าใช่ควรเอาออก นายชัยธวัชกล่าวว่า ผู้ที่เลือกพรรคก้าวไกลมี 14 ล้านคน ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกันหมด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดร่วมคือประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและเลือกพรรคเรามาอันดับหนึ่ง ย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดากับบทบาทของสว. แม้เราจะไม่ได้สนับสนุนให้เลือกปฏิบัติจากจุดยืนในทางการเมือง แต่สว.ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความคิดเห็นต่างกันทางการเมือง แต่เป็นความไม่ไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อบทบาทของสว.ที่เขารู้สึกว่าไม่เคารพเสียงของพวกเขา
‘โรม’ระบุก้าวไกลไม่เกี่ยว
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลกล่าวว่า เรื่องนี้คิดว่าถ้ายืนอยู่บนสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์คงไม่มีใครอยากถูกไล่เวลาไปที่ไหน ไม่มีใครชอบที่จะโดนกระทำ แต่อีกด้านตนเข้าใจความรู้สึกโกรธของประชาชนที่มีต่อการกระทำของสว. ที่มีการใช้เงินภาษีของประชาชน แต่กลับไม่ได้แสดงออกหรือเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นตามเจตนารมณ์ของประชาชน สุดท้ายตนคิดว่าต้องหาจุดสมดุลให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ประเทศไอซ์แลนด์ ไม่แน่ใจว่าการกระทำเช่นนี้ตามมาตรฐานของประเทศดังกล่าวเป็นอย่างไร แต่หากมีข้อสุ่มเสี่ยงทางกฎหมายก็ต้องรับผลตามกระบวนการ แต่อีกด้านเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าการที่นักการเมืองแสดงออกโดยไม่เคารพเสียงประชาชน ก็มีราคาที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น การกระทำแบบไหนที่ทำได้ หรือไม่ควรทำต้องหาจุดสมดุล
ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากฝากอะไรถึงกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้อีก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การพูดคุยด้วยเหตุผลเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เป็นสิ่งที่สร้างความยอมรับได้มากกว่า และต้องฝากถึงนักการเมืองว่า เรามีบทเรียน เช่นกันว่าต้องเคารพเสียงของประชาชนด้วย เป็นบทเรียนของทุกฝ่าย อย่างฝ่ายที่แสดงออกด้วยท่าทีที่โมโหต่อพญ.คุณหญิงพรทิพย์ เขาก็โดนวิจารณ์เช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วย
เข้าใจว่ามีกระบวนการดิสเครดิตทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มที่ไปต่อว่าพญ.คุณหญิงพรทิพย์ โดยกล่าวหาว่า นี่ไงด้อมส้มเป็นอย่างนี้ บ้างก็โยงมาถึงพรรคก้าวไกล ทั้งที่พรรคไม่น่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ กระบวนการดิสเครดิตนี้เป็นการทำให้สังคมยิ่งไปสู่ความขัดแย้ง ให้ร้าวลึกมากขึ้น จะเห็นว่าคนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกล มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก ซึ่งอาจมีบางคนที่ไม่เห็นตรงกับเรา พยายามใช้ ทุกความเป็นไปได้ทำลายชื่อเสียง อาจเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยความระมัด ระวังว่าจะมีกระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้น
สว.จวกละเมิดสิทธิ-หยาบคาย
ด้านนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. กล่าวว่า ไม่ว่าจะเห็นต่างทางการเมืองกันอย่างไร การแสดงออกที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงคิดว่าไม่ควรทำ รวมทั้งคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยแล้วมองคนอื่นเป็นฝ่ายเผด็จการ ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงจะไม่เกิดการกระทำหยาบคายแบบนี้เด็ดขาด
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ทางส.ว.จะรับมืออย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีกไม่เฉพาะแค่ต่างประเทศ รวมถึงภายในประเทศไทยด้วย นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมีความคิดที่จะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศจากประเทศที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น คงจะแสดงความคิดเห็น และในฐานะที่พวกเราเป็น สว. เป็นตัวแทนของประเทศไทย ควรได้รับการต้อนรับตามสมควร ควรให้เกียรติ ส่วนเรื่องจะชอบส่วนตัวหรือไม่ชอบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
‘อดิศร’ชี้ยุคปชต.ไม่น่าเกิด
นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า กรณีที่เกิดเหตุที่ไอซ์แลนด์ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอารมณ์ความรู้สึกอะไรหรือไม่ ที่ตนไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2566 คนเราต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ใช้อารมณ์ตาต่อตา ฟันต่อฟันมาใช้ลักษณะนี้ ความคิดเห็นทางการเมืองของแต่ละคนอาจไม่ตรงกัน แต่การแสดงออกลักษณะนี้ตนว่าไม่เหมาะสม
“ผมทราบมาว่า ทางประเทศไอซ์แลนด์มีกฎหมายที่เข้มข้นอาจสามารถส่งบุคคลนี้กลับประเทศได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นในยุคที่เป็นประชาธิปไตยในยุคที่โลกมีเทคโนโลยีสูง น่าจะมีเหตุผลสูงกว่านี้ ไม่ใช่นำอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล” นายอดิศรกล่าว
‘ท็อป’ซัดคนบูลลี่-เผด็จการ
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในสังคมประชาธิปไตยคำว่าประชาธิปไตยหัวใจคือการเคารพในความแตกต่างทางความคิด หากคุณคิดอย่างนึง อีกคนคิดอย่างนึง ต่างคนต่างว่ากันไป นั่นคือประชาธิปไตย ฝ่ายค้านคิดอย่าง ฝ่ายรัฐบาลคิดอย่าง แต่ถ้าคุณคิดต่างกันแล้วนำความคิดนั้นไปบูลลี่หรือไปแสดงกิริยามารยาทอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่เหมาะสมกับบุคคลอื่นนั้น คุณไม่ต่างอะไรกับเผด็จการเลย
ดังนั้นแนวความคิดของใครก็แล้วแต่ การจะปฏิบัติต่อคนอื่น หรือแม้แต่คนที่เป็นลูกค้า ในกรณีที่เกิดขึ้นเป็นผู้ประกอบกิจการร้านอาหารกับลูกค้า ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการควรมีจิตใจที่มีเซอร์วิสมายด์มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในประเทศที่มีความเป็นประชาธิปไตย สูง ควรศึกษาแนวทางประชาธิปไตยของประเทศนั้นแล้วใช้เป็นแนวทางในการทำงานจะดีกว่า เพราะเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาอย่างที่เห็นก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อใคร และไม่รู้ด้วยว่าจะมีมาตรการทางกฎหมายใดตามมาด้วยหรือไม่
“การทำอะไรที่ไม่ได้ยั้งคิด อาจจะสะใจแน่นอน คนเชียร์ก็เยอะ คนเห็นต่างก็มาก แต่ที่สำคัญจะกระทบกับการประกอบอาชีพของบุคคลนั้นขอแนะนำผ่านไปถึงทุกๆ คน ในการที่จะมีความคิดอะไรที่แตกต่างทางการเมือง เป็นสิ่งที่สามารถคิดได้ แตกต่างได้ แต่หัวใจสำคัญคือ การเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างนั้น ไม่ไปบูลลี่กัน ไม่ว่าจะเป็นในโลกออนไลน์ หรือในโลกแห่งความเป็นจริง ควรจะต้องเคารพในความแตกต่างทางความคิดเห็นเหล่านั้น” นายวราวุธกล่าว
เหน็บก้าวไกลขับ‘หมออ๋อง’
นายวราวุธกล่าวถึงกรณีพรรคก้าวไกล ขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา ผู้แทนฯ คนที่ 1 จากพรรคก้าวไกล ออกจากพรรค เพื่อไปสังกัดพรรคใหม่ จะได้ทั้งตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านและรองประธานสภา จนเกิดเสียงวิจารณ์เป็นแท็กติกทางการเมืองว่า การที่นายปดิพัทธ์โดนขับออกจากพรรคก้าวไกล ยังต้องหาพรรคการเมืองสังกัดภายใน 30 วัน โดยที่ไม่เสียสิทธิ์การเป็นสส. ซึ่งการทำเช่นนี้เข้าใจได้ ถ้าต้องการรักษาตำแหน่งรองประธานสภาบวกกับสถานะของสส.ไว้
“ผมอยู่กับการเมืองมาตั้งแต่เล็ก ต้องชมว่าการทำแท็กติกนี้ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการเมืองไม่รู้ใครเป็นคนคิด แต่ก็เข้าใจคิดดีมาก ในการที่จะรักษาสถานะผู้นำฝ่ายค้านและรองประธานสภา ผมไม่ขอออกความเห็นว่าดีหรือไม่ เป็นอย่างไร แต่ในทางกฎหมายแล้วไม่ใช่สิ่งที่ผิด เป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคการเมืองที่จะดำเนินการ ส่วนเรื่องความเหมาะสม การเมืองถ้าไม่ผิดกฎหมายก็อยู่ในวิสัยของสมาชิกแต่ละท่านที่จะดำเนินการ”
‘ต๋อม’โต้ครหาก้าวไกลการละคร
นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวกรณีนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุถึงการขับนายปดิพัทธ์ ออกจากพรรค เพื่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน จะเป็นทุกขลาภ เงาหัวของก้าวไกลถือว่าหาย ไม่สง่างาม ก้าวไกลลิเกหมอลำการละครว่า ไม่ว่าคำวิจารณ์จะมาจากพรรคเพื่อไทย หรือพรรคใด เรายอมรับ และต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของใคร
ส่วนเหตุผล เราแถลงชี้แจงรายละเอียดแล้วว่า พรรคมีความจำเป็น จะต้องมีสถานะเป็นฝ่ายค้านโดยสมบูรณ์ ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจะมีสส.คนไหนไปเป็นรองประธานสภา ไม่ได้ ตนและกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ได้พูดคุยกับนายปดิพัทธ์แล้ว และนายปดิพัทธ์ยังยืนยัน ต้องการดำรงตำแหน่งรองประธานสภา ต่อไป เพื่อทำตามนโยบายที่ได้เคยพูดไว้ เราก็เคารพการตัดสินใจ ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องมีมติให้นายปดิพัทธ์พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ส่วนนายปดิพัทธ์ต้องพิสูจน์ตัวเองเช่นกันเมื่อตัดสินใจแบบนี้แล้ว จะสามารถปรับปรุงยกระดับการทำงานของสภาให้ดีขึ้นตามที่ได้ตั้งใจไว้หรือไม่
นายชัยธวัชกล่าวถึงขั้นตอนเลือกประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตามสัดส่วนของพรรคก้าวไกลว่า ยังอยู่ในขั้นตอนเปิดรับให้สส.ที่มีความประสงค์ในแต่ละคณะ มานำเสนอเป้าหมาย แผนงาน วิสัยทัศน์ และสุดท้ายจะมีการเลือกกันในที่ประชุมสส.พรรควันที่ 3 ต.ค.โดยใช้เสียงสส.กึ่งหนึ่งในการลงมติในขั้นตอนสุดท้าย ตนทราบมาว่าทางรัฐบาลจะกำหนดให้เสนอรายชื่อกมธ.วันที่ 4 ต.ค. และจะเสนอให้แก้ไขข้อบังคับที่เกี่ยวกับชื่อและภารกิจของกมธ.บางชุดด้วย เพื่อปรับให้สอดคล้องกลับการทำงานที่มีประโยชน์มากกว่า เพราะบางชุดมีภารกิจที่ซ้ำกัน ส่วนกรณีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ตัดพ้อเรื่องการทำงานนั้น ตนพูดคุยกับนายณัฐวุฒิแล้ว ยืนยันยังทำงานกับพรรคต่อเเน่นอน
รทสช.ฉะลักไก่เก้าอี้ปธ.กมธ.
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีพรรคก้าวไกล มีมติขับนายปดิพัทธ์ออกจากพรรคที่มีผลต่อการคำนวณจำนวนประธานกมธ.ว่า “ตัวเลขไม่หลอกใคร.. ก้าวไกล ‘โกง’ กมธ. จากพรรคที่เคยด่า การสืบทอดอำนาจ กลายเป็นพรรคหวงอำนาจซะเอง อยากได้ทั้งตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ไปจนถึงตำแหน่งรองประธานสภา
พรรคก้าวไกล จึงต้องเล่นละครตบตาคนไทยทั้งประเทศ ขับรองปดิพัทธ์ออก เพื่อจะได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สังคมไม่ได้จับตามอง แต่มีความสำคัญยิ่งยวด คือตำแหน่งประธานกมธ. ซึ่งมีหน้าที่เต็มในการบริหารติดตามญัตติในสภา พรรคเดียวกันนี้เล่นไม่ซื่อ ต้องการเก็บไว้ 11 อัตราเต็ม ทั้งที่ตามสิทธิได้แค่ 10
ทุกพรรครู้เรื่องผิดปกตินี้ดี แต่ไม่มีใครกล้าพูด..ลองกดเครื่องคิดเลขตามผมช้าๆ โควตาจำนวนประธานกมธ. 35 ชุด (จาก 500 สส.) 500 หารด้วย 35 = 14.2857143 แปลว่า 14.2857143 สส. ได้ 1 ประธาน กมธ. (ก่อนหน้านี้) ก้าวไกล 151 สส. สัมประสิทธิ์ = 10.57 (ได้รับปัดขึ้น เป็น11) (ปัจจุบัน)ก้าวไกล 150 สส. สัมประสิทธิ์ = 10.50 รทสช. 36 สส. สัมประสิทธิ์ = 2.52
จากเลขเต็มจำนวน จะถูกคิดคำนวณเป็นจำนวน ประธานกมธ. ไม่มีปัญหา แต่ถ้าพิจารณา ‘เศษทศนิยม’ หลังจากรองอ๋องออกจากพรรค (ก้าวไกลเหลือ 150 สส.) ทำให้เศษส่วนที่มีการปัดขึ้น เปลี่ยนไป กลายเป็นรทสช. มากกว่า ที่ 0.52 ต่อ 0.50 ฉะนั้นผมเสนอให้มีการทบทวนจำนวนประธานกมธ.ใหม่อย่างตรงไปตรงมา หลังจากปดิพัทธ์ออกจากพรรคก้าวไกลต้องคืนโควตา 1 เก้าอี้ อย่าทำหัวหมอ บนความผิดหลักการ เพื่อให้การแต่งตั้งชุดกมธ.สามัญ ทั้ง 35 ชุด ในวันที่ 5 ต.ค.นี้ เป็นไปอย่างชอบธรรม อย่าให้ใครครหาว่า เป็นพรรคหวงเก้าอี้ หวงการสืบทอดอำนาจ แบบพรรครุ่นใหม่ อำนาจนิยม 2.0

โอท็อป – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เยี่ยมชมและให้กำลังใจผู้ประกอบการโอท็อป ในงาน OTOP Midyear 2023 โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ต้อนรับและนำชม ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 1 ต.ค.
พท.มั่นใจ‘อิ๊ง’ทวงคืนแชมป์
นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่ค่อนข้างชัดเจนว่าน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ในการประชุมวิสามัญพรรคเพื่อไทย วันที่ 27 ต.ค. ว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะน.ส.แพทองธารมีความเหมาะสม เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นลูกสาวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมา เชื่อว่าน.ส.แพทองธารเป็นบุคคลที่คนในพรรคเพื่อไทยทุกคนไว้วางใจให้ขึ้นมานำพรรคมุ่งไปข้างหน้า
เมื่อน.ส.แพทองธารขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว จะเป็นแรงหนุนให้ สส.และสมาชิกพรรคทุกคนมีพลังในการทำงาน ทำพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน อีกทั้งวันนี้พรรคเพื่อไทยมีสส.รุ่นใหม่ได้เข้ามาทำหน้าที่ในสภา เป็นอย่างมาก การได้คนรุ่นใหม่มาเป็นหัวหน้าพรรคเช่นนี้จะยิ่งสอดประสานการทำงานให้เป็นปึกแผ่น ทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนและจะกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร เป็นที่ยอมรับในบรรดาสมาชิกพรรค 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งจากการทำงานที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และการลงพื้นที่รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา ได้แสดงถึง ศักยภาพของน.ส.แพทองธารในทุกด้าน ตนยินดีที่น.ส.แพทองธารจะได้ก้าวขึ้นไปสู่หัวหน้าพรรค เพราะเป็นคนทั้งเข้าใจและเป็นคนของยุคสมัย คนรุ่นตนก็รู้สึกว่าแก่เกินไป ซึ่งเป็นจังหวะโอกาสที่จะได้นำประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ ซึ่งจะนำพาพรรคเพื่อไทย ได้อย่างแน่นอน ไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับน.ส.แพทองธาร
เป็นดาวฤกษ์-พาพรรคทะยาน
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าหาก น.ส.แพทองธารได้เป็นหัวหน้าพรรคจริง ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก จะสามารถถือธงนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่การเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้ น.ส.แพทองธารเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถ เข้าใจบริบทการเมืองอย่างทะลุปรุโปร่ง เป็นบุคลากรทางการเมืองที่ทุกคนเชื่อมั่น ไว้วางใจให้ขึ้นมานำพรรค นำพาพรรคพุ่งทะยานไปข้างหน้า เพิ่มแรงสนับสนุนให้สส.และสมาชิกพรรคทุกคนมีพลังในการทำงาน ทั้งงานระดับชาติและระดับพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ
ส่วนในสภา พรรคเพื่อไทยมีสส.รุ่นใหม่ไฟแรงเข้ามาเติมเต็มทำหน้าที่ในสภาได้อย่างสมศักดิ์ศรี การได้คนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคในสถานการณ์นี้ จะยิ่งสอดประสานการทำงานให้เป็นปึกแผ่นเป็นเอกภาพ ทำให้พรรคเป็นที่เชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น น.ส.แพทองธารเป็นคนที่พรรคมีความมั่นใจในการที่จะขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ นำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จกับภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ตรงสเป๊กการทำงานการเมืองในยุคดิจิทัล
“น.ส.แพทองธารถือเป็นดาวฤกษ์ มีแสงในตัวเอง เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม นำพาพรรคพุ่งทะยานไปข้างหน้า วางเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง” นายอนุสรณ์กล่าว
‘อ้วน’จ่อชงชื่อกก.ประชามติ-มีกก.
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ได้ประสานบุคคลที่จะมาเข้าร่วมในคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ครบทั้ง 30 คนแล้ว ตนจะนำรายชื่อทั้งหมดเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเพื่อพิจารณาต่อไป จะเป็นตัวแทนจากทุกภาคส่วนมาเข้าร่วม อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นกรรมการและโฆษกคณะ
นายนพดล ปัทมะ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ จากพรรคเพื่อไทย นายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายไพบูลย์ นิติตะวัน จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายธนกร วังบุญคงชนะ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม จากพรรคประชาชาติ(ปช.) นาย วิรัตน์ วรศสิริน จากพรรคเสรีรวมไทย(สร.) นายเดชอิศม์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ จากพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ขณะที่พรรคก้าวไกลได้ตอบรับเข้าร่วมแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ส่ง รายชื่อตัวแทนมา
เชิญตัวแทนทุกกลุ่มให้ความเห็น
นอกจากนี้ ยังมีนายพิชิต ชื่นบาน เป็นตัวแทนที่ปรึกษานายกฯ พล.อ.ชัชวาลย์ ขำเกษม เป็นตัวแทนทหาร พล.ต.อ.วินัย ทองสอง อดีตรองผบ.ตร.เป็นตัวแทนตำรวจ นายชาติพงษ์ จีระพันธุ อดีตรองอัยการสูงสุด เป็นตัวแทนอัยการ ในส่วนของตัวแทน ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายยุทธพร อิสรชัย นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกฯ เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ นายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการกฤษฎีกา นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกฯ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
“ในระหว่างการประชุมจะเชิญภาค ส่วนอื่นๆ ภาคธุรกิจ เช่น หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนเกษตรกร ตัวแทนภาคสังคม เช่น กลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา ตัวแทนสื่อมวลชน เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ สมาคมผู้สื่อข่าว เป็นต้น มาให้ความเห็นเพิ่มเติมระหว่างการประชุมด้วย”
‘เจ๊หน่อย’ขอรบ.จริงใจแก้รธน.
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลไม่มีความชัดเจนมาตั้งแต่ต้นและใช้เวลานานมาก ทั้งที่เมื่อตอนเป็นฝ่ายค้านต้องการแก้ไขตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไป รวมถึงการแก้รายประเด็นเพื่อตัดอำนาจ สว. ในการเลือกนายกฯ ซึ่งทางพรรคไทยสร้างไทย ได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ใจความสำคัญคือ ให้มีเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นผู้มาเขียนรัฐธรรมนูญ โดยไม่แก้หมวด 1 และ 2 เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แต่มุ่งแก้ไขในส่วนที่กระทบถึงประชาชนและขจัดการสืบทอดอำนาจ
พรรคไทยสร้างไทยได้เสนอร่างแก้ไขไปแล้ว ตรงนี้เราชัดเจน โดยวิธีการของเราคือไม่ต้องทำประชามติถามประชาชนก่อน เพราะไม่ใช่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ประชาชนเสียโอกาสมาหลายปีแล้ว ครั้งนี้ถ้าร่วมมือกันจะแก้ไขได้เสร็จภายในปี 2567 และนายโภคิน พลกุล ซึ่งถือว่าเป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านได้ร่างเอาไว้สามารถทำได้ทันที จึงขอแนะนำรัฐบาลว่าถ้าจริงใจให้ใช้วิธีนี้ ไม่ต้องเสียเงินไปทำประชามติก่อน และไม่เกิดความขัดแย้ง เพราะไม่ได้แก้หมวด 1 และ 2 อยาก เรียกร้องให้รัฐบาลมีความจริงใจ อย่าไปซื้อเวลาด้วยการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่จะทำให้เสียเงิน และยิ่งสร้างความขัดแย้ง
“ขอเชิญชวนภาคประชาชน รัฐบาล สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันสร้าง ส.ส.ร. ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไป เพื่อปากท้อง สิทธิเสรีภาพที่ดีกว่าของประชาชน และ เพื่อสถาปนาประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ซึ่งตามร่างของพรรคไทยสร้างไทย จะมีการทำประชามติเพียงครั้งเดียวที่รัฐธรรมนูญบังคับ และขอยืนยันว่าแล้วเสร็จภายในปี 2567 ถ้าเริ่มทำกันวันนี้”
ปชป.ย้อน‘เศรษฐา’ปมทสภ.
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังได้กล่าวชื่นชมนายทักษิณ ชินวัตร ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล วางโครงสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ดีว่า นายกฯ ต้องกลับไปดูข้อมูลพื้นฐานที่ไปที่มาของการริเริ่มสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในการผลักดันพัฒนา มาตั้งแต่ต้น ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้เริ่มต้นให้สนามบินสุวรรณภูมิเกิดขึ้น เพราะได้อนุมัติ งบประมาณ 120,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินโครงการสร้างสนามบินหนองงูเห่าชื่อขณะนั้น และต่อมาได้ขอพระราชทานชื่อเป็น “สนามบินสุวรรณภูมิ”
นายชวน ซึ่งเป็นนายกฯ ขณะนั้น มองการเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเมืองไทยมากขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องขยาย และต้องสร้างสนามบินไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น อีกเหตุผลสำคัญคือสนามบินดอนเมืองไม่สามารถขยาย ได้แล้ว จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการพิจารณาการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ และรัฐบาลนายชวนก็เริ่มต้นในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ นายเศรษฐาต้องไม่ลืมประวัติศาสตร์เหล่านี้ อย่าพูดเพียงเพื่อตีกิน หรือเอาใจนายทักษิณ
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่มีการตรวจสอบการทุจริตในการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิมากมาย เป็นอีกหนึ่งประวัติศาสตร์ ที่มีความไม่โปร่งใสในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เรื่องนี้เชื่อว่านายเศรษฐาทราบดีว่าเกิดขึ้นสมัยรัฐบาลใด ไม่อยากให้นายกฯ ต้องมาฝืนใจ กินน้ำเห็นปลิง ส่วนวันที่ 2 ต.ค.ตนจะออกมาเปิดเผยเรื่องสนามบินอีกแห่งที่นายกฯ ต้องตรงไปตรงมาในการให้ข้อมูลกับประชาชน ไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสนได้
พีมูฟประกาศชุมนุมทำเนียบ
วันเดียวกัน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ออกแถลงการณ์เรื่อง ประกาศปักหลักชุมนุมครั้งแรกในรัฐบาลเศรษฐาว่า หลังการจัดตั้งรัฐบาล นำโดยพรรคเพื่อไทย มีนายกฯชื่อ เศรษฐา ทวีสิน เราได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ด้านต่อทุกภาคส่วนแล้วเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2566 ที่รัฐสภา ครอบคลุมประเด็นข้อเสนอทั้งสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย, การกระจายอำนาจ, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, นโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม, การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, การป้องกันภัยพิบัติ, การคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์, สิทธิของคนไร้สถานะ และ รัฐสวัสดิการ ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ด้าน จะเป็นการแก้ไขปัญหาและคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนทั้งประเทศ ภายหลังสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลังการทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 จนถึงยุคสืบทอดอำนาจของ คสช.
ณ วันนี้ยังไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐบาลว่าจะรับหลักการข้อเสนอเชิงนโยบายของเราไปดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างไร และรัฐบาลยังได้สร้างข้อกังขาต่อภาคประชาชนว่าจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่พบว่ามีแนวนโยบายหลายอย่างที่แสดงถึงความไม่เข้าใจต่อการแก้ปัญหาภาคประชาชน สืบทอดแนวนโยบายของรัฐบาลเผด็จการ คสช.
จึงขอประกาศเปิดศักราชการเคลื่อนไหวครั้งแรกในยุครัฐบาลเศรษฐา โดยจะปักหลักชุมนุม ‘พีมูฟทวงสิทธิ’ ชูธง ‘นโยบาย 9 ด้าน เพื่อที่ดิน เสรีภาพ ประชาธิปไตย’ ที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.นี้ โดยระดมพี่น้องคนจนจากทั่วประเทศเข้าร่วมขับเคลื่อนจากทะเลจรดภูเขา จนกว่าจะมีหลักประกันความชัดเจนว่าข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ด้านของเราจะได้รับการตอบสนอง เดินหน้าผลักดันโดยรัฐบาล และจะไม่กลับบ้านจนกว่าจะบรรลุข้อเรียกร้องทั้งหมด รวมถึงขอส่งเสียงไปยังพี่น้องภาคประชาชนทั่วประเทศให้ร่วมสนับสนุนและเข้าร่วมการเคลื่อนไหวของพวกเรา ลงถนนด้วยกัน
มูลนิธิเด็กขอบคุณนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ประกาศส่งต่อเงินเดือนและเบี้ยประชุมที่ได้จากตำแหน่งทุกเดือนให้มูลนิธิต่างๆ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ปรากฏว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม เพจมูลนิธิเด็ก (FOUNDATION FOR CHILDREN) โพสต์ข้อความว่า “น้องๆ และพนักงานของมูลนิธิ ขอขอบคุณนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง พร้อมคณะ ได้มอบเงินบริจาคจำนวน 45,000 บาท เพื่อใช้สำหรับจัดหาสิ่งของที่เป็นประโยชน์กับเด็กๆ ในมูลนิธิ จำนวน 90 คน สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็กๆ และคณาจารย์อย่างมากมาย ขอบคุณโครงการดีๆ #นายกส่งต่อ #ผู้นำต้องทำก่อน ของนายกฯ เศรษฐา ที่เข้ามาสนับสนุนมูลนิธิเด็กในครั้งนี้ และยังรับฟังปัญหาเพื่อนำไปหาทางออกให้พวกเราด้วยนะคะ”
ในโพสต์ดังกล่าวมีภาพประกอบเป็นภาพกลุ่มเด็กๆ ร่วมรับประทานอาหาร ของว่าง ซึ่งถือเป็นการรับประทานอาหารที่ได้รับบริจาคจากนายกฯ ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม