2ผู้นำย้ำสัมพันธ์ เชื่อมรถไฟ-ถนน
‘เศรษฐา’ ถกนายกฯ สปป.ลาว เห็นพ้องดันเป้าการค้าร่วมกัน 3.9 แสนล้าน ชูพัฒนาระบบรถไฟเสริมระบบขนส่งโลจิสติกส์ ‘พิชัย ชุณหวชิร’ ที่ปรึกษานายกฯ ระบุดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่น ได้ใช้ก.ย.ปี 67 ผ่านแอพฯ เป๋าตัง ตัดสิทธิคนรวย เหลือยอดคนอยู่ ในข่าย 40 กว่าล้านราย ‘นิกร’ ยกคณะอนุฯ รับฟังความเห็นการทำประชามติ หารือกมธ.พัฒนาการเมือง วุฒิสภา เตรียมเดินสายรับฟังความเห็นทั่วทุกภาค ก่อนสรุปภาพรวมเสนอรัฐบาล ธ.ค.นี้ ‘จเด็จ’ ลั่นแก้รัฐธรรมนูญแค่เอามัน อ้างวุฒิฯ ค่อนสภา ไม่เอาด้วยแก้ไขทั้งฉบับ

สองผู้นำ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สัมผัสมือนายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีลาว ระหว่างเยือนกรุงเวียงจันทน์ และร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นผู้นำทั้ง 2 ชาติร่วมหารือแบบเต็มคณะ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.
เศรษฐาหารือนายกฯลาว
เวลา 07.30 น.วันที่ 30 ต.ค.นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางจากท่าอากาศยานอุดรธานีไปยังท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว จากนั้นเวลา 08.35 น. ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรีสปป.ลาว นายเศรษฐาเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และการหารือเต็มคณะกับนายสอนไซ สีพันดอน นายกฯ สปป.ลาว
ด้านการค้า นายกฯพร้อมสนับสนุน การเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจระหว่าง สปป.ลาว กับภาคอีสานของไทยให้เป็น Growth Area ที่เกื้อกูลกัน และเห็นควรร่วมกันลดอุปสรรคและเร่งอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการค้า ที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568
ส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมโยงนั้น ระบบราง นายกฯขอให้สองฝ่ายเร่งรัดการหารือเพื่อก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขง (หนองคาย-เวียงจันทน์) ไทยพร้อมสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และขอให้สองฝ่ายเร่งรัดจัดทำกรอบความตกลงเริ่มเดินรถไฟระหว่างสถานีท่านาแล้งมาถึงสถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) ได้ในต้นปีหน้า
ส่วนถนนและสะพาน นายกฯยินดีที่หลายโครงการคืบหน้า โครงการสะพานมิตรภาพ แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) เสร็จสมบูรณ์ โครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 6 (อุบลฯ-สาละวัน) สองฝ่ายเห็นพ้องในหลักการแล้ว รวมถึงโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 12 (นครพนม/ท่าแขก แขวง คำม่วน-นาเพ้า แขวงบอลิคำไซ/จาลอ จังหวัดกว่างบิงห์ เวียดนาม) ที่จะส่งเสริมการขนส่งระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน
ดันโลจิสติกส์-แก้หมอกควัน
นายกฯ กล่าวว่า การขนส่งและโลจิส ติกส์ ในส่วนระบบราง ขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมพิจารณาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ ขอให้กำหนดค่าบริการที่ชัดเจนและแน่นอนในการเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่เวียงจันทน์ ส่วนถนนขอให้ลาวให้รถบรรทุกหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ของไทยขนส่งสินค้าเข้าลาวได้เหมือนช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ส่วนพิธีการศุลกากรขอให้สองฝ่ายเร่งรัดการจัดตั้ง Common Control Area (CCA) บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย
ปัญหาหมอกควันข้ามแดนสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งรัดการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ระหว่างไทย-ลาว- เมียนมา และนายกฯ สนใจซื้อพลังงานสะอาดจากลาวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ขยายตัว

เยี่ยมคารวะ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว และเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ที่ทำเนียบประธานประเทศ เมื่อวันที่ 30 ต.ค.
พบปธ.ประเทศ-ปธ.สภาแห่งชาติ
เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบประธานประเทศ สปป.ลาว นายเศรษฐาเข้าเยี่ยมคารวะนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาวและเลขาธิการใหญ่คณะบริหารงานศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว โดยสรุปผลการหารือกับนายกฯสปป.ลาว ให้ทราบ ซึ่งประธานประเทศ สปป.ลาว ชื่นชมความสัมพันธ์ไทย-ลาว ที่แนบแน่นใกล้ชิด มั่นใจว่าความร่วมมือที่ได้คุยกันในวันนี้จะก้าวหน้าเป็นโอกาสให้ได้พัฒนา
เวลา 10.25 น. พบหารือกับ นายไซสมพอน พมวิหาน ประธานสภาแห่งชาติ สปป.ลาว ที่สภาแห่งชาติ สปป.ลาว ซึ่งยืนยันให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทุกระดับ และพร้อมกระชับความร่วมมือ กับไทยต่อไป
หลังการหารือนายกฯเป็นประธานร่วมพิธีเปิดสถานีรถไฟเวียงจันทน์ (คำสะหวาด) กับนายกฯสปป.ลาว สถานีรถไฟดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนสองฝ่าย สนับสนุนการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดนระหว่างกัน
ชี้ลาวเสมือนครอบครัว
หลังเดินทางกลับจากการเยือน สปป.ลาว นายเศรษฐาทวีตผ่าน X ระบุ สปป.ลาวเป็นเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของไทย ชาวลาว-ชาวไทยเปรียบเสมือนครอบครัว และญาติสนิทมิตรสหายที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นยาวนาน ในทางภูมิศาสตร์ ลาวเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักระหว่างไทย จีนและเวียดนาม เป็นฐานการลงทุนสำคัญ ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน
การเยือนลาวอย่างเป็นทางการครั้งนี้ประเด็นหลักๆ ที่หยิบยกมาหารือทวิภาคีกับนายกฯ สปป.ลาวคือ 1.สองฝ่ายเห็นตรงกันผลักดันเป้าหมายการค้าที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, 2.ด้านความเชื่อมโยง เร่งรัดสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่ง 2 หนองคาย-เวียงจันทน์ และการเดินรถไฟเส้นทางท่านาแล้ง-เวียงจันทน์
เชิญนายกฯลาวเยือนไทย
3.ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ให้กระชับความร่วมมือเพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้าระหว่างกันมากขึ้น เช่น กำหนด handling charge ในการเปลี่ยน ถ่ายสินค้าที่ Vientiane Logistics Park ที่ชัดเจน หารือให้รถบรรทุกหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ของไทยวิ่งเข้าลาวจนถึงชายแดนลาว-จีน และลาว-เวียดนาม และเร่งจัดทำ CCA ลดขั้นตอนพิธีศุลกากรที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2, 4.เห็นตรงกันทำแผนงานร่วมกันเพื่อเพิ่มการท่องเที่ยวระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น, 5.ด้านปัญหาหมอกควันข้ามแดน ได้เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม ลาว-เมียนมา-ไทย ให้เสร็จทันในปี 66
และตนยังได้เข้าเยี่ยมคารวะประธานประเทศลาว และประธานสภาแห่งชาติลาว ซึ่งต้อนรับผมและคณะอย่างอบอุ่น ที่ผ่านมา นายกฯ ลาวยังไม่ได้มีโอกาสมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ จึงเรียนเชิญท่านมาเยือนบ้านเรา
กุนซือนายกฯยันแจก 1หมื่นกย.ปี 67
เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ร่วมกับ กมธ.การพัฒนาการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา และกมธ.วิชาการของวุฒิสภา จัดเสวนาหัวข้อ “นานาทัศนะกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท: เป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้ความท้าทายและพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศ” มีบุคคลจากหลายฝ่ายร่วมเสวนา
นายพิชัย ชุณหวชิร ที่ปรึกษานายกฯ กล่าวว่า โครงการนี้มีหลายอย่างที่ต้องมีการปรับเปลี่ยน เช่น การให้สิทธิประชาชน 56 ล้านคน หลายฝ่ายเห็นว่าไม่ควรแจกคนรวย ดังนั้นตัวเลขประชาชนที่ได้สิทธิจะเหลือ 40 กว่าล้านคน จึงเชื่อว่าโครงการ ดังกล่าวจะใช้เงินจากงบประมาณ แต่คงไม่ถึง 500,000 ล้านบาท และไม่น่าทันเดือนก.พ.67 แต่จะสามารถใช้ได้ในช่วงเดือนก.ย.67 ขณะเดียวกันน่าจะเร่งดำเนินการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 68 ไปด้วย เพื่อให้เกิดความ ต่อเนื่องและแล้วเสร็จในเวลาใกล้เคียงกัน และเชื่อว่า 90% น่าจะกลับไปใช้ แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เนื่องจากการพัฒนาระบบขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลานานและยุ่งยาก (อ่านรายละเอียดหน้า 7)

ฟังความเห็น – นายนิกร จำนง ประธานคณะอนุกรรมการ รับฟังความคิดเห็น ของประชาชน เกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้ารับฟังความเห็น ของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. เป็นประธาน ที่รัฐสภา เมื่อ 30 ต.ค.
อนุประชามติเดินสายฟังความเห็น
เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา กมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. เป็นประธาน หารือร่วมกับ คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีนายนิกร จำนง เป็นประธาน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้ง 2 ฝ่ายอย่างพร้อมเพรียง
นายเสรีกล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติว่าควรแก้ไขหรือไม่ และการทำเรื่องเหล่านี้ไม่ง่าย คนที่มาทำเรื่องเหล่านี้ต้องเป็นที่ยอมรับ นายนิกรและคณะเชื่อว่ามีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับจะทำให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติลุล่วงไปได้ แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้นก็อยู่ที่สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป กมธ.พัฒนาการเมืองติดตามเรื่องนี้มาตลอด และตั้งคณะทำงานมีนายวันชัย สอนสิริ ส.ว. เป็นประธานอนุทำงานติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้านนายนิกรกล่าวว่า สิ่งที่อยากต้องการจากท่านทั้งหลายคือแบบสอบถามว่าควรถามท่านอย่างไรดี, วันที่ 2 พ.ย.คณะอนุฯจะไปพูดคุยกับ กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.พรรคก้าวไกล หลังจากนั้นจะสอบถามกับ ส.ส.ทั้งหมดทั้ง 500 คน วันที่ 8 พ.ย. พูดคุยกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ทำเนียบ ทั้งนักเรียน นักศึกษาที่มีอายุเกิน 18 ปี, วันที่ 14 พ.ย.พูดคุยกับพรรคพรรคก้าวไกล ที่แก้โดยไม่แยกหมวด 1 หมวด 2
ธค.สรุปเสนอรัฐบาล
วันที่ 15 พ.ย. ได้เชิญกลุ่มประชาชน 14-15 กลุ่ม ประมาณ 80 คน ทั้งกลุ่มไอลอว์ กลุ่มคนพิการ เป็นต้น โดยหารือกันที่ทำเนียบ มีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาทำประชามติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ คำถามที่จะถามต่อประชาชนคือ อยากให้แก้หรือไม่ รวมถึงให้เสนอประเด็นต่างๆ ได้ เพราะคณะอนุฯไม่มีหน้าที่แก้ไข แต่เป็นเรื่องของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หากมีการตั้งขึ้น
จากนั้น นายนิกรกล่าวว่า ทางคณะอนุฯจะออกต่างจังหวัดเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกลุ่มทุกภาคทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อสรุปเสนอไปยังรัฐบาลในต้นปีหน้า อย่างไรก็ตามในส่วนของการทำประชามติยังมีปัญหาอยู่ว่าจะทำกี่ครั้ง หรืออย่างไร วันที่ 24 พ.ย.จะสรุปเรื่องทั้งหมดครั้งแรก ปลาย ธ.ค.จะสรุปให้เสร็จและเสนอให้รัฐบาลต่อไป
แจงเหตุรื้อทั้งฉบับ-ยกเว้นหมวด1,2
นายนิกรระบุถึงการรับฟังความเห็นในต่างจังหวัดว่า รับฟังเกษตรกรและชาวชนบทภาคอีสานที่ จ.สกลนคร หลังจากไปภาคเหนือที่ จ.เชียงใหม่ ฟังความเห็นเมืองท่องเที่ยวและชาติพันธุ์ จากนั้นไปภาคตะวันออกพบกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรรม สุดท้าย 7 ธ.ค. จะลงไปฟังความเห็นพี่น้องชาวมุสลิม และเขตชายแดนที่ภาคใต้ เมื่อความคิดเห็นครบทั้งหมดแล้วจะสรุปในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค. และได้ข้อสรุปจากคณะใหญ่ช่วงปลายสัปดาห์ และต้นปี 2567 ก็จะเสนอให้รัฐบาลได้ ส่วนเป็นประเด็นที่มา ส.ส.ร.ไม่ใช่เรื่องที่คณะกรรมการชุดนี้จะเคาะ เพราะเป็นเรื่องที่กมธ.ที่จะตั้งในวาระที่ 1 ต้องเป็นคนคิด
ส่วนการพูดคุยกับสว.ที่บางคนไม่เห็นด้วยกับการแก้ทั้งฉบับนั้น นายนิกร กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองและฝ่ายรัฐบาลที่เลือกจะแก้ทั้งฉบับโดยเว้นหมวด 1 และ 2 เราอยากให้รัฐธรรมนูญชุดนี้เป็นของประชาชน การแก้เพียงรายมาตราไม่ได้มาจากประชาชน ดังนั้น การมีส.ส.ร.คือการให้มีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน หลักการไม่ใช่ตัวมาตรา แต่เป็นหลักของรัฐธรรมนูญที่ควรจะมาจากไหน ไม่ใช่จะแก้ 200-300 มาตรา แก้หลายจุดมาตราจะเคลื่อน แต่ถ้าแก้เป็นรายมาตราก็จะล็อกแก้ยาก
แนะแก้รายมาตรา
นายวันชัย สอนศิริ สว. ประธานคณะทำงานติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์หลังการหารือ ว่า ในการหารืออนุกรรมการไม่ได้นำร่างคำถามประชามติ ให้กมธ.พิจารณา มีเพียงการปรึกษาหารือร่วมกัน และการให้ข้อสังเกตของสว. โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน สว. กมธ.เห็นว่าการทำประชามติต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ลักษณะคำถามต้องไม่ผูกมัดทำให้การทำงานของรัฐบาลขาดความยืดหยุ่น เช่น ที่มาส.ส.ร. ไม่ต้องกำหนดว่าต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ต้องหลากหลาย การทำประชามติจนถึงการเลือก ส.ส.ร.ต้องรอบคอบและใช้ระยะเวลาสั้น ประเด็นที่อาจมีปัญหาระหว่างการแก้ไข รัฐบาลสามารถสอบถามศาลรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ต้องรอให้เป็นปัญหาและมีผู้ยื่นนายเฉลิมชัย เฟื่องคอน และ นายดิเรกฤทธิ์เจนครองธรรม สว. กมธ. ตั้งคำถามว่าการทำประชามติต้องไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ควรยึดประโยชน์ของประชาชน ตนเห็นด้วยว่าอย่ายึดว่าเป็นไปตามการหาเสียงของพรรคการเมือง หากเห็นว่ามีประเด็นใดที่เป็นปัญหาควรแก้เป็นรายมาตรา เพื่อให้ประหยัดและมีความรวดเร็ว
“ผมไม่ได้ขวางการแก้รัฐธรรมนูญ แต่อยากให้อนุฯรับข้อคิดไปพิจารณา หากจะ เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญต้องบอกประชาชนด้วยว่าจะแก้ไขอะไร ซึ่งนายนิกรตอบว่า มาจากการเลือกตั้งของประชาชนต้องทำตามที่รับปากไว้ สว.ปัจจุบันไม่ได้ค้านแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากรัฐบาลส่งร่างแก้ไขมาทันก่อนหมดวาระ สว.พร้อมโหวตให้” นายวันชัยกล่าวว่า และว่า แต่ไทม์ไลน์ประชามติ จนถึงการส่งร่างแก้ไขมาตรา 256 ให้รัฐสภา ไม่ทัน สว.ชุดปัจจุบันที่จะหมดวาระพ.ค. 67 แน่นอน
จเด็จลั่น-แก้รธน.ได้ประโยชน์อะไร
นายจเด็จ อินสว่าง สว. รองประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการรับฟังความเห็นในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในมุมมองของตนจะแก้รัฐธรรมนูญไปทำไม แก้แล้วได้ประโยชน์อะไร แก้แล้วประชาชนมีงานทำมากขึ้น มีความสมดุลของรายได้เพิ่ม เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้นก็ควรแก้ แต่ยังไม่เห็นประโยชน์ เป็นการแก้ “เอามัน” ไม่ได้แก้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน หากกังวลเรื่องอำนาจสว.ชุดนี้ก็จะหมดลงเดือน พ.ค.2567 ตรงกันข้ามการแก้รัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดการถกเถียง ทำให้เกิดความขัดแย้งต่อคนในชาติ ที่สำคัญประชาชนประเทศชาติ โดยเฉพาะสถาบันหลักได้อะไร ขณะนี้พวกเราอยู่กันอย่างมีความสุขแล้ว
เมื่อถามว่าบางพรรคประกาศเป็นนโยบายหาเสียงและจะสรรหา ส.ส.ร.มายกร่าง นายจเด็จกล่าวว่า ตั้งแต่พรรค การเมืองประกาศจะแก้ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ยิ่งไปตั้ง ส.ส.ร.และทำประชามติ ยิ่งทำให้เปลืองงบประมาณมากมาย ที่สุดแล้วก็คงไปไม่ถึงทำประชามติเพื่อยกร่างใหม่ เมื่อถามว่าหากเสนอเข้าสภาจะเห็นชอบหรือไม่ นายจเด็จกล่าวว่า จะดูว่าเขาจะยังแก้ทั้งฉบับหรือจะแก้เป็นรายมาตรา ก็จะอภิปรายว่าแต่ละมาตราที่จะแก้นั้น เป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่ หากแก้ทั้งฉบับตนก็ไม่เอาด้วยอยู่แล้ว สว.ค่อนสภาที่คิดแบบนี้ เมื่อถามว่าแม้จะยกเว้นการแก้ไขหมวด 1, 2 สว.ก็ยังคงไม่เห็นด้วย นายจเด็จกล่าวว่า ต้องดูอีกทีเพราะหมวด 1, 2 มีกว่า 38 มาตรา ซึ่งหลีกเลี่ยงยาก
รออาญา‘เบนจา อะปัญ’คดี 112
เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ วันนี้นัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1974/2564 ระหว่างพนักงานอัยการฯ โจทก์ ฟ้องน.ส.เบนจา อะปัญ นักกิจกรรมและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจำเลย กระทำความผิดมาตรา 112 กรณีที่น.ส.เบนจาปราศรัยและอ่านแถลงการณ์ประกาศแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 2 ที่หน้าบริษัทซิโน-ไทย ในระหว่างกิจกรรม ‘คาร์ม็อบใหญ่ไล่ทรราช’ เมื่อ วันที่ 10 ส.ค. 2564
วันนี้ น.ส.เบนจาได้เดินทางมาถึงศาลเวลา 09.40 น. พร้อมกล่าวว่า กำลังใจของตนยังดี และพยายามจะคลายความกังวลออกไป เพราะอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ขอให้ไม่เป็นไปตามที่หวัง ต้องรับสภาพและเดินหน้าสู้ต่อไป คดีเหล่านี้เกิดขึ้นในยุครัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงยุครัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ซึ่งแม้เราจะมีรัฐบาลใหม่แล้วก็ตาม แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าคดีเหล่านี้เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน เพียงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ตนคิดว่าในรัฐบาลนี้จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้คือ หาจุดตรงกลางที่จะให้ผ่านจากเรื่องนี้ไปได้อย่างไร เพราะในสมัยรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีผู้ถูกดำเนินคดีในคดี ม.112 เยอะ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลเก่าที่ในวันนี้เป็นคดีสะสมสำหรับหลายๆ คน รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้อย่างไรต่อ และขอให้จับตาดู
น.ส.เบนจายอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาก็มีบ้างที่กำลังใจลดลง เพราะก่อนหน้านี้การเคลื่อนไหวแผ่วลงไป แต่เข้าใจบริบทของสังคมทุกวันนี้เป็นการเคลื่อนไหวในรูปแบบของรัฐสภา ซึ่งตนมองว่าต่อให้ดำเนินคดีกับพวกเราไปจนสุดทาง แต่คนที่เปลี่ยนไปแล้วก็เปลี่ยน การที่เอาเราไปขังคุกและตัดสินคดีจำคุกไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ทำให้สังคมนี้กลับไปอยู่จุดเดิม ส่วนตอนนี้ตนมีคดีพิพากษาที่รอการพิพากษาอยู่ 8 คดี เป็นคดีในมาตรา 112 ทั้งหมด หากวันนี้ได้รับการปล่อยตัวตนจะกลับไปเรียนหนังสือต่อเพราะเหลือเวลา อีกกว่า 1 ปี
จากนั้นได้เข้ารับฟังการพิพากษา ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยปราศรัยกล่าวถึงรัชกาลที่ 10 โดยตรง ชัดว่าเป็นการหมิ่นประมาทล่วงเกิน การเบิกความของจำเลยไม่ได้ทำให้เห็นว่ามีเจตนากล่าววิพากษ์วิจารณ์ถึงรัฐบาล จึงลงโทษตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี ส่วนข้อหาพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท แต่ศาลให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง เพราะจำเลยให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุกรวมทั้งสิ้น 2 ปี 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท แต่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และยังอยู่ระหว่างเรียนปริญญาตรี ขณะกระทำผิดมีอายุเพียง 21 ปีเศษ ถือเป็นการกระทำผิดโดยขาดวุฒิภาวะ อยู่ในวิสัยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี