แถลงไม่จริงใจ-ซ้ำเติมเหยื่อนายกลุย 5ธค.เปิดผับถึงตี4กทม.-เชียงใหม่-ภูเก็ต-ชลบุรี สรุป‘เป๋าดิจิทัล’ในวันที่ 10พย.
‘เศรษฐา’ ถกมท.-ตร. แก้หนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติ ให้รอฟังข่าวใหญ่สิ้นเดือนพ.ย. ประกาศดีเดย์ 15 ธ.ค.จัด โซนนิ่งเปิดผับถึงตี 4 ประเดิมเมืองหลัก กทม.-เชียงใหม่-ชลบุรี-ภูเก็ต ส่วนเงินดิจิทัลได้ข้อสรุป 10 พ.ย. โดยจะแถลงด้วยตัวเอง ‘ไชยามพวาน’ แถลงโค้งขอโทษ ปัดคุกคามทางเพศ รอผลกกต.สอบ ถ้าผิดจริงพร้อมลาออกด้าน ‘ชัยธวัช’ ซัดแถลงแต่ไม่สำนึก-ซ้ำเติมผู้เสียหาย เรียกประชุมกก.บห.ขับพ้นพรรค เลขาฯ กกต.แจงไม่มีอำนาจสอบปมฉาว
‘นิด’ชูแก้หนี้โหดเป็นวาระชาติ
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นการประธานการประชุมหารือเรื่องหนี้นอกระบบ มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผบ.ตร. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผบ.ตร. ร่วมหารือ
นายเศรษฐาเปิดเผยหลังการประชุมว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินของพี่น้องประชาชน ได้มีการพูดคุยกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และกระทรวงมหาดไทย ประมาณสิ้นเดือนพ.ย.นี้จะมีการแถลงข่าวใหญ่ เกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบของประชาชน
นายเศรษฐายังได้ทวีตข้อความผ่าน X ว่า “ความรับผิดชอบในการจัดการเรื่องหนี้นอกระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทุกฝ่ายต้องหาแนวทางในการแก้ไข เพราะเป็นปัญหาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมตั้งใจให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะในบางครั้งมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยที่สูงเกินกฎหมาย และลูกหนี้ต้องรับภาระหนี้ที่เกินเงินต้นเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ผมได้สั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหาแนวทางในการจัดการแก้ไขหนี้สินรายย่อยเชิงรุก เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินที่ต้นทางให้ประชาชน”

ถกแก้หนี้ – นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง ประชุมหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และผู้เกี่ยวข้อง แก้หนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 3 พ.ย.
คิดดีแล้วเปิดผับถึงตี 4
เวลา 11.00 น. นายเศรษฐาประชุมหารือแผนบูรณาการการท่องเที่ยว เรื่องการเปิดสถานบันเทิงถึง 04.00 น. โดยกล่าวย้ำนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวว่า เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และกระทรวงมหาดไทย ล้วนมีส่วนผลักดัน และเราให้ความสำคัญมาโดยตลอด เห็นได้จากนโยบายด้านการท่องเที่ยว แทบจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์เว้นสัปดาห์
“เรื่องการเปิดสถานบริการถึงตี 4 ยืนยันว่า เราคิดกันมาดีแล้ว เราได้พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงด้วย และเห็นว่าเป็นประเด็นที่ความจริงแล้วมีการลักลอบทำอยู่บ้างแล้ว เราก็ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก็แล้วกัน แต่ต้องดูเรื่องโซนนิ่งว่าเขตไหนเหมาะสมที่จะทำหรือไม่ ทำอย่างไร”
ส่วนเรื่องผลดีของนโยบายดังกล่าว คงไม่ต้องพูดกันอยู่แล้ว เพราะเรื่องการเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชน กระตุ้นการท่องเที่ยวแต่เรื่องผลกระทบที่จะตามมา เรื่องปัญหาอาชญากรรมหรือความไม่สบายใจของเพื่อนบ้าน เรื่องเมาไม่ขับ หรือปัญหายาเสพติดที่จะตามมาเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ขอให้พวกเราดูกันให้ครบ ทั้งหมดในทุกเรื่อง
นายเศรษฐาแถลงว่า ในการประชุม มีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าร่วมด้วย เพื่อดูความเหมาะสม ว่าจะเป็นตรงไหนอย่างไร นอกจากนี้ยังมีผู้ว่าฯ กทม. เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดหลัก ที่จะให้มีการเปิดสถานบริการ ถึงตี 4 ว่าตรงไหนที่สามารถทำได้ก็จะทำก่อน ส่วนจะมีการเปิดเป็นโซนนิ่งหรือไม่ในอนาคต ค่อยว่ากันภายหลัง
15 ธ.ค.จัดโซนนิ่งเมืองหลัก
“ผมได้เน้นย้ำในการทำเรื่องนี้เพื่อต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว ซึ่งสามารถเปิดระยะเวลาได้ยาวขึ้น ขณะที่ประชาชนที่ทำการค้าขาย เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร หรือสถานบริการอย่างอื่น สามารถเปิดบริการได้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้มีนัยยะสำคัญหลายๆ นัยยะ เช่น นักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศ เขาไม่ได้ทานข้าวเร็วเหมือนเรา บางคนทานข้าวตั้งแต่ 3-4 ทุ่มก็มี หากสถานบริการปิดเที่ยงคืนหรือตี 2 เขาต้องมาเร่งเพื่อกินข้าวให้เสร็จเร็ว จำนวนอาหารที่จะสั่งก็จะน้อยลง เราไม่ได้เน้นเปิดสถานบริการแก้ไขเรื่องสุราอย่างเดียว เพราะถ้าระยะเวลาน้อยการใช้จ่ายเงินก็ น้อยลงไป เป็นเรื่องการขยายระยะเวลา” นายเศรษฐากล่าว
ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะดูในเรื่องโซนนิ่ง ใบอนุญาตต่างๆ ที่จะทยอยตามมา เดดไลน์ที่เราวางไว้ เป็นวันที่ 15 ธ.ค.66 ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมา ได้สั่งการสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลประชาชน ต้องทำความเข้าใจกับนโยบายนี้ ในเรื่องที่อาจจะมีเสียงรบกวน หรือเรื่องการเมาไม่ขับ ตรงนี้ตนได้เน้นย้ำไปและให้ติดกล้อง CCTV ให้มากขึ้น เอาเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยเหลือ ให้บริการ เรื่องเมาไม่ขับ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้กำชับเรื่องปัญหา ยาเสพติดด้วยหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการตรวจค้นอย่างเข้มข้นต่อไป การเปิดให้บริการถึงตี 4 เบื้องต้นจะให้เป็นชั่วคราวไปก่อน เพราะอาจมีการเปลี่ยนเรื่องโซนนิ่ง และการปรับเปลี่ยนกฎหมายอะไรหลายๆ อย่าง ยืนยันว่าเป็นการจัดโซนไม่ใช่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมาย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความมั่นใจว่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาล กำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะสามารถบริหารจัดการได้
กทม.นำร่องพื้นที่เดิมก่อน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า ในส่วนของกทม.ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องได้เสนอที่ประชุมหารือมาตรการขยายเวลาปิดสถานบริการถึงเวลา 04.00 น. แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกเริ่มนำร่องสถานบริการ ในพื้นที่โซนนิ่งเดิม เช่น ย่านอาร์ซีเอ รัชดา เพชรบุรี ทองหล่อ และผับ บาร์ ในโรงแรม ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจ ตามพ.ร.บ.โรงแรม ปี 47 ประเภท 4 เป็นโรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหารหรือ สถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการและห้องประชุม สัมมนา มีประมาณ 35 แห่ง ซึ่งง่ายต่อการควบคุมดูแล ทั้งเรื่องยาเสพติด ความปลอดภัย ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการอยู่ก่อนแล้ว เป็นวิธีการที่ง่ายและทำได้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันใช้วันที่ 15 ธ.ค.
ส่วนขั้นตอนที่ 2 ให้สำรวจพื้นที่โซนอื่นๆ ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะมีหลายขั้นตอน เช่น ลงพื้นที่สำรวจจุด ได้จุดแล้วต้องตรวจสอบความเหมาะสม ทั้งตัวอาคาร ระบบภายในมีความปลอดภัยตามมาตรฐานหรือไม่ ที่สำคัญต้องสำรวจความเห็นประชาชนในพื้นที่ด้วยว่าเห็นด้วยหรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญ กว่าจะได้ข้อสรุปใช้เวลานาน เมื่อได้แล้วค่อยทยอยทำเพิ่มเติมในภายหลัง
ผุดโปรเจ็กต์ยักษ์กลางธ.ค.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐาเปิดเผยภายหลังนายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เซ็นทรัลและคณะผู้บริหาร เข้าพบว่า เครือเซ็นทรัลเป็นบริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม มาให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร ขณะที่ตนแจงนโยบายท่องเที่ยวของรัฐบาลที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีอะไรบ้าง การท่องเที่ยวไทยเป็นอย่างไร ตนรับฟังหลายเรื่องรวมถึงมาตรการภาษี มาตรการการแข่งขันค้าปลีกที่ไม่เป็นธรรม ตรงนี้จะรับไปและดำเนินการ
นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยซึ่งจะมีโปรเจ็กต์ใหญ่ ประมาณกลางเดือนธ.ค.จะมีการประกาศได้ อย่างน้อยคุยกับรายใหญ่รายแรกไปได้รับการตอบรับที่ดี หวังว่าจะมีรายอื่นๆ เข้ามาทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐเอกชนได้ หวังว่าจะมีข่าวดีที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองรอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นมาตรการภาษีแบบช็อปดีมีคืนหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ไม่ใช่ แต่ใหญ่กว่านั้น และครอบคลุมเยอะกว่านั้น จากนี้จะมีมาตรการด้านการท่องเที่ยวออกมาเรื่อยๆ เพราะต้องยอมรับว่าบางส่วนติดข้อกฎหมาย แต่ในส่วนที่ไม่ติดข้อกฎหมายก็เร่งดำเนินการเลย เพราะต้องการให้ทันในช่วงปีใหม่นี้ อะไรที่ทำได้ก่อนเราก็ทำ
ตั้งเป้าเงินดิจิทัลจบ 10 พ.ย.
นายเศรษฐากล่าวถึงความชัดเจนของโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่จะให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้น คนละ 10,000 บาทว่า เย็นวันเดียวกันนี้ จะมีการประชุมกันภายในเวลา 15.00 น. แล้วเดี๋ยวจะแจ้งให้ทราบว่าจะมีการประชุมอนุกรรมการและคณะกรรมการเมื่อไร ทุกอย่างหวังว่าน่าจะจบภายในอาทิตย์หน้า ชัดเจนนะ
“อย่าไปถามรัฐมนตรีคนอื่น หรือที่ปรึกษาคนอื่นแล้วกัน ฟังจากผมนี่แหละ ผมมีประชุม 15.00 น. ในวันนี้ แล้วถ้าทุกอย่างเรียบร้อย น่าจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการก่อนจึงจะประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ เพราะวันที่ 12 พ.ย.ผมต้องเดินทางไปประชุมเอเปค ที่สหรัฐ ผมอยากจะให้จบภายในวันศุกร์หน้า(10 พ.ย.)ให้ได้” นายเศรษฐากล่าว
ส่วนกรณีที่สื่อบางสำนักวิจารณ์เป็นนายกฯ หุ่นเชิด เพราะไม่กล้ายุบกอ.รมน. นายเศรษฐากล่าวว่า ตนได้ตอบผ่านทางทวีตไปแล้ว ก็ตามนั้น ชัดเจนอยู่แล้ว “ผมพูดและเขียนชัดเจนไปแล้ว ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ขออย่าให้ความสำคัญกันมากนักเลย ถ้ามีข้อสงสัยหรือข้อข้องใจอะไรตามที่ตัวตนของผมเป็นอยู่ แค่นั้นแหละ ไม่ได้ต้องการจะให้เกิดความขัดแย้งอะไร”
ภท.-รทสช.หนุนสุดตัว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ถูกโจมตี ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลจะสนับสนุนโครงการดังกล่าวหรือไม่ว่า พรรคร่วมรัฐบาลต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ไม่อย่างนั้นจะเป็นพรรคร่วมได้อย่างไร อย่างกรณีนี้ถือเป็นนโยบายของพรรคแกนนำที่ต้องมีการหารือถึงนโยบาย งบประมาณและวิธีการ กว่าจะมาถึงครม.ต้องผ่านกระบวนการทั้งหลายมาแล้ว เรามีหน้าที่ต้องให้การสนับสนุน
ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รอง นายกฯ และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรค รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ในฐานะเป็นรัฐบาลให้การสนับสนุนอยู่แล้ว แต่ต้องดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจอย่างที่ประชาชนและภาคธุรกิจเป็นห่วง ส่วนตัวมั่นใจว่านายกฯ ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสนับสนุนโครงการดังกล่าวใช่หรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ไม่เรียกว่าสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน แต่เป็นนโยบาย เมื่อรับนโยบายนี้แล้วโดยมารยาทต้องปฏิบัติตาม เพียงแต่จะทำอย่างไรให้นโยบายนี้ไม่กระทบตามที่ประชาชนและภาคเศรษฐกิจเป็นห่วง หากสามารถดำเนินการไม่ให้เกิดผลกระทบ หรือให้มีผลกระทบน้อยที่สุด แก้ไขให้สิ่งที่ไม่ดีออกไปเหลือแต่ส่วนที่ดีไว้ก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เท่าที่ทราบขณะนี้ทุกฝ่ายพยายามปรับลด ปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และปรับแต่งอยู่
กกต.พร้อมร่วมตรวจสอบ
ที่สำนักงานคณะกรรมกการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งคณะทำงานตรวจสอบนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และมีกกต.ร่วมเป็นคณะทำงานด้วยว่า ในช่วงเลือกตั้งพรรคการเมืองจะเสนอนโยบายที่จะต้องใช้จ่ายเงินต้องชี้แจงข้อมูลให้ครบ 3 เงื่อนไข 1.แหล่งที่มาของเงิน 2.ประโยชน์ที่จะได้รับ 3.ความเสี่ยงของนโยบายนั้นๆ ซึ่งกกต.ไม่มีอำนาจที่จะไปอนุญาตให้ใครหาเสียงได้ หรือไม่ได้ แต่ขอให้พรรคการเมืองจัดทำข้อมูลให้ครบใน 3 เงื่อนไข เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะออกเสียงลงคะแนนให้หรือไม่
ถ้านโยบายนั้นจะทำให้การเงินการคลังของประเทศเสียหาย จะมีรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจตามมาตรา 245 โดยระบุว่าให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำความเห็น ถ้าพบว่านโยบายจะสร้างความเสียหายต่อการเงินการคลังของประเทศ ให้หารือร่วมกันกับกกต. และป.ป.ช แต่ถ้าดำเนินการนโยบายนั้นๆ แล้วเกิดการทุจริต จะเป็นหน้าที่ของป.ป.ช.ในการตรวจสอบ ซึ่งกฎหมายออกแบบมาอย่างถูกต้องครอบคลุมแล้ว ตนมองว่าการที่พรรคการเมืองพยายามทำตาม นโยบายเป็นเรื่องที่ดีของการเมืองไทย ส่วนดีหรือไม่นั้นคงต้องรอดู ซึ่งมีกระบวนการในการตรวจสอบ และต้องรอดูว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน
“ประชาชนต้องดู 3 เงื่อนไขว่าประชาชนจะเลือกคุณไหม มันเสี่ยงหรือคุ้มค่าหรือไม่ แล้วไปโหวต ถ้าโหวตไม่ผ่านก็ไม่ผ่านตั้งแต่ประชาชน ถ้าผ่านด่านประชาชนแล้วจะต้องถึงด่านรัฐธรรมนูญต่อ แล้วมาด่านป.ป.ช. ต่อไป ระบบวางไว้แบบนี้ ย้ำว่า กกต.ทำตามกฎหมายเราไม่ได้ทำตามความรู้สึกคน” นายแสวงกล่าว

โค้งขอโทษ- นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ หรือปูอัด สส.ก้าวไกล ซึ่งถูกพรรคสั่งคาดโทษกรณีคุกคามทางเพศ โค้งขอโทษระหว่างแถลงข่าวที่ศูนย์ประสานงานพรรคก้าวไกล เขตจอมทอง กทม. เมื่อ วันที่ 3 พ.ย.
ก.ก.ส่งหนังสือสั่ง‘ปูอัด’รับผิด
จากกรณีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) มีมติขับนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา หรือแจ้ สส.ปราจีนบุรี พ้นพรรค ส่วนนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ หรือ ปูอัด สส.กทม. เขตจอมทอง-บางขุนเทียน-ท่าข้าม แค่คาดโทษ เนื่องจากกก.บห.เห็นว่าทั้ง 2 กรณีมีความผิดจริงเรื่องคุกคามทางเพศ ซึ่งนายวุฒิพงศ์ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 30 วันเพื่อรักษาสถานภาพสส. ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ถึงความไม่เป็นธรรมเนื่องจากกรรมการวินัยของพรรคมีความเห็นว่าเป็นการคุกคามทางเพศทั้งสองกรณีรวมถึงกดดันให้นายไชยามพวานลาออก จากนั้นในสังคมมีการตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้อุ้มไม่ให้นายไชยามพวาน ถูกขับออกจากพรรค จึงปรากฏชื่อของสส.กทม. ทั้ง 5 คน ผู้สื่อข่าวติดต่อเพื่อสอบถามไปยังผู้ที่ถูกพาดพิง
ปรากฏว่าทั้ง น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ นายธัญธร ธนินวัฒนาธร ต่างยืนยันยกมือขับนายไชยาพวาน ขณะที่นายจรยุทธ จตุรพรประสิทธิ์ อ้างติดประชุม นายทิสรัตน์ เลาหพล และนายสิริน สงวนสิน ไม่สามารถติดต่อได้
วันเดียวกัน พรรคก้าวไกลส่งหนังสือ คำสั่งแจ้งให้นายไชยามพวานปฏิบัติตามมติ กก.บห. ภายหลังถูกลงโทษกรณีคุกคามทางเพศทีมงานพรรค 3 คน ดังนี้
1.แถลงยอมรับผิดและขอโทษในทางสาธารณะต่อสังคมกับผู้เสียหายทั้ง 3 รายอย่างจริงใจ ต่อการกระทําผิดทางวินัย ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นภายในวันเสาร์ที่ 4 พ.ย. 2.ชดเชยเยียวยาความเสียหายตามสมควรแก่กรณีต่อ ผู้เสียหายทั้ง 3 ราย ภายในระยะเวลาอันสมควร โดยต้องแจ้งหลักฐานการดําเนินการเยียวยาต่อ กก.บห.เพื่อพิจารณาผลการดําเนินการตามคําสั่งนี้ โดยให้แถลงถึงการดำเนินการเยียวยาด้วย
3.ยุติการก่อความเสียหายต่อผู้เสียหายทั้ง 3 รายโดยทางตรงและทางอ้อม 4.ยุติการการ กระทําอันเป็นการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อความเดือดร้อนรําคาญทางเพศ หรือกระทําการขัดหรือแย้งต่ออุดมการณ์และข้อบังคับพรรคต่อบุคคลอื่นใด ตลอดระยะเวลาที่ ดํารงตําแหน่งสมาชิกพรรคซึ่งเป็นสส.ตลอดสมัยนี้ หากไม่ดำเนินการตามเงื่อนไขภายในกำหนดระยะเวลา ถือว่าฝ่าฝืนคำสั่งหรือมติ กก.บห. เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง อันมีบทลงโทษขั้นสูงสุดคือ การให้พ้นจากสมาชิกภาพของพรรค
เจ้าตัวแถลงขอโทษ-ปัดคุกคาม
เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ประสานงานพรรคก้าวไกล เขตจอมทอง นายไชยามพวานแถลงภายหลังได้รับหนังสือจากพรรคก้าวไกล ว่า ตนตั้งใจจะชี้แจง และนำเสนอหลักฐานต่อสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนในข้อกล่าวหาตามคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งตนได้ส่งหลักฐานให้กก.บห.พิจารณานานแล้ว โดยจากกรณีที่มีผู้ร้องทั้งหมด 3 คน ขอชี้แจงเป็นรายกรณี ดังนี้ 1.ตามเอกสารที่ระบุว่า มีการใช้อำนาจคุกคามทางเพศ ไปที่ผู้ร้องคนที่หนึ่ง ซึ่งเป็น ผู้ช่วยที่ร่วมกันทำพื้นที่ในเขตจอมทองมา โดยตลอด ตนขอแสดงหลักฐานข้อความ ส่วนตัวระหว่างตนและคู่กรณีดังนี้ จากนั้น นายไชยามพวานได้อ่านบันทึกการสนทนาให้กับสื่อมวลชนฟัง พร้อมกล่าวว่า
“หากเป็นการคุกคามทางเพศ โดย ใช้อำนาจบีบบังคับตามที่คณะกรรมการ พรรควินิจฉัย ผมก็ต้องขอโทษจริงๆ” นายไชยามพวานกล่าว พร้อมลุกขึ้นโค้งคำนับ
2.กรณีที่อ้างว่ามีรูปถ่ายขณะที่ผู้ร้องคนที่สองผูกเนกไทให้กับตน และอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้องพัก เป็นการคุกคามทางเพศนั้น ขอชี้แจงว่า รูปดังกล่าวจัดทำขึ้นเป็นคอนเทนต์ เพื่อเตรียมไว้สำหรับลงโซเชี่ยลมีเดีย โดยมีแนวคิดว่า ตนเป็น สส.หน้าใหม่ ที่ผูกไทไม่เป็น ซึ่งผู้ร้องคนที่สองเป็นคนคิดคอนเทนต์นี้เอง และเป็นเพียงการส่งรูปให้เลือกเพื่อลงโซเชี่ยลมีเดีย แต่ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ เป็นข้อบ่งชี้ที่ว่า ผู้ร้องรู้ตัวว่าถูกถ่ายแน่นอน และในวิดีโอผู้ร้องมีการสนทนากับตนตลอด และจะเห็นได้จากเงาสะท้อนว่า มีผู้ช่วยคนอื่นอยู่ในห้องด้วย ไม่ได้อยู่กันสองต่อสองตามที่ได้มีการกล่าวอ้าง
ส่วนสลิปการโอนเงินที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นการโอนเพื่อปิดปากนั้น ขอชี้แจงว่า เป็นการโอนเงินเดือนตามบันทึกข้อตกลงร่วมงาน และให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพระหว่างการว่างงาน “หากรูปดังกล่าวที่แจ้งไปข้างต้น ถือว่าเป็นการคุกคามทางเพศตามที่คณะกรรมการของพรรควินิจฉัย รวมถึงถือว่าสลิปโอนเงินนั้น เป็นการปิดปาก ผมก็ขอโทษ และพร้อมยอมรับในมติพรรค” นายไชยามพวานกล่าว พร้อมลุกขึ้นโค้งคำนับ
ลั่นถ้ากกต.ชี้ผิดพร้อมลาออก
3.กรณีที่มีการแตะเนื้อต้องตัว ซึ่งถูกมองว่าเป็นการคุกคามนั้น ตนทราบดีว่าเวลาลงพื้นที่อาจมีการแตะตัวกับผู้อื่นค่อนข้างมาก แต่ตนไม่มีเจตนาที่จะแตะตัวใครเพื่อเป้าประสงค์ทางเพศ และการสัมผัสตามคำร้องของผู้ร้องคนที่สามนั้น เป็นการแตะเนื้อต้องตัวธรรมดาของผู้ร่วมงาน ไม่ได้มีเป้าประสงค์ทางเพศ
“หากผมผิดพลาดที่อาจไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงขอบเขตเหล่านี้ให้ดีพอว่า แต่ละคนอาจมีขอบเขตในการยอมรับที่แตกต่างกัน และผมต้องขออภัย หากการกระทำของผมทำให้ผู้ร้องรู้สึกไม่สบายใจ และผมอาจจะไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ร้องสะท้อนความรู้สึกถึงความไม่สบายใจออกมาได้มากพอ ผมก็ต้องขออภัย และจะระมัดระวังตัวมากขึ้น” นายไชยามพวานกล่าว พร้อมลุกขึ้นโค้งคำนับ
ท้ายที่สุด ตนเคารพในการตัดสินใจของมติพรรค ขอฝากพี่น้องสื่อมวลชนและประชาชน ช่วยพิจารณาตามเอกสารหลักฐานตรงนี้ด้วยว่า เป็นพฤติกรรมคุกคามทางเพศ และเข้าข่ายหรือไม่
“ขอโทษเพื่อนๆ ที่ทำให้พรรควันนี้มีรอยร้าวขึ้นมา ขอโทษประชาชนในพื้นที่ ที่วันนี้เพิ่งจะเอาหลักฐานออกมาให้ทุกคนได้ทราบ และหลังจากเสร็จการแถลงข่าวผมจะไปลงพื้นที่ต่อ” นายไชยามพวานกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสส.ในพรรคหลายคนกดดันให้ลาออก นายไชยามพวากล่าวว่า ไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้ ต่อข้อถามว่า มีการเทียบมาตรฐานกันระหว่าง สส.ของพรรคที่เมา แล้วขับก็ลาออก แต่กรณีนี้ถือว่าร้ายแรง นายไชยามพวานกล่าวว่า ขออนุญาตไม่ตอบคำถามประเด็นนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยล่วงละเมิดใดๆ เลย นายไชยามพวานกล่าวว่า เบื้องต้นขอให้เอกสารไปดู และ ขณะนี้มีคนร้องเรื่องของตนไปที่กกต.แล้ว ต้องรอกกต.สอบสวน หากผลการสอบสวนเป็นอย่างไร ถ้าผิดจริงตนพร้อมลาออก และที่ออกมาแถลงวันนี้ ต้องการชี้แจง และต้องการขอโทษตามเงื่อนไขพรรค
เมื่อถามว่า มีมุ้ง ส.ส.ฝั่งธนฯ มาอุ้มจริงหรือไม่ นายไชยามพวานกล่าวว่า ไม่มี ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลไม่มีมุ้งเพื่อต่อรองตำแหน่ง แต่ที่มีมุ้งคือ พรรคก้าวไกล ที่ทำงานร่วมกัน ทุกคนที่โหวตวันนั้น เป็นการโหวตตามที่เห็นสมควร วันนั้นตนยังไม่รู้เลยว่าใครโหวตอะไรบ้าง
‘ชัยธวัช’ซัดไม่สำนึก-ถกกก.บห.ด่วน
เวลา 17.45 น.นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ผมเห็นว่า การแถลงของคุณไชยามพวานในวันนี้ นอกจากจะไม่สำนึกยอมรับผิดและขอโทษต่อผู้เสียหายอย่างจริงใจแล้ว ยังอาจเป็นการก่อความเสียหายซ้ำเติมต่อผู้ถูกกระทำทั้งสามรายอีกด้วย ดังนั้น หลังจากวันเสาร์นี้ ผมในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล จะเรียกประชุมกก.บห.เพื่อให้พิจารณาว่าคุณไชยามพวานกระทำการให้เป็นไปตามมติของกก.บห.หรือไม่
หากกก.บห.เห็นว่า คุณไชยามพวานกระทำการขัดต่อมติของกก.บห. ก็จะนำไปสู่กระบวนการทางวินัยจากฐานการฝ่าฝืนมติกก.บห.ดังกล่าว อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และหากมีความผิดจริง จะนำไปสู่การจัดประชุมร่วมระหว่างกก.บห.กับส.ส.ของพรรค เพื่อมีมติให้คุณไชยามพวานพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกลหรือไม่ต่อไป
เลขาฯ กกต.ระบุไร้อำนาจสอบ
ที่สำนักงาน กกต. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวกรณีนายไชยามพวาน ระบุพร้อมให้กกต.ตรวจสอบกรณีถูกกล่าวหามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศตามที่นายโชติพิพัฒน์ เตชะโสภณมณี อดีต สส.กทม.เขตจอมทอง พรรคภูมิใจไทย ยื่นคำร้องว่า เห็นแต่เป็นข่าว ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่โดยโครงสร้างการทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมืองและสำนักงาน กกต.จะติดต่อกับพรรค ไม่ได้ติดต่อกับสมาชิก ถ้าการดำเนินการของพรรคไม่เป็นไปตามที่กฎหมาย หรือข้อบังคับพรรคกำหนด สมาชิกพรรคหรือบุคคลภายนอก สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้ เท่าที่ติดตามข่าวลักษณะพฤติกรรมที่มีการกล่าวหา หากมีการกระทำจริง ไม่ใช่คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรคที่อยู่ในอำนาจนายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาว่าจะให้เขาพ้นหรือไม่พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค รวมทั้งไม่ได้เป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นสส. ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นเหตุให้กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 แต่อาจเป็นพฤติกรรมซึ่งเป็นเรื่องจริยธรรมที่มีอยู่ 2 ส่วน
ส่วนแรกถ้าเป็นสมาชิกรัฐสภาจะมีมาตรฐานจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา ที่สภาจะเป็นผู้ดำเนินการสอบ เช่น ใช้กลไกกรรมาธิการต่างๆ ส่วนที่สองเป็นจริยธรรมตามข้อบังคับพรรคการเมืองที่พรรคจะกำหนดเพิ่มเข้าไป จากที่กำหนดว่าต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ล้อมาจากกฎหมาย ซึ่งพฤติกรรมจริยธรรมจะมากกว่าและลึกไปกว่าลักษณะต้องห้ามการเป็นสมาชิกพรรคที่กฎหมายกำหนด
สีดาไม่ทน-เพจฯ บุกไล่ถึงพรรค
เวลา 11.00 น. ที่พรรคก้าวไกล ตัวแทนเพจวันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร กลุ่มสีดาไม่ทน พร้อมนายนิยม นพรัตน์ หรือ เค สามถุยส์ และนายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความ เท่าเทียมระหว่างเพศ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาจัดกิจกรรมและยื่นหนังสือเรียกร้องให้พรรคก้าวไกลเปิดเผยรายชื่อสส. ที่ไม่ร่วมประชุม และ สส.ที่โหวตไม่ขับ นายไชยามพวานออกจากพรรค มีน.ส.เบญจา แสงจันทร์ กก.บห. ประธานคณะทำงานพิเศษเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ รับหนังสือ โดยมีตำรวจจาก สน.หัวหมาก 20 นายรักษาความปลอดภัย
นายแทนคุณกล่าวว่า หลังจากนี้ไปไม่ว่า สส.ที่กระทำการละเมิดทางเพศจะย้ายไปอยู่พรรคไหนก็ตาม พวกเราจะไปยื่นหนังสือให้ทุกที่ เพื่อให้ไม่มีพรรคไหนรับจนกว่าจะสิ้นสมาชิกภาพ สส.
ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมปราศรัย กลุ่ม ผู้จัดกิจกรรมได้พูดคุยกับน.ส.เบญจา ซึ่งน.ส.เบญจาชี้แจงว่า พรรคก้าวไกลให้การคุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหายด้วยความจริงใจ ถ้าไม่ทำตามเงื่อนไขในวันที่ 4 พ.ย.นี้ กก.บห.ก็มีมติลงโทษ ยืนยันว่าการพิจารณาไม่มีตั๋ว ไอติม ไม่มีพวกมากลากไป
อนุฯ จ่อส่งร่างคำถามประชามติ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงกรณีคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีนายนิกร จำนง เป็นประธานอนุกรรมการ ได้รับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนรัฐสภาผ่าน 2 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) คือ กมธ.การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว.เป็นประธาน เมื่อ 30 ต.ค. และกมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นประธานเมื่อ 2 พ.ย.
การหารือนอกจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการ ออกเสียงประชามติแก้รัฐธรรมนูญแล้ว อนุกรรมการได้นำเสนอร่างคำถามการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติ ใน 3 ประเด็นคำถาม 1.ท่านเห็นสมควรจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ 2.ท่านต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 (1) ทั้งฉบับ โดยคงไว้ซึ่งหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ (2) แก้ไขรายมาตรา และ 3.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ท่านเห็นสมควรจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาดำเนินการหรือไม่
สอบถามถึงจำนวนครั้งการทำประชามติ ดังนี้ 1.ออกเสียงประชามติ 1 ครั้ง ก่อนเริ่มแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 ที่กำหนดว่าประชาชนเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ 2.ออกเสียงประชามติ 1 ครั้ง กรณีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 เพื่อกำหนดที่มาของส.ส.ร. และ 3.ออกเสียงประชามติ 1 ครั้ง เมื่อนัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จเพื่อให้ประชาชนเห็นชอบ ก่อนนายกฯ นำทูลเกล้าฯ พร้อมกับตั้งคำถามว่า ในการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ เห็นสมควรจัดให้มีการออกเสียงประชามติ กี่ครั้ง คือ 1) 1 ครั้ง 2) 2 ครั้ง 3) 3 ครั้ง 4) มากกว่า 3 ครั้ง
นายนิกรให้สัมภาษณ์ว่า ทางอนุกรรมการจะส่งร่างคำถามประชามติไปยังสมาชิกรัฐสภา ทั้ง สว. สส. ให้ตอบในช่วงเปิดประชุมสภาสมัยหน้าในเดือนธ.ค.นี้ โดยส่งเป็นรายบุคคลในวันที่มาประชุมสภา ฝากเจ้าหน้าที่ของสภาที่รับเซ็นชื่อเข้าร่วมประชุมแจกไปทีเดียว