นายกฯส่งเช่าแอร์บัสรุ่น380-จุได้ลำละ500 ชี้สถานการณ์ไม่ดีขึ้น ทางบก-น้ำถูกปิดตาย สลด-ผู้เสียชีวิตเพิ่ม4 ตกเป็นตัวประกันอีก1

นายกฯ ระดมเครื่องบิน 32 เที่ยว จาก 4 สายการบินเอกชนร่วมสนับสนุน รับ 7 พันคนไทยในอิสราเอลกลับประเทศ ตั้งเป้าสิ้นเดือนตุลาฯ อพยพได้หมด พร้อมสั่งเช่าเครื่องแอร์บัส 380 ลำใหญ่ จุได้มากลำละกว่า 500 คน เรียกประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉิน ระบุไม่น่าไว้วางใจ แย่ลง หวั่นการต่อสู้รุนแรงมากขึ้น การลำเลียงทางบก ทางเรือปิดตาย ต้องใช้ทางอากาศเท่านั้น ยืนยันไทยไม่ใช่เป้าหมายกลุ่มฮามาส สั่งเร่งเจรจาทุกช่องทางช่วยเหลือตัวประกัน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 4 คน รวมเป็น 28 คน ถูกจับเพิ่ม 1 รวมเป็น 17 คน

ทอ.ส่งเครื่องไปรับอีก 137 คน
เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) กองทัพอากาศจัดเครื่องบินลำเลียงแบบ เอ 340-500 จำนวน 1 เครื่อง เดินทางไปอพยพคนไทยในอิสราเอล 137 คน โดยพล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. กล่าวว่าจัดกำลังพลประกอบด้วยนักบิน ลูกเรือ เจ้าหน้าที่อำนวยการ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และทีมแพทย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน รวม 41 คน ไปช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกคนไทย โดยเครื่องบินมีกำหนดกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 16 ต.ค. เวลา 04.40 น. ที่บน.6 กองทัพอากาศวางแผนการบินต่อเนื่อง 6 เที่ยวบิน จนถึงสิ้นเดือนต.ค. เพื่อช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ

ผู้สื่อข่าวถามถึงความปลอดภัยในการบินเข้าอิสราเอล ผบ.ทล.กล่าวว่าเบื้องต้นยังมีความปลอดภัย แต่หากมีเหตุฉุกเฉิน เช่น ปิดน่านฟ้า ก็จะใช้วิธีเดินทางอ้อมประเทศ และมีแผนสนามบินสำรอง ส่วนน้ำมันจัดเตรียมไว้เพียงพอ ในการช่วยเหลืออพยพนั้นจะใช้เครื่องบินสลับกันระหว่างกองทัพอากาศและเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งภารกิจครั้งนี้ถือเป็นเที่ยวบินแรกของกองทัพอากาศ ส่วนเที่ยวบินที่ 2 กำหนดไว้วันที่ 18 ต.ค.

ล็อตที่ 3 – แรงงานไทย 90 คน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เดินทางกลับไทยด้วยสายการบินดูไบ มาถึงสนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เมื่อเช้า วันที่ 15 ต.ค. โดยเป็นล็อต 3 ที่กลับมาถึงบ้านเกิด โดยมีเจ้าหน้าที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น

แรงงานชุด 3 กลับถึงไทย
ต่อมาเวลา 06.00 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง พล.ร.อ.สิทธิชัย ต่างใจ ผอ.ท่าอากาศยานอู่ตะเภา พร้อมด้วยนายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง นายรุจ ธรรมมงคล อธิบดีกรมการกงสุล นายสืบหมื่น โพธิ์สิน รองอธิบดีกรมการจัดหางาน และพล.ต.ต.พงษ์พันธ์ วงศ์มณีเทศ ผบก.ระยอง อำนวยความสะดวกแรงงานไทยชุดที่ 3 เดินทางหนีภัยสงครามจากประเทศอิสราเอล จำนวน 90 คน โดยสายการบินฟลายดูไบ เที่ยวบินที่เอฟแซด 8991 ใน จำนวนี้มีผู้บาดเจ็บ 2 คน ถูกสะเก็ดระเบิดที่ขา ส่วนที่เหลือนำขึ้นรถบัสเดินทางไปพักผ่อนที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อรอให้ญาติมารับกลับภูมิลำเนาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนึ่งในแรงงานที่บาดเจ็บคือนายณัฐพงษ์ นวลจันทร์ อายุ 35 ปี บาดเจ็บที่ขาขวา เดินไม่ได้ เจ้าหน้าที่จัดรถวีลแชร์มารับไปรักษาอาการเบื้องต้น โดยนายณัฐพงศ์กล่าวว่าเป็นลูกจ้างทำสวนเกษตร ประเภทผักสลัด ที่หมู่บ้านติดกับฉนวนกาซ่า ร่วมกับเพื่อนคนไทยอีก 10 คน ขณะนั้นไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ได้ยินเสียงระเบิดและอาวุธปืน พากันหมอบเอาชีวิตรอด สุดท้ายตัวเองถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่ขา 2 แห่ง จึงร่วมกับพวกพยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ ในขณะนั้นยังไม่มีทหารอิสราเอลเข้ามาช่วยเหลือ จนกระทั่งมาถึงพื้นที่ปลอดภัย ทำงานที่อิสราเอลนาน 4 ปี ยังเหลือสัญญาอีก 1 ปี คงไม่กลับไปอีกแล้ว คงจะหางานทำที่ จ.อุดรธานี บ้านเกิด

โผกอด – เมียลูกโผเข้าสวมกอดหนุ่มแรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอล พร้อมเพื่อนแรงงานรวม 90 คน ด้วยเครื่องบินของสายการบินดูไบ มาลงที่ อู่ตะเภา จ.ระยอง จากนั้นเดินทางต่อมาที่ โรงแรมเอสซี ปาร์ค ใน กทม. เมื่อวันที่ 15 ต.ค.

เล่านาทีระเบิด-เพื่อนดับต่อหน้า
ส่วนนายวีรยุทธ ปัญญาประชุม อายุ 35 ปี อีกหนึ่งแรงงานไทยกล่าวว่าเตรียมกลับบ้าน จ.ชลบุรี ดีใจมากที่รอดชีวิตกลับมาได้ เกือบไม่ได้กลับ หลังระเบิดตกลงมาในสวนที่ทำงานอยู่ เพื่อนร่วมงานเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 1 คน เห็นเพื่อนตายต่อหน้า เพราะอยู่ห่างกันแค่ 10 เมตร ต้องหมอบคลานหนีตาย โชคดีรอดชีวิตมาได้ เพิ่งไปทำงานเพียง 1 ปี คงไม่กลับไปอีกหากสถานการณ์ยังตึงเครียด ขอให้รัฐบาลเร่งอพยพคนไทยกลับประเทศโดยเร็ว ทุกคนต่างเสียขวัญ และเครียดกับการรอกลับบ้าน

ขณะที่พล.ร.อ.สิทธิชัยกล่าวว่า ปกติมีสายการบินฟลายดูไบบินตรงมาจากเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาลงที่สนามบิน อู่ตะเภาทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบินอยู่แล้ว จึงประสานอำนวยความสะดวกรองรับแรงงานไทยจากอิสราเอล เบื้องต้นพบว่ามีผู้ประสงค์จะเดินทางกลับประมาณ 7,000 คน คาดว่าจะทยอยกลับไทยเฉลี่ยวันเว้นวัน เพราะถือเป็นกรณีพิเศษ

สลดดับเพิ่ม 4-ตัวประกันอีก 1
ขณะเดียวกัน นางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งสถานะคนไทยที่ได้รับผลกระทบในอิสราเอลจากสถานการณ์ความไม่สงบว่ามี ผู้เสียชีวิต 28 คน โดยเพิ่มขึ้น 4 คน ส่วนผู้บาดเจ็บ 16 คน ไม่เปลี่ยนแปลง และผู้ที่ถูกจับไปเพิ่มขึ้น 1 คน รวมเป็น 17 คน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวชี้แจงด้วยว่าตามที่มีคำถาม หรือข้อสงสัยว่าทำไมเครื่องบินของกองทัพอากาศต้องบินยาว ทำไมไม่บินตรงว่า เนื่องจากบางประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล จึงไม่สามารถบินผ่านน่านฟ้าของประเทศตะวันออกกลางนั้นๆ ไปอิสราเอลได้ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ เร่งขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าอย่างที่สุด และ ได้มาในเวลาอันสั้นมากแล้ว

7 พันคนกลับครบต้นเดือนพ.ย.
ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์หลังต้อนรับแรงงานไทยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ มีความกังวลมาก คือจะหาวิธีอย่างไรให้ได้เครื่องบินเพิ่มมากขึ้น โดยมากกว่าที่ประกาศไว้คือสายการบินนกแอร์ 2 ลำ แอร์เอเชีย 2 ลำ การบินไทย 1 ลำ และกองทัพอากาศ 1 ลำ ขณะนี้เดินทางกลับมาได้ครั้งละ 200 คน เนื่องจากมีปัญหาเรื่องหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ตหล่นหายขณะหลบอยู่ในบังเกอร์ ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศเตรียมพาสปอร์ตสำรองไว้ 8,000 เล่ม โดยคาดว่า ผู้ลงทะเบียนทั้ง 7,000 คน จะกลับถึงไทยได้ทั้งหมดภายในต้นเดือนพ.ย.

รมว.แรงงานกล่าวว่า สำหรับแรงงานไทยที่ทำงานยังไม่ครบสัญญาและเดินทางกลับไทยนั้น กระทรวงแรงงานพร้อมจะช่วยเหลือประสานงานกับเอเยนซี่ หรือนายจ้างที่อิสราเอล หากเหตุการณ์สงบแล้วต้องการจะกลับไปทำงาน กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุน แต่หากไม่กลับอิสราเอล ขอให้แจ้งเจตจำนงมาเพื่อจะได้หาที่ทำงานใหม่ในประเทศอื่น ส่วนรายได้จะมากกว่าเดิมหรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้

ช่วยหางานทำใหม่-แก้หนี้สิน
“กระทรวงแรงงานได้แจ้งนายกฯ ว่าหากใครยังทำงานไม่ครบสัญญา และอนาคตอยากกลับไปทำงานในต่างประเทศต่อ ขอให้สบายใจได้กระทรวงแรงงานจะประสาน เมื่อเหตุการณ์สงบจะนำท่านกลับไปอิสราเอล หรืองานในประเทศอื่นๆ ที่มีรายได้ใกล้เคียง หรือน้อยกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อให้ไปทำงานต่อ เพราะรัฐบาลเข้าใจว่าทุกคนที่ไปก็มีหนี้สิน ฉะนั้น หากประสงค์ก็ขอให้แจ้งกรมการจัดหางานได้ ส่วนใครที่จ่ายค่าตั๋วเองก็ขอให้เก็บตั๋วไว้ รัฐบาลจะรับผิดชอบดูแล” รมว.แรงงานกล่าว

ส่วนพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวว่าการที่แรงงานไทยกลับมาอย่างปลอดภัย เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องการมากที่สุด ส่วนคนที่ถูกจับเป็นตัวประกัน รัฐบาลพยายามหาทางช่วยเหลืออย่างถึงที่สุด นอกจากนี้จะเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องหนี้สินของแรงงาน โดยจะรวบรวมข้อมูลเนื่องจากทราบดีว่าแรงงานบางส่วนต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อไปทำงาน ซึ่งจะให้ความเป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินนอกระบบ

เร่งช่วย – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ แถลงผลประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยสั่งให้เช่าเครื่องบินแอร์บัส 380 ไปรับคนไทยในอิสราเอลกลับมาให้หมด ภายในเดือนต.ค.นี้ เมื่อวันที่ 15 ต.ค.

นายกฯถกเพิ่มเที่ยวบินอพยพ
เวลา 16.00 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายเศรษฐา นายกฯ เป็นประธานประชุมศูนย์สถานการณ์ฉุกเฉินต่อสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล เพื่อติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือพลเมืองไทยและแรงงานไทยที่ยังตกค้าง ได้รับผลกระทบจากสงคราม รวมถึงแนวทางความชัดเจนในการจัดเที่ยวบินอพยพคนไทยให้ได้วันละ 200-400 คน และแนวทางการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน

จากนั้นนายกฯ แถลงว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะมีสายการบินรับคนไทย ทั้งนกแอร์ แอร์เอเชีย การบินไทย และสไปซ์เจ็ท ทั้งหมด 32 เที่ยวบิน รวม 5,700 คน ซึ่งยังไม่พอ เพราะมีคนไทยต้องการเดินทางกลับ 7,000 กว่าคน และมากขึ้นเรื่อยๆ จึงกังวลเรื่องลำเลียงคนออกมายังเป็นปัญหาอยู่ เพราะการต่อสู้ยังไม่จบ ขณะนี้อิสราเอลเลื่อนการโจมตีทางบกไปอีก 1-2 วัน คาดว่าหากโจมตีทางบก การต่อสู้จะรุนแรงขึ้น

ลำเลียงด้วยเครื่อง 2 ช่องทาง
นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องการลำเลียงคนทางบก ทางเรือ เรียกว่าประตูปิดแล้ว เพราะท่าเรือที่อิสราเอลตอนนี้ปิดไปแล้ว ต้องพึ่งทางอากาศอย่างเดียว สถานทูตไทยทำงานอย่างเต็มที่นำคนมาอยู่ในศูนย์พักพิงได้วันละ 400 คน แต่เรายังมีเครื่องบินไม่พอ น่าเป็นห่วงอยู่ เพราะสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ไม่ดีขึ้นเลย ส่วนเรื่องเอกสารหาย หรือไม่ครบ สถานทูตทำเอกสารรับรองให้ ทำได้วันละประมาณ 200 ราย เรื่องเอกสารไม่ใช่ปัญหา

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการลำเลียงด้วยเครื่องบินมี 2 ช่องทาง คือบินตรงจากอิสราเอลมากรุงเทพฯ กับการไปพักที่ดูไบ จอร์แดน ไซปรัส แล้วนำเครื่องบินไปรับอีกช่วงหนึ่ง สำหรับแรงงานที่กลับมาไทยแล้ว รมว.แรงงานแจ้งว่าจะดูแลอย่างดีที่สุด มีเงินเยียวยา และพยายามหาแหล่งทำมาหากินแห่งใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุด

สั่งเช่าแอร์บัส380จุได้500คน
นายกฯ กล่าวถึงตัวประกันว่ามี 17 คน เราใช้ 4 ช่องทางพยายามติดต่อนำตัวประกันกลับมาให้ได้อย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด โดยใช้ช่องทางการทูต หน่วยข่าวกรอง คุยกันระหว่างข่าวกรองต่างประเทศและการทหาร นอกจากนี้ยังใช้ช่องทางที่ไม่เป็นทางการ ภาคประชาคม หรือเอ็นจีโอที่มีเครือข่ายอยู่ในประเทศต่างๆ เป็นเรื่องที่เราพูดคุยมาโดยตลอด กระทรวงการต่างประเทศพูดคุยกับทุกฝ่าย ทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอล เพื่อขอคนของเราให้กลับมาได้ปลอดภัยเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่าจนถึงขณะนี้มีปัญหาอะไรน่ากังวลใจที่สุด นายเศรษฐากล่าวว่า มี 2-3 ปัญหา ปัญหาแรกคือการนำคนจากจุดเสี่ยงมาสู่ศูนย์พักพิง และเดินทางเข้าสู่สนามบินพร้อมออกเดินทาง 2.เรื่องเที่ยวบินที่จะนำเข้าไปได้ ในที่ประชุมผู้ใหญ่หลายท่านเสนอเข้ามาให้เช่าเครื่องบินเพิ่มเติม และหลายคนที่ไปสนามบินสุวรรณภูมิอาจเห็นเครื่องบินแอร์บัส 380 ที่จุได้ประมาณ 500 คน ถามว่าทำไมไม่เอาไปรับ สอบถามทางการบินไทยชี้แจงว่าเครื่องจอดมานานต้องซ่อมบำรุง อีกทั้งนักบินไม่ได้บินนาน ตามกฎต้องไปฝึกอบรมเพิ่ม ต้องใช้เวลา จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่าเครื่องบินแอร์บัส 380 เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เราดูอยู่

เร่งคุยทุกฝ่ายช่วยตัวประกัน
ต่อข้อถามว่าตัวประกัน 17 คน จากการประสานช่องทางการทูตกับอิสราเอล ทั้งหมดยังปลอดภัยใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ณ วันนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เมื่อถามย้ำว่ายังไม่ได้รับคำตอบว่าตัวประกันจะได้ปล่อยตัวเมื่อไหร่ใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ใช่ แต่มีการคุยกันโดยตลอด โดยวันนี้นายปานปรีย์ พิหิทธานุกร รองนายกฯ และรว.ต่างประเทศ จะคุยกับบางประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าตัวประกันจะปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวถามว่ายอดผู้เสียชีวิตคนไทยที่สูงขึ้น จะทำให้ปรับท่าทีหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่เปลี่ยนแปลงท่าที เราเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง จะไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง แต่เราสูญเสียอันดับต้นๆ เพราะมีแรงงานอยู่ในประเทศนั้นเยอะ เขาคงไม่ได้เจาะจงทำร้ายคนไทยหรอกคน เราไม่มีส่วนในความขัดแย้ง พยายามช่วยเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย จุดมุ่งหมายคือนำคนไทยที่เป็นตัวประกันออกมาให้ได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

ต่อข้อถามย้ำว่าแต่แรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตรที่ผลิตเสบียงป้อนกองทัพอิสราเอล จะทำให้เป็นเป้าในการโจมตีหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า แรงงานไทยไม่ได้เป็นชาติเดียวที่อยู่ตรงนั้น เชื่อว่าฮามาสไม่ได้เจาะจงแรงงานไทยโดยเฉพาะ

บินทอ.รับไทยกลับ 130 ชีวิต
ค่ำวันเดียวกัน รายงานข่าวจากกองทัพอากาศแจ้งว่าเครื่องบิน เอ 340-500 ของกองทัพอากาศ มุ่งหน้าออกจากบน.6 ดอนเมือง เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 15 ต.ค. ไปอพยพคนไทยในอิสราเอล วิ่งขึ้นจากสนามบินนานาชาติเบนกูเรียน ประเทศอิสราเอล แล้วเมื่อเวลา 19.27 น. วันที่ 15 ต.ค. เวลาในประเทศไทย คาดว่าจะเดินทางถึงท่าบน.6 ดอนเมือง ในเวลาประมาณ 07.00 น. วันที่ 16 ต.ค.นี้

สำหรับคนไทยที่เดินทางมากับเที่ยวบินกองทัพอากาศ เที่ยวที่ 1 มีจำนวน 130 คน มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยจากการหกล้ม ก่อนหน้าที่จะเกิดการสู้รบ 1 คน มีอาการขาเจ็บ และแขนหัก ผ่าตัดมาแล้ว 1 คน มีคนที่มีอาการหวัด 5 คน ตรวจเอทีเคแล้วผลเป็นลบ โดยในไฟลต์บินนี้ มีเด็กผู้หญิงอายุ 5 ขวบ 1 คน เป็นลูกของข้าราชการสถานทูตไทย เป็นผู้หญิง 2 คน เป็นผู้ชาย 127 คน โดยผู้โดยสารคนอื่นๆ สุขภาพและกำลังใจดี

รายชื่อ137คนไทยอพยพชุดที่4
เมื่อวันที่ 15 ต.ค. กระทรวงการต่างประเทศแจ้งรายชื่อคนไทยในอิสราเอลที่จะเดินทางกลับไทยครั้งที่ 4 ด้วยเที่ยวบินอพยพของกองทัพอากาศถึงไทยวันที่ 16 ต.ค.นี้ เวลา 04.40 น. ตามที่ได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ดังนี้ 1.นายวานิช พรมจรรย์ 2.นายภาณุพงศ์ เบ้านาค 3.นายคคนภูมิ ฤาชา 4.นายวันมงคล มินไธสง 5.นายรชานนท์ คำภูมี 6.นายนพโรจน์ วิมลธรรมวัชร์ 7.นายสมบัติ คงเกียรติสกุล 8.นายสมศักดิ์ นรชาติวศิน 9.นายยอดรัก แซ่โซ้ง 10.นายพรเพรช ด่านหา 11.นายวิเศษ ไพธิ์ไทรย์ 12.นายนิติ บัวเลิง 13.นายภาคภูมิ อินทรอนันต์ 14.นายศุภกร จู่มา 15.นายพลวัฒน์ กันภัย 16.นายสงกรานต์ ดุสิรัตน์ 17.นายอนันต์ คำพานาง 18.นายรุ่งโรจน์ โต้งกระโทก 19.นายคาวี ตอแก้ว 20.นายจิรายุ พันธ์บุปผา

21.นายนธิราช สุพร 22.นายธนพล ศิริเทพ 23.นายเกศสยาม อินแสงแวง 24.นายสมศักดิ์ หาญสกุลเงิน 25.นายกิตติภพ แซ่ลี 26.นายอนุพงษ์ อินทฤาชัย 27.นายอนุชิต สมศรี 28.นายอัศนีย์ บุตรช่วง 29.นายชาติชาย เสนาอุดร 30.นายสมชาย ประเสริฐวลี 31.นายกิตติ์ภัทร์ โชคสิริวัฒนากุล 32.นายสุนทร เส่มือแม่ 33.นายสมชาย แซ่ลี 34.นายชัยเชษฐ์ พริ้งเพราะ 35.นายอนุชา แสนคำแพ 36.นายผดุงศักดิ์ สงวนจินดา 37.นายบุญช่วย แสงศิราเพชร 38.นายสุรชัย แซ่ลี 39.นายนนทกร เที่ยงเอม 40.นายอธิราช ฤทธิ์ชัยเจริญ 41.นายวิชัย ดอกไธสง

42.น.ส.ฐิติยา เจริญเนตร 43.นายรัชพล เบ้าชัย 44.นายประสิทธิ์ แซ่ยั้ง 45.นายไชยา การันต์วิริยะกุล 46.นายขวัญเรือน พันธ์เนื้อ 47.นายดนัย เหมะธุลิน 48.นายสมพร กันยาคำ 49.นายสิทธิกร เกื้อกูลสกุลกิจ 50.นายจิโรตม์ แซ่ม้า

51.นายวุฒิพงษ์ จันณรงค์ 52.นายศรราม โม้พิมพ์ 53.นายกมล โพธิ์แสง 54.นายจักรพงษ์ สุทธบริบาล 55.นายพีรพล แซ่ว่าง 56.นายดัสกร อาซอง 57.นายโชคชัย ยงโพธิ์ 58.นายฮั่ว แซ่ซ่ง 59.นายยงสุข แซ่กือ 60.นายล่า แซ่เถา 61.นายอนุพงศ์ สีโสภา 62.นายธีระวุฒิ แสนวงค์ 63.นายภูริณัฐ หนิงนา 64.นายสารัช คำปัญญา 65.นายเกียรติชัย ศรีวิชา 66.นายชิดณรงค์ เจริญสุข 67.นายอนันต์ สมาหาญ 68.นายวิศิษศักดิ์ เถาวัลย์ดี 69.นายธีรยุทธ แซ่โช้ง 70.นายทศพล ยศหลวงทุ่ม 71.นายศรายุทธ นามพลแสน 72.นายสมรักษ์ พรมภา 73.นายชาตรี วจนะนิจ 74.นายสุรศักดิ์ ลีปรีชา 75.นายณัฐวุฒิ พรมป้อง 76.นายอุดร สุขใจดีนัก 77.นายสุเทพ แซ่ว่าง 78.นายไช่ แซ่ท้าว 79.นายนครินทร์ ข้ามประเทศ 80.น.ส.ประภัสสร ศรีสวัสดิ์

81.นายพิชิต เสนานุช 82.นายพิทักษ์ เพชรเก่า 83.นายสุวิทย์ พิศกุล 84.นายมังกร แซ่ย่าง 85.นายวิชา ทรงพิริยกุล 86.นายปิยะพงษ์ จันต๊ะคาด 87.นายเสรี แซ่ย่าง 88.นายฟ้าไสย แซ่ย้า 89.นายต้อม โปร่งจิต 90.นายอรุณ แชโซ้ง 91.นายเกียรติศักดิ์ แซ่หว้า 92.นายชายชาญ บุญสิทธิ์ 93.นายทวีวุฒิ วิเศษทรัพย์ 94.นายณัฏฐพงศ์ อันโนนจารย์ 95.นายมงคล สระรัมย์ 96.นายพงศกร คำภิโล 97.นายกิตติพงศ์ คำปันปู่ 98.นายธีระพล คนซื่อ 99.นายสุเนตร จันทร์กระสัง 100.นายธนวัฒน์ ศรีชนะ 101.นายปณิธาน รามัญเพ็ง 102.นายทัศพล ดวงปัตศรี 103.นายศราวุธ คำพิษงู 104.นายพงษ์อนันท์ งอกวงษ์ 105.นายวัชระ โคบาล 106.นายสมพงษ์ ตองติดลำ 107.นายนิพนธ์ วงหาริมาตย์ 108.นายประยงค์ สันเทียะ 109.นายทศพล แซ่เฮ้อ 110.นายวีระ เลิศวิลัย

111.นายณัฐพล แซ่หว้า 112.นายสุทธิรักษ์ พุทธคม 113.นายสิทธิชัย ฟุจันทร์ 114.นายฉัตรชัย ขุนแก้ว 115.นายพัณกร แซ่เฮ้อ 116.นายศราวุธ โสมา 117.นายอนุชา สุภาภิรักษ์ 118.นายณัฐพงษ์ คำภูพูล 119.นายปฏิภาณ เทียมทะนงค์ 120.นายวุฒิชาญ แสงประชารักษ์ 121.นาย ชูศักดิ์ ช่างคำ 122.นายปิยพงษ์ สิงห์บุญมี 123.นายวิชาญ อทุมทราย 124.นายสกุล วงค์มะเริง 125.นายวิชาญ แซ่ท้าว 126.นายสุทธิชัย พลแก้ว 127.นายบุญมา วงษ์ศรีแก้ว 128.นายทศพร ศรีชุมพร 129.นายวิชัย แซ่ซง 130.นายประยุทธ สีแล 131.นายจิรารุวัฒน์ จันทร์เหลือง 132.นายตุ๊ เลาชัง 133.นายสุทธิภัทร แสนซุ้ง 134.นายทรงวุฒิ เกษมศรี 135.นายศรัณยู แสนซุ้ง 136.นายอีวาน ธีโอดอร์ บอร์คัม และ 137.ด.ญ.อริยา รีเบ๊กคา บอร์คัม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน