ยันรับฟังทุกเสียง ช่วยเติมกำลังซื้อ ฮ่องกงปลื้ม‘นิด’ ปชป.-รทสช.ค้านนิรโทษคดีม.112

รมช.คลัง ‘จุลพันธ์’ นัดตั้งโต๊ะแจงวันนี้ แจกเงินดิจิทัล 1 หมื่น หลังอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ-นักเศรษฐศาสตร์ออกโรงค้าน ด้านเพื่อไทยมั่นใจนโยบายนี้ช่วยเติมกำลังซื้อครั้งใหญ่ให้ประเทศ พลิกฟื้นเศรษฐกิจได้แน่ ด้าน ‘ปชป.-ก้าวไกล’ ซัดรัฐบาลเลิกอ้างคนรวย-จน โต้คนแย้งแจกเงินดิจิทัล แนะควรชี้แจงบนเนื้อหาสาระดีกว่า กก.ศึกษาประชามติประชุมนัดแรกวันที่ 10 ต.ค. ตั้งเป้าทำประชามติครั้งแรกต้นปี โฆษก รทสช.เห็นด้วยร่างกม.นิรโทษกรรมหากสลายสีเสื้อ ยกเว้นโทษอาญาร้ายแรง-ทุจริต-ม.112 นายกฯ หารือภาคเอกชนรายใหญ่ของฮ่องกง ย้ำไทยเปิดประเทศพร้อมรับนักลงทุน เซ็นตั้งบอร์ดสุขภาพ ดึง ‘อุ๊งอิ๊ง’ รองประธาน ฟื้นไอเดียยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์

นายกตั้ง‘อิ๊ง’รองปธ.บอร์ดสุขภาพ
วันที่ 8 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการ เผยแพร่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 258/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ ลงนามโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2566 โดยระบุว่า ด้วยรัฐบาลมีนโยบายสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี นำความปลอดภัย สร้างศักดิ์ศรี และนำความภาคภูมิใจ มาสู่ประชาชนไทยทุกคน โดยเฉพาะการสร้างและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและโรคอุบัติใหม่ รวมถึงสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาวให้เกิดความเท่าเทียม เป็นธรรมของคนทุกกลุ่ม อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ โดยมีองค์ประกอบดังนี้ นายกฯ เป็นประธานกรรมการ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นรองประธาน

ดึงรมต.7 กระทรวงร่วมเป็นกก.
กรรมการประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมว.คลัง รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.มหาดไทย รมว.แรงงาน รมว.สาธารณสุข เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้ว่าฯ กทม. นายกทันตแพทยสภา นายกแพทยสภา นายกสภากายภาพบำบัด นายกสภาการพยาบาล นายกสภาเทคนิคการแพทย์ นายกสภาเภสัชกรรม นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นกรรมการและเลขานุการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสมัยรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เและมี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็น รมว.สาธารณสุข มีแนวคิดแต่งตั้งคณะกรรมการลักษณะเช่นนี้ขึ้นเช่นกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

จุลพันธ์นัดชี้แจงดิจิทัลวอลเล็ต
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวถึง 99 นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทว่า เบื้องต้นกระทรวงการคลังจะแถลงข่าวช่วงเวลา 13.00 น. วันที่ 9 ต.ค. ซึ่งส่วนของกระทรวงรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน โดยนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มีทั้งที่สนับสนุนและคัดค้าน ขณะที่ภาคเอกชนมีเสียงสะท้อนว่าต้องการให้กระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงประชาชนจำนวนมากรอการดำเนินงานตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ดังนั้น รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอ แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป เนื่องจากต้องรอคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท สรุปสุดท้ายว่าในรายละเอียดของนโยบายจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่

นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าหลังจากที่มีการประชุมคณะกรรมการฯ นัดแรกไปเมื่อวันที่ 5 ต.ค. โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณารายละเอียดของโครงการทั้งหมด ซึ่งคณะอนุมีหน้าที่รับฟังและรวบรวมข้อมูลส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมต่อเนื่อง

เร่งดูภาพรวม-กลไกแหล่งงบ
นายจุลพันธ์กล่าวว่า สำหรับประเด็นสำคัญ จะเป็นเรื่องภาพรวมของโครงการทั้งหมด เช่น ความจำเป็นการดำเนินนโยบาย รายละเอียดต่างๆ ของกรอบการทำงาน และการตั้งเงื่อนไขของระบบตามนโยบายที่กำหนด รวมถึงกลไกที่จะใช้แหล่งเงินงบประมาณ

“เมื่อเจรจาเสร็จ จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำการบ้านและคงนัดประชุมกันอีกหลายรอบ เพื่อพิจารณาในรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งการทำงานในชั้นอนุฯ จะดูตั้งแต่เหตุผล ความจำเป็น และกลไกในการทำงานของนโยบาย รวมถึงเมื่อมีการทดสอบระบบแล้วการทำงานจะเป็นอย่างไร มีการติดตามตรวจสอบข้อมูลทางการเงินอย่างไร ซึ่งต้องรัดกุมในทุกประเด็น ข้อมูลเหล่านี้จะประชุมกันในสัปดาห์นี้ และระยะถัดไปจนกว่าการทำงานจะเสร็จ” นายจุลพันธ์กล่าว

พท.ชี้จำเป็นต้องเร่งกระตุ้นศก.
นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีมีกลุ่มบุคคลเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดยอ้างการคาดการณ์เศรษฐกิจประเทศกําลังอยู่ในภาวะฟื้นตัว รัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายเงินจํานวนมาก เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศว่า อาจเป็นความมุ่งหวังทางการบริหารที่ต่ำไป เพราะหากเปรียบเทียบการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจกับประเทศในกลุ่มอาเซียนจะเห็นว่า ไทยยังมีอัตราการเติบโตหรือฟื้นตัวที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอยู่มาก เป้าหมายของรัฐบาลนำโดยนายเศรษฐา ที่มุ่งหวังจะสร้างการเติบโตเฉลี่ยตลอด 4 ปีที่ 5% นั้น จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและเป็นความหวังในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้เป็นจริง

ทั้งนี้ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะเติมกำลังซื้อครั้งใหญ่ให้ประเทศ กระจายอยู่ในทุกชุมชน จำนวนเงิน 10,000 บาทต่อคน จึงไม่ใช่แค่ช่วยเหลือบรรเทาปัญหาค่าครองชีพให้ประชาชนเดินต่อได้ แต่มากพอที่จะดึงดูดการลงทุน เปิดธุรกิจใหม่ๆ มารองรับกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้น และหมุนวนรอบต่อไปเรื่อยๆ เพราะเงินจำนวนนี้จะหมุนเวียนต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจของไทย

โวดิจิทัลวอลเล็ตช่วยฟื้นได้จริง
นายชนินทร์กล่าวว่า ส่วนความกังวลเรื่องที่มาของเงินและมาตรการในการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่อาจไม้รัดกุม ทางรัฐบาลได้ตัดสินใจตั้งคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตที่ประสานความเห็นและมุมมองที่รอบด้านจากภาคส่วนต่างๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ และอีกหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาเป็นกรรมการร่วมตัดสินใจดำเนินนโยบาย จึงมั่นใจได้ว่า การตัดสินใจใดๆ จะรัดกุม โปร่งใสและรักษาผลประโยชน์ให้ประชาชนมากที่สุด

“รัฐบาลมีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศอย่างรวดเร็ว เป็นการปั๊มหัวใจเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน เพื่อปลุกกำลังซื้อให้ฟื้นตัว ช่วยให้เศรษฐกิจประเทศพ้นจากโคม่า จากนั้นรัฐบาลจะมีนโยบายอื่นๆ เข้ามาเสริมเพื่อให้ประชาชนสร้างรายได้ เศรษฐกิจหมุมเวียน ซึ่งจะเป็นการฟื้นประเทศไทยให้มีความสามารถในการแข่งขัน โดยยึดกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างรัดกุม” นายชนินทร์กล่าว

ปชป.ซัดรัฐบาลเลิกอ้างรวย-จน
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการคัดค้านนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปว่า ขณะนี้มีนักวิชาการ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน คือ สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารฯ รวมถึงภาคเอกชนและประชาชน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เป็นเงิน 5.6 แสนล้านบาทอย่างกว้างขวาง ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่คัดค้าน ให้ยกเลิกนโยบาย 2.กลุ่มที่ให้ปรับปรุงการแจกเงิน ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่เหวี่ยงแหแจกทุกคน และ 3.กลุ่มที่สนับสนุนการแจกเงิน ซึ่งส่วนมากคือคนของรัฐบาล และประชาชนส่วนหนึ่ง

นายองอาจกล่าวต่อว่า ปรากฏว่าคนของรัฐบาลบางคน ออกมาตอบโต้คนเห็นต่างว่าเป็นพวกอยู่ดีมีกิน สุขสบาย ไม่เห็นหัวคนที่ยังลำบาก ซึ่งเป็นการตอบโต้ที่ไม่เหมาะสม ที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องคนรวยไม่เห็นด้วยที่จะแจกเงินให้คนจน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่คัดค้านและคนที่เห็นต่าง คงไม่ได้แสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของสถานะทางเศรษฐกิจสังคมที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องของคนอยู่ดีมีกิน กับคนที่ลำบากอย่างแน่นอน แต่แสดงความคิดเห็น บนเนื้อหาสาระข้อมูล ที่แตกต่างจากของรัฐบาลมากกว่า

“คนของรัฐบาลจึงควรชี้แจงด้วยข้อมูลเนื้อหาสาระ จะเหมาะสมกว่า ไม่ควรเอาความคิดเห็นที่แตกต่าง มาสร้างความแตกแยกทางสังคม เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่ควรทำอย่างยิ่ง” นายองอาจกล่าว

ก้าวไกลจี้ตอบให้ชัดกระตุ้นตรงไหน
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงอดีตผู้ว่าการ ธปท.และนักวิชาการคัดค้านและเบรกนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่ว่า เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องชี้แจงด้วยเหตุและผล

เมื่อถามถึงตัวอย่างผลเสียที่จะตามมา หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายต่อโดยไม่คำนึงถึงเสียงคัดค้าน นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า หากยกตามเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คือผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอ้างว่า นโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต จะเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจที่จะสร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจกว่า 2.7 เท่า ซึ่งความเป็นจริงแทบเป็นไปไม่ได้ ไม่เคยมีนโยบายเศรษฐกิจใดจะทำตัวคูณทางเศรษฐกิจได้สูงขนาดนี้ แม้จะเป็นในช่วงวิกฤตก็ตาม

การใช้นโยบายเช่นนี้ เป็นนโยบายที่สร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจต่ำที่สุด หากผลออกมา ไม่ดีเท่ากับที่คาดไว้ ผลที่ตามมาคือ การใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้จะสร้างภาระทางการคลังได้ในอนาคต รัฐบาลต้องตอบคำถามตรงนี้ให้ได้ว่าสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ขนาดนั้นจริงหรือ และหากไม่ได้ผลที่ตามมาจะแก้ไขอย่างไร

ซูเปอร์โพลชี้คนไม่แน่ใจแจกเงินดิจิทัล
สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชน ต่อ เงินดิจิทัล กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนตัวอย่าง 1,111 ราย ระหว่างวันที่ 4-7 ต.ค.ที่ผ่านมา ถึงความเชื่อมั่นต่อนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทต่อคน ของรัฐบาล พบว่า ร้อยละ 42.0 ไม่แน่ใจ เพราะรัฐบาล ไม่ชัดเจนเอาเงินมาจากที่ไหน ใครได้ใครเสีย ป้องกันทุจริต สวมสิทธิ์รับเงิน ไม่ได้ติดตามข่าว ไม่รู้เรื่องนี้

ร้อยละ 32.1 เชื่อมั่นเพราะนโยบายดีมีเงินใช้เพิ่ม แก้ปัญหาปากท้องได้ เงินกำลังขาดมือ แก้ตรงจุดได้เงินก้อน กระจายรายได้เงินหมุนเวียน และร้อยละ 25.9 ไม่เชื่อมั่นเพราะรัฐบาลไม่ชัดเจนกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ไม่คิดว่าจะทำได้จริง ส่งผลกระทบเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจรวม เงินเฟ้อ

นอกจากนี้ ร้อยละ 62.5 อยากเห็นนายกฯ กับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ถกสดเรื่องปัญหาการเงินของประเทศ ให้ประชาชนทั้งประเทศรับรู้ ร้อยละ 25.0 ระบุไม่อยากเห็น และร้อยละ 12.5 ไม่มีความเห็น

โหรวันชัยชี้อสุรินทราหูชั้น 14 ขยับตัว
นายวันชัย สอนศิริ สว. โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “อสุรินทราหู” ราหูใกล้จะย้ายก็มีแรงกระแทกไปที่รัฐบาลและพรรคแกนนำบ้างเป็นธรรมดา จากดาวหางดาวตกฟาดหัวฟาดหางออกฤทธิ์ออกเดชให้เห็น แต่จะหมดเรี่ยวหมดแรงไปในที่สุดเพราะอสุรินทราหูจากชั้น 14 มีแนวโน้มที่จะโคจรมาสู่พื้นดินแห่งมนุษย์ หลังจาก 13 ต.ค.ขยับเขยื้อนเคลื่อนไปถึง 17 ต.ค. จะมีฤทธิ์มีเดช สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นปราบอริราชศัตรูไปได้ราบคาบด้วยอสุรินทราหู

ตามตำราท่านว่าอสุรินทราหูเป็นผู้รับใช้สนองพระเดชพระคุณองค์พระนารายณ์และพระพรหม ยิ่งมาเจอดาวอาทิตย์จะมีพลังอำนาจก่อให้เกิดความสงบ สยบการเคลื่อนไหวแห่งดาวทุกดวง แม้แต่ก้าวไกลก็จะไปไม่ถึงด้วยอิทธิฤทธิ์ของอสุรินทราหู

หลัง 13 ตค.เกิดมหัศจรรย์เกินคาด
การโคจรมาครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา จะเป็นการแสดงพลังแห่งฤทธิ์เดช เพื่อประเทศและประชาชน ต้องสร้างสันติสุขศิวิไลซ์แห่งไทยประเทศให้บังเกิดให้จงได้ เป็นสงครามครั้งสุดท้ายของอสุรินทราหู หลัง 13 ต.ค.เป็นต้นไป ปฐมบทแห่งอำนาจและฤทธิ์เดชจะประกาศก้องไปทั่วท้องแผ่นดิน ยิ่งใหญ่อลังการ มหัศจรรย์เกินคาด ตาดูดาว เท้าติดดิน

เมื่อมีการเคลื่อนของดวงดาวยิ่งใหญ่ และมีการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ขนาดนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ จึงมาเป็นประธานพิธีสวดนพเคราะห์ ที่วัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน วันที่ 17 ต.ค. 66 เวลา 19.00 น. เพื่อเป็นมิ่งขวัญมงคลชัยแก่คนไทยทั้งประเทศ ใครไม่มาถือว่าพลาดโอกาสสำคัญแห่งชีวิต

เผยทำประชามติแรกต้นปีหน้า
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการจะประชุมนัดแรกในวันที่ 10 ต.ค. เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะประชุมเพื่อวางกรอบต่างๆ ในการทำประชามติ เช่น เรื่องคำถามว่าเราจะถามกันอย่างไร ถามกี่มุม มากก็ไม่ได้น้อยก็ไม่ได้ และต้องกำหนดว่าจะทำประชามติกี่ครั้ง ทั้งนี้ ตามกรอบทั่วไปจะพยายามให้ทำประชามติถามครั้งแรกช่วงต้นปี 2567

นายศุภชัย ใจสมุทร คณะกรรมการศึกษาประชามติฯ ให้สัมภาษณ์ว่า จะประชุมนัดแรกวันที่ 10 ต.ค. คาดว่าจะพูดคุยกำหนดแนวทางการทำงานตามกรอบของนายกฯ และการแบ่งสัดส่วนงานว่าใครต้องดำเนินการส่วนไหนอย่างไร ตนในฐานะตัวแทนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะเสนอประเด็นใดเข้าที่ประชุมหรือไม่นั้น เนื่องจากพรรคยังไม่ได้หารือกัน คงรับฟังว่าคณะกรรมการคุยกันก่อนแล้วจึงนำมาเสนอในพรรคอีกครั้ง

รทสช.ค้านนิรโทษ 3 กลุ่ม
นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทุกสีเสื้อเข้าสภา ว่า การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หลักการสร้างความปรองดองเป็นจุดยืนของพรรคอยู่แล้ว แต่การนิรโทษกรรมต้องไม่กระทบตามหลักสากล ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างยิ่งในการสลายสีเสื้อ เพื่อให้ประเทศเดินหน้า แต่หลักความผิดที่เราไม่เห็นด้วยในการนิรโทษกรรม 1.เรื่องความผิดอาญาร้ายแรง 2.การ ทุจริตคอร์รัปชั่น 3.การทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนการนิรโทษกรรมที่จะสร้างความปรองดองเราเห็นด้วย แต่ต้องไม่แตะใน 3 กลุ่มความผิดนี้

เมื่อถามว่ากังวลว่าจะเพิ่มความขัดแย้งหรือช่วยให้เกิดการปรองดองได้ นายอัครเดชกล่าวว่า หากเราทำความเข้าใจในจุดยืนและหลักการร่วมกันในกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้อง และหาจุดยืนร่วมกันที่ลงตัวก็สร้างความปรองดองได้ แต่หากทุกคน ยึดจุดยืนตัวเองเป็นหลัก ก็ไม่สามารถหาจุดร่วมจนกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งครั้งใหม่ขึ้นมา

เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกล เสนอว่าหากพรรคอื่นๆ เห็นสอดคล้องก็ยื่นร่างประกบเข้ามากับร่างของพรรคได้ ทางพรรคจะหารือประเด็นนี้หรือไม่ นายอัครเดชกล่าวว่า พรรคมีคณะทำงานด้านกฎหมายศึกษาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมอยู่แล้ว แต่จะเสนอประกบด้วยหรือไม่ ต้องรอที่ประชุมพรรคอีกที ซึ่งจะยกเรื่องนี้มาหารือแน่นอน แต่จะเป็นช่วงใด ขึ้นอยู่กับวาระที่จะบรรจุในที่ประชุมสภาฯ

ปชป.ไม่เห็นด้วยล้างผิดม.112
นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพรรคก้าวไกล เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมว่า พรรคก้าวไกลยืนยันแล้วว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้ ครอบคลุมถึงผู้ที่กระทำความผิดมาตรา 112 ด้วย ดังนั้น แม้เราเป็นฝ่ายค้านร่วมกับพรรคก้าวไกล แต่เราไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ เราไม่เห็นด้วยกับการล้างความผิดให้ผู้ที่กระทำผิดในคดีมาตรา 112 และผู้ที่ยกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมโดยให้รวมถึงผู้ที่มีคดีตามมาตรา 112 เพราะเขาเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่พรรคเขาจะได้รับ มิฉะนั้น เขาคงไม่เสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่รัฐสภา อย่างไรก็ตาม จะต้องศึกษารายละเอียดอื่นๆ ในร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย

ชวนลงทุน – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง พบปะนักลงทุนและภาคเอกชนฮ่องกง ชักชวนมาลงทุนในไทย ระหว่างการเยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ที่โรงแรมคอนราด ฮ่องกง เมื่อวันที่ 8 ต.ค.

นายกพบภาคเอกชนรายใหญ่ฮ่องกง
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่โรงแรม Conrad นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง พบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของฮ่องกง ด้านธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจโรงพยาบาลและสายการบิน รวม 12 บริษัท โดยนายกฯ กล่าวกับภาคธุรกิจฮ่องกงว่า การมาครั้งนี้เพื่อบอกให้ทุกฝ่ายว่าประเทศไทยเปิดและพร้อมรับนักลงทุนและภาคเอกชน ยินดีที่เดินทางมา เพื่อรับฟังคำแนะนำ และข้อคิดเห็นจากภาคธุรกิจ ขอให้เชื่อมั่นและมั่นใจว่ารัฐบาลเตรียมพร้อม และมีแผนรองรับสำหรับขั้นต่อไปและพร้อมให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกภาคเอกชน การมาครั้งนี้เชื่อว่าได้ประโยชน์อย่างมาก

ขณะที่ตัวแทนภาคเอกชน กล่าวชื่นชมนโยบายวีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว เชื่อมั่นว่าภาคเอกชนจะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ดีที่สุดของนายกฯสำหรับนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใหญ่มากกว่า 1,400 ล้านคน

ตัวแทนภาคธุรกิจกล่าวว่า ฮ่องกงสนใจเข้าไปลงทุนในไทยอย่างมาก ขอให้รัฐบาลช่วยดูแลเรื่อง ease of doing business ไทยมีความพร้อม เป็นศูนย์กลางของ CLMVT จึงถือเป็นเวลาที่ดี ที่จะเตรียมความพร้อม เดินหน้าทำธุรกิจให้มากขึ้น โดยยังคำนึงถึงกฎระเบียบด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน