ชาวบ้านโหวตร่วมต่อเนื่อง โพลมติชนเดลินิวส์ สอบถามความคิดเห็นอยากให้รัฐบาลเศรษฐาแก้ไขปัญหาอะไรก่อน ระหว่างการเมืองกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ด้านอบต.ขอให้แก้เศรษฐกิจ ชี้ช่วงนี้ชาวบ้านไม่มีเงิน หากได้รับเงินคนละ 1 หมื่นบาท คนในครอบครัวมี 5-6 คนจะมีเงิน 5-6 หมื่นบาทสามารถทำอะไรได้มากมาย อีกทั้งตลาดในเมือง-ตลาดนัดซบเซาเพราะคนไม่มีกำลังซื้อ รัฐจึงต้องเติมเงินให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อให้ได้ แนะแจกช่วงเดือนเมษายน-เทศกาลสงกรานต์ดีสุด เพราะคนต้องกลับบ้านทำให้เงินสะพัดทุกจังหวัด
เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่ายังได้รับความสนใจจากประชาชนตอบแบบสอบถามอย่างต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมโพลมติชน X เดลินิวส์ : รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร ซึ่งเริ่มเปิดโหวตระหว่างวันที่ 1-31 ต.ค. โดยกองบรรณาธิการในเครือมติชนและเดลินิวส์ได้ประมวลชุดคำถาม รัฐบาลเศรษฐาควรแก้ปัญหาอะไร? แล้วนำมาเปิดให้ประชาชนโหวต ผ่านทางคิวอาร์โค้ดที่อยู่ในสื่อทั้ง 2 เครือทั้งหนังสือพิมพ์ 4 เว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์), ยูทูบ, อินสตาแกรม และติ๊กต็อก
สำหรับคำถามมี 2 หัวข้อใหญ่ คือ 1.เร่งแก้ปัญหาการเมือง-ปฏิรูปโครงสร้างสังคม ประกอบด้วย 1.1 แก้รัฐธรรมนูญ, 1.2 ปฏิรูปกองทัพ, 1.3 กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น, 1.4 ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม, 1.5 รัฐสวัสดิการ และ 1.6 ปัญหาอื่นๆ และ 2.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง ประกอบด้วย 2.1 แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท, 2.2 แก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน-หนี้สาธารณะ, 2.3 แก้ปัญหาการเกษตร, 2.4 เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและเงินเดือนปริญญาตรี, 2.5 ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าน้ำมัน และ 2.6 ปัญหาอื่นๆ

ทั้งนี้ หลังจากประชาชนโหวตโพลจนครบกำหนดถึงวันที่ 31 ตุลาคมแล้ว จะมีกิจกรรมเจาะลึกเรื่องโพลของมติชน-เดลินิวส์ ในเดือนพฤศจิกายน โดยเชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการเมืองมาร่วมวิเคราะห์ผลด้วย
วันเดียวกัน นายณรงค์ เหล่าสุวรรณ ประธานหอการค้าจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ขณะนี้กำลังซื้อของประชาชนลดน้อยลง ทำให้การค้าขายแผ่วลง จึงเห็นว่ารัฐบาลต้องช่วยเหลือเรื่องรายได้ของประชาชนใน 2 ด้าน คือ เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย อาทิ น้ำมัน ค่าพลังงาน ค่าไฟ ค่าน้ำ ส่วนผู้ประกอบการก็จะมีดอกเบี้ย ค่าวัตถุดิบต่างๆ
“ส่วนการเพิ่มรายได้ของประชาชนทำได้หลายทาง ในช่วงสั้นรัฐบาลก็จบด้วยการแจก ซึ่งในอดีตก็เคยแจกมาแล้ว การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท มองว่าเป็นสิ่งที่ดี ช่วยกระตุ้นได้ในระยะสั้น แต่อีกส่วนก็กังวลว่าเงินที่ใส่ลงไปก็เป็นภาระหนี้ของประเทศ ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนที่สองคือกระตุ้นการลงทุน ไม่ว่าจะจากต่างประเทศ หรือผู้ประกอบการขยายลงทุน มีหลายนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อ หรือสิ่งจูงใจต่างๆ” นายณรงค์กล่าว
นายวิโรจน์ ชายา นายกสมาคมโรงแรม จ.เชียงราย กล่าวว่า สนับสนุนการจัดทำโพลของมติชนและเดลินิวส์ เพื่อสะท้อนให้ทางรัฐบาลได้เห็นถึงความต้องการของภาคธุรกิจและภาคประชาชน ที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขจากระดับรากหญ้าขึ้นไปยังระดับบริหารโดยตรง ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหาได้รวดเร็วมากกว่ารับฟังปัญหาผ่านกลไกการบริหาร โดยส่วนตัวและภาคธุรกิจโรงแรมก็อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและเรื่องปากท้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
นายวิโรจน์กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจโรงแรมและภาคบริการด้านการท่องเที่ยวต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผู้ประกอบการต้องแบกภาระหนี้สินมานานกว่า 3 ปี แม้สถานการณ์ขณะนี้จะเริ่มฟื้นแต่ก็ยังไม่แข็งแรง โดยเฉพาะโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กหลายแห่งต้องแบกภาระหนี้สิน ซึ่งมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การพักชำระหนี้ การการผ่อนผันหนี้ ก็ได้ครบกำหนดระยะเวลาไปแล้ว ทำให้เป็นปัญหาหนักของผู้ประกอบการที่ต้องเริ่มการชำระหนี้
“อยากให้รัฐบาลมองปัญหาในส่วนนี้ จัดโครงการหรือมาตรการช่วยเหลือเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ประชาชนมีรายได้และภาคธุรกิจเดินต่อได้ เช่น โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ การปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยถูกแก่ผู้ประกอบการ ให้มีทุนประคองธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงาน การจับจ่ายซื้อสินค้าหมุนเวียน การแจกเงินดิจิทัลมองว่าไม่ได้เกิดการหมุนเวียนรายได้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะไม่ใช่เงินและใช้ซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว บางครั้งสินค้าบางอย่างก็ไม่จำเป็น แต่ต้องซื้อเพื่อจะได้ใช้สิทธิ์ ดังนั้นอยากให้เก็บเงินไว้กระตุ้นในสิ่งที่จำเป็นมากกว่า เช่น โครงการคนละครึ่ง ถือว่าเป็นโครงการที่ดีเกิดการสะพัดและหมุนเวียนของเงินมากกว่า เพราะใช้จ่ายได้หลากหลาย เข้าถึงธุรกิจระดับรากหญ้า เกิดรายได้ในชุมชน และประชาชนก็นำเงินส่วนตัวมาจับจ่ายด้วย ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกสาขาอาชีพ” นายวิโรจน์กล่าว
นายสุพจน์ งามสง่า นายก อบต.โคกขี้หนอน อ.พานทอง จ.ชลบุรี กล่าวว่า โพลมติชน-เดลินิวส์นอกจากเพื่อฟังเสียงสะท้อนประชาชน ส่วนหนึ่งก็ถือว่าเป็นการทำงานเชิงวิชาการด้วย รัฐบาลต้องตอบโจทย์ความคิดเห็นช่วยให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง การที่รัฐบาลมีนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท และมีโอกาสที่จีดีพีจะสูงถึง 5% ตามที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่ถ้าไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบสปิริตลาออก เพราะใช้เงินสูงกว่า 5 แสนล้านบาท
“ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าประชาชนไม่มีเงินจริงๆ หากได้รับเงินคนละ 1 หมื่นบาท หากคนในครอบครัวมี 5-6 คน ก็จะมีเงิน 5-6 หมื่นบาท สามารถทำอะไรได้มากมาย ยอมรับว่าขณะนี้ตลาดในเมือง ตลาดนัดซบเซาไปหมด เพราะคนไม่มีเงิน ไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลจึงต้องเติมเงินให้ประชาชน เศรษฐกิจถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ อยากให้แจกช่วงเดือนเมษายน ซึ่งมีเทศกาลสงกรานต์ หลายคนต้องกลับบ้านไม่ว่าอยู่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใต้ ก็จะเดินทางกลับบ้าน ทำให้เงินสะพัดทุกจังหวัด เรื่องปากท้องของประชาชนในขณะนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” นายสุพจน์
นายสุพจน์กล่าวว่า สำหรับประเด็นรองลงมา อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาในระบบราชการ ปฏิรูปการทำงานให้ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากเป็นไปได้ไม่อยากให้มีหน่วยงานส่วนภูมิภาค แต่เป็นการสั่งโดยตรงมายังท้องถิ่น จะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
“ขอให้กำลังใจรัฐบาลเศรษฐา และขอให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบการทำงาน เพราะทุกวันนี้โลกโซเชี่ยล ยุคดิจิตอล ทำให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ของหน่วยราชการ โดยเฉพาะโพลมติชน-เดลินิวส์ถือว่าเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นที่รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจ” นายสุพจน์กล่าว
ด้านน.ส.วราภรณ์ มงคลแพทย์ ผู้ก่อตั้งบ้านหมากม่วง Khao Yai The Mango House Farm ทำฟาร์มช็อปและฟาร์มทัวร์ จ.นครราชสีมา ได้ร่วมโหวตโพล “มติชนxเดลินิวส์” เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้ออยากให้รัฐบาล แก้ปัญหาอะไรก่อนกัน ระหว่างปัญหาการเมือง และปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ส่วนตัวมองว่าทั้งปัญหาการเมืองและปากท้อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสิ้น แต่ที่ส่งผล กระทบมากกว่าคือเรื่องของปากท้อง ดังนั้นจะต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้อง หรือปัญหาเศรษฐกิจก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะปัญหาความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ด้วยการให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องในการวางแผนการผลิตและการตลาดที่เหมาะสม การส่งเสริมให้นำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุด้วยมาตรการแทรกแซงราคาผลผลิตตกต่ำ
น.ส.วราภรณ์กล่าวด้วยว่ารวมทั้งการ ส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การเกษตรให้กับเกษตรกร โดยส่งนักวิชาการเกษตรเข้าไปให้ข้อมูลความรู้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพราะปัจจุบันเกษตรกรพบว่าจำนวนมากถูกหลอกจากเซลส์ขายยาปราบศัตรูพืชให้ใช้ยาแบบฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็น รวมทั้งมีปัญหายาปลอมระบาด สร้างภาระต้นทุนและความเสียหายให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก
“ขอเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาร่วมกันแสดงความคิดเห็น เพราะเชื่อว่าทุกๆ เสียงจะมีความหมาย เพราะอาจจะไปจุดประกายความคิดของรัฐบาลจนสามารถนำไปต่อยอดเป็นนโยบายในการบริหารประเทศได้” น.ส. วราภรณ์กล่าว