จากรัศมี4กม.เป็นทั่วปท. ‘นิด’เยือนมาเลย์ชื่นมื่น กก.ปัดยื้อสอบสส.ฉาว
‘เศรษฐา’เยือนมาเลเซีย มุ่งเปลี่ยนชายแดนไทย-มาเลย์เป็นพื้นที่การค้า อีสานโพลหนุนดิจิทัลวอลเล็ตให้แจก 1 หมื่นบาททุกคน ขยายเงื่อนไข ใช้ที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ พาณิชย์เล็งเพิ่ม ร้านธงฟ้า-สหกรณ์ เป็นเครือข่ายใช้เงินดิจิทัล รองเลขาฯนายกฯ‘สมคิด’ซัดคนค้านบางคนอคติ ไม่หวั่นป.ป.ช.จับตา ด้านป.ป.ช.ลุยตั้งทีมปราบโกงเป๋าเงินดิจิทัล ‘คารม’เผยบิ๊กรัฐบาลสั่งรองโฆษกรัฐผลัดเวรเข้าประชุมครม.คนละสัปดาห์ หวั่นการสื่อสารมีปัญหา ก้าวไกล ปัดยื้อสอบสส.คุกคามทางเพศทีมงาน อ้างต้องดูพยานหลักฐานรอบด้าน
‘นิด’เยือนมาเลเซีย-ดันการค้า
เมื่อวันที่ 11 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง นำคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน โดยเที่ยวบินพิเศษ ไปยังประเทศมาเลเซีย ในโอกาสเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ โดยก่อนหน้านี้ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. นายกฯ เยือนเขตบริหารพิเศษฮ่องกง บรูไน ต่อด้วยมาเลเซียแล้ว จากนั้นจะไปเยือนสิงคโปร์ และเดินทางกลับไทยวันที่ 12 ต.ค.
เวลา 14.00 น. (เวลาท้องถิ่นมาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ช.ม.) นายเศรษฐา เข้าเฝ้าฯ สุลต่าน อับดุลละฮ์ เรียยาตุดดิน อัล-มุซตาฟา บิลละฮ์ ชะฮ์ อิบนี อัล-มาร์ฮุม สุลต่าน ฮาจี อะฮ์มัด ชะฮ์ อัล-มุซตาอิน บิลละฮ์ สมเด็จพระราชา ธิบดีแห่งมาเลเซีย พระองค์ที่ 16 ซึ่งทรงฝากความระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีโดยเฉพาะในระดับราชวงศ์ พร้อมฝากถึงประเด็นการล่าสัตว์ข้ามเข้ามาในเขตชายแดนไทยมาเลเซีย ซึ่งนายกฯ รับจะไปกำชับและกำกับเรื่องนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลมาเลเซีย เมืองปุตราจายา นายเศรษฐาพบหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย โดยนายเศรษฐากล่าวว่า มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงภาคใต้ของประเทศไทย และตอนเหนือของมาเลเซียให้เป็นพื้นที่การเติบโตใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับทั้งสองประเทศ รวมทั้งเร่งรัดความคืบหน้าโครงการเชื่อมโยงที่สำคัญต่างๆ ที่จะเชื่อมต่อสองประเทศเข้าด้วยกัน และจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้า และการเดินทางของประชาชน หากประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามชายแดนได้ง่ายขึ้น และทั้งสองฝ่ายร่วมกันส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว และส่งเสริมการเชื่อมโยงธุรกิจท้องถิ่นให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เปลี่ยนพื้นที่ความขัดแย้งเป็นพื้นที่การค้า

สัมพันธไมตรี – นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จัดพิธีต้อนรับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีไทย ในการเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ ที่สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวันที่ 11 ต.ค.
เชิญนายกฯมาชายแดน
นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์ถึงการหารือทวิภาคีกับนายกฯ มาเลเซีย ว่า เป็นการเจรจาที่มีประโยชน์มากหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเป็นอันดับหนึ่งที่เข้ามาในไทย ขณะที่ประเทศไทยก็ เดินทางมาเที่ยวมาเลเซีย ปีละกว่า 7 แสนคน จึงเห็นตรงกันว่าจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อพูดคุยกันว่าภายในหนึ่งเดือนต้องมีแผนงานชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศดีขึ้นได้
ส่วนเรื่องการค้าชายแดนต้องมีการแก้ไขให้มีความสะดวกสบายเรื่องการเข้าออก รวมถึงการสร้างสะพานสุไหงโก-ลกแห่งที่สอง ซึ่งมีการพูดคุยกันมาหลาย 10 ปีแล้ว เชื่อว่าหากทั้งสองประเทศช่วยกันผลักดันสะพานนี้จะสำเร็จโดยเร็วและตนอยากเชิญนายกฯ มาเลเซียมาที่ชายแดน ช่วงต้นเดือนพ.ย.นี้ เพื่อร่วมกันผลักดันให้สำเร็จโดยเร็ว รวมถึงการแก้ปัญหาความแออัดของด่านสะเดาด้วย ทำให้การค้าขายของไทยไม่สามารถไปได้มากกว่านี้ จึงมีการตั้งเป้าหมายว่า จะเพิ่มตัวเลขเป้าหมายด้านการค้าระหว่างสองประเทศ จึงมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาอีกชุดนึง ภายในหนึ่งเดือนนี้คงมีเรื่องต้องคุยกันต่อ
อีกเรื่องคือความมั่นคงทางอาหารที่ไทยมีความมั่นคงทางอาหารสูงขณะที่มาเลเซียก็มีความต้องการทางอาหารและมีความเชี่ยวชาญในการออกตราฮาลาล หากมีการรับรองจากมาเลเซียจะทำให้อาหารฮาลาลเป็นที่ต้องการจากทั่วโลกมาก ทั้งตะวันออกกลางและแอฟริกา จึงพูดคุยกันว่าอยากให้มาเลเซีย มาเข้าหุ้นกับภาคเอกชนของไทยในการตั้งโรงงานผลิตอาหารฮาลาล ที่ประเทศไทยเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้กับเรา โดยใช้ตราฮาลาลของมาเลเซียมาเป็นจุดขายเพื่อผลักดันอาหารฮาลาลของไทยออกไปสู่ตลาดโลก
ค่ายรถใหญ่สนใจลงทุนในไทย
เวลา 20.15 น. นายเศรษฐา ทวีตข้อความว่า “ผมกับนายหลี่ ชูฟู ประธาน บริษัท Geely Holding Group เจ้าของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน และหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท Proton บริษัทผลิตรถยนต์ของมาเลเซีย ได้ พูดคุยกันเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา โดยทาง Proton สนใจมาลงทุนเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ EV ในประเทศไทย
ผมจึงได้ความมั่นใจว่ารัฐบาลเราสนับสนุนการลงทุนทำ EV และขอให้ Geely ประสานงานต่อกับภาครัฐเพิ่มเติมเพื่อพูดคุยใน รายละเอียดต่อไป บริษัท Geely Holding Group ยังเป็นเจ้าของ Volvo และ Lotus และมีหุ้นใน Mercedes Benz ด้วย”
บิ๊กรบ.สั่งรองโฆษกสลับเข้าครม.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์กรณีมีข่าวนโยบายให้โฆษกประจำสำนักนายกฯ และรองโฆษกเพียงหนึ่งคน สลับกันเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในแต่ละสัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่าห้องประชุมแคบว่า ได้รับแจ้งทางข้อความจากนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ว่าเป็นนโยบายของผู้บริหารในการให้รองโฆษกหนึ่งคนสลับหมุนเวียนเข้าประชุม ตนไม่มีปัญหาขัดข้องอะไร แต่ยอมรับว่าจะมีความยากในการสื่อสารและสุ่มเสี่ยงกับการให้คำตอบกับสื่อที่มาถามได้
การอ่านจากเอกสาร ไม่เท่ากับที่เข้าไปได้ยินและรับฟังความชัดเจนด้วยตัวเอง หากในสัปดาห์นั้นมีเรื่องของกระทรวงของพรรคตัวเองเข้าเสนอที่ประชุม แต่รองโฆษกไม่ได้เข้า แล้วต้องมาติดตามมติอีกครั้งหลังจบการประชุมไปแล้ว เพื่อที่จะสื่อสารออกไป ตนไม่ทราบจุดประสงค์ของผู้บริหารที่มีตำแหน่งสูงกว่าโฆษกรัฐบาลที่นโยบายออกมาเช่นนี้ และไม่ทราบมาก่อนว่ามีระเบียบเกี่ยวกับการกำหนดตัวบุคคลที่เข้าร่วมประชุมครม.อย่างไร ตนได้แจ้งนโยบายดังกล่าวให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับทราบก่อนที่จะประชุมครม.เมื่อวันที่ 10 ต.ค.รับทราบแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าติดใจนโยบายดังกล่าวหรือไม่เนื่องจากในอดีตไม่มีการจำกัดทีมโฆษกรัฐบาลในการเข้าร่วมประชุม นายคารมกล่าวว่า ไม่ทราบว่าในรัฐบาลอื่นปฏิบัติอย่างไร แต่ขณะนี้ผู้บริหารมีนโยบายอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ไม่ขัดข้อง
‘คารม’หวั่นมีปัญหาสื่อสาร
ต่อข้อถามว่านโยบายดังกล่าวหมายความว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ไว้วางใจรองโฆษกของพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายคารมกล่าวว่า ไม่มีประเด็นดังกล่าว เพราะเคยบอกกับโฆษกรัฐบาลตั้งแต่แรกว่าเคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยมาก่อน การทำงานไม่น่าจะมีปัญหาอะไร การมารับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล ถือว่ามีความรับผิดชอบสูง เพราะเป็นตำแหน่งที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล และทางโฆษกรัฐบาลให้ความชัดเจนว่ารองโฆษกที่ มาจากแต่ละพรรคให้แถลงในเรื่องที่พรรค ตัวเองรับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่าการให้รองโฆษกสลับ เข้าร่วมประชุม เกรงจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารผิดพลาดหรือไม่ นายคารมกล่าวว่า ก่อนที่เข้ามามีความกังวลเรื่องงานเอกสารต่างๆ เนื่องจากเป็นนักกฎหมาย จึงระวัง ในการทำหน้าที่อย่างมาก ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับสอง ไม่สามารถท้วงติงเรื่องนี้ได้หรือไม่ นายคารมกล่าวว่า ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นใหญ่ คิดเพียงเรื่องการทำงานให้ราบรื่น
เมื่อถามว่าจะมีการสะท้อนความเห็นคัดค้านนโยบายดังกล่าวหรือไม่ นายคารมกล่าวว่า ไม่ขอแสดงความเห็น เพราะเป็นเรื่องผู้บริหาร พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ขึ้นอยู่กับผู้บริหาร รัฐบาลผสมเปรียบเหมือนรุ้งกินน้ำที่มีหลายสี มองภาพรวมแล้วดูสวย แต่ก็ผสมมาจากหลายสี ดังนั้นถ้ามองให้สวยก็สวย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทีมโฆษกรัฐบาล ได้แก่ นายชัย วัชรงค์ โฆษกรัฐบาล พรรคเพื่อไทย นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และคาดว่าในการประชุมครม.วันที่ 17 ต.ค. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะเสนอแต่งตั้ง น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ เป็นรองโฆษกรัฐบาล

หนุนเงินหมื่น – กลุ่มแฟนคลับพรรคเพื่อไทยและผู้รักประชาธิปไตย ยื่นหนังสือสนับสนุนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุน โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง เป็นผู้รับหนังสือ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ต.ค.
กลุ่มหนุน1หมื่นขอรบ.เดินหน้า
เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายจุติพงศ์ พุ่มมูล แกนนำกลุ่มผู้สนับสนุนนโยบาย 10,000 บาท ดิจิทัลวอลเล็ต ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล โดยมีนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง เป็นผู้รับหนังสือ เพื่อแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล
นายจุติพงศ์กล่าวว่า ในนามตัวแทนกลุ่มประชาชนผู้สนับสนุนนโยบายนี้ เห็นว่ากลุ่มนักวิชาการวิจารณ์อย่างกว้างขวาง กลุ่มประชาชนจึงขอพูดบ้าง พร้อมออกแถลงการณ์และมอบให้นายสมคิด เพื่อจะได้เป็นสักขีพยานว่าในความเป็นจริงไม่ได้มีแต่ผู้คัดค้าน แต่มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมาก จึงขอยื่นข้อเสนอแนะผ่านแถลงการณ์ ดังนี้
1.นโยบายนี้เป็นการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม สร้างโอกาส 2.การคัดค้านของกลุ่ม นักวิชาการที่มีอคติต่อรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยโดยไม่เห็นหัวคนยากจน ที่พยายามชี้ว่าขัดต่อวินัยการเงินการคลัง ประเทศจะเป็นหนี้ ไม่มีความเข้าใจเรื่องนวัตกรรมพายุหมุนทางเศรษฐกิจ หรือ Digital Economics 3.การคัดค้านของกลุ่มนักวิชาการ ทำให้เห็นว่าสังคมยังมีความเหลื่อมล้ำของคนรวยบางกลุ่มไม่เห็นหัวคนจน
4.ประเทศชาติเสียโอกาสมามากพอแล้วกับความเห็นต่างที่ล้าหลัง ดังตัวอย่างในอดีตทั้งเรื่องรถไฟความเร็วสูง การบริหารจัดการน้ำ ทำให้ประเทศเดินช้ากว่าที่ควรจะเป็น 5.ให้รัฐบาลดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เห็นต่างยุยงปลุกปั่นให้มีการถอนเงินจากธนาคารโดย ใช้ข้อมูลเท็จ 6.ขอให้ประชาชนทั่วประเทศที่สนับสนุนนโยบาย 10,000 บาท แสดงความ “เห็นด้วย” ส่งมายังตู้ปณ. 1111 ทำเนียบรัฐบาล
‘สมคิด’ซัดคนค้านอคติ
ด้านนายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการ นายกฯ ฝ่ายการเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการเงินดิจิทัลนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อสภา แต่มีหลายคนคงมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน มีบางกลุ่มเห็นว่าควรจะดำเนินการโดยเร็ว บางกลุ่มสายนักวิชาการบอกว่าขอให้รัฐบาลคิดและตรึกตรองให้ดี ซึ่งทุกกลุ่มที่ยื่นหนังสือมา รัฐบาลยินดีเอาเข้าไปศึกษา พูดคุยกัน เราจะ ไม่มองว่ากลุ่มไหนรวยหรือจน จะมองว่า ทุกกลุ่มที่แสดงความคิดเห็นนั้นๆ เป็นความเห็นที่ตรงไปตรงมาหรือไม่ ยืนยันว่ารัฐบาล ยังเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป เพียงแค่หาสิ่งที่ลงตัวเท่านั้น
“ผู้แทนราษฎรไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล เท่าที่ผมได้สัมผัสเขาก็เห็นด้วย และส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วย ซึ่งช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ผมนัด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ไปพูดคุยกันเรื่องนี้ เพราะสส.หลายคนได้แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เรายินดีที่จะรับฟัง นายกฯ ให้ผมมาดำเนินการทุกเรื่อง ให้รับฟังเสียง พี่น้องประชาชนทุกเสียง ไม่ว่าเสียงเหล่านั้นจะแตกต่าง หรือเหมือนกัน ขอยืนยันว่าโครงการยังเดินหน้าต่อ”
ต่อข้อถามว่า มองหรือไม่ว่าบางคนที่ออกมาค้านอาจเกี่ยวเนื่องกับเรื่องการเมือง เพราะเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย นายสมคิดกล่าวว่า ไม่อยากระบุชื่อ เพราะบางคนอคติเกินไป แต่บางคนเหมือนนักวิชาการ หลายคนที่เขียนมา 5-6 ข้อ ที่มีอดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติด้วยนั้น ตนคิดว่าดี เพราะเป็นการ ติติงเชิงหลักการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสว.วิจารณ์โครงการ ดังกล่าวด้วยเช่นกัน นายสมคิดกล่าวว่า ตนได้รับฟังอยู่หลายคน สว.ก็มีความคิดของแต่ละกลุ่ม เราได้ให้ทีมการเมืองรวบรวมความคิดของคนเหล่านั้นเพื่อจะชี้แจงต่อสาธารณะ เราพร้อมรับฟัง พร้อมชี้แจงกับสว. ซึ่งสว. จะมีประตูที่จะแสดงออกอยู่ ถ้าอยากทราบสามารถยื่นกระทู้สดถามรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้ อันนี้เป็นช่องทางหนึ่ง และ ตนพร้อมที่จะประสานงานให้คนดำเนินการ คือนายจุลพันธ์ ถ้าสว.สงสัยอะไรสามารถ ซักถามในที่ประชุมวุฒิสภาได้
ไม่หวั่นป.ป.ช.จับตา
ต่อข้อถามว่าล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศจับตาดูโครงการนี้เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยจำนำข้าว นายสมคิดกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าป.ป.ช. จะจับตาเรื่องอะไร เพราะนโยบายนี้ได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตอนเลือกตั้งแล้ว หากจะจับผิดอะไร คิดว่าเราไม่น่ามีปัญหาอะไร ป.ป.ช.คงไม่ได้ติดตามเพียงแค่เรื่องนี้ คงติดตามทุกๆ เรื่องตามหน้าที่ของท่าน
เมื่อถามถึงเงื่อนไขในการแจก เน้นคนจนมากกว่าคนรวยหรือเฉพาะกลุ่ม นายสมคิดกล่าวว่า หลายคนบอกว่าต้องเลือกกลุ่มแจก เพราะจะไปเลือกทำไมคนที่รวยอยู่แล้วเขาคงไม่เอา ไม่อยากใช้ ซึ่งเรื่องนี้กำลังศึกษา ในอนุกรรมการหารือกันอยู่ว่า จะคัดคนรวยอย่างไร คัดคนจนอย่างไร จะแยกตรงไหน อะไรเป็นมาตรฐานว่าใครรวย ใครจน ในความคิดของตนอยากให้มอบให้ทุกคน คนรวยไม่ใช้ก็ไม่เป็นไร แต่เป็นสิทธิ์ เหมือน 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทุกคนมีสิทธิ์ ถ้าคนรวยไม่ต้องการใช้ ก็ไม่มีปัญหา เขาก็คืนมาใน 6 เดือนเป็นอัตโนมัติ เพราะการแบ่งคนรวยคนจนจะทำอย่างไร เป็นเรื่องยากมาก แนวคิดนั้นได้แต่วิธีปฏิบัติจะดูอย่างไร
ขอให้มั่นใจว่าในรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ ลุกขึ้นฟื้นได้ ไม่อยากโทษว่ารัฐบาลที่แล้วเขาก็ทำเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่ฟื้น อาจจะยังกะปริบกะปรอย คนละ 300-500 บาทต่อเดือน แต่นี่เราโยนไปทีเดียว 6 เดือน มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะหมุนได้ในวงกว้าง มีการพูดคุยกันเหมือนกันว่าดิจิทัลวอลเล็ตนี้จะใช้ที่ไหน ในตำบล หรือในอำเภอ ซึ่งล่าสุดหลังจากพูดคุยแล้ว ในส่วนตัวของตนเห็นว่าควรจะกำหนดอำเภอเพราะสะดวกกว่า ถ้าเป็นจังหวัดจะกว้างไป ทุกอำเภอมี ร้านค้า เศรษฐกิจในอำเภอจะได้ทั่วถึง 700-800 อำเภอ สาเหตุที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าเดินหน้าได้ดีขึ้น
เล็งใช้ธงฟ้ากระจายดิจิทัล
นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กรณีมีทั้งผู้คัดค้านและห่วงโครงการนี้ เรื่องการใช้เงินจำนวนมาก รัฐบาลรับทราบและนำข้อกังวลกลับไปพิจารณา แต่มองว่าบางเรื่องมีความกังวลมากจนเกินไป เช่น ที่ผ่านมาอย่างที่เคยทำกองทุนหมู่บ้าน และโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคก็มีความกังวลในอดีต แต่รัฐบาลพยายามคิดอย่างรอบคอบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาโครงการ สถานที่ รวมถึงพื้นที่ในการใช้ ซึ่งได้พยายามปรับแก้ไขไป
โดยสั่งการให้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ไปหาทางเพิ่มจุดกระจายการใช้ดิจิทัลวอลเล็ต เช่น ร้านในเครือข่ายธงฟ้าเข้าร่วมโครงการด้วย เพื่อเป็น 1 ช่องทางในการกระจายสินค้า รวมถึงเครือข่ายของกลุ่มสหกรณ์ หากมีความจำเป็น เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รุนแรงในระยะเวลาที่จำกัด 6 เดือน ไม่ใช่แค่การแจกเงิน แต่ต้องการเพิ่มและกระจายกำลังซื้อ โดยหลักการและวิธีการที่นำไปใช้นั้นยังสามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขได้ตามความเหมาะสม เช่น การใช้รัศมี 4 ก.ม. เพื่อให้เห็นผลมากที่สุด
ส่วนความเป็นห่วงในเรื่องของการนำร้านสะดวกซื้อของโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ เข้าร่วมโครงการจนอาจทำให้ร้านธงฟ้าหรือร้านค้าขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันได้นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องพิจารณาไปในแต่ละพื้นที่ ตามเป้าหมายหลัก คือการกระจายสินค้าให้ได้มากที่สุด และเหมาะสมที่สุดโดย ไม่จำกัดอยู่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง
“ให้เตรียมความพร้อมในการประสานนำร้านธงฟ้า ตลาดต้องชม, ฟาร์มเอาต์เล็ต, หมู่บ้านทำมาค้าขาย เข้าร่วมโครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการซื้อสินค้า เพราะรัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้แน่นอน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญ” นายภูมิธรรมกล่าว
‘อีสานโพล’ขอใช้ที่ไหนก็ได้
วันเดียวกัน นายสุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการสำรวจอีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยผลสำรวจเรื่อง ดัชนีภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3/2566 และคาดการณ์ไตรมาส 4/2566 ทำการสำรวจระหว่าง 6-8 ต.ค.2566 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,097 รายในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด
พบว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 3/2566 (ก.ค.-ก.ย.2566) เท่ากับ 32.3 เต็ม 100 อยู่ในระดับแย่ ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ซึ่งมีค่า 32.8 อย่างไรก็ตามคะแนนผลงานรัฐบาลด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจาก 27.8 เป็น 31.86 เต็ม 100 และคาดว่าดัชนีภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนอีสาน ไตรมาส 4/2566 (ต.ค.-ธ.ค.2566) จะเท่ากับ 33.7 ดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบไตรมาส 3/2566
เมื่อสอบถามเถึงนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ควรแจกให้ทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปหรือแจกให้เฉพาะกลุ่มรายได้น้อย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.2 ต้องการให้แจกทุกคน รองลงมาร้อยละ 22.2 ต้องการให้แจกเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ตามมาด้วยร้อยละ 9.4 ระบุว่าควรนำงบไปทำอย่างอื่น และร้อยละ 4.2 ระบุว่าไม่แน่ใจ
สอบถามว่า คิดว่านโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ควรมีเงื่อนไขการใช้เงินอย่างไร ร้อยละ 57.7 ระบุว่าให้ใช้ที่ไหนก็ได้ รองลงมาร้อยละ 32.2 ระบุให้ใช้ได้ภายในจังหวัด ตามมาด้วยร้อยละ 7.4 ให้ใช้ได้ภายในอำเภอ มีเพียงร้อยละ 2.7 ให้ใช้ได้ภายในรัศมี 4 กิโลเมตร ตามทะเบียนบ้านและอาจขยายรัศมี
นายสุทินเสนอด้วยว่า แนวทางที่ยังไม่มีใครพูดถึงมาก่อนคืออาจปรับนโยบายเป็นแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็น 5,000 บาทแรกให้ฟรี ส่วน 5,000 บาทที่เหลือเป็นวงเงินหมุนหรือวงเงิน OD ดอกเบี้ยต่ำ ปลอดดอกเบี้ย 1-2 ปีแรก จะทำให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณลงได้ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจได้ใกล้เคียงระดับเดิม และไม่สร้างผลกระทบด้านความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินและการคลังมากเกินไป ขณะที่ประชาชนยังมีวงเงินใช้ 10,000 บาท แต่จะใช้เงินเพื่อสิ่งที่จำเป็นมากขึ้นหรือเลือกใช้เพื่อการลงทุนทำธุรกิจหารายได้ และหากมีกำลังใช้หนี้คืนได้ จะยังมีวงเงินหมุนเวียนต่อไปในอนาคตในช่วงที่ยากลำบาก
ป.ป.ช.เดินหน้าตั้งกก.เกาะติด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมป.ป.ช. วันที่ 11 ต.ค. ที่ประชุมมีมติให้สำนักงาน ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการพิจารณาศึกษาโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท โดย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน ด้านเศรษฐศาสตร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อศึกษารายละเอียดโครงการดังกล่าวว่า มีข้อน่าห่วงใย หรือความสุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตหรือผลกระทบด้านเศรษฐกิจในระยะยาวตามที่มีนักวิชาการและอดีตผู้ว่าฯ ธปท.ท้วงติงมาหรือไม่ และให้ข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล แต่ยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาชัดเจนว่า จะใช้เวลาศึกษานานเท่าใด
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่วิเคราะห์ และเฝ้าระวังโครงการดังกล่าวว่ามีความน่าห่วงใยหรือความสุ่มเสี่ยงด้านใดบ้าง เพราะตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ป.ป.ช. ให้อำนาจป.ป.ช.ให้คำแนะนำหน่วยงานรัฐและรัฐบาล เพื่อให้วางมาตรการป้องกันการทุจริตหรือข้อน่าห่วงใยที่อาจเกิดขึ้นกับการดำเนินโครงการต่างๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงได้ หากศึกษาถ้ามีข้อห่วงใยจะเสนอความเห็นไปยังครม.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ปรับปรุงการปฏิบัติราชการ เหมือนกับโครงการจำนำข้าวที่ป.ป.ช.เคยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา ก่อนหน้านี้ หากป.ป.ช.มีข้อเสนอแนะ หรือข้อท้วงติงแจ้งไปแล้ว หากครม.ไม่ปฏิบัติตามแล้วเกิดความเสียหายขึ้นมา ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะถือว่าเตือนแล้ว แต่ไม่ฟัง เมื่อเกิดปัญหาต้องรับผิดชอบ” นายนิวัติไชยกล่าว
ก้าวไกลปัดยื้อสอบสส.ฉาว
ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณสมาชิกพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีโลกออนไลน์วิจารณ์สส.พรรคก้าวไกล ที่มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศทีมงานอาสาสมัครว่า พรรครับเรื่องร้องเรียนมาระยะหนึ่งแล้ว และมีกระบวนการตั้งคณะกรรมการ สอบวินัยเฉพาะกิจเพิ่มเติม ทั้ง 2 ฝ่ายต่าง กล่าวอ้างตัวบุคคลและเอกสารจำนวนมาก จึงถือว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด ส่วนจะ สิ้นสุดเมื่อไรนั้นไม่สามารถระบุเป็นวันเวลาได้ ท้ายที่สุดเรื่องจะถูกเสนอให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา หากคืบหน้าพรรคจะแถลงให้ทราบพร้อมกับอีก 2 กรณีก่อนหน้านี้ ซึ่งเราได้ตัดสินความผิดไปนานแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเบื้องต้นถือว่ามีมูลหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เวลาเรารับเรื่องเช่นนี้กว่า ผู้เสียหายจะเดินทางมาร้องเรียน รวบรวมความกล้า รวบรวมข้อมูลหลักฐาน หรือบางกรณีไม่มีพยานหลักฐาน จึงมองว่าเขากล้าตัดสินใจร้องเรียนก็ต้องถือว่าเรื่องเหล่านี้มีมูล แต่มูลจะเป็นลักษณะความผิดแบบใดนั้น มีวงเล็บภายในข้อบังคับพรรคที่มีความแตกต่างกัน
เมื่อถามว่าโทษกรณีนี้จะประมาณไหน นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ถ้าตัดสินว่ามีความผิดแล้วเป็นความผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศต้องถือว่าเป็นวินัยร้ายแรง โทษมีแค่ 2 สถานคือ 1.ตัดสิทธิ์ที่พึงมี ซึ่งอาจส่งไปถึงการตัดสิทธิ์ไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง และ 2.ให้พ้นสมาชิกพรรค แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะตอบว่าผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไร ยอมรับได้รับเรื่องมานานจริง แต่มีการสอบหลายรอบ ตั้งแต่มีการร้องมาช่วงส.ค.ที่ผ่านมา แต่คณะกรรมการวินัยยังเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่มากพอ “เราต้องขอเวลาแต่ไม่ใช่ขอเพื่อจะให้ดึงเวลา แต่เพื่อให้ดูพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน และครบถ้วนก่อนจะมีการตัดสินอะไรออกไป”
‘อ๋อง’รับสภาไม่พร้อมฟันจริยธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดทั้งวันไม่สามารถติดต่อนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี เขต 2 พรรคก้าวไกล ที่ถูกกล่าวหามีพฤติกรรมคุกคามทางเพศได้ แต่มีรายงานว่านายวุฒิพงศ์เข้าร่วมประชุมกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในช่วงเย็นวันที่ 11 ต.ค. พรรคก้าวไกลประชุมคณะกรรมการวินัย ชุดเฉพาะกิจ พิจารณาเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ
นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการกับสส.ที่มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ เนื่องจากขณะนี้สภายังไม่มีคณะกรรมการจริยธรรม ว่า มีความจำเป็นที่ต้องมีผู้นำฝ่ายค้านโดยเร็วที่สุด เพราะเรื่องคณะกรรมการจริยธรรม และคณะกรรมการสรรหาตำแหน่งต่างๆ ทางการเมือง ถ้าไม่มีผู้นำฝ่ายค้านก็ ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แต่เรื่องนี้คงไม่ได้เป็นแค่กลไกเดียวที่จะทำให้เกิดการตรวจสอบ ขณะนี้เห็นหลักฐานในหน้าสื่อ แต่สำคัญที่สุดคือต้องมีโอกาสชี้แจงและแสดงหลักฐาน เพิ่มเติม จากทางผู้ร้องและผู้ที่ถูกร้องด้วย
เมื่อถามว่าสภาสามารถหยิบหยกขึ้นมาพิจารณาเองได้ก่อนหรือไม่ หรือต้องมีผู้ร้องก่อน นายปดิพัทธ์กล่าวว่า จำเป็นต้องมีคนร้องก่อน เพราะไม่สามารถไปเก็บหลักฐานด้วย ตัวเองได้ ว่าหลักฐานเหล่านี้เก็บมาอย่างเป็นธรรมหรือครบถ้วนหรือไม่ ฉะนั้น ต้องมีคนร้องให้ชัดเจน
ทอ.จ่อชงงบซ่อมเครื่องบิน
ที่โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เปิดเผยภายหลังแถลงนโยบาย ประจำปี 2567 ว่า งบประมาณ ปี 2567 กองทัพอากาศจะไม่มีการซื้ออาวุธตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม แต่เน้นเรื่องการซ่อมบำรุงเป็นหลัก เช่น การซ่อม เครื่องบิน C-130 ให้ปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีความปลอดภัยและประหยัดงบประมาณ มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการซ่อมบำรุง เครื่องบิน Airbus A-340 ด้วยการจัดหาเครื่องยนต์มาเพิ่มเติม เนื่องจากเครื่องยนต์ที่ ใช้อยู่ใกล้จะหมดอายุตามวงรอบการใช้งาน โดยเฉพาะเครื่องบิน A-340 เมื่อครบอายุการใช้งานจะต้องมีการซ่อมใหญ่ รวมถึงของบประมาณเพิ่มเติมในการซ่อมฐานล้อของเครื่องบินแอร์บัส 340 และจะมีโครงการปรับปรุงเครื่องบิน BT-67 ติดตั้งอุปกรณ์บรรจุน้ำ เพื่อใช้ดับไฟป่า และหมอกควัน อีกทั้งการจัดหาชุดจุดชนวนระเบิดสำหรับเก้าอี้ดีดนักบิน
สำหรับกรณีที่กังวลกันว่าฝูงบินรบเหล่า F16 จะปลดประจำการก่อนที่จะซื้อเครื่องบินใหม่จนอาจต้องยืดอายุเครื่องเก่าไป จะมีปัญหาหรือไม่นั้น พล.อ.อ.พันธ์ภักดีกล่าวว่า จะพูดว่ายืดไม่ได้ แต่การยืดอายุที่ผ่านมา คือการที่ใช้เงินซ่อมบำรุงสูง ปัจจุบันอะไหล่ของเครื่องบินราคาสูง ชั่วโมงบินละแสนกว่าบาท ต่อไปอาจขึ้นถึง 9 แสนกว่าบาท เพราะเราไม่สามารถหาอะไหล่มาใช้แทนได้ อีกทั้งโรงงานที่ผลิตอาจจะไม่ผลิตแล้วด้วย
เมื่อถามว่าถ้าเหลือแค่กริพเพน 1 ฝูงบิน จะเพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยหรือไม่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดีกล่าวว่า ปัจจุบันเรามีฝูงบินรบหลักประจำการอยู่ตามกองบินภาคต่างๆ ถ้าในที่สุด เราเหลือ กริพเพนเพียงฝูงเดียว จะมีความล่าช้าใน การปฏิบัติการทั่วประเทศ แม้จะรักษาอธิปไตยทางน่านฟ้าได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าจะคุ้มครองทุกอย่างได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพได้
ชงครม.ต่อฉุกเฉินใต้ 3เดือน
เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล นาย สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน (กบฉ.) เป็นประธานการประชุม กบฉ. ครั้งที่ 4/2566 มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายสมศักดิ์แถลงผลประชุมว่า หลังจากระยะเวลา 1 เดือนที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯให้ดูแลเรื่องการพิจารณาเรื่องประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงได้มีการพิจารณาถี่ถ้วน และให้ส่วนราชการ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทยไปรับฟังความเห็นประชาชน รวมถึงนำข้อมูลและความเห็นจาก สมช. และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มาประกอบการพิจารณา ซึ่งสถิติตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน พบว่าความรุนแรงของสถานการณ์ลดลง ในอดีตบางปีมีเหตุการณ์สูงกว่า 100 ครั้ง แต่ในช่วงสถานการณ์ โควิด-19 สถิติลดลงเหลือประมาณ 70 กว่าครั้ง ส่วนปี 2566 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำคือ ประมาณ 100 กว่าครั้ง จึงนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการพิจารณา
ที่ประชุม กบฉ.จึงมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกไปอีก 3 เดือน ระหว่างวันที่ 20 ต.ค.2566-19 ม.ค.2567 แต่มีมติให้ปรับลด 3 อำเภอ ที่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน ได้แก่ อ.กรงปินัง จ.ยะลา อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี และอ.ยี่งอ จ.นราธิวาส รวมถึงมีมติปรับให้ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส กลับมาใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกครั้ง เนื่องจากสถิติความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วง 5 ปีหลังมานี้ โดยจะนำมติกบฉ.เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 ต.ค.นี้