นายกดีลตรงภาคเอกชน 6ปท.ไฟเขียวบินผ่านได้ ปรับอพยพ-วันละ800 กลับมาแล้วเกือบ3พัน ตายเพิ่ม1หนุ่มนครพนม
‘เศรษฐา’ ห่วงคนไทยถูกจับเพิ่ม ดีลเอกชนรับกลับเพิ่มผ่านทางชายแดนจอร์แดน กต.เจรจาซาอุฯ ไฟเขียว เปิดน่านฟ้าให้บินผ่าน ตรงไปรับแรงงาน ทอ.บินเที่ยว 3 รับ 140 คนไทย เผยปรับเส้นทางผ่าน 6 ปท. ร่นระยะเวลาเหลือ 8 ช.ม.ครึ่ง ส่วนเที่ยวต่อไปไม่ต้องบินไปถึงอิสราเอล แต่ลงที่สนามบินนานาชาติ ฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แทน กต.เปิดแผนการบินใหม่ อพยพได้วันละ 800 คน ชาวปาเลสไตน์ร่วมมุสลิมไทยประท้วงหน้าสถานทูตยิว ปลัดแรงงานเผยดับเพิ่มอีก 1 สุดเศร้าบรรยากาศงานศพ 8 แรงงาน พ่อเผยลูกชายทำงานเก็บเงินจนปลดหนี้ สร้างบ้าน ซื้อวัวให้พ่อแม่ เตรียมกลับมาใช้ชีวิตพอเพียง
ทอ.ปรับเส้นทางผ่าน 6 ปท.
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 21 ต.ค. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง (บน.6) กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบ A340-500 จำนวน 1 เครื่อง เพื่ออพยพคนไทย ในประเทศอิสราเอล เที่ยวบินที่ 3 จำนวน 140 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยมี พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. และเจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงแรงงานร่วมรับฟังการบรรยายสรุปแผนการปฏิบัติ
การเดินทางครั้งนี้ทางกองทัพอากาศจะบินเส้นทางการบินใหม่ ผ่าน 6 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา อินเดีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติเบนกูเรียน กรุงเทลอาวีฟ โดยใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงครึ่ง จากเดิมที่ต้องบินอ้อมใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมงเศษ มีนาวาอากาศตรี เจริญชัย กังสมุทร นักบินการบินไทย เดินทางไปกับเที่ยวบินนี้ด้วย โดยจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันอาทิตย์ที่ 22 ต.ค. เวลา 10.50 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน
ผบ.ทอ.กล่าวว่า โดยเที่ยวบินที่ 3 นี้เป็นเที่ยวบินสุดท้ายที่จะเดินทางไปรับคนไทยที่ประเทศอิสราเอล และปรับเปลี่ยนภารกิจเที่ยวบินใหม่สำหรับเที่ยวบินที่ 4,5 และเที่ยวบินที่ 6 ที่ทางกองทัพได้รับมอบหมาย จากศูนย์ RRC ให้อพยพคนไทย ที่สนามบินนานาชาติฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วันที่ 25, 28 และ 31 ต.ค.2566 ด้วยเครื่องบิน A340-500 โดยไม่ต้องบินไปถึงอิสราเอล
เมื่อถามว่าหลังจากจบ 6 เที่ยวบินแล้วทางกองทัพอากาศมีแผนเตรียมไว้เป็นอย่างไร พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กล่าวว่า มีอย่างแน่นอนซึ่งหากมีพี่น้องประชาชนคนไทยที่ยังหลงเหลือหรือต้องการกลับเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นส่วนของกองทัพอากาศเองหรือบริษัทสายการบิน อื่นๆ ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจเหมือนเดิม
ซาอุฯ ไฟเขียวบินผ่านน่านฟ้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารัฐบาลได้แจ้งข่าวกับกองทัพอากาศ (ทอ.) ว่า ในภารกิจการอพยพแรงงานไทยกลับจากประเทศอิสราเอลของกองทัพอากาศตั้งแต่วันนี้ (21 ต.ค.) เป็นต้นไป กองทัพอากาศไม่ต้องนำเครื่องบินทหารบิน โดยเฉพาะเครื่องบินแอร์บัส A340-500 และเครื่องบินลำเลียง C-130 ทำการบินอ้อมประเทศ ในเส้นทางที่ไกลกว่าแล้ว
จากเดิมใน 2 เที่ยวบินแรกที่กองทัพอากาศบินไปอพยพแรงงานไทยในอิสราเอลนั้นจะต้องบินผ่านน่านฟ้า 10 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐประชาชนจีน คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน อาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย ตุรกี ไซปรัส และอิสราเอล
ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศได้เจรจาขอบินผ่านน่านฟ้าในเส้นทางการบินใหม่ โดยจะผ่านเพียง 7 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา อินเดีย โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และอิสราเอล ลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติเบนกูเรียน กรุงเทลอาวีฟ โดยใช้เวลาประมาณ 8.30 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องบินอ้อมใช้เวลาประมาณ 13.30 ชั่วโมง
รายงานข่าวแจ้งว่าจะเริ่มทำการบินได้ในเที่ยวบินที่ 3 ที่กองทัพอากาศส่งเครื่องบินแอร์บัส A 340-500 ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ เวลา 13.30 น. คาดว่าจะมีแรงงานไทยเดินทางกลับเที่ยวบินที่ 3 นี้จำนวน 140 คน ซึ่งจะเดินทางกลับมาถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กทม. วันที่ 22 ต.ค. เวลา 10.50 น.
กต.เปิดแผนอพยพวันละ 800 คน
ด้านนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศแจ้งรายละเอียดเที่ยวบินอพยพที่จะกลับถึงไทยในวันที่ 21 ต.ค. ดังนี้ 1. สายการบินอาร์เคีย เที่ยวบิน IZ591 คาดว่าจะถึงประเทศไทยเวลา 14.05 น. จำนวนผู้ลงทะเบียน 214 คน 2. สายการบินสไปซ์เจ็ต เที่ยวบิน SG901 คาดว่าจะถึงประเทศไทย เวลา 16.00 น. จำนวนผู้ลงทะเบียน 320 คน
นอกจากนี้ยังจะมีเที่ยวบินอพยพของ กองทัพอากาศเที่ยวที่ 3 มีกำหนดกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 22 ต.ค. 66 เวลาประมาณ 13.40 น. โดยจะนำแรงงานไทยจำนวน 140 คนกลับสู่ประเทศไทย ซึ่งในวันเดียวกัน จะมีเครื่องบินของสายการบิน แอลอัล ( El Al ) พาคนไทยเดินทางกลับอีกประมาณ 311 คนด้วย รอยืนยันเวลาเดินทางถึง
นางกาญจนากล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. เป็นต้นไป ทางการไทยจะจัดเที่ยวบินตรงจากอิสราเอลมายังประเทศไทยวันละ 2 เที่ยวบิน และจากอิสราเอล-เมืองดูไบ อีก 1 เที่ยวบิน แล้วมีเที่ยวบินรับจากเมืองดูไบมายังประเทศไทยอีกทอดหนึ่ง ซึ่งแผน ดังกล่าวจะทำให้สามารถอพยพคนไทยออกจากอิสราเอลได้วันละกว่า 800 คน
กระทรวงการต่างประเทศขอร้องให้พี่น้องคนไทยในอิสราเอลที่ยังตัดสินใจไม่เดินทางกลับ พิจารณาให้รอบคอบ และขอให้แน่ใจว่าอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย อีกทั้งขอให้ผู้ที่เคยแจ้งชื่อไว้กับสถานทูตและเปลี่ยนใจไม่เดินทางกลับ โปรดแจ้งสถานทูตล่วงหน้า เพื่อให้การบริหารจัดการที่นั่งบนแต่ละเที่ยวบินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ปิดโอกาสของท่านอื่นๆ ที่ประสงค์จะเดินทางกลับด้วย

ต้านสงคราม – ชาวปาเลสไตน์ในไทยและสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชุมนุมต่อต้านสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาส บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย เขตวัฒนา กทม.
ประท้วงหน้าสถานทูตยิว
เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน ที่อาคาร โอเชียน ทาวเวอร์ ซอยวัฒนา แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กลุ่มชาวปาเลสไตน์และสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 300 คนนัดรวมตัวกันเพื่อชุมนุมประท้วง การเหยียดเชื้อชาติพันธุ์และเรียกร้องให้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซ่า โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ดูแลความมั่นคง พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.น.5 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น รองผบก.น.5 พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง ผกก.สน.ลุมพินี นำกำลังตำรวจ 1 กองร้อย ดูแลความปลอดภัยบริเวณดังกล่าว และกำลังตำรวจบก.น.5 อำนวยความสะดวกด้านการจราจร
กลุ่มผู้ชุมนุมปราศรัยโจมตีชาวยิว ประเทศ อิสราเอล และประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนช่วยเหลือในการทำสงครามบริเวณฉนวนกาซ่า โดยชาวมุสลิมออกมาให้กำลังใจกลุ่มอิสลามที่ต่อสู้บริเวณดังกล่าว มีการนำธงชาติอิสราเอลมาวางบนพื้นถนนเพื่อเหยียบบริเวณจุดที่มีการชุมนุมดังกล่าว
ต่อมาเวลา 11.30 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายนกเขา นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช. ร่วมปราศรัยบริเวณดังกล่าวด้วย
‘นายก’ดีลเอกชนรับคนกลับ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 21 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงริยาด ซึ่งช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง ที่โรงแรม Ritz Carlton กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงการช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอลว่า ขณะนี้มีคนไทยที่อิสราเอลถูกจับเป็นตัวประกันเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจ แต่การต่อรองเรื่องตัวประกันยังคงต้องดำเนินการต่อไป ส่วนการลำเลียงคนไทยกลับนั้น ตอนนี้มีผู้แสดงเจตจำนง 8,500 คนแล้ว ซึ่งน่าเป็นห่วงว่า จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกือบเท่ากับจำนวนคนที่มีการนำกลับเข้ามา ซึ่งหมายความว่าจำนวนไม่ได้ลดลง ดังนั้น ทางที่ดีกว่าคือต้องพยายามหาทางเอาคนไทยกลับมาให้ได้อีก ซึ่งตนได้ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับภาคเอกชนอีกหลายๆ ส่วน ที่มีเครื่องบินนำกลับเข้ามา ขณะนี้มีเครื่องบินของเอกชนลำหนึ่งที่จะสามารถนำกลับมาได้ จากแถวชายแดนประเทศจอร์แดน ก็กำลังพยายามใช้ความสามารถติดต่อสามารถนำคนมาขึ้นเครื่องบินได้หรือไม่ “เขามีให้ทุกวัน วันละ 200 คน ตรงนี้จะพยายามสานต่อ และเพื่อให้มีการติดตามงานที่ชัดเจนมากขึ้น และรายงานให้กับประชาชนและครอบครัวที่มีความเป็นห่วงใยญาติพี่น้อง ซึ่งในวันที่ 23 ต.ค. เวลา 14.30 น. จะประชุมครั้งใหญ่ที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรายงานความคืบหน้าให้ทราบ” นายกฯ กล่าว
ปลัดแรงงานเผยดับเพิ่มอีก 1
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าภายหลังจากที่วานนี้ (20 ต.ค.66) ร่างของแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลทั้ง 8 ราย ที่สถานทูต ส่งมาชุดแรกได้เคลื่อนย้ายศพกลับไปให้ครอบครัวเพื่อประกอบพิธีทางศาสนายังภูมิลำเนาแล้ว ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ตนได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงแรงงานว่ามีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดอุดรธานี ศรีสะเกษ นครราช สีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ และสุโขทัย ซึ่งเป็นจังหวัดพื้นที่ภูมิลำเนาของแรงงานที่เสียชีวิตได้เดินทางลงพื้นที่นำพวงหรีดไปมอบเพื่อแสดงความอาลัยกับครอบครัวผู้เสียชีวิตพร้อมร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลแล้ว
นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือพี่น้องแรงงานไทยในประเทศอิสราเอลว่า ล่าสุดมีแรงงานไทยได้ลงทะเบียนกรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยกับทางสถานทูตแล้ว 8,439 คน ไม่ประสงค์กลับ 118 คน ถูกจับไปเป็นตัวประกัน 19 ราย บาดเจ็บ 16 ราย ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ 1 ราย เสียชีวิต 31 ราย นำศพกลับไทยแล้ว 8 ราย โดยขณะนี้มีแรงงานไทยที่เดินทางกลับมาแล้วเมื่อรวมกับสองเที่ยวบินนี้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,823 คน ดังนั้น จึงขอให้แรงงานไทยรวมทั้งญาติของแรงงานไทยเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถพาทุกคนออกมาให้ได้เร็วและปลอดภัยที่สุดตามที่ท่านพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย และให้เป็นภารกิจที่เร่งด่วนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สูงสุด
ต่อมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ต้อนรับและดูแลอำนวยความสะดวกแรงงานไทยที่เดินทางกลับวันนี้ทั้งสิ้น 504 คน โดยมีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมอำนวยความสะดวกและแนะนำสิทธิในการช่วยเหลือเยียวยา เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลกรณีแรงงานไม่มีเงินค่าเดินทางกลับภูมิลำเนา กระทรวงยุติธรรมให้คำแนะนำการพักชำระหนี้ การไกล่เกลี่ยหนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานนั้น กรมการจัดหางานได้ตั้งโต๊ะให้คำแนะนำการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยทันทีที่มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กระทรวงแรงงานได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะให้บริการคำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้แรงงานไทยได้รับเงินสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
เมียช็อก!ข่าวผัวตาย
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปบ้านเลขที่ 51 บ.นาล้อม ม.2 ต.นาหัวบ่อ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ซึ่งเป็นบ้านของนายพัฒนายุทธ ต้อนโสกรี หรือ ท่า อายุ 40 ปี หนึ่งในแรงงานไทยที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกันที่โมชาฟ-คิบบุตซ์ ชุมชนเกษตรในอิสราเอล หลังทราบว่าทางแรงงานจ.นครพนม แจ้งข่าวว่านายพัฒนายุทธ เสียชีวิตแล้ว พบกับนางราตรี เหลินต้ายซ้าย อายุ 47 ปี ภรรยานายพัฒนายุทธ เปิดเผยว่า สามีนำที่นาไปกู้เงิน ธ.ก.ส. 200,000 บาท ไปทำงานรีดนมวัวในฟาร์มเกษตร นาน 2 ปี 6 เดือน ได้เงินเดือนราว 50,000-60,000 บาท อยู่ห่างจากจุดสู้รบ 6 กิโลเมตร วันที่ 7 ต.ค. ช่วง 10 โมงเช้า ยังวิดีโอคอลติดต่อพูดคุยกับสามีได้ปกติ
หลังจากคุยกันได้ไม่ถึง 10 นาที สัญญาณถูกตัดขาดหายไปและติดต่อสามีไม่ได้อีกเลยจนทุกวันนี้ ทางแรงงานจังหวัดเดินทางมาให้กำลังใจและไม่ได้บอกว่ายังอยู่หรือเสียชีวิต ผ่านมา 14 วันกินไม่ได้นอนไม่หลับ ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาเป็นห่วงเพราะเป็นเสาหลักครอบครัว ส่วนลูกสาวคนเดียวอายุ 12 ปี ชั้น ป.6 กอดกันนอนร้องไห้ระงม
นางวิทยา โพธิยะ อายุ 51 ปี พี่สาวนางราตรี กล่าวว่า เช้าวันนี้ช่วง 8 โมงแรงงานจังหวัดโทรศัพท์แจ้งข่าวว่านายพัฒนายุทธเสียชีวิตแล้ว นางราตรีถึงกับช็อกเป็นลมล้มพับตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ญาติพี่น้องกว่า 20 คนจึงเดินทางมาให้กำลังใจ ช่วงสายแรงงานจังหวัดโทรศัพท์มาขอโทษกับนางราตรี ว่านายพัฒนายุทธ ยังไม่แน่ชัดว่าเสียชีวิตแล้วหรือไม่ ญาติก็ยังมีความหวังเพราะทีแรกมีข่าวว่าถูกจับเป็นตัวประกัน อยากให้กลับมาอยู่กับลูกและภรรยา
ผู้ว่าโคราชร่วมงานศพแรงงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานสวดอภิธรรม แรงงานภายหลังนำศพกลับถึงภูมิลำเนาว่า เมื่อเย็นวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่ศาลาวัดหนองยาง ต.หนองยาง อ.เฉลิมพระเกียรติ นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานพิธีรดน้ำศพนายพงษธร ขุนศรี แรงงานไทยชาวจังหวัดนครราชสีมา โดยมีตัวแทนจากส่วนราชการภายในจังหวัดนครราชสีมา ทหารจากกรมทหารราบที่ 23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ตลอดจนผู้นำชุมชนและชาวบ้านตำบลหนองยาง เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก
นายสยามนำพวงหรีดจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาร่วมแสดงความอาลัย พร้อมกันนี้ หน่วยงานราชการต่างๆ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอีกหลายหน่วยงานต่างร่วมส่งพวงหรีดมาแสดงความเสียใจอย่างต่อเนื่อง โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายกเหล่ากาชาดได้มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและมอบถุงยังชีพจากสภากาชาดไทยให้กับครอบครัวผู้สูญเสียเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ
โดยพิธีบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมนายพงษธร ขุนศรี จะมีทั้งหมด 2 คืน และจะประกอบพิธีฌาปนกิจในวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคมนี้
พี่ชายเผยเศร้ามันเร็วเกินไป
ส่วนที่จ.ขอนแก่น เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 20 ต.ค. ทันทีที่รถตู้นำส่งศพของนายพงษ์เทพ กุสะรัมย์ หรือน้องพงษ์ อายุ 26 ปี ถึงบ้านเกิด ที่บ้านเลขที่ 34/1 ม.6 บ้านโคกสูง ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น นายลำเพย กุสะรัมย์ อายุ 62 ปี บิดาพร้อมญาติพี่น้องได้ยืนยันตัวบุคคลและรับโลงศพที่บรรจุร่างลูกชายเข้าในบ้าน ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงม โดยนายประจักษ์ ไชยกิจ นายอำเภอหนองสองห้อง พร้อมด้วย นางอรวรรณ หินตะ แรงงานจังหวัดขอนแก่นและนางอัจฉรา เจริญผล นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนจัดหางานจังหวัดขอนแก่น เดินทางมาร่วมรับศพด้วย
ส่วนที่บ้านเลขที่ 43 บ้านโคกสูง หมู่ 6 ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านของนายพิชิต นาจันทร์ หรือสด อายุ 27 ปี แรงงานอีกรายที่เสียชีวิตนางหมวย นาจันทร์ อายุ 57 ปี แม่ของผู้เสียชีวิตร่ำไห้ด้วยความเศร้าเสียใจพร้อมทั้งเรียกชื่อลูกชายด้วยเสียงสะอื้นไปทั้งน้ำตาตลอดเวลา ขณะเจ้าหน้าที่นำร่างของลูกชายมาส่ง โดยมีนายสุรศักดิ์ นาจันทร์ อายุ 34 ปี พี่ชายผู้ตาย ที่รอดชีวิตจากเหตุสงครามในประเทศอิสราเอล ซึ่งเดินทางกลับมาถึงบ้านเมื่อค่ำของเมื่อวานที่ผ่านมา และพ่อของผู้ตาย ช่วยกันทำพิธีรับศพมาตั้งภายในบ้าน
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ตนเองเป็นอีก 1 ในแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศอิสราเอล ห่างจากแคมป์คนงานที่น้องชายเสียชีวิตประมาณ 5 ก.ม.โดยในช่วงเกิดเหตุคอยหลบอยู่ในหลุมหลบภัยจนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่ทางการอิสราเอลเข้ามาช่วยเหลือ
“มันเร็วเกินไป น้องชายต้องจากไปเพราะเหตุสงครามหลังจากเดินทางมาทำงานเพื่อเก็บเงินสร้างความฝันของตัวเองที่อยากจะมีบ้าน อยากมีที่เป็นของตัวเอง ช่วงที่ทำงานอยู่ในพื้นที่สีแดงนั้น มีการพูดคุยติดต่อกันตลอด ไปมาหาสู่กันเรื่อยๆ กระทั่งวันเกิดเหตุทุกคนต่างหนีเอาตัวรอด ผมก็เข้าไปหลบในหลุมหลบภัย และติดตามข่าวสารในโซเชี่ยล ซึ่งพบว่ามีเพื่อนที่ทำงานส่งคลิปมาให้ดูบอกว่าเป็นน้องชายของตนเอง ซึ่งพอตนเองดูคลิป ก็มั่นใจว่าเป็นน้องชายเพราะจำรูปร่างท่าทางของน้องได้ และนอนเสียชีวิตภายในแคมป์คนงานโดยมีศพของนายพงศ์และนายยา 2 พี่น้องตระกูล กุสะรัมย์ เสียชีวิตอยู่ข้างกันด้วย ซึ่งหลังทราบเหตุการณ์พูดอะไรไม่ออก ได้แต่เสียใจก่อนจะมีการพูดคุยกับครอบครัวและเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยเพื่อรอรับศพน้องในวันนี้”
เผาหนุ่มศรีสะเกษวันนี้
ที่บ้านเลขที่ 130 หมู่ 17 บ้านกระแชงเมืองใหม่ ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย นายอำเภอกันทรลักษ์และคณะหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาอำนวยความสะดวกการรับศพนายพงษ์พัฒน์ สุชาติ อายุ 29 ปี เจ้าหน้าที่ ชรบ.และญาติพี่น้องได้ช่วยกันนำเอาโลงศพที่บรรจุร่างของนายพงษ์พัฒน์เข้าไปตั้งบริเวณบ้าน ซึ่งมีการจัดเตรียมสถานที่ไว้แล้วด้วยความเศร้าโศก นายไสว สุชาติ อายุ 55 ปี พร้อมด้วย นางไพรวรรณ สุชาติ อายุ 53 ปี และ น.ส.วารุณี ดาวไสย อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพ่อ แม่ และภรรยาของนายพงษ์พัฒน์ ต่างพากันร่ำไห้อย่างน่าเวทนา เนื่องจากไม่คาดคิดมาก่อนว่า นายพงษ์พัฒน์จะมาเสียชีวิตอย่างไม่คาดคิดก่อนถึงวัยอันควรเช่นนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พ่อแม่ญาติพี่น้องจะประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมนายพงษ์พัฒน์ สุชาติ จำนวน 3 วัน และจะทำพิธีฌาปนกิจในวันที่ 23 ต.ค. ณ เมรุวัดพระใหญ่ หมู่ 17 ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

สูญเสีย – ญาติๆ ร่ำไห้รับศพนายชัยรัตน์ สานุสันต์ อายุ 39 ปี แรงงานชาวไทยที่เสียชีวิตจากสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส หลังเจ้าหน้าที่ลำเลียงส่งกลับถึงบ้านเกิด ในอ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เมื่อกลางดึกวันที่ 20 ต.ค.
เผยฝันกลับมาใช้ชีวิตพอเพียง
บ้านเลขที่ 5 หมู่ 10 บ้านเดียม ต.เชียวแหว อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี รถบริษัทสุริยาหีบศพ นำร่างนายอนุชา โสภากุล อายุ 28 ปี มาถึงโดยมี นายปัญญา โสภากุล 46 ปี นางสมพิศ อินทรวิเศษ อายุ 49 ปี นางสนิท โสภากุล อายุ 81 ปี พ่อแม่และย่านายอนุชา ญาติพี่น้อง และชาวบ้านจำนวนมากมารอรับบรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า โดยพ่อและแม่ เป็น ผู้จุดธูปบอกกล่าวนายอนุชาว่าถึงบ้านแล้ว กลับบ้านแล้วลูก ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงม ด้วยความเสียใจ
ว่าที่ร้อยโท อนุเทพ ศรีดาวเรือง จัดหางานจังหวัดอุดรธานี ปลัดอำเภอกุมภวาปี ตัวแทนแรงงานจังหวัดอุดรธานี ประกันสังคม จ.อุดรธานี เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี วางพวงหรีดแสดงความเสียใจ โดยมีการมอบเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศจำนวน 40,000 บาท ประกันสังคม 8,000 บาท เนื่องจากนายอนุชา เคยทำงานบริษัทมาก่อน
ครอบครัวเผยว่านายอนุชา เป็นลูกคนโตในจำนวน 3 คน เป็นโสดยังไม่มีครอบครัว เดินทางไปทำงานเกษตรที่ประเทศอิสราเอลได้ 4 ปี ส่งเงินมาจุนเจือครอบครัว ได้ใช้หนี้หมดแล้ว และสร้างบ้านหลังใหม่ 1 หลัง โดยมีแผนว่า เมื่อหมดสัญญาจ้าง 5 ปี เมื่อเดินทางกลับบ้านมาทำไร่นาสวนผสม จะซื้อวัวให้พ่อแม่เลี้ยง ใช้ชีวิตอยู่แบบพอเพียง เนื่องจากตอนที่มีชีวิตอยู่ นายอนุชาเป็นคนนิสัยดี มีจิตอาสา ญาติพี่น้องและชาวบ้านมักจะมาขอร้องให้นายอนุชาไปอบรมสั่งสอนญาติหรือเพื่อนบ้านที่เป็นรุ่นน้องที่มีนิสัยเกเร ออกนอกลู่นอกทาง ให้กลับมาเป็นคนดีของพ่อแม่ ทำให้นายอนุชาเป็นที่รักของชาวบ้าน
ส่วนที่บ้านเลขที่ 171 ม.9 บ.โนนสูง ต.บ้านหยวก อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี นางเอื้อนจิตร รักชาติ อายุ 41 ปี ภรรยา ยืนร่ำไห้ถือกระถางธูป รอรับร่างนายชัยรัตน์ สานุสันต์ อายุ 39 ปี ด้วยสีหน้าเศร้าโศกเสียใจ พร้อมทำพิธีบอกกล่าววิญญาณสามีให้เข้าบ้าน หลังจากจุดธูป 9 ดอกบอกเจ้าที่เจ้าทาง ให้ช่วยเปิดทางดวงวิญญาณสามีเข้าบ้านด้วย จากนั้นได้เคาะโลงเรียกชื่อสามีด้วยเสียงสั่นเครือ โดยมีญาติและเจ้าหน้าที่ อสม.ประกบข้างคอยพยุง เกรงว่าจะเป็นลมล้มพับ ก่อนจะถือกระถางธูป เดินนำหน้าโลงศพสามี โดยมีนางจำปี เปี้ยต้น อายุ 47 ปี พี่สาวนายชัยรัตน์ที่เดินทางมาจาก อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ถือรูปภาพน้องชาย ตามไป ภายหลังบรรจุร่างใส่โลงเย็น นางเอื้อนจิตรนั่งอยู่หน้าโลงร้องไห้ปานจะขาดใจ ญาติและอสม.ประจำหมู่บ้าน ต้องให้ยาดมสูดดมตลอดเวลา สร้างความสะเทือนใจแก่ เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในพื้นที่ และญาติพี่น้อง รวมทั้งชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง
แรงงานไทยดับเพิ่ม
ที่บ้านเลขที่ 189 บ.หนองท่ม ม.8 ต.โพนจาน อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ทีมเยียวยาสภาพจิตใจสาธารณสุข อ.โพนสวรรค์ และร.พ.โพนสวรรค์ ไปพบนางโสดา แต้มกลาง อายุ 74 ปี แม่นายปริญญา แต้มกลาง หรือ เป้ อายุ 40 ปี หนึ่งแรงงานไทยในอิสราเอล เพื่อแจ้งข่าวร้ายว่านายปริญญา เสียชีวิตแล้ว นางโสดา แม่นายปริญญา เปิดเผยว่า ลูกชายไปทำงานเกษตรที่โมชาฟในอิสราเอล เดือนพ.ย.นี้จะครบ 2 ปี เก็บเงินไปเองไม่ได้กู้หนี้ยืมสิน อยู่พื้นที่สีแดงห่างจากจุดสู้รบ 5 กิโลเมตร วันที่ 7 ต.ค. ช่วง 10 โมงเช้า ติดต่อลูกชายครั้งสุดท้ายพูดคุยไม่นาน ติดต่อไปใหม่แต่ไร้สัญญาณ เอะใจให้ลูกสาววิดีโอคอลติดต่อกลับแต่ลูกไม่รับ
แม่แรงงานไทย กล่าวทั้งน้ำตาว่า ระหว่างคุยกับน้องสาวนายปริญญาบอกว่าเขาสู้รบกันแล้ว นึกว่าสู้กันธรรมดา แต่ลูกชายบอกสู้กันร้ายแรงกว่าทุกปี ช่วงค่ำติดต่อไปอีกไม่มีใครรับสายเริ่มใจไม่ดี จนถึงทุกวันนี้รวม 15 วัน เจ้าหน้าที่รัฐไม่เคยมาบอกว่าลูกชายยังมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตอยู่ แค่บอกว่าติดต่อไม่ได้
นางอุมาพร แต้มกลาง น้องสาวนายปริญญา กล่าวว่า พี่ชายที่เสียชีวิตเป็นเสาหลักครอบครัว ไม่มีลูกมีเมีย ส่งเงินให้แม่เดือนละ 40,000 บาท และแยกให้ใช้ต่างหากเดือนละ 3,000-5,000 บาท แม่เคยหกล้มหน้าบ้านผ่าตัดหัวเข่า 2 ข้าง เป็นโรคเกาต์และความดัน พี่ชายส่งเงินให้แม่มีแผนตั้งใจจะสร้างบ้านให้ เงินที่ส่งมารวบรวมเตรียมมามุงโครงหลังคาบ้านหลังใหม่ในที่ดินพ่อ โดยซื้อเสาบ้าน ต่อหม้อไฟ หม้อน้ำ และขอบ้านเลขที่ใหม่ไว้แล้ว แม่และพ่อต้องฝันสลาย หลังรู้ข่าวร้ายลูกชายเสียชีวิตจึงเลิกล้มโครงการในฝันของลูกชายทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นางโสดา แม่นายปริญญา ทันทีที่รู้ข่าวยืนยันว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว ร้องไห้ปาดน้ำตลอดเวลา พร้อมฝากย้ำถึงเจ้าหน้าที่รัฐให้เร่งนำร่างลูกชายกลับมาโดยเร็ว เพราะอยากเห็นหน้าลูกชายใจจะขาด