เจอกันริมโขงปีหน้า บึงกาฬขอเดิมพัน1ล.

อาจารย์เจษฎา นักวิทย์จุฬาฯ รับคำท้าคหบดีบึงกาฬพิสูจน์บั้งไฟพญานาค ปีหน้าเจอกันขอให้โทร.นัดมาแต่ไม่เดิมพันเงินล้านด้วย เล็งใช้โดรนบินพิสูจน์ ตั้งกล้องสองฝั่งโขงทั้งไทยกับลาว ต้องการ ให้ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปศึกษากันต่อ นายอำเภอปากคาด บึงกาฬ นำนายกเล็กในพื้นที่ แถลงโต้นักวิชาการดัง ยืนกรานบั้งไฟพญานาค ผุดขึ้นจากลำโขงจริง ไม่ได้ใช้ปืนยิงจากฝั่งลาว หรือใครสร้างเรื่องขึ้น ปีนี้ได้ชมกันถึง 153 ลูก ส่วนเพจดังมอบหลักฐานภาพถ่ายปรากฏการณ์ ครั้งล่าสุด 29 ต.ค. ให้นายอำเภอรัตนวาปี ช่วยประสานเจ้าเมืองท่าพระบาท แขวง บอลิคำไซ ร่วมทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง ยันมี หลักฐานยืนยัน บั้งไฟพญานาคโผล่ขึ้นจากน้ำจริงๆ ตลอด 13 ปีที่เกาะติดมา

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์แสดงความเห็น กรณีนายบุญมา พันดวง คหบดีในจ.บึงกาฬ ขอท้าเดิมพัน 1 ล้านบาท หาก “บั้งไฟพญานาค” เป็นการยิงกระสุนส่องสว่างจากอาวุธปืนเอชเค จากฝั่งลาวขึ้นฟ้า ซึ่งเคยยืนยันเรื่องนี้มามากกว่า 10-15 ปีแล้วว่า “ผมชอบไอเดียวิธีการพิสูจน์บั้งไฟพญานาคของเค้านะ แต่ไม่ต้องวาง เดิมพันเงินรางวัลอะไรกันหรอกครับ (ผมข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่มีเงินไปวางกับท่าน คหบดี บุญมา เค้าด้วย)”

ดร.เจษฎาระบุด้วยว่า “แค่ปีหน้า ท้องถิ่น มาช่วยกันจัดพิสูจน์เป็นเรื่องเป็นราว เชิญกองทัพ สื่อทุกช่อง และผู้สนใจ ไปตั้งกล้องถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ กันเยอะๆ ดีกว่า ผมว่า ถ้าไปบึงกาฬอาจจะไม่ค่อยเห็นก็เลือกเอาที่จุดไหนที่ลูกไฟขึ้นเยอะๆ ให้ชัวร์ๆ ว่าไปแล้วน่าจะได้เจอ (เช่น ที่ลานพญานาค รัตนวาปี) แบ่งครึ่งหนึ่งถ่ายฝั่งไทย อีกครึ่งข้ามไปถ่ายฝั่งลาว เอาโดรน บินตรงกลางขึ้นฟ้าไปด้วย เริ่มจัดซักปี 2 ปี ก็น่าจะได้ข้อมูล “ทางวิทยาศาสตร์” ให้ไป ศึกษาต่อกันได้อีกเยอะครับ ปีหน้าโทร.มานัด ที่ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้นะครับ”

ท้าพิสูจน์ – เพจพิสูจน์บั้งไฟพญานาคมอบไฟล์หลักฐานบั้งไฟพญานาคให้นายอำเภอ รัตนวาปี จ.หนองคาย ขณะที่ ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการชื่อดัง (ภาพเล็ก) รับคำท้าเศรษฐีบึงกาฬพร้อมไปพิสูจน์ความจริงที่ริมโขง

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นายบุญมา พันดวง คหบดีในบึงกาฬ กล่าวว่า ขอท้า ดร.เจษฎา อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง ของประเทศไทยมาพิสูจน์ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติ กรณีเกิดบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา ที่บอกว่าเป็นการยิงกระสุน ส่องสว่างจากอาวุธปืนเอชเคจากฝั่งลาวขึ้นฟ้า ทำให้คนไทยเชื่อว่าเป็น “บั้งไฟพญานาค” ตามความเชื่อของคนไทยและลาวริมฝั่งโขง ซึ่งเคยยืนยันเรื่องนี้มามากกว่า 10-15 ปีแล้ว ปัจจุบัน ดร.เจษฎา ก็ยังยืนยันคำเดิม

“ดร.เจษฎา ไม่ต้องไปจับคนลาวที่ยิงปืน มาพิสูจน์ให้คนไทยดูก็ได้หรอก แต่ให้มานั่งดู ที่ริมฝั่งโขงในเขต อ.ปากคาด ด้วยกัน โดยเชิญ สื่อมวลชนส่วนกลางมาบันทึกภาพเป็น สักขีพยานด้วย เก็บภาพทุกมุม ทั้งยิงกล้อง มาทางฝั่งลาวด้วย ขอร้องประชาชนหรือ นักท่องเที่ยวห้ามส่งเสียงช่วงพิสูจน์ด้วยกัน ทั้งฝั่งและลาวจะได้รู้ดำรู้แดงให้มันจบๆ ในยุคเรา ขอเดิมพัน 1 ล้านบาท ถ้าเป็นไปตามที่ดร.เจษฎาวิเคราะห์หรือพิสูจน์มา แต่ถ้าเป็นไปตามความเชื่อของคนหนองคายและบึงกาฬ ดร.เจษฎาต้องยอมจ่าย 1 ล้านบาท และยินดี จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางพร้อมอาหาร ที่พักให้ด้วย ถ้าตกลงตามคำท้า ขอโทร.มา ที่เบอร์ 09-8096-7105” นายบุญมากล่าว

ขณะที่ นายทวี ชินณรงค์ นายอำเภอปากคาด จ.บึงกาฬ พร้อมด้วย นายภิรมย์ ยนต์พันธ์ นายกเทศมนตรีตำบลปากคาด, นายบุญเหลือ ราชภักดี นายก อบต.ปากคาด, นายสมัย คงทัน นายก อบต.นากั้ง, นายพงษ์ศักดิ์ พลภักดี กำนันตำบลปากคาดและผู้ใหญ่บ้าน, นายนพดล สินธิสุทธิ์ นายขวัญใจ ชมพันธ์ สมาชิกสภา อบจ.บึงกาฬ อ.ปากคาด และนายภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ประธานสภาอุตสาหกรรมการ ท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าว ว่า จ.บึงกาฬ ไม่มีบั้งไฟพญานาคขึ้นแม้แต่ลูกเดียว

โดยนายทวี นายอำเภอปากคาดกล่าวว่า อ.ปากคาด มีความยาวติดลำน้ำโขงประมาณ 22 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แห่ง คือ เทศบาล ต.ปากคาด, อบต.ปากคาด และอบต.นากั้ง โดยมีการจัดงานบั้งไฟพญานาคในพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งพื้นที่จัดงานที่กว้างที่สุดคือ ลานพญานาค เทศบาลตำบลปากคาด มีความยาว 3 กิโลเมตร มีประชาชนมามากที่สุด โดยเกิดปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค ลูกแรกในจุดนี้ เวลา 18.40 น. จากนั้นเวลา 20.45-20.50 น. เกิดบั้งไฟพญานาคขึ้นอีกครั้งที่หัวดอน เขตติดต่อระหว่างปากคาดกับ อ.รัตนวาปี อีก 12 ลูก ซึ่งปีที่ผ่านมาขึ้นจุดเดียวกัน 34 ลูกที่ลานพญานาค แต่ปีนี้ขึ้นเป็น 2 ช่วง อาจทำให้ผู้ที่เดินทางมารอชมบั้งไฟพญานาค กลับไปก่อน จึงไม่เห็นในช่วงหลัง

ด้านนายภิรมย์กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจ ที่ได้ยินข่าวว่าไม่มีบั้งไฟพญานาคขึ้นที่ อ.ปากคาด ตนอยู่ที่ลานพญานาค เวลา 18.40 น. ได้ยินเสียงเฮขึ้น ประชาชนที่เห็นบอกว่าขึ้น 2-5 ลูก จากนั้นขึ้นอีกครั้งช่วงเวลา 20.50 น. อีก 1-2 ลูก การที่สื่อนำเสนอข่าวว่า บั้งไฟพญานาคไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เกิดจากฝีมือมนุษย์นั้น ตนเคยเห็นมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน ตนมีตา มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนในการ มองเห็น ในการรับรู้ คนที่เห็นก็เห็นมาเป็นสามสิบสี่สิบปี และมีหลายล้านคนที่เห็น

“บั้งไฟไม่ได้ขึ้นที่ฝั่งลาวเหมือนที่อาจารย์ วิทยาศาสตร์บางคนวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อ ไม่ใช่การยิงปืนจากฝั่งลาว ผมกล้ารับประกัน เลย แต่ก่อนไม่ใช่แค่แม่น้ำโขง แต่ตามลำห้วยก็มีขึ้น ขึ้นต่อหน้าต่อตาก็มีระยะ 10-20 เมตร ถ้ามีการยิงปืนทำไมต้องมายิงแถวนี้ ทำไม ไม่ไปยิงแถวโขงเจียม หรือที่ศรีเชียงใหม่ เมืองเลย ตั้งแต่เชียงรายไหลไปถึงอุบลราชธานี ทำไมไม่ไปยิงทุกจุด จะได้ส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั่วประเทศ เพราะมันทำไม่ได้ เนื่องจากนี่คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อยากขอให้ความเป็นธรรมกับประชาชนในพื้นที่ มิเช่นนั้น จะเหมือนกล่าวหาว่าคนในหนองคาย-บึงกาฬ โกหกหลอกลวง ถ้าโกหกคงไม่มีนักท่องเที่ยว แห่มารอชมเป็นจำนวนมากมืดฟ้ามัวดิน รถติด เป็น 4-5 กิโลเมตรจนถึงทุกวันนี้” นายภิรมย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นทางอำเภอ ปากคาดได้สรุปเป็นเอกสารให้สื่อมวลชน ระบุว่า มีบั้งไฟพญานาคขึ้น 7 จุด รวมกันประมาณ 153 ลูก ได้แก่ 1.ท่าทรายเก่า บ้านศรีวิไล ต.นากั้ง 21 ลูก 2.แก่งอาฮอง บ้านต้าย ต.นากั้ง 18 ลูก, 3.หาดแห่ บ้านต้าย 6,นากั้ง 25 ลูก 4.บ้านเวินโดน ต.ปากคาด 27 ลูก 5.บ้านท่าสุขสันต์ (ปากห้วย) ต.ปากคาด 26 ลูก 6.บ้านท่าสวรรค์-ท่าสุขสันต์ ต.ปากคาด 11 ลูก และ 7.ห้วยคาด-ลานพญานาค ต.ปากคาด 25 ลูก

ด้านเพจพิสูจน์บั้งไฟพญานาค ที่ติดตาม และพยายามหาข้อเท็จจริงจากเรื่องดังกล่าว มาเป็นเวลานาน ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ขอเข้าพบท่านนายอำเภอรัตนวาปี เพื่อมอบไฟล์ต้นฉบับบั้งไฟพญานาคที่ถ่ายจากฝั่งลาวคืนวันที่ 29 ต.ค.2566 ทั้งหมด ให้ท่านเก็บไว้ เพื่อเป็นสักขีพยานให้ผม ในอนาคตว่า ผมไม่ได้เสริมเติมหรือตัดบั้งไฟพญานาคของจริงออกแล้วเจตนานำเสนอ แต่ลูกปืนส่องแสงหรือไม่ เผื่ออนาคตท่านได้ช่วยพิจารณาประสานกับเจ้าเมืองท่าพระบาท แขวงบอลิคำไซ เพื่อให้ความกระจ่างกับเรื่องนี้ เพราะหลักฐานไม่ได้มีแค่ปี 2566 แต่มีตลอดในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน